X
    Categories: everYSurviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 3.1-3.3 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 3

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1

ผู้เขียน : matgam

แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์

ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ

สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว

การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา

การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 3.1

 เวฟระลอกแรก

 

“ข้างนอกมีคนครับ”

นัมจินซูมองออกไปนอกหน้าต่างผ่านช่องว่างระหว่างกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปิดทับกันไว้หนาทึบ เขาสะดุ้งตกใจและวิ่งแจ้นมายังโรงอาหารบุคลากร บรรยากาศภายในโรงอาหารหดหู่มากหลังจากที่มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต ผู้รอดชีวิตต่างก็กำลังจมอยู่กับความสิ้นหวัง ครั้นได้ยินคำพูดของนัมจินซูก็พากันเงยหน้าขึ้นมาด้วยใจที่มีความหวังเล็กๆ แต่นัมจินซูกลับโบกไม้โบกมือหน้าตาตื่น

“ไม่น่าจะใช่ทีมกู้ภัยหรอกครับ”

“ถ้างั้นเขาเป็นใคร หรือว่าเป็นสัตว์ประหลาด”

เสียงของฮวังซูยอนแหลมเสียดหู เธอเป็นนักเรียนมัธยมปลายปีสามของโรงเรียนมัธยมปลายมกซองและเป็นเพื่อนสนิทของนักเรียนหญิงที่เสียชีวิต เธอกำลังฉุนเฉียวหนักเพราะเพิ่งทะเลาะกับคนอื่นๆ เรื่องเพื่อนที่ตายไป คิมบกซุนผู้เป็นแม่ครัวประจำโรงอาหารจึงลูบหลังฮวังซูยอนเบาๆ

“ฉันว่าน่าจะเป็นคนนะ…”

“ไปดูกันสักหน่อยเถอะ”

เมื่อยูยอนฮาหัวหน้าห้องปีสามห้องสี่ลุกขึ้น ฮวังซูยอนก็จ้องมองเขา แต่เขาก็พยายามหลบสายตานั้นและเดินนำคนอื่นๆ ไปยังโรงครัว ในขณะที่ฮวังซูยอนนั่งนิ่งประหนึ่งมีรากงอกยึดติดไว้

“โซมัง…”

เพื่อนที่รักที่สุดได้ตายจากไปแล้ว จริงอยู่ที่อีโซมังกระดูกหักหลายแห่ง บาดแผลฉกรรจ์จนอวัยวะภายในทะลักออกมา และตกอยู่ในสภาพคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเธอจะมาตายแบบนี้ อีโซมังทนความเจ็บปวดไม่ไหวและส่งเสียงโอดครวญออกมาเป็นระยะๆ หลายคนเอาผ้ามาม้วนแล้วยัดใส่ปากเธอ แต่กระนั้นเสียงก็ยังดังลอดออกมา ทุกคนจึงผลัดกันเอามือมาปิดปากเธอไว้

อีโซมังเพิ่งขาดใจตายไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ยูยอนฮาเป็นคนสุดท้ายที่ปิดปากเธอ เขาตื่นตกใจจนร้องไห้พลางขอโทษ คนอื่นๆ จึงช่วยพูดปลอบใจกันคนละคำสองคำว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ฮวังซูยอนกลับยกโทษให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะยูยอนฮาหรือใครก็ตาม…เพราะทุกคนต่างก็ทำหน้าเหมือนโล่งใจที่อีโซมังตาย

“นั่นคนนี่! เราต้องช่วยเขา!”

เจ้าของเสียงนั้นคือยูยอนฮา เขาเห็นบางอย่างที่นอกหน้าต่างจึงรีบโน้มน้าวคนอื่นๆ ทว่าปฏิกิริยาที่ได้รับกลับมานั้นช่างเย็นชา ทุกคนลังเลพร้อมทำสีหน้าลำบากใจ เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้หากยังคิดจะช่วยคนอื่นอีกอาจทำให้ที่นี่ต้องเสี่ยงอันตรายไปด้วย แต่ยูยอนฮากลับเตรียมใจแน่วแน่หยิบมีดทำครัวมากำแน่น

“ถ้าทุกคนไม่คิดจะช่วย…ฉันจะไปเอง”

“พี่! นั่นคือการฆ่าตัวตายชัดๆ เลยนะครับ”

“แต่เพื่อนฉันอยู่ข้างนอกนั่น…!”

ต่อให้มืดมิดและห่างไกลขนาดไหนก็มองออก เพราะไม่มีใครที่จะมีรูปลักษณ์สมบูรณ์แบบไปได้มากกว่า ‘หมอนั่น’ อีกแล้ว ยูยอนฮาปั้นหน้าเด็ดเดี่ยวเมื่อรับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นถี่ระรัว แม้ทุกคนจะจับตัวยูยอนฮาเอาไว้ แต่ความตั้งใจของเขาก็ยังคงไม่สั่นคลอน

ในตอนนั้นเองเสียงหัวเราะของฮวังซูยอนก็ดังก้องไปทั่วโรงอาหารบุคลากร

“ฮะ…ฮะๆ…ฮ่า…ฮ่าๆๆ”

ฮวังซูยอนระเบิดหัวเราะลั่นราวกับลืมกฎที่ต้องเงียบไปแล้ว เพื่อนในกลุ่มสองสามคนจึงรีบวิ่งไปปิดปากเธอไว้ตามด้วยปิดประตูแน่น

“พี่คนนั้นเป็นบ้าไปแล้วเหรอ”

นัมจินซูบ่นอุบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เสียงหัวเราะของฮวังซูยอนที่ดังก้องโรงอาหารบุคลากรทำให้ยูยอนฮานึกถึงอีโซมังที่สิ้นลมคามือตัวเอง เขาตัวสั่นเทาจนทำมีดทำครัวหล่นลงพื้นเสียงดัง

เคร้ง…!

“…ฉะ…ฉันปล่อยให้เพื่อนตายไปเฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด”

‘ทีเพื่อนฉันนายยังฆ่าได้เลย ทีเพื่อนนายนายกลับบอกว่าจะช่วยเนี่ยนะ’

เสียงร่ำร้องอย่างแค้นเคืองของฮวังซูยอนคล้ายกับจะดังก้องอยู่ในหู ยูยอนฮาพูดเสียงสั่นด้วยความกลัว ทว่ายังไม่ยอมแพ้ในเจตนาเดิม ในจังหวะนั้นเองคิมบกซุนก็ยกกระทะขึ้นมา

“ก็จริงนะ เด็กพวกนั้นเองก็คงเป็นลูกหลานของใครสักคนเหมือนกัน…อย่างน้อยเราก็ควรลองพยายามเท่าที่จะทำได้ก่อนนี่ จริงไหม”

“คุณป้า…!”

“ทั้งคู่เสียสติกันไปแล้ว เราจะไปสู้กับสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้ยังไง”

“เราล่อมันไปฝั่งทางเข้าโรงอาหารไม่ได้เหรอ กระจกเป็นแบบกันกระสุน ยังไงมันก็แข็งแรงอยู่แล้ว แถมยังไกลจากโรงครัว…”

“ขนาดผนังตึกยังถล่ม นับประสาอะไรมาเชื่อใจในกระจกกันกระสุน…! ไม่ได้หรอกครับ ผมทำไม่ได้หรอก”

ความเห็นขัดแย้งกันเองระหว่างต้องช่วยกับไม่ควรช่วย ยูยอนฮากัดริมฝีปากแน่น สถานการณ์ในตอนนี้ทุกนาทีทุกวินาทีล้วนมีค่า ไม่มีเวลามามัวลังเลอะไรอีกแล้ว เขามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง

“…เอ๊ะ?”

นักเรียนราวห้าหกคนกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วเต็มที่

ตรงนี้ไม่มีประตูสักหน่อย ทำไมถึงวิ่งมาทางนี้ล่ะ…

ยูยอนฮาถอยหลังตามสัญชาตญาณ ในจังหวะเดียวกันนั้นเองบางสิ่งก็พุ่งเข้าชนกับหน้าต่างและทะลุเข้ามาในชั่วพริบตา ก่อนจะลอยหวือแล้วกลิ้งไปหยุดที่มุมครัว มันคือชิ้นส่วนปูนที่มีเหล็กเส้นฝังอยู่

ขืนโดนเจ้านี่อัดเข้าล่ะก็…

เพียงแค่คิดในใจ ยูยอนฮาก็ขนลุกซู่ หน้าต่างแตกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเศษกระจกที่ร่วงกระจาย จากนั้นก็มีคนพุ่งตัวลอดเหนือช่องนั้นเข้ามาด้านใน

“…จะ…แจยอง!”

สีหน้าของยูยอนฮาดูโล่งใจขึ้นทันตา มันคือใบหน้าที่เขาอยากเห็นที่สุดมาตลอด แม้ชุดนักเรียนจะเลอะไปด้วยเลือด แต่ดูจากท่าทางการเคลื่อนไหวที่ยังดูคล่องแคล่วของหมอนั่นแล้วดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ยูยอนฮายังไม่ทันได้เดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ อีฮยอนอู คังด็อกโฮ และนักเรียนปีหนึ่งอย่างโอฮันบิทก็ปรากฏตัวตามแจยองเข้ามาทางหน้าต่างติดๆ กัน ทุกคนมองเห็นคนที่อยู่ข้างในแล้ว แต่ก็ยังคงปิดปากเงียบและกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างเร่งรีบ

คังด็อกโฮหยิบมีดทำครัวที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วโยนออกไปด้านนอก ส่วนคิมแจยองก็เช็กดูว่าเตาแก๊สพกพาบนโต๊ะโรงอาหารมีกระป๋องแก๊สบิวเทนใส่ไว้หรือไม่ เขาหยิบกระป๋องแก๊สใบใหม่ที่วางอยู่ข้างกันแล้ววิ่งออกไปด้านนอก

“แจยอง…อุ๊บ!”

คังด็อกโฮปิดปากยูยอนฮาไว้แล้วหมอบตัวลงต่ำพร้อมกัน จากนั้นผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ในโรงอาหารก็หมอบลงกับพื้นตามแบบเก้ๆ กังๆ อย่างพร้อมเพรียง

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมแจยองถึงวิ่งออกไปข้างนอกอีกล่ะ แล้วสัตว์ประหลาดทำไมถึงไม่ตามมา เจ้าพวกนี้กำลังโดนไล่กวดกันอยู่ชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง…!

ในขณะถูกมือที่ใหญ่ปานฝาหม้อปิดปากอยู่ ยูยอนฮาก็คิดวุ่นวายอยู่ในหัว แต่กระนั้นก็ยังหาคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้ ยูยอนฮาตบแขนคังด็อกโฮเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ปล่อยมือออก คังด็อกโฮทำท่าเหมือนจะบอกให้เงียบพร้อมปล่อยมือออก ยูยอนฮาจึงพยักหน้า

ตู้ม!

ในอีกชั่วครู่หนึ่งให้หลัง จู่ๆ ก็มีเสียงบางอย่างระเบิดดังขึ้น อีฮยอนอูทำสัญญาณเป็นเชิงบอกว่าอย่าขยับ ก่อนจะลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง จุดที่เกิดการระเบิดคือบริเวณมุมสนามกีฬา เงาดำทะมึนวิ่งกรูกันเข้าไปที่จุดนั้นอย่างบ้าคลั่ง

และยังมีอีกเงาหนึ่ง ไม่สิ…และยังมีอีกสองเงาวิ่งตรงมายังโรงอาหาร คิมแจยองวิ่งใกล้เข้ามาในสภาพที่ถูกอุ้มราวเจ้าหญิงอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคน

รุ่นพี่คนนั้นรู้จักเหนื่อยบ้างไหมเนี่ย…

หากช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียวมีหวังคงได้โดนสัตว์ประหลาดจับตัวไปแล้ว หากเขาไม่วิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิมเหมือนตอนเริ่มวิ่งและคอยนำหน้าคนทั้งกลุ่ม คนทั้งกลุ่มก็คงตายกันหมดก่อนจะมาถึงที่นี่ไปแล้ว คนที่แผลลึกจนเกือบเห็นกระดูกสามารถเคลื่อนไหวแบบนั้นได้ยังไงกัน ไม่เพียงเท่านั้นคังด็อกโฮที่อยู่ทีมนักกีฬาแท้ๆ ยังต่อกรกับสัตว์ประหลาดเหล่านั้นไม่ได้ แต่เขาคนนี้กลับใช้กระบองสามท่อนทุบพวกมันกระจุย สำหรับอีฮยอนอูแล้วเขามองว่าซอนอึนซูคือบุคคลประหลาดที่มีแต่เรื่องน่าสงสัยเต็มไปหมด

“ปิดตายหน้าต่าง!”

ซอนอึนซูเอ่ยขึ้นหลังจากส่งคิมแจยองเข้ามาในโรงอาหารก่อนแล้วกระโดดข้ามหน้าต่างตามเข้ามา

“หูหนวกหรือไง!”

“เอ่อ…”

“ฉันบอกให้ปิดตายหน้าต่างซะ!”

ไม่รู้เพราะอะไร…น้ำเสียงหยาบคายของซอนอึนซูกลับฟังแล้วชวนให้รู้สึกโล่งใจ อีฮยอนอูฝืนข่มกลั้นความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าคืออะไรเอาไว้ ก่อนจะรีบหันมามองหาของที่พอจะใช้ปิดหน้าต่างที่แตกเป็นโพรงได้ โชคดีที่คิมบกซุนผู้ที่ทำงานอยู่ในโรงอาหารรู้จักตำแหน่งสิ่งของทุกอย่างเป็นอย่างดี เธอลุกพรวดขึ้นเดินไปหยิบลังพลาสติกสองสามใบจากด้านหลังตู้เย็นมายื่นให้ซอนอึนซู ซอนอึนซูจึงเอาลังที่พับไว้มาวางแนบตรงหน้าต่างในแนวตั้ง ทว่าตัวลังกลับมีขนาดเล็กเกินไปจึงเหลือช่องว่างด้านบน แต่แล้วคิมแจยองก็โผล่มาพร้อมกับเทปกาวซึ่งไม่รู้ไปหามาจากไหน พวกเขาค่อยๆ ฉีกเทปกาวโดยระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง ก่อนจะติดลังสองใบเข้าด้วยกันแล้วเอาไปสอดไว้ที่หน้าต่าง

“…เข้าไปด้านในกันเถอะ”

หลังจากปิดตายหน้าต่างเสร็จและกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ยูยอนฮาก็พูดเสียงแผ่วเบา แม้เพื่อนที่เขาอยากจะตามหาและช่วยเหลือสุดใจจะหวนกลับมาทั้งยังมีชีวิตอยู่ แต่ยูยอนฮากลับมีสีหน้าแข็งทื่อราวกับไม่สบอารมณ์กับบางอย่าง

 

‘กระโจนเข้าไปซะ! แล้วถ้ามีของจำพวกมีดก็โยนออกมาข้างนอกที!’

ผมตะโกนพร้อมกับขว้างก้อนปูนขนาดเท่ากำปั้นไปที่หน้าต่างโรงครัวจนกระจกแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สี่คนที่นำหน้าผมอยู่กระโดดผ่านหน้าต่างเข้าไปทีละคน ผมรอดูพวกเขาเข้าไปในโรงอาหารจนเรียบร้อยถึงค่อยพุ่งตัวเข้าไปกลางวงสัตว์ประหลาดจำนวนมากที่ไล่ตามมา เหล่าสัตว์ประหลาดรุมกันอยู่เหนือตัวผม ผมหมอบต่ำและไถลตัวหลุดออกมาทางช่องว่างระหว่างพวกมัน

ไม่นานนักมีดทำครัวเล่มหนึ่งก็บินฉิวออกมาจากตัวอาคาร รับได้สวย! หลังจากรับมีดทำครัวที่จวนจะตกพื้นไว้ได้ทัน ผมก็ถือกระบองสามท่อนไว้มือหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือมีดทำครัว จากนั้นก็ล่อให้เหล่าสัตว์ประหลาดมองมาที่ผม

เวรเอ๊ย มีทั้งหมดกี่ตัวกันวะเนี่ย

ถ้าสลัดไม่หลุดมีหวังได้ตายลูกเดียวแน่ เมื่อผมพุ่งตัวไปทางฝั่งสนามกีฬา พวกสัตว์ประหลาดก็พากันกรูเข้ามาหาผม ผมใช้กระบองสามท่อนปัดป้องการโจมตีและใช้มีดฟันพวกมันตัวละทีสองที การรับมือกับสัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทว่าขณะนั้นเองผมสังเกตเห็นไฟลุกขึ้นมาบริเวณมุมสนามกีฬา อะไรอีกล่ะนั่น พอผมหรี่ตาเพ่งมองดีๆ ก็เห็นใครบางคนกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาแก๊สพกพา หมอนั่นกำลังวางกระป๋องแก๊สบิวเทนลงบนเตาที่จุดไฟไว้

‘เสียสติไปแล้วสินะ’

ผมแค่นหัวเราะเมื่อเห็นคิมแจยองพยายามจุดชนวนระเบิด คนอย่างหมอนี่พูดอะไรไปโคตรจะไม่ฟังกันเลยจริงๆ คิมแจยองจัดการเสร็จสรรพก็หันหลังเพื่อเตรียมจะวิ่งกลับไปที่โรงอาหาร ถ้าหมอนั่นกลับไปได้อย่างปลอดภัยก็คงจะดี แต่มันดันมีเงาดำตะคุ่มขยับอยู่ด้านหลังเขาเนี่ยน่ะสิ ผมรีบเปลี่ยนทิศทางหันไปหาคิมแจยองทันที ก่อนจะใช้มือปัดป้องการโจมตีของสัตว์ประหลาดที่ส่งเสียงประหลาดจนฝ่าออกมาได้อย่างหวุดหวิด

‘ไม่นะ!’

เมื่อสัตว์ประหลาดที่อยู่ด้านหลังคิมแจยองยืดหนวดยาวเฟื้อยออกมา ผมก็ร้องเสียงหลงโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้เพราะตกใจเสียงผมหรือเปล่า คิมแจยองเลยก้าวพลาดจนเซถลาล้มลง หนวดยาวนั้นจึงเฉียดผ่านเหนือศีรษะคิมแจยองไปเจาะทะลวงลงบนพื้นปูน ผมเอามีดทำครัวตัดหนวดที่จู่โจมเขาจนขาดในครั้งเดียว จากนั้นก็ช้อนตัวเขาแล้วอุ้มขึ้นมา

ตู้ม!

กระป๋องแก๊สบิวเทนถูกกระตุ้นด้วยความร้อนจัดจนระเบิด สัตว์ประหลาดที่ไล่ตามผมมาพลันหยุดชะงักและหันไปทางกระป๋องแก๊ส ผมไม่พลาดจังหวะนั้นรีบออกแรงวิ่งเต็มความเร็วโดยเร้นกายอยู่ในความมืด

ระ…รอดแล้ว…

เมื่อแน่ใจว่าพวกสัตว์ประหลาดที่ปล่อยให้ผมหลุดจากเงื้อมมือมาได้เคลื่อนขบวนไปทางกระป๋องแก๊สที่ระเบิดแล้ว ผมก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ผมสับขารัวพลางก้มมองคิมแจยองที่ทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ในอ้อมแขน

เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ หมอนี่คิดออกได้ยังไงว่าต้องเอาเตาแก๊สพกพากับกระป๋องแก๊สบิวเทนออกมาแล้วทำให้มันร้อนจนระเบิดเพื่อดึงความสนใจ ถ้าผมเรียนเก่งจะหัวไวได้แบบนี้หรือเปล่านะ ใบหน้าคิมแจยองเปียกปอนไปด้วยเหงื่อและซูบตอบเพราะลำบากตรากตรำมาหลายวัน ทว่ามันกลับยิ่งดูงดงามและมีเสน่ห์แบบแปลกๆ ฉลาดไม่พอ ยังสวยอีก…หมอนี่ขี้โกงชะมัด

‘เฮ้อ…ไอ้หน้าสวยเอ๊ย’

‘ฉันสวยเหรอ’

‘เออ สวยโคตรๆ เลยล่ะ’

เทพบุตรคิมแจยองที่ถูกอุ้มด้วยท่าเจ้าหญิงในอ้อมแขนผมคลี่ยิ้มบางๆ แม้จะกลืนไปกับแสงจันทร์สีแดงจนมองไม่ออก แต่ผมคิดว่าใบหูเขาคงต้องกำลังเห่อร้อนอยู่แน่ๆ แต่แบบนั้นแหละดีแล้ว จงหวั่นไหวให้มากๆ ผมยิ้มกว้างให้เขาอย่างละมุนละไม บอกตามตรงเลยว่า ณ ตอนนี้วินาทีนี้ที่พวกเราเพิ่งรอดพ้นจากประตูมรณะมา ถ้าจะให้ผมจุ๊บแก้มหมอนี่สักครั้ง ผมยังไม่ติดใจเลย

 

ในโรงอาหารเมื่อรวมห้าคนที่มาจากโรงยิมเข้าด้วยกันแล้วเท่ากับว่าตอนนี้มีผู้รอดชีวิตรวมกันทั้งหมดสิบห้าคน อีกสิบวันก็จะถึงเวลาที่ทุกคนเริ่มตื่นรู้ นับว่าโชคดีที่อาหารซึ่งเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิห้องยังเหลืออยู่อีกเยอะ เพราะที่นี่คือที่ที่ใช้ประกอบอาหารสำหรับนักเรียนเกือบพันคน แม้ไฟฟ้าจะถูกตัดไปจนอาหารแช่แข็งละลายหมดแล้ว แต่ด้วยความที่อุณหภูมิภายนอกลดต่ำลง มันจึงยังไม่ถึงกับเสียจนกินไม่ได้ กลุ่มคนที่รอดชีวิตก่อนหน้านี้ดูท่าจะกินอาหารแช่แข็งกันเป็นหลัก เพราะมีห่ออาหารแช่แข็งที่แกะแล้ววางอยู่ข้างอ่างล้างจาน น้ำในขวดพลาสติกที่กรอกเก็บเอาไว้ก่อนที่น้ำประปาจะถูกตัดก็มีอยู่ค่อนข้างเยอะ ผมลองบิดหัวก๊อกน้ำเบาๆ ปรากฏว่ามีน้ำไหลออกมาทันที แต่เนื่องจากไม่รู้ว่าน้ำในแท็งก์จะหมดเมื่อไหร่ พวกเราจึงต้องใช้น้ำพวกนี้กันอย่างประหยัด เมื่อแน่ใจแล้วว่าสามารถอดทนได้ถึงสิบวันหรือมากกว่านั้น ผมก็หันหลังเพื่อจะไปยังโรงอาหารบุคลากร ทำเอานัมจินซูที่เดินตามติดอยู่ข้างหลังสะดุ้งตกใจและผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

“ทำไม กลัวฉันจะทำอะไรหรือไง”

“ปะ…เปล่าครับลูกพี่”

“เปล่ากับผีน่ะสิ”

นัมจินซูคือผู้รอดชีวิตที่อยู่ในโรงอาหาร ในความฝันของผมแม้เขาจะไม่ได้ตื่นรู้ แต่เขาก็คอยเลียแข้งเลียขาผมเป็นอย่างดีเสมอ แถมยังชอบรังแกคุกคามคนอื่นด้วย และต่อมาเขาก็ไปสวามิภักดิ์กับชายูฮยอกและเปิดโปงความชั่วช้าที่ผมทำจนหมดเปลือก แต่สุดท้ายตัวเองก็ถูกชายูฮยอกสังหาร พอผมบอกว่าจะไปสังเกตการณ์ที่โรงครัว ผู้รอดชีวิตที่เดิมทีอยู่ในโรงอาหารก็ส่งนัมจินซูให้มากับผม ดูท่าคงเป็นเพราะได้ยินกิตติศัพท์ของผม ทุกคนถึงได้รู้สึกไม่วางใจ แต่เอาเถอะ ผมไม่ติดอะไรหรอก เพราะนัมจินซูเป็นประเภทหงอกับคนแข็งแกร่งและเก่งแต่กับคนอ่อนแออยู่แล้ว คนอย่างหมอนี่น่ะจัดการง่ายกว่าคนอื่นอีก

ภายในโรงอาหารบุคลากร ผู้คนต่างนั่งล้อมรอบตะเกียงที่จุดไว้เพียงดวงเดียว โต๊ะและเก้าอี้ที่มีถูกเอาไปซ้อนกันเพื่อใช้กั้นประตูและหน้าต่างทางฝั่งโรงอาหารนักเรียน ตอนนี้พื้นที่จึงเหลือเฟือพอให้คนสิบห้าคนล้มตัวลงนอนได้ แต่ละคนห่มผ้าปูโต๊ะซ้อนกันหลายผืนเพื่อบรรเทาความหนาว แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่

“คุณป้าครับ ที่นี่พอจะมีเสื้อผ้าบ้างไหม”

“ตายจริง นักเรียน เธอบาดเจ็บเยอะเลยนะเนี่ย”

ผมเดินเข้าไปถามคุณป้าแม่ครัวคิมบกซุน เธอกวาดตามองร่างกายผมด้วยสีหน้าสงสาร ตอนออกจากโรงยิมผมพันผ้าพันแผลช่วงท่อนบนไว้โดยไม่ได้ใส่เสื้อ แต่ผ้าดันคลายและหลุดออกระหว่างย้ายมาที่นี่ มันจึงเผยให้เห็นรอยแผลและรอยฟกช้ำต่างๆ ทั่วตัว นี่คือร่างกายของผู้ตื่นรู้ซึ่งมีความสามารถในการฟื้นตัวเหนือกว่าคนธรรมดาก็จริง แต่สภาพภายนอกนั้นก็ยังดูไม่จืดอยู่ดี

“เธอลองใส่นี่ไหม นี่เป็นชุดของพี่สาวที่ทำงานด้วยกันกับฉัน ไม่รู้จะใส่พอดีหรือเปล่านะ แต่พี่เขาค่อนข้างเจ้าเนื้อ ฉันว่าเธอน่าจะใส่ได้อยู่นะ”

“ขอบคุณครับ”

คุณป้าคิมบกซุนยื่นเสื้อยืดสีชมพูเข้มที่ใช้คลุมตัวอยู่ให้ผม ผมแกะผ้าพันแผลออกหมด จากนั้นก็หยิบเสื้อยืดมาสวม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันคือเสื้อของคนเจ้าเนื้อจริงอย่างที่เธอบอกหรือเปล่า พอผมลองสวมดู มันถึงได้ไม่กลายเป็นเสื้อรัดรูป แต่การที่เสื้อยืดสีชมพูแป๋นลายดอกไม้ยอดนิยมของเหล่าคุณป้ามาอยู่บนตัวผมนั้น…ผมรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงภาพลักษณ์ตัวเองปริร้าวและแตกสลายกลายเป็นผุยผง

“อุ๊ยตาย ดูดีนะเนี่ย เพราะหล่อหรือเปล่านะเลยใส่ขึ้น นักเรียนหน้าสวยตรงนั้น เธอเองก็เสื้อผ้าเลอะเทอะเชียว เอ้านี่ ฉันให้ เอาไปเปลี่ยนสิ”

คุณป้าคิมบกซุนเอ่ยเรียกคิมแจยอง เสื้อผ้าคิมแจยองเลอะไปด้วยเลือดที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร เขาถอดเสื้อตัวบนออกแล้วสวมเสื้อกั๊กแขนกุดบางพลิ้วที่คุณป้าคิมบกซุนยื่นมาให้ เนื่องจากท่อนบนของหมอนี่ค่อนข้างหนา บริเวณรักแร้จึงตึงเปรี๊ยะ ส่วนซิปนั้นก็เรียกว่ารูดไม่ได้เลยจะดีกว่า ภาพของคิมแจยองในเสื้อกั๊กสีขาวรัดรูปดูตลกไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครหัวเราะสักคน เพราะกระทั่งลุคนี้ก็ยังดูเหมือนนายแบบในภาพถ่ายโฆษณา คิมแจยองลองขยับไปมา ดูท่าจะเคลื่อนไหวลำบาก เขาจึงถอดเสื้อออกแล้วฉีกผ้าตรงใต้รักแร้เป็นทางยาว

“ตายจริง พ่อหนุ่มนักเรียนคนนี้อย่างกับหลุดออกมาจากเทพนิยายกรีกแน่ะ”

ทุกคนพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคุณป้าคิมบกซุน ภาพคิมแจยองที่นั่งอยู่โดยมีเสื้อขาดวิ่นพาดไว้บนตัวแบบส่งๆ นั้นดูเหมือนเทพบุตรในตำนานอย่างที่พูดจริงๆ นั่นแหละ

…โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม ผมก้มลงมองเสื้อยืดสีชมพูเข้มลายดอกไม้พลางเบ้ปาก ก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างๆ เจ้าหมีสีน้ำตาล ยูยอนฮาหัวหน้าห้องของเราสงสัยจะอยากนั่งข้างคิมแจยองเอามากๆ เขานั่งชิดหมอนั่นจนแทบจะสิงเลยไม่มีที่ให้ผมเข้าไปแทรก แต่ผมสัมผัสได้ว่าคิมแจยองมองตามผมตลอด

“รุ่นพี่อึนซูใส่แล้วดูเหมาะกว่าอีกครับ”

“ล้อกันเล่นใช่ไหม”

ไอ้หมอนี่ ล้อใครไม่ล้อ ผมเขกมะเหงกลงไปที่ศีรษะเจ้าหมีสีน้ำตาล ทั้งที่ผมเขกไปเบามาก แต่เจ้าหมีสีน้ำตาลกลับเอามือกุมหัวแล้วทำท่ากรีดร้องแบบไร้เสียง

“…ซอนอึนซู”

ในตอนนั้นเองเสียงเล็กแหลมก็ดังขึ้นจากทางด้านขวามือ

“ฮวัง…ซูยอน?”

นักเรียนหญิงที่ผมเคยเห็นในความฝัน คนที่รับมือกับสถานการณ์สิ้นหวังไม่ไหวจนเป็นบ้าไปในที่สุด เธอคือฮวังซูยอนนั่นเอง นี่มันเป็นไปได้ยังไงกัน ไม่นึกเลยว่าจะเจอฮวังซูยอนที่นี่ ผมจำฮวังซูยอนไม่ได้เพราะเธอเอาแต่นั่งก้มหน้างุด ต่อจากนี้ฮวังซูยอนจะตื่นรู้ด้วยความสามารถที่น่าทึ่งสุดๆ ในความฝันผมพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากฮวังซูยอน แต่น่าเสียดายที่ผ่านไปไม่นานเธอกลับวิ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดซะเอง ผมรีบผ่าท้องสัตว์ประหลาดที่กลืนฮวังซูยอนเข้าไปทั้งตัวทันที แต่…เธอก็หยุดหายใจไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นผมพูดว่าอะไรกันนะ

‘เฮอะ พอเพื่อนตายก็จะเอาตัวเองไปตายด้วยเนี่ยนะ ไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด’

‘ถ้างั้นนายล่ะ อึนซู…ถ้าคนสำคัญของนายตาย นายจะทำยังไง’

‘ก็ต้องตามรังควานและไล่ล่ามันไปยันสุดขอบนรกไง ไม่ว่ามันจะเป็นคนหรือสัตว์ประหลาดก็ตาม’

เอ๊ะ?…ตอนนั้นคิมแจยองก็อยู่ข้างกันด้วยนี่นา ทั้งในความฝันและตอนนี้ คิมแจยองซึ่งเป็นผู้ชายอกสามศอกมักชอบเรียกผมแบบชวนเขินโดยการตัดนามสกุลออกประจำ เขามักจะเรียกผมแค่ ‘อึนซู’ เฉยๆ ทั้งที่ตอนนั้นเขาเป็นแค่ลูกน้องหน้าใสที่มีประโยชน์ให้ใช้สอยเท่านั้นเอง

“ไง ฮวังซูยอน”

คราวนี้ผมจะช่วยชีวิตฮวังซูยอนได้ไหมนะ ไม่มีผู้ตื่นรู้คนไหนที่มีพลังด้านการรักษาแข็งแกร่งไปมากกว่าฮวังซูยอนอีกแล้ว กระทั่งชิ้นส่วนร่างกายที่ขาดออกจากกัน เธอก็ยังสามารถต่อกลับเข้าไปใหม่ได้ เพียงเท่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความอีกแล้ว หากฮวังซูยอนรอดชีวิตและอยู่ฝ่ายเดียวกันกับผม ผมก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น

แต่การเปลี่ยนอนาคตจะเป็นเรื่องดีจริงๆ น่ะเหรอ ในบรรดาผู้รอดชีวิตฝั่งโรงยิม นอกจากคิมแจยองกับผม อีกสามคนที่เหลือควรต้องตายไปนานแล้ว พวกที่อยู่ในห้องชมรมเองก็เหมือนกัน…พอนึกถึงตอนที่เผชิญหน้ากับวิกฤตจนเกือบสิ้นชีพเพราะอนาคตที่เปลี่ยนแปลงมากเกินไป ผมก็เริ่มรู้สึกลังเล

“นายโอเคหรือเปล่า”

ฮวังซูยอนมองเสื้อยืดสีชมพูแป๋นที่ผมสวมอยู่ เธอคงไม่ได้หมายความว่าผมโอเคกับเสื้อหรือเปล่าหรอกใช่ไหม แม้ว่าผมจะคิดเหลวไหล แต่ฮวังซูยอนกลับกำลังมองรอยแผลที่ถูกบดบังอยู่ภายใต้เสื้อของผมต่างหาก

“อ๋อ ฉันไม่เป็นไร เธอล่ะ…โอเคหรือเปล่า”

น้ำเสียงใจดีหลุดจากปากผมอย่างลืมตัว ผมยังไม่ทันตัดสินใจเลยว่าจะช่วยฮวังซูยอนดีหรือเปล่า แต่ดันพูดออกไปโดยสัญชาตญาณ ผมจึงแก้เก้อด้วยการเกาต้นคอ

“คือฉัน…ฉันไม่โอเคหรอก…”

ดวงตาของเธอมีน้ำตาเอ่อคลอ ผมควรปลอบใจเธอไหมเนี่ย และผมต้องทำยังไงผู้หญิงคนนี้ถึงจะไม่ตาย ในขณะที่กำลังใคร่ครวญว่าควรยื่นมือไปหาฮวังซูยอนหรือไม่ สุดท้ายผมก็ค่อยๆ วางมือลงบนไหล่เธอแล้วตบเบาๆ สองสามที เธอเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือแล้วยิ้มบางๆ ให้กับการปลอบโยนที่ดูประดักประเดิดของผม

“…ขอบคุณที่ถามนะ ซอนอึนซู”

ผมยิ้มมุมปากให้เธอ เมื่อบรรยากาศแลดูอบอุ่นขึ้นแบบงงๆ เจ้าหมีสีน้ำตาลข้างๆ ก็จิ้มแขนผมแล้วแกล้งทำเสียงประหลาดๆ ผมเลยตบหัวเขาไปทีหนึ่ง ไอ้เด็กไม่มีไหวพริบเอ๊ย อย่ามาจับคู่ให้ฉันเด็ดขาดเลยนะโว้ย ผมไม่ได้มีใจให้ฮวังซูยอนสักนิด ขืนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกันจะเข้าใจผิดไปเปล่าๆ…

ถ้าหมอนั่นเกิดเป็นบ้าขึ้นมา ผมก็เดาไม่ได้เลยว่าหมอนั่นจะทำอะไร

คิมแจยองกำลังจ้องเขม็งมองมาทางนี้ ผมจึงออกห่างจากฮวังซูยอนแล้วนั่งหันไปทางเจ้าหมีสีน้ำตาลแทน ครั้นเนื้อตัวผมไปแตะโดนเจ้าหมี สีหน้าของคิมแจยองก็ยิ่งดูน่ากลัวหนักขึ้นไป

…แค่นี้ก็ไม่ได้เรอะ

ดูท่าการนั่งติดกับเจ้าหมีสีน้ำตาลจะทำให้คิมแจยองไม่สบายใจพอกัน นี่นายคิดว่าคนทั้งโลกเป็นเกย์เหมือนนายหมดหรือไง แล้วแบบนี้นายจะให้ฉันทำยังไงเล่า ทีตัวเองยังนั่งติดกับไอ้หัวหน้าห้องได้เลย

 

ร่างของอีโซมังเพื่อนของฮวังซูยอน กระดูกแขนหักผิดธรรมชาติ ช่องท้องฉีกขาด ทั้งที่อากาศเย็น แต่ก็เริ่มมีแมลงวันตอมแล้ว ขืนปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่นานหนอนคงต้องไชออกมาแน่ คนอื่นต่างอยากให้นำร่างของอีโซมังออกไปไว้ข้างนอก แต่ฮวังซูยอนกลับไม่ยอม เธอบอกว่าไม่อยากปล่อยให้ร่างของเพื่อนที่ทรมานเพราะถูกสัตว์ประหลาดโจมตีต้องเข้าไปอยู่ในท้องสัตว์ประหลาด ผมคิดว่าตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีในการตีสนิทฮวังซูยอน จึงเสนอให้พาอีโซมังไปฝังดิน เนื่องจากด้านหลังโรงอาหารมีแปลงดอกไม้เล็กๆ ที่สามารถฝังเด็กผู้หญิงร่างเล็กคนหนึ่งในท่านอนได้พอดี

“แล้วใครจะเป็นคนไปฝัง ถ้าเกิดจู่ๆ เจอสัตว์ประหลาดเข้าล่ะ!”

“ชิ ไอ้พวกตาขาว ฉันนี่ไง เดี๋ยวฉันทำเอง”

ผมบ่นพึมพำแล้วลุกขึ้น คิมแจยองตั้งท่าจะตามมาด้วย แต่หัวหน้าห้องที่อยู่ข้างกันกลับคว้าแขนเขาไว้ไม่ยอมปล่อย สีหน้าคิมแจยองที่ก้มมองอีกฝ่ายดูแข็งกร้าวและเย็นชา

“ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องตามมา นายเชื่อใจลูกพี่คนนี้ใช่ไหมล่ะ”

ผมขยิบตาให้คิมแจยอง หวังว่ามันจะทำให้อารมณ์เขาผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่สีหน้าแข็งกร้าวนั้นกลับไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด ผมรู้สึกว่าการทำความเข้าใจและจัดการหมอนี่นับวันยิ่งยากขึ้นทุกที แต่ตอนนี้การฝังศพอีโซมังเพื่อเพิ่มระดับความโปรดปรานจากฮวังซูยอนนั้นสำคัญกว่า ผมจึงทิ้งคิมแจยองไว้ข้างหลังแล้วเดินไปตรงจุดที่มีศพของอีโซมัง

ต้องขอบคุณสกิลทักษะหัตถ์พระเจ้าที่ทำให้การขุดดินด้วยตะหลิวสแตนเลสกลายเป็นเรื่องง่าย เมื่อฝังอีโซมังลงไปในดินเรียบร้อยและกลับเข้ามาด้านในโรงอาหาร ฮวังซูยอนที่รออยู่หน้าประตูก็จับมือผมแน่นพร้อมหลั่งน้ำตา

“ขอบใจนะ ซอนอึนซู ฉันขอบใจนายจริงๆ”

“…อะไรกัน พวกเราเคยอยู่ห้องเดียวกันเมื่อตอนปีหนึ่งนี่นา”

ผมยิ้มอย่างเก้อเขิน พูดอะไรไม่รู้ที่ไม่เข้ากับตัวเองเลยสักนิด ถึงจะเคยอยู่ห้องเดียวกันตอนปีหนึ่งจริง…แต่ปัญหาคือผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอีโซมังเป็นใคร…

“ฉันจะตอบแทนนายให้ได้เลย”

“อือ ตอบแทนให้ได้ล่ะ”

เมื่อได้ยินว่าเธอจะตอบแทนผม รอยยิ้มจากใจจริงก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าผมทันที ผมอุตส่าห์ทำถึงขนาดนี้แล้ว หวังว่าน่าจะป้องกันไม่ให้ฮวังซูยอนเป็นบ้าได้นะ งานเข้าแน่ถ้าเธอยังจะวิ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดเหมือนที่เห็นในความฝัน โชคดีที่ตอนนี้เธอยังดูเป็นคนปกติอยู่

“อึนซู”

ในขณะที่ยืนคุยกันอย่างอบอุ่นตรงหน้าประตูโรงอาหาร จู่ๆ คิมแจยองก็โผล่มาจากทางด้านหลังแล้วรั้งคอผมไว้ เมื่อผมเบือนหน้าไปมอง ใบหน้าสวยที่แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนก็ปรากฏสู่สายตา แต่ไม่รู้ทำไมใบหน้ายิ้มแย้มนี่ถึงได้ดูน่ากลัวชอบกล คิมแจยองในความฝันคือคนที่สามารถยิ้มแย้มแบบนี้พร้อมกับทำเรื่องโหดร้ายได้โดยไม่ลังเลสักนิด ผมลูบแก้มเพื่อปลอบเขาให้สงบลง เขาถูไถใบหน้ากับมือผมเหมือนลูกหมาลูกแมว

“ออกมาทำไม ฉันบอกให้อยู่ข้างในไง”

มันเป็นท่าทางที่น่าอายชะมัดสำหรับนักเรียนชายตัวโตสองคน แต่ผมต้องทนอายให้ได้เพื่อปลอบโยนคิมแจยองที่ไม่อาจเดาใจได้ถูก โชคดีที่คนอื่นๆ อยู่ในโรงอาหารบุคลากรกันหมด มีแค่ฮวังซูยอนคนเดียวที่มองเราอยู่

“ฉันไม่ชอบที่นี่เลย”

“เฮอะ นายคิดว่ามีใครชอบที่นี่หรือไงล่ะ”

พอผมเอาศอกดันหน้าท้องคิมแจยองที่กำลังบ่นพึมพำ คิมแจยองก็ใช้แรงแขนดึงผมไปกอดไว้แน่นกว่าเดิม ก่อนจะฝังใบหน้าลงบนไหล่ผมแล้วถูไถไปมาเบาๆ ให้ตายเหอะ ขืนทำแบบนี้ฮวังซูยอนก็ยิ่งเข้าใจผิดกันพอดีน่ะสิ! แล้วมันก็เป็นไปตามคาด ฮวังซูยอนเบิกตาโตมองเราสองคนสลับกันไปมา

“พะ…พอดีเราสนิทกันมากน่ะ…”

ผมอ้าปากตั้งท่าจะแก้ตัว แต่ฮวังซูยอนกลับพยักหน้าราวกับเข้าอกเข้าใจทุกอย่างดี เดี๋ยวสิ นี่เธอเข้าใจไปแบบไหนเนี่ย…

“ถ้าโซมังของฉันได้เห็นคงต้องชอบมากแน่ๆ…”

ฮวังซูยอนเช็ดน้ำตาอีกรอบ โซมังต้องชอบมาก?…เด็กสมัยนี้ไม่ได้มีอคติกับเรื่องพวกนี้แล้วหรือไง…หรือเพราะคิมแจยองหน้าสวยเกินไป ผู้ชายสองคนทำแบบนี้กันเลยดูไม่ขัดตา…แม้ปฏิกิริยาของฮวังซูยอนจะดูฝืนๆ แต่ก็ดีกว่าถูกมองว่าแปลกเป็นไหนๆ ผมขยี้หัวคิมแจยองที่ซุกอยู่บนไหล่แรงๆ

“หยุดงอแงแล้วเข้าไปหาข้าวกินกัน”

“อื้อ…”

 

“กินให้มันเยอะๆ หน่อยเหอะ ตัวเท่ายักษ์แต่กินเท่ามด…”

“ก็มันไม่อร่อยนี่”

“เรื่องมากจริง ใครมาได้ยินเข้าคงคิดว่านายเป็นพวกลูกเศรษฐีแน่ เขากินเอาอร่อยหรือไง กินให้มีชีวิตรอดต่างหาก”

ผมลากคิมแจยองที่เกาะติดหนึบไม่ยอมหลุดให้เดินไปยังโรงอาหารบุคลากร แต่สายตาก็ทันเห็นใครบางคนมองเข้ามาผ่านช่องระหว่างประตูโรงอาหารบุคลากรที่แง้มอยู่เล็กน้อย ใครคนนั้นทำท่าสะดุ้งตกใจก่อนจะผละออกจากประตู

“…สิ่งแปลกปลอม”

ฮวังซูยอนที่เดินตามหลังมาเอ่ยพึมพำด้วยเสียงน่าขนลุก เธอจ้องไปทางโรงอาหารบุคลากรด้วยท่าทีตรงกันข้ามกับที่มองผมโดยสิ้นเชิง

กึก…กึก…

จู่ๆ ฮวังซูยอนก็เริ่มกัดเล็บอย่างบ้าคลั่งแล้วเริ่มพึมพำพูดคำเดิมซ้ำๆ

“ฉันจะฆ่า…ฉันจะฆ่า…ฉันจะฆ่า…”

นัยน์ตาแดงก่ำส่องประกายวาววับท่ามกลางความมืด ภาพที่ฮวังซูยอนเดินโซซัดโซเซเข้ามาหาผมดูราวกับฉากหนึ่งในหนังสยองขวัญ ผมจับแขนคิมแจยองแน่น

อะไรอีกวะเนี่ย น่าขนลุกชะมัด ยัยบ้านี่บ้าอยู่ก่อนแล้วนี่หว่า…

ดูเหมือนว่าแผนการของผมจะสำเร็จไปได้แค่ครึ่งเดียว

 

เนื่องจากไม่มีกลางวันกลางคืนจึงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเวลาล่วงเลยผ่านมาแล้วกี่วัน เวลาน่าจะผ่านมามากกว่าสี่วันแล้ว กลุ่มผู้รอดชีวิตเลิกคาดหวังว่าทีมกู้ภัยจะมา แม้แต่คุณป้าคิมบกซุนที่คอยสร้างขวัญกำลังใจให้เด็กๆ อดทนต่ออีกสักนิดก็ไม่พยายามชวนคุยอีกต่อไป คล้ายถูกความคิดครอบงำไปเรียบร้อยแล้วว่าต้องตายแน่นอนหากอาหารหมดลงทั้งอย่างนี้ ทุกคนต่างได้กินอาหารกันวันละสองมื้อ ทันทีที่เข็มสั้นชี้ที่เลขเจ็ดซึ่งไม่รู้ว่าบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าหรือหนึ่งทุ่ม แต่ละคนก็จะลุกขึ้นมาอย่างเงียบๆ เพื่อเตรียมอาหาร

อีฮยอนอูซึ่งเป็นผู้นำในการอพยพคนออกจากโรงยิมอย่างขันแข็งกำลังจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดที่ตัดสินใจพลาดจนเป็นเหตุให้คนมากมายต้องตาย ทุกครั้งที่หลับตาลงเพียงชั่วครู่เขาจะฝันเห็นภาพบรรดาผู้ตายกล่าวโทษเขาอย่างแค้นเคือง เพียงไม่กี่วันเท่านั้นแก้มเขาถึงกับซูบตอบจนเห็นได้ชัด คังด็อกโฮคอยปลอบใจอยู่ข้างๆ ว่านั่นไม่ใช่ความผิดของเขา แต่มันกลับไม่เข้าหูเขาเลยสักนิด เขาเอาแต่คิดว่าถ้าเขาตายไปเสียตั้งแต่ตอนนั้นก็คงไม่ต้องทรมานแบบนี้

อีฮยอนอูเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่รอบๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนหดหู่นี้มีแค่สองคนเท่านั้นที่ยังทำตัวเหมือนยามปกติ นั่นก็คือคิมแจยองที่ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ตั้งแต่ตอนอยู่ที่โรงยิม และซอนอึนซูที่ดูเหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างไว้ ซอนอึนซูหาวคำโตเหมือนกำลังเบื่อหน่ายหนักหนากับสถานการณ์ตรงหน้า ตอนที่ทะเลาะกันในคาบพละว่าประหลาดแล้ว ตอนนี้อีกฝ่ายยิ่งดูประหลาดเข้าไปใหญ่

ซอนอึนซูประคบประหงมคิมแจยองเป็นพิเศษ พอเขาย้อนนึกถึงภาพที่ซอนอึนซูปกป้องคิมแจยองสุดชีวิตราวกับว่าถ้าคิมแจยองตาย ตัวเองจะต้องตายด้วยแล้วก็ยากที่จะมองว่าทั้งคู่เป็นแค่เพื่อนธรรมดา สาเหตุที่เขา คังด็อกโฮ และโอฮันบิทสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ระหว่างทางหนีมายังโรงอาหารนั้นเป็นเพราะพวกเขาตามติดอยู่ข้างหลังคิมแจยองอย่างไม่ลดละ และสาเหตุที่ไม่มีใครพูดถึงพลังประหลาดของซอนอึนซูก็เป็นเพราะพวกเขาต่างรอดมาได้ด้วยพลังนั้น

แต่อีฮยอนอูก็ยังมีสิ่งที่อยากถามอยู่มากมาย

รุ่นพี่รู้อะไรอยู่กันแน่

คังด็อกโฮที่ไร้ไหวพริบเหมือนจะตีความการกระทำแปลกๆ ของซอนอึนซูไปผิดทิศผิดทาง อีฮยอนอูมั่นใจว่าซอนอึนซูจะต้องซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่เอาไว้อยู่แน่ แม้จะถูกความรู้สึกผิดและความกลัวบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก แต่อีฮยอนอูก็ยังไม่หยุดจับสังเกตซอนอึนซู

“เหนื่อยเหรอ”

“เอ่อ…ไหวอยู่ครับ”

“อดทนอีกหน่อยนะ”

…อดทนอีกหน่อย? ทนไปแล้วจะได้อะไรล่ะ นอกจากตายพร้อมกันหมดนี่ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไง

การจับสังเกตที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความรู้สึกประหลาดใจกลายเป็นการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยไปแล้วในที่สุด ถึงอีฮยอนอูจะอ่อนไหวต่อสิ่งที่ซอนอึนซูพูดทุกคำ แต่ภายนอกกลับปิดปากแน่นสนิทโดยไม่แสดงพิรุธ ในบรรดาพวกเขา ซอนอึนซูเป็นเพียงคนเดียวที่ต่อกรกับสัตว์ประหลาดได้ หากซอนอึนซูเห็นต่างออกไป ทุกคนที่นี่ย่อมไม่ปลอดภัยแน่นอน ต่อให้นับแค่ช่วงก่อนที่จะถึงวันแห่งหายนะ ข่าวลือยังแพร่ไปทั่วโรงเรียนอยู่เลยว่าซอนอึนซูเปลี่ยนเพื่อนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันให้กลายเป็นผัก แถมยังใช้เงินปิดข่าวจนเงียบสนิท สมองเขาคอยแต่จะนึกถึงข่าวลือนั้นอยู่เรื่อย เขาจึงชักจะสับสนหนักเข้าไปทุกทีๆ

“พี่ฮยอนอู จะไปไหนเหรอครับ”

อีฮยอนอูกำลังจะไปโรงอาหารนักเรียนที่ไม่มีคนเพื่อจัดระเบียบความคิดตัวเองเพียงลำพัง แต่กลับถูกโอฮันบิทคว้าตัวไว้ โอฮันบิท นักเรียนปีหนึ่งคนนี้แม้จะอายุสิบเจ็ดปีแล้ว แต่กลับยังมีผิวกายนุ่มนิ่มเหมือนเด็กน้อย เขาจึงดูเหมือนเด็กมัธยมต้น อีฮยอนอูเคยได้ยินว่าโอฮันบิทเล่นกีฬาประเภทกรีฑาตอนสมัยมัธยมต้น จึงไม่แปลกเลยที่ระหว่างทางมายังโรงอาหารเขาถึงวิ่งตามมาได้สบายๆ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ช่างเป็นเด็กที่เก่งมากจริงๆ

“ฉันจะไปโรงอาหาร พอดีรู้สึกอึดอัดน่ะ”

“ให้ไปด้วยไหมครับ”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวอีกสิบนาทีเดี๋ยวฉันกลับมา นายพักผ่อนเถอะ”

บทที่ 3.2

 

อีฮยอนอูออกมาจากโรงอาหารบุคลากรโดยทิ้งโอฮันบิทไว้ข้างหลัง แม้จะเอากระดาษหนังสือพิมพ์แปะไว้ทั่วหน้าต่าง แสงสีแดงก็ยังส่องลอดจากภายนอกเข้ามาได้ อีฮยอนอูนั่งลงบนเก้าอี้พลางกวาดสายตามองภาพภายในโรงอาหารนักเรียนที่อาบแสงจันทร์สีแดงด้วยสายตาว่างเปล่า ดูเหมือนเขาจะเคยชินกับความมืดแล้วเลยมองเห็นห้องมืดๆ ได้ชัดกว่าเมื่อก่อนหน้านี้ ทันใดนั้นเขาก็นึกสงสัยเรื่องดวงจันทร์สีแดงที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ดวงจันทร์สีเหลืองนั่นทำไมมันลอยอยู่ข้างๆ ดวงจันทร์สีแดงตลอดเลยล่ะ ถ้างั้นแปลว่าอีกฟากของโลกก็ไม่มีดวงจันทร์สักดวงเลยงั้นเหรอ วันแรกในข่าวบอกว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี่นา…

อีฮยอนอูลุกยืนขึ้นราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์และแหงนหน้ามองท้องฟ้าผ่านช่องที่หนังสือพิมพ์ปิดไม่มิด บนท้องฟ้ามีดวงจันทร์ปรากฏอยู่สองดวงคือดวงจันทร์สีแดงและดวงจันทร์สีเหลืองที่อยู่ข้างกัน

“…เอ๊ะ?”

ดวงจันทร์สีเหลืองดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ แม้ขนาดยังคงเล็กกว่าดวงจันทร์สีแดงมาก แต่อีฮยอนอูก็ถึงกับต้องเบิกตาขึ้นเพราะคนที่มีทักษะด้านการสังเกตดีกว่าคนทั่วไปอย่างเขารู้สึกได้ว่าขนาดของมันเปลี่ยนไป

“…ทำไมดวงจันทร์ถึงใหญ่ขึ้นล่ะ”

ตึกตัก…

อีฮยอนอูเองก็คิดไม่ต่างจากคนอื่นว่าดวงจันทร์สีเหลืองคือดวงจันทร์เต็มดวงธรรมดาที่มีมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อพินิจอย่างละเอียดดูกลับพบว่าพื้นผิวดวงจันทร์นั้นเรียบมากเมื่อเทียบกับของเดิม

“นั่นมัน…ไม่ใช่ดวงจันทร์หรอกเหรอ”

ตึกตัก…ตึกตัก…

หัวใจพลันเต้นแรงเหมือนจวนจะระเบิด อีฮยอนอูวางฝ่ามือลงบนอกข้างซ้าย เขารับรู้ได้ถึงการเต้นของหัวใจตัวเอง แรกเริ่มมันเต้นเพียงเบาๆ แต่ต่อมามันกลับเต้นรัวเร็ว วินาทีนั้นอีฮยอนอูสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสราวกับมีบางสิ่งเจาะทะลุสมอง ก่อนจะทรุดล้มลงแทบพื้น

“แฮ่ก…! แฮ่ก…! ชะ…”

ช่วยด้วย…

อีฮยอนอูล้มลงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบหน้าโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงออกไป

“…พี่ฮยอนอู? พี่ฮยอนอู!”

เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปนานแล้วอีฮยอนอูยังไม่กลับมาสักที โอฮันบิทจึงออกมาตามหา กระทั่งพบอีกฝ่ายหมดสติอยู่ตรงหน้าต่าง โอฮันบิทร้องเรียกคนอื่นๆ เสียงสั่นเครือ หลายคนมาช่วยกันอุ้มอีฮยอนอูที่หมดสติไปยังโรงอาหารบุคลากร

 

หลายชั่วโมงต่อมา อีฮยอนอูก็ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาเห็นคือคังด็อกโฮที่กำลังมองมาด้วยสีหน้ากังวล คังด็อกโฮสบตากับอีฮยอนอูก่อนตะโกนลั่น

“ฮยอนอู! เป็นอะไรหรือเปล่า!”

“คังด็อกโฮ เงียบ…หน่อย”

ผู้คนต่างเข้ามารุมล้อมถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น อีฮยอนอูบอกปัดแค่ว่าเขาน่าจะเครียดมากไป เขาไม่อยากทำให้คนอื่นสับสนด้วยการพูดเรื่องที่ดวงจันทร์มีขนาดใหญ่ขึ้น และคิดว่าจะลองไปเช็กดูอีกครั้งให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยเล่า

“ผมเป็นห่วงจริงๆ นะครับ”

“นั่นสิ ช่วงนี้พี่ฝันร้าย แถมยังกินข้าวไม่ค่อยลงด้วยนี่…”

“เวลาแบบนี้ต้องยิ่งทำใจให้เข้มแข็งไว้สิคะ”

“ยาก็ไม่มี ห้ามป่วยเด็ดขาดเลยนะ”

“…”

แปลกชะมัด

ทุกครั้งที่ใครสักคนรอบตัวเอ่ยปากพูด เครื่องหมาย ‘O’ หรือไม่ก็ ‘X’ จะปรากฏขึ้นอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา เหนือศีรษะคุณป้าคิมบกซุนมีเครื่องหมาย O เหนือศีรษะนัมจินซูมีเครื่องหมาย X เหนือศีรษะคังด็อกโฮกับโอฮันบิทมีเครื่องหมาย O ส่วนเหนือศีรษะซอนอึนซูมีเครื่องหมาย X

…ในที่สุดฉันก็เป็นบ้าไปแล้วสินะ

อีฮยอนอูได้แต่กะพริบตาปริบๆ เพราะไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเครื่องหมาย O และ X ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะแต่ละคนนั้นหมายความว่าอะไร เขาบอกทุกคนว่าเขาน่าจะต้องพักอีกสักหน่อยก่อนหลับตาลง เมื่อทุกคนแยกย้ายกลับไปยังที่ของตัวเอง อีฮยอนอูก็หรี่ตาเปิดขึ้นครึ่งหนึ่งและมองไปที่เหนือศีรษะทุกคน

“แจยอง จำตอนเราอยู่ปีสองได้ไหม ที่ไปนั่งเรียนกันในห้องสมุดน่ะ ตอนนั้นนาย…”

เหนือศีรษะของยูยอนฮาเป็นเครื่องหมาย O

“อื้ม จำได้สิ”

เหนือศีรษะของคิมแจยองเป็นเครื่องหมาย X

“คิกๆๆ…ฉันจะฆ่าแกให้ตาย…”

เหนือศีรษะของฮวังซูยอนเป็นเครื่องหมาย O

“…เฮ้ย ไอ้หมี เปลี่ยนที่นั่งกับฉันหน่อยไม่ได้หรือไง”

เหนือศีรษะของซอนอึนซูเป็นเครื่องหมาย O ซึ่งต่างไปจากเมื่อครู่นี้

“ไม่เอาครับ ผมกลัวรุ่นพี่คนนั้น…”

เหนือศีรษะของคังด็อกโฮเองก็เป็นเครื่องหมาย O เช่นกัน

นี่มันหมายความว่ายังไงกัน

อีฮยอนอูคิดว่าตนคงต้องไปดูดวงจันทร์ที่เห็นตอนก่อนหมดสติอีกครั้ง เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ตอนนี้ร่างกายเขาทั้งเบาสบายและเปี่ยมด้วยพละกำลัง

สงสัยคงไม่ได้หลับสนิทแบบนี้มานานเลยทำให้สภาพร่างกายดีขึ้นงั้นสินะ

อีฮยอนอูเอียงคอสงสัยพลางเดินไปทางประตู แต่แล้วกลับสะดุดเข้ากับขาของนักเรียนคนหนึ่งจนเซ ขณะที่พยายามทรงตัวด้วยการเอามือยันผนังไว้อย่างแรงจนเสียงดังตึง ในวินาทีนั้นเอง…

แกร๊ก…

รอยร้าวปรากฏขึ้นบนผนัง ผงปูนร่วงกราวลงมาเป็นผง

“เฮือก!”

อีฮยอนอูพลันตัวแข็งทื่อ ยูยอนฮาที่โดนผงปูนร่วงใส่ศีรษะจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างหงุดหงิด

“โอ๊ย อะไรวะเนี่ย!”

“ผนังมัน…ขอโทษครับ จู่ๆ ผนังมันก็…”

“เฮ้ย ผนังร้าว นี่นายทำอะไรเนี่ย”

“…ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แค่แตะเฉยๆ…สงสัยผนังด้านนี้คงไม่แข็งแรงมั้งครับ”

ยูยอนฮารู้สึกขนลุกกับคำว่า ‘ผนังไม่แข็งแรง’ จึงย้ายไปนั่งที่อื่นแทน เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เพราะดันมีเรื่องให้ต้องแยกกับคิมแจยองโดยไม่คาดคิด ส่วนคิมแจยองนั้นกลับกวาดผงปูนบนพื้นไปทิ้งด้วยสีหน้าเฉยเมย ก่อนจะนั่งลงตรงจุดที่ผนังร้าว

“รุ่นพี่ครับ ผนังด้านนี้ไม่แข็งแรง ผมว่าไปนั่งที่อื่นดีกว่านะครับ”

“ไม่เป็นไร ฉันโอเค”

เหนือศีรษะคิมแจยองมีเครื่องหมาย O ลอยเด่น อีฮยอนอูมองมันตาค้างพร้อมกล่าวคำขอโทษอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูออกไปโดยมีซอนอึนซูลุกตามมาด้วย

 

อีฮยอนอูมุ่งตรงไปที่หน้าต่าง เขารู้สึกคล้ายกับว่าหากได้มองดวงจันทร์อีกครั้งน่าจะได้รู้คำตอบ

“นี่”

ทันใดนั้นใครบางคนด้านหลังก็คว้าไหล่เขาไว้ เมื่อหันไปมองอย่างตื่นตกใจเขาก็เห็นซอนอึนซูก้มมองมาด้วยสายตาดื้อรั้นและท้าทายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“เอ่อ…รุ่นพี่อึนซู”

“น่าจะต้องควบคุมพลังให้ได้สักหน่อยนะ คุณรุ่นน้อง”

ซอนอึนซูฉีกยิ้มกว้างพร้อมดึงเก้าอี้ที่วางสุมอยู่ตรงมุมห้องมาสองตัว อีฮยอนอูตามเขาไปนั่งลงบนเก้าอี้พลางเหลือบตามองเครื่องหมาย O ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะซอนอึนซู อีฮยอนอูอยากเล่าให้ซอนอึนซูฟังเรื่องดวงจันทร์ เขารู้สึกว่าดวงจันทร์นั่น…เหมือนจะไม่ใช่ดวงจันทร์

“รุ่นพี่ครับ ดวงจันทร์…”

“ดวงจันทร์?”

“ดวงจันทร์สีเหลืองนั่น…มันใหญ่ขึ้นครับ”

“อ๋อ งั้นเหรอ ดวงจันทร์สีเหลืองอะนะ”

ทั้งที่ได้ยินว่าดวงจันทร์สีเหลืองขยายใหญ่ขึ้น แต่ซอนอึนซูกลับไม่แม้แต่จะมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่นานนักเครื่องหมาย O เหนือศีรษะของซอนอึนซูก็หายไปกลายเป็นเครื่องหมาย X อันใหม่เข้ามาแทนที่

“รุ่นพี่รู้อะไรบางอย่างใช่ไหมครับ”

อีฮยอนอูตัดสินใจทดสอบดูว่าภาพลวงตาประหลาดนี้คืออะไร จึงยิงถามใส่รัวๆ ในสิ่งที่ทำให้ซอนอึนซูลำบากใจที่จะตอบ

“พลุสัญญาณที่คนในห้องชมรมขว้างใส่เรา คังด็อกโฮเองก็มีเหมือนกันครับ ผมถามว่าได้มาจากใคร แต่ทำยังไงหมอนั่นก็ไม่ยอมตอบ”

“…”

“ในห้องชมรมมีธนูทดกำลัง มีกระทั่งปืน…ของแบบนั้นมาอยู่ในโรงเรียนได้ยังไงกัน อย่างกับ…รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น”

“อืม…มันมีพวกชมรมเบียว* ทหารอยู่ไม่ใช่หรือไง”

“ไม่มีหรอกครับของแบบนั้น”

“อ่าฮะ”

“แล้วอีกอย่างพลังที่รุ่นพี่มีน่ะครับ ผมไม่สามารถทำความเข้าใจมันตามหลักเหตุผลได้เลย มันเป็นไปได้ยังไงที่คนเราจะมีพลังแบบนั้น…ถ้ารุ่นพี่รู้อะไรอยู่ช่วยบอกผมทีเถอะครับ ผมขอร้องล่ะ…”

อีฮยอนอูอ้อนวอนซอนอึนซูด้วยนัยน์ตารื้น ซอนอึนซูตกใจอย่างไม่ปิดบังเมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารนั้น

“ฉันจะไปรู้อะไรเล่า ไม่รู้หรอกโว้ย ไอ้เด็กนี่”

สิ่งที่ลอยเหนือศีรษะของซอนอึนซูคือเครื่องหมาย X ดวงตาอีฮยอนอูหรี่ลงอย่างจับผิด

“คนตายทั้งคนนะครับ รุ่นพี่ต้องแบ่งปันสิ่งที่รู้สิ เราถึงจะวางแผนรับมือในอนาคตได้”

“นั่นมันก็ใช่ แน่นอนว่าการที่มีคนตายเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ฉันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ”

“…กากบาทอีกแล้วครับ”

“ฮะ?”

สีหน้าของอีฮยอนอูที่จ้องเหนือศีรษะซอนอึนซูแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว

“รุ่นพี่น่ะ…เอาแต่โกหกอยู่ตลอดเลยสินะครับ”

 

[System]

อีฮยอนอู

อายุ : 18

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : ธรรมะ

ฉายา : [ไม่มี]

สกิล : [จริงหรือเท็จ Lv.1]

 

…อะไรของมันวะ ไอ้เด็กนี่

ผมเห็นรอยร้าวบนผนัง เดาว่าหมอนี่น่าจะตื่นรู้แล้วเลยตามออกมา แต่พอเห็นเขาพูดน้ำไหลไฟดับแบบไม่ทันให้ตั้งตัวแบบนี้ก็อดตกใจไม่ได้ หากมองในมุมมองเขา แน่นอนว่ามันก็สมเหตุสมผลแล้วที่จะสงสัย ทว่าท่าทีดื้อรั้นที่ต่อให้ผมบอกว่าไม่รู้ก็ยังไม่ยอมเชื่อนั้นพานให้ผมคิดว่าเขาจะขอท้าสู้กับผมหรือเปล่า ดูท่ารุ่นพี่ที่อายุมากกว่าเขาหนึ่งปีอย่างผมคงต้องเป็นฝ่ายทำความเข้าใจเขาสินะ ผมถอนหายใจยาวพร้อมยื่นมือออกไปหา

“ทำอะไรครับ”

“ลองจับดู”

“จับทำไมครับ”

“ไอ้เด็กนี่ น่าหงุดหงิดฉิบ จับซะแล้วลองออกแรงบีบดู ฉันมีเรื่องต้องเช็ก”

อีฮยอนอูจับมือผมแล้วเริ่มออกแรงบีบตามที่ผมสั่ง ถ้าเป็นแรงบีบมือของคนธรรมดาผมจะไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่นิดเดียว แต่พอหมอนี่บีบมือผม ผมกลับได้ยินเสียงกระดูกแตกดังกร๊อบ ผมร้องว้ากด้วยความเจ็บ อีฮยอนอูถึงได้ผ่อนแรงลงทันที

“เฮ้ย นายตื่นรู้แล้วนี่!”

ผมรู้สึกตื้นตันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล จึงยกสองมือไปวางไว้บนไหล่ของเขา ในที่สุดเจ้าเด็กที่ผมตั้งใจจะช่วยชีวิตเอาไว้ก็ตื่นรู้กับเขาแล้ว นี่สินะ ความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ ครั้นเมื่อเห็นผมยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม อีฮยอนอูก็ทำหน้าเคลือบแคลงใจทันที

“การตื่นรู้คืออะไรครับ”

“การที่นายแข็งแกร่งขึ้นแบบโคตรๆ ไง”

“ครับ?”

“ความสามารถของนายคืออะไร”

“ความสามารถเหรอครับ”

“ใช่ อย่างฉัน ความสามารถคือการใช้ของจำพวกอาวุธได้ดี…ว่าแต่นายยังไม่รู้ความสามารถตัวเองอีกเหรอ”

พอได้ยินที่ผมพูด อีฮยอนอูก็เงยหน้ามองมาที่เหนือศีรษะผม ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้เอาแต่มองเหนือศีรษะผมมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว แถมตอนนี้เขาก็ดูระแวดระวังผมยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ซะอีก

“…ไม่รู้สิครับ”

“เดี๋ยวต่อไปก็จะรู้เองแหละ”

“ถ้างั้นแปลว่าผมเองก็มีพลังสู้กับสัตว์ประหลาดได้เหมือนรุ่นพี่แล้วเหรอครับ”

“อื้ม”

“…แบบนี้นี่เอง ถ้างั้นรุ่นพี่ตื่นรู้ตั้งแต่ตอนไหนเหรอครับ”

“ก็…ตั้งแต่วันแรกล่ะมั้ง”

เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับเรื่องที่มีผู้ตื่นรู้คนแรกเกิดขึ้นแล้วนอกจากผม ผมจึงไม่ทันได้สังเกตว่าสีหน้าของอีฮยอนอูดูแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ผมอ้าปาก ผมบอกแค่ข้อมูลในส่วนที่สามารถแชร์กับเขาได้เท่านั้น ส่วนที่พูดยากก็โกหกผสมโรงเข้าไปให้พอกล้อมแกล้ม เมื่ออธิบายจบ อีฮยอนอูก็ดันหลังให้ผมกลับเข้าไปก่อนโดยบอกว่าเขามีเรื่องต้องคิดคนเดียวสักครู่

 

ทันทีที่ผมกลับมาที่โรงอาหารบุคลากร คิมแจยองก็คว้าข้อมือผมไว้แล้วดึงเข้าไปหา

“อยากให้นั่งข้างๆ หรือไง”

คิมแจยองพยักหน้า พอมองไปตรงที่ที่เขานั่งอยู่ก่อนหน้า ผมก็เห็นฮวังซูยอนพึมพำอะไรบางอย่างอีกแล้ว จะเลือกผู้หญิงเสียสติดีหรือเลือกเกย์ดี ถึงทางแยกแล้วสินะ

กึก…กึก…

เมื่อได้ยินเสียงฮวังซูยอนกัดเล็บอย่างบ้าคลั่ง ผมก็รีบหย่อนก้นลงนั่งแนบชิดตัวติดกับคิมแจยอง

“อึนซู…ใจดีขึ้นเยอะเลย”

คิมแจยองพึมพำเสียงเรียบ ดูท่าคงจะรู้สึกแย่เพราะตั้งแต่มาที่โรงอาหารผมยังไม่ได้ให้ความสนใจเขามากนัก

“พูดอะไรน่ะ นายมองว่าฉันนิสัยแย่มาก่อนงั้นเหรอ”

“ก็นิดหน่อยน่ะ”

ผมแค่นหัวเราะที่เห็นเขาตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาลังเลแม้แต่วินาทีเดียว คิมแจยองเหม่อมองผม

“ทำไมจู่ๆ นายก็…ชอบทำตัวเสียสละและเห็นแก่คนอื่นล่ะ”

“เห็นแก่อะไรนะ พูดให้มันเข้าใจหน่อยดิ”

“ก็ปกตินายเป็นคนไม่ใส่ใจอะไรเลยนอกจากตัวเองนี่”

ดวงตาของคนที่พูดประโยคนี้ออกมาเปี่ยมไปด้วยความสงสัยอย่างบริสุทธิ์ใจราวกับเด็กน้อยที่ทำชั่วแต่ไม่รู้ตัวว่านั่นคือเรื่องชั่ว ซึ่งก็หมายความว่า…เขาสงสัยว่าทำไมคนที่เดิมทีเห็นแก่ตัวและชั่วช้ามากขนาดนี้ถึงได้เปลี่ยนมาแสร้งทำตัวเป็นคนดีแบบกะทันหันใช่ไหมนะ แล้วแบบนี้จะพูดให้มันอ้อมค้อมเพื่ออะไรกันล่ะ

“ไม่คิดหน่อยเหรอว่าที่ฉันทำแบบนี้เป็นเพราะฉันไม่ได้เปลี่ยนไป”

“อืม…ดูจากที่นายดีกับฉันแล้วก็น่าจะไม่ได้เปลี่ยนจริงๆ นั่นแหละ”

พอคิมแจยองหัวเราะร่า ความสดชื่นดั่งน้ำผลไม้หวานฉ่ำก็ระเบิดตู้ม แม่งเอ๊ย ผมยังไม่ทันได้ไตร่ตรองความหมายในสิ่งที่เขาพูดก็ดันโดนกลยุทธ์ชายงามเล่นงานเข้าให้แล้วไง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทุกครั้งที่คิมแจยองหัวเราะแบบนั้น ปลายมือปลายเท้าผมถึงรู้สึกคันยุบยิบ ในขณะที่มัวแต่หลบสายตาและขยับมือเท้ายุกยิกไปมาอยู่นั้น คิมแจยองก็ใช้มือใหญ่ๆ เสยผมที่ยุ่งเหยิงให้ผมแล้วเกลี่ยไปทัดไว้หลังใบหู

“ถ้าเป้าหมายที่นายทำดีด้วยมีแค่ฉันก็คงจะดี”

“หา?”

“พอนายไปทำดีกับคนอื่นด้วยแล้ว มัน…รู้สึกแปลกๆ น่ะ”

แม้สัมผัสจากนิ้วเรียวของเขาจะอ่อนโยน แต่ผมรู้สึกได้ถึงความอันตรายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับกำลังถูกคิมแจยองปั่นหัวเล่น ผมจึงปัดมือเขาออกเบาๆ และจงใจจ้องมองเขาอย่างดุๆ

“ไอ้นี่ เห็นชมว่าสวยบ่อยหน่อยไม่ได้เลยนะ ชักจะปีนเกลียวใหญ่แล้วแฮะ”

“อืม โทษที ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเหมือนกัน…”

คิมแจยองทำสีหน้าสับสนพลางหลับตาลงดื้อๆ คล้ายไม่ต้องการสนทนาต่ออีก ไม่รู้ว่าเพราะผมเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาหรือเปล่านะ ผมเลยตามอารมณ์ของหมอนี่ไม่เคยทันเลย พูดง่ายๆ คือหมอนี่ต้องการจะบอกว่าอย่าแสร้งทำตัวเป็นคนดีและให้ทำดีแค่กับตัวเองคนเดียวเท่านั้นพอใช่ไหมนะ ทั้งที่กำลังงอนอยู่แท้ๆ ยังมีหน้ามาหัวเราะน่ารักแบบนั้นอีก ทำให้คนอื่นเขาสับสนอยู่ได้ เมื่อเห็นคิมแจยองเอาหลังพิงผนังแล้วหลับตาลง ผมก็คิดว่าตัวเองน่าจะนอนได้แล้วเหมือนกันเลยสะบัดผ้าปูโต๊ะให้เรียบแล้วทิ้งตัวลงนอน

 

เวลาผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่ายโดยไม่มีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้น เหล่าผู้รอดชีวิตใช้ชีวิตต่อไปวันแล้ววันเล่าด้วยสภาพอ่อนระโหยโรยแรงประหนึ่งกำลังรอความตาย อีฮยอนอูที่ตื่นรู้แล้วพยายามรวบรวมกำลังใจและคอยยื่นมือไปปลอบโยนคนอื่นๆ แต่เหมือนจะไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ ทีแรกเขาต้องการจะบอกกับทุกคนเรื่องการตื่นรู้เพราะหวังว่าทุกคนจะได้มีความหวังมากขึ้นสักหน่อย แต่ผมโน้มน้าวเขาว่าหากเปิดเผยตอนนี้เราจะต้องแบกรับภารกิจอันตรายไว้เองทั้งหมด อย่างน้อยก็ควรรอจนกว่าจะมีผู้ตื่นรู้เพิ่มขึ้นอีก เขาพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจเมื่อผมบอกว่าต่อให้เป็นผู้ตื่นรู้ก็มีอยู่แค่ชีวิตเดียวอยู่ดี

ผมเคี้ยวและกลืนเส้นพาสต้าฟูซิลลี่ห่อใหญ่ที่เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิห้องเพื่อประทังชีพ คนอื่นๆ บ้างก็หาซอสมาจิ้มกิน แต่การต้องล้างมือที่เหนียวเหนอะนั้นน่ารำคาญกว่าการเคี้ยวแป้งไร้รสชาติเป็นไหนๆ คิมแจยองที่ปกติก็กินน้อยมากอยู่แล้วผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัด กิจวัตรประจำวันของผมจึงเป็นการเฝ้ากวดขันให้เขากินอาหารส่วนของตัวเองจนกว่าจะหมด

ปัง!

อย่างกับสวรรค์จะรู้ว่าผมกำลังเบื่อ จู่ๆ เสียงปืนก็ดังลั่นมาจากด้านนอก แม้แต่คนที่กำลังหลับอยู่ยังตกใจจนสะดุ้งตื่น อีฮยอนอูเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปใกล้ประตู เขาทำท่าบอกให้ทุกคนเงียบ ก่อนจะค่อยๆ เปิดประตูอย่างช้าๆ แล้วหันมามองผมพร้อมพยักพเยิดคางเป็นสัญญาณว่าให้ตามเขาไป

“นายจะไปไหน”

คิมแจยองเองก็พยายามจะลุกตามมาด้วย ผมจึงผลักไหล่เขาจนล้ม คิมแจยองที่ล้มก้นกระแทกพื้นจึงแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าเล็กน้อย

“อยู่เฉยๆ ฉันขอไปดูข้างนอกหน่อย เดี๋ยวมา”

“เห็นไหม แจยอง อีฮยอนอูกับซอนอึนซูบอกแล้วไงว่าจะไปดูข้างนอกเดี๋ยวมา”

หัวหน้าห้องที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่ตอนไหนคว้าแขนคิมแจยองไว้แน่น หัวหน้าห้องนั้นขอเพียงสบโอกาสก็จะเกาะติดคิมแจยองตลอด และทุกครั้งเขาก็มักจะลอบจ้องผมไม่วางตา ไม่รู้ว่าชอบคิมแจยองขนาดนั้นเลยหรือไง คิมแจยองนี่ก็ตลกชะมัด ทีตอนผมทำตัวเป็นมิตรกับคนอื่นตัวเองยังแสดงท่าทีหงุดหงิดไม่พอใจ แต่พอทีตัวเองเข้าหน่อย หัวหน้าห้องมาจับตัวทีไรกลับไม่เห็นจะเคยห้ามอะไรเลย ผมห้ามทำ แต่เขาทำได้เนี่ยนะ

 

เมื่อผมมาที่โรงอาหารบุคลากร อีฮยอนอูที่ล่วงหน้ามาก่อนก็กำลังประเมินสถานการณ์ข้างนอกผ่านช่องระหว่างกระดาษหนังสือพิมพ์อยู่พอดี อีฮยอนอูขยับให้ผมไปอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ภาพนักเรียนหญิงคนหนึ่งถือปืนดิ้นรนต่อสู้อยู่ท่ามกลางวงสัตว์ประหลาดในระยะไม่ไกลนักปรากฏอยู่ในสายตา

“ปืนนั่น…”

“นั่นคือปืนที่เราเห็นในห้องชมรมคราวก่อนใช่ไหมครับ”

แววตาของอีฮยอนอูแลดูขุ่นเคืองขึ้นยามนึกถึงการตายของผู้คน นั่นคือปืนของผมจริงๆ หรือหากจะพูดให้ถูกมันคือปืนไรเฟิลล่าสัตว์ของพ่อผมเอง

“เธอเป็นผู้ตื่นรู้ครับ”

“จริงด้วยแฮะ”

“เอาไงดีครับ”

“ปล่อยไว้แบบนั้นก็ได้ไม่ใช่หรือไง อีกเดี๋ยวก็คงตายแล้ว”

อีฮยอนอูจ้องผมราวกับไม่เข้าใจว่าพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง แต่เดี๋ยวนะ ตอนนั้นพวกเราเองเกือบจะกลับบ้านเกิดกันหมดไม่ใช่หรือไง แถมตอนนี้เราก็ยังไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ยังไงก็ไม่ควรช่วยไหมล่ะ ถ้าเกิดสถานการณ์มันยิ่งอันตรายกว่าเดิมขึ้นมาล่ะ ทุกครั้งที่ผมพูดอะไรต่อแม้จะคำหรือสองคำ อีฮยอนอูก็จะถอนหายใจหนักขึ้นทุกที

“เออๆ เข้าใจแล้ว ไปก็ได้ ไปสิ”

คนที่ควรต้องถอนหายใจคือผมที่ดูท่าจะต้องเดินเข้าไปสู่ประตูมรณะเพราะความใจดีไม่ดูสถานการณ์ของอีฮยอนอูต่างหาก แม้จะไม่สบอารมณ์ที่มีตัวแปรใหม่เพิ่มเข้ามา แต่ผมก็ยังคงดึงกระบองสามท่อนให้ยืดออกแล้วเปิดหน้าต่าง อีฮยอนอูบอกว่าเล่นเทควันโดมานานจึงถนัดใช้มือเปล่ามากกว่าเลยไม่ถืออาวุธ เราปีนหน้าต่างและวิ่งเข้าหานักเรียนหญิงที่กำลังรัวกระสุนปืนอยู่

“ฉันจะล่อมันให้เอง นายพาเธอเข้าไปหลบแล้วกัน”

“ล่อเองคนเดียวไหวเหรอครับ”

“คนเดียวสิถึงจะสะดวกกว่า”

อีฮยอนอูหรี่ตาลงครู่หนึ่งเหมือนประเมินอะไรบางอย่างก่อนพยักหน้า เขาวิ่งไปหานักเรียนหญิงแล้วเตะเข้าที่กรามของสัตว์ประหลาดจนปลิว ทั้งที่เป็นการปะทะกับสัตว์ประหลาดครั้งแรกหลังจากเพิ่งตื่นรู้ แต่เขากลับเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมาก ผมใช้กระบองสามท่อนฟาดท้ายทอยสัตว์ประหลาดทีละตัวเพื่อเบนความสนใจมาที่ตัวผม ก่อนจะหลบหลีกการจู่โจมที่รัวเข้ามาได้อย่างหวุดหวิดพลางหลอกล่อพวกมันไปยังฝั่งตรงข้าม ถึงจะมีอยู่ตัวสองตัวที่ไล่ตามสองคนนั้นไป…แต่ช่างเหอะ ยังไงทั้งคู่ก็เป็นผู้ตื่นรู้อยู่แล้ว ฉะนั้นคงจัดการกันเองได้แหละ

ผมล่อสัตว์ประหลาดวิ่งมายังสนามกีฬา พอรู้สึกว่าสัตว์ประหลาดมารวมตัวกันเยอะพอสมควรแล้ว ผมก็ใช้กระบองสามท่อนฟาดพื้นอย่างบ้าคลั่ง พื้นสนามกีฬากลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ ฝุ่นทรายลอยฟุ้งคล้ายหมอกหนา

ผัวะ!

หลังจากฟาดสัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาไปหนึ่งที ผมก็ออกวิ่งต่อพร้อมกับฟาดพื้นอีกทีหนึ่ง เมื่อทำซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งเข้าทัศนวิสัยก็พร่ามัวจนมองภาพเบื้องหน้าไม่เห็น เหล่าสัตว์ประหลาดเริ่มชนกันมั่วในม่านหมอกทราย ผมจึงกลั้นหายใจและหาช่องโหว่หลบออกมา

“แค่ก…แค่ก…”

เชี่ยเอ๊ย โคตรแสบตา ทั้งเนื้อทั้งตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยทราย น้ำตาไหลอาบเป็นทาง ผมปัดฝุ่นทรายออกที่หน้าโรงอาหารแล้วพุ่งตัวเข้าไปทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้

“…ทำอะไรกันอยู่วะนั่น!”

ผมกะพริบตาที่แสบจนน้ำตาไหล ก่อนจ้องมองอีฮยอนอูกับนักเรียนหญิงที่โรมรันกันพัลวันอยู่บนพื้น อีฮยอนอู ไอ้เด็กนี่ ทั้งที่ปากบอกว่าจะช่วย แต่แล้วทำไมดันมาต่อยกันได้ล่ะเนี่ย

“ซอนอึนซู!”

พอนักเรียนหญิงหันมาเห็นผม เธอก็กระโดดขึ้นลุกมาฉวยปืนจากพื้นและเล็งปืนมาที่ผมพร้อมกับจ้องอย่างดุร้ายราวกับจ้องศัตรู

“…นี่ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า”

“แล้วผมจะรู้กับรุ่นพี่ไหมล่ะครับ!”

อีฮยอนอูตะคอกกลับ เขาใช้หลังมือปาดริมฝีปากที่แตกเล็กน้อยพลางลุกขึ้นยืน อีฮยอนอู นักเรียนหญิงคนนั้น และผม การเผชิญหน้าที่แปลกประหลาดระหว่างเราสามคนได้เริ่มต้นขึ้น

“ซอนอึนซู ตอนนั้นนายไม่ตายหรอกเหรอ…แถมยังได้พลังมาอีก!”

นักเรียนหญิงตะโกนลั่น แต่เดี๋ยวนะ ตอนนั้นนายไม่ตายหรอกเหรอ ยัยนี่พูดแบบนี้หมายความว่า…

“อย่าบอกนะว่าที่ห้องชมรมตอนนั้นเธอโจมตีฉันเพราะตั้งใจจะฆ่ากันจริงๆ น่ะ”

ห้องชมรมอยู่ใกล้กับตึกเรียนของนักเรียนหญิงมากกว่า ผู้รอดชีวิตที่นั่นส่วนมากจึงเป็นนักเรียนหญิง ผมในฐานะคนที่ไม่ค่อยมีเรื่องให้ข้องเกี่ยวกับนักเรียนหญิงเท่าไหร่ตั้งแต่จบปีหนึ่งซึ่งยังเป็นห้องเรียนรวมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรใส่กันขนาดนั้น

“อย่างน้อยก็บอกเหตุผลมาหน่อยซิว่าเธอทำแบบนั้นทำไม ฉันทำอะไรผิด”

“…เฮอะ”

“คนที่อยู่ที่นั่นเป็นพวกนักเรียนผู้หญิงใช่ไหม ฉันไม่ได้รู้จักพวกผู้หญิงเยอะนักหรอก เพิ่งมีแฟนครั้งเดียวเองด้วยเมื่อปีที่แล้ว แถมยังถูกเทในหนึ่งเดือนอีกต่างหาก…”

“แพยงพัล จองฮยอกจุน”

จู่ๆ ชื่อคุ้นหูก็หลุดออกมาจากปากของนักเรียนหญิงคนนั้น แพยงพัลกับจองฮยอกจุนคือใครกัน ผมพยายามทวนความจำอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังนึกไม่ออก

“แพยงพัลกับจองฮยอกจุนนี่ใคร นายรู้จักไหม”

“…ผมจะไปรู้จักได้ยังไงล่ะครับ”

เสียงของอีฮยอนอูแข็งกระด้างขึ้นกว่าเก่า

“แล้วตกลงว่าคือใครกันแน่”

ผมยืดอกถามเธออย่างไม่สะทกสะท้าน นักเรียนหญิงจึงทำหน้าอึ้ง

“ก็ไอ้พวกนักเลงที่ไปไหนมาไหนกับนายไง!”

ผมเพิ่งนึกออกเดี๋ยวนั้นเอง แพยงพัลคือไอ้เวรตัวผอมโกรกเสียงแหบๆ ที่ชอบเดินอยู่หลังพัคชังจิน ส่วนจองฮยอกจุนคือไอ้เตี้ยที่หน้าเหมือนมันฝรั่ง ว่าแต่ไอ้พวกนั้นมันทำไม แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่พวกเธอโจมตีผมด้วยล่ะ เมื่อเห็นหน้าผมที่แสดงออกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย นักเรียนหญิงก็ดูโกรธยิ่งกว่าเดิมจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ผมลอบสบตากับอีฮยอนอูอย่างเงียบๆ โดยที่เธอไม่ทันสังเกตเห็น

“พอคิดถึงสิ่งที่พวกมันทำกับเรา…ต่อให้ฉีกแขนขานายออกจากร่างแล้วฆ่าให้ตายก็ยังไม่หายแค้น”

“ดะ…เดี๋ยวสิ ฉันเลิกยุ่งเกี่ยวกับพวกนั้นตั้งนานแล้วนะ ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกมันทำอะไรกับพวกเธอบ้าง แต่นั่นต้องไม่เกี่ยวกับฉันแน่นอน”

“เฮอะ คิดว่าฉันจะเชื่อหรือไง แพยงพัลมันซุกหัวอยู่ไหน ฉันจะฆ่านายแล้วไปตามลากไอ้เวรนั่นมาฆ่าด้วย!”

นักเรียนหญิงเล็งปืนมาที่ผมอีกรอบ ฉิบหายแล้วไง ลูกกระสุนยังเหลืออยู่เยอะไหมนั่น ถึงผมจะไม่ตายถ้าไม่ได้ยิงเข้าจุดสำคัญ แต่คนยิงดันเป็นผู้ตื่นรู้นี่น่ะสิ ถ้าเธอตื่นรู้ด้วยสกิลที่เกี่ยวกับการใช้ปืน ระยะประชิดขนาดนี้น่าจะอันตรายน่าดู ผมเห็นอีฮยอนอูค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้นักเรียนหญิง แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ผมยังต้องซื้อเวลาอีกสักหน่อย

“แพยงพัลกับจองฮยอกจุนเป็นพวกที่ไม่ได้มีตัวตนอะไรในชีวิตฉันเลยสักนิด แม้แต่ศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ศูนย์เท่าไหร่เปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ บอกเลยว่าที่นี่มีแต่คนดีๆ ว่าแต่เธอเถอะ เธอรู้จักคิมแจยองใช่ไหม! นักเรียนดีเด่นคนนั้นน่ะ! ฉันสนิทกับหมอนั่นมากที่สุดเลยนะ”

“อย่ามาตลก คิมแจยองจะไปคบกับคนอย่างนายได้ยังไง”

โอ้โหเฮะ ไม่นึกเลยว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้กับหูตัวเอง คิมแจยอง ไอ้บ้านั่นมันสร้างภาพลักษณ์ไว้เลิศเลอขนาดนี้เลยหรือไงนะ ผมชักจะเดือดปุดๆ พอคิดว่ามีแค่ผมคนเดียวที่รู้ว่าแท้จริงแล้วคิมแจยองคือไอ้โรคจิต

“โอ้โห นี่เธอไม่รู้เหรอว่าคิมแจยองโรคจิตขนาดไหน”

“ฉันจำเป็นต้องรู้ด้วยหรือไง แค่เขาหล่อก็พอแล้วไหม ส่วนนายกับไอ้พวกนั้นน่ะ…เฮอะ ตายไปซะเถอะ”

“นี่! ฉันกับไอ้พวกนั้นอะไรของเธอ ทำไมมาเหมารวมฉันเป็นประเภทเดียวกันได้ล่ะ ลูกตาเธอมีปัญหาหรือไง”

พอผมชักเริ่มโมโห นักเรียนหญิงก็ยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่งทำสีหน้าเย้ยหยัน

“ได้ยินมาว่าพวกผู้ชายเวลาส่องกระจกแล้วชอบอวยตัวเอง สงสัยจะจริง แต่ในสายตาฉัน นายกับแพยงพัลก็ไม่ต่างกันหรอก”

“เดี๋ยวสิ ฉันอาจจะด้อยกว่าคิมแจยองนิดหน่อย…แต่ไปเทียบกับแพยงพัลนี่มันไม่ได้หรือเปล่า”

“ไว้นายค่อยไปส่องกระจกในนรกดูอีกทีแล้วกัน เพราะแบบนี้ไงถึงได้โดนแฟนทิ้งในหนึ่งเดือน”

“โอ๊ย เธอมันบ้าไปแล้ว นี่มันไม่ต่างอะไรกับการฆ่าคนทางใจเลยนะ”

“แล้วไง ยังไงฉันก็จะฆ่านายอยู่ดีนั่นแหละ…อึก!”

ผมตกหลุมพรางโดนนักเรียนหญิงยั่วโทสะจนทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดง แต่แล้วอีฮยอนอูก็เดินเข้าไปด้านหลังแล้วใช้สันมือฟาดไปที่ท้ายทอยของเธอ เธอกรีดร้องครั้งหนึ่งก่อนจะล้มคว่ำมาด้านหน้าแล้วหมดสติไป ผมระงับความโกรธเอาไว้ไม่ได้จนหายใจฮึดฮัดพร้อมกับชี้หน้าเธอที่สลบไปแล้ว

“ฉันโคตรเกลียดยัยนี่เลย เอายัยนี่ออกไปโยนทิ้งไว้ข้างนอกกันเถอะ”

อีฮยอนอูมองผมอย่างระอาใจก่อนเดินไปหยิบสายยางขนาดยาวจากโรงครัวมามัดรอบตัวเธอไว้

 

“อ๊ะ! ลืมตาแล้ว”

“อื้อ! อื้อ!”

“โถ นักเรียน ใจเย็นๆ ก่อนนะหนู”

เมื่อนักเรียนหญิงได้สติและเริ่มดิ้น คุณป้าคิมบกซุนก็เอ่ยปลอบ อันที่จริงแค่ออกแรงสักหน่อย สายยางพวกนี้ก็ขาดกระจุยแล้ว แต่คงเพราะถูกมัดและปิดปากไว้เลยกำลังตื่นตระหนก เธอมองหน้าทุกคนที่รุมล้อมอยู่ ครั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีคนที่เธอกำลังตามหา เธอก็คลายความตื่นตระหนกลง แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ลืมจ้องหน้าผมเขม็งเหมือนจะฆ่าแกงกัน ผมจึงจ้องเธอกลับอย่างไม่ยอมแพ้พลางโบกปืนที่เดิมทีเป็นของผมไปมา

“อื้อๆๆ!”

“โธ่เอ๊ย หนูมีเรื่องจะพูดเยอะแยะขนาดนั้นเลยเหรอ ฮยอนอูจ๊ะ อย่างน้อยก็เอาที่ปิดปากออกให้หน่อยไม่ได้เหรอจ๊ะ”

“…ก็ได้ครับ”

อีฮยอนอูรับปากไม่ทันขาดคำ คุณป้าคิมบกซุนก็ดึงผ้าที่ปิดปากนักเรียนหญิงออก

“ไอ้…ไอ้ขี้ขลาด!”

“จะขี้ขลาดหรือขี้อะไรก็ช่าง มันสำคัญตรงไหนเหรอครับ ถ้าอยากมีชีวิตรอดก็ควรต้องอธิบายกันก่อนไหมครับว่าทำไมถึงอยู่ข้างนอกคนเดียว แล้วรบกวนช่วยบอกเหตุผลที่แท้จริงด้วยว่าทำไมถึงโจมตีเราตอนนั้น”

ท่าทีของอีฮยอนอูแลดูเย็นชาเป็นพิเศษ แต่นั่นก็สมควรแล้ว ถ้าพวกนักเรียนหญิงไม่โจมตีเราจากในห้องชมรมก่อน ใครอีกหลายคนก็คงไม่ตาย ทุกคนดูจะเข้าใจที่อีฮยอนอูมีท่าทีเป็นศัตรูแบบนั้น เพราะรู้ว่าเขาต้องทุกข์ทรมานกับบาดแผลทางใจ เมื่อนักเรียนหญิงปิดปากแน่น อีฮยอนอูก็แย่งปืนจากผมแล้วเอาปลายกระบอกปืนไปจ่อที่หัวเธอ

“เรามาเริ่มจากการแนะนำตัวกันก่อนดีไหมครับ คุณเป็นใคร อยู่ปีไหน และห้องไหน”

“ปีสาม…ห้องเจ็ด ซอยุล”

“โอเคครับรุ่นพี่”

พอผมกระซิบถามว่า ‘ไอ้หนุ่มอีฮยอนอูมันก็มีด้านมืดกับเขาหน่อยๆ เหมือนกันแฮะ นายว่าไหม’ คิมแจยองก็ยักไหล่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่ก็เอาเหอะ ต่อให้ถามเขาไปคงไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี

“ทำไมถึงออกไปเดินอยู่ข้างนอกคนเดียวครับ”

“แพยงพัล มันอยู่ที่นี่ไหม”

“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ รุ่นพี่พูดมาเถอะครับ”

“…ก่อนอื่นเลยนะ ฉันต้องแน่ใจก่อนว่าซอนอึนซูไม่ใช่ตัวอันตรายจริงๆ พวกนายเชื่อใจหมอนั่นด้วยหรือไง”

ไม่มีใครตอบคำถามของซอยุล ผมเอาศอกกระทุ้งสีข้างคิมแจยองเป็นเชิงบอกว่าอย่างน้อยก็ให้เขาช่วยตอบที คิมแจยองกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ปิดปากแน่นสนิท เดี๋ยวสิ ไอ้เบื๊อกนี่…ผมรู้สึกเหมือนไม่ต่างอะไรจากโดนทรยศ แต่โชคดีที่เจ้าหมีสีน้ำตาลยกมือขึ้นและโอฮันบิทก็ยกมือขึ้นตาม

“ผมเชื่อครับ ไม่รู้ว่าทุกคนเข้าใจรุ่นพี่อึนซูผิดตรงไหนบ้าง ถึงภายนอกจะดูเลวร้าย แต่ภายในเขาอ่อนโยนนะครับ! กรอบนอกนุ่มในไง รุ่นพี่ไม่รู้จักเหรอครับ”

“จะ…จริงครับ ถ้าไม่ได้รุ่นพี่อึนซู พวกเราคงตายกันหมดแล้วตั้งแต่ตอนนั้น”

น่าขำสิ้นดี คนที่ผมคอยเอาใจใส่อย่างคิมแจยองและอีฮยอนอูกลับไม่ยอมเอ่ยอะไรเพื่อช่วยผมเลยสักนิด โชคดีที่เจ้าสองคนนี้กตัญญูรู้คุณ ผมพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะหันไปมองค้อนคิมแจยอง ไอ้คนใจแคบเอ๊ย ดูท่าหมอนี่จะอารมณ์เสียไม่น้อยเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

ก่อนที่ซอยุลจะได้สติ ผมเปิดเผยเรื่องการตื่นรู้กับทุกคน สีหน้าคิมแจยองดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่เพราะเพิ่งมาเข้าใจเอาทีหลังว่าทำไมอีฮยอนอูกับผมถึงได้ชอบซุบซิบกันอยู่สองคน แต่ผมเองก็รู้สึกไม่ยุติธรรมเหมือนกัน คิมแจยองไม่ได้แสดงออกใดๆ ว่าสงสัยตั้งแต่แรก แถมยังไม่เคยถามผมเลยด้วยซ้ำ แปลกดีที่กลายเป็นว่าช่วงนี้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคิมแจยองชักจะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

“…โอเค ฉันพูดก็ได้…คงต้องย้อนกลับไปเช้าวันที่สิบสองกรกฎา”

ซอยุลถอนหายใจพลางเริ่มเล่าเรื่อง

เรื่องราวมีอยู่ว่าตอนที่วันแห่งหายนะมาถึง นักเรียนหญิงบางคนที่อยู่ในอาคารเสริมพากันวิ่งหนีไปยังอาคารห้องสมุด ชั้นหนึ่งของห้องสมุดมีเลือดเปรอะไปทั่วอยู่ก่อนแล้ว พวกนักเรียนเลยพากันขึ้นไปที่ชั้นสองและซ่อนตัวในห้องชมรมว่างเปล่าที่ใช้ต่างห้องเก็บของ พวกสัตว์ประหลาดที่ตามขึ้นมาถึงชั้นสองทุบผนังปึงปังอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะทำลายหน้าต่างแล้วหายไป ซอยุลที่กำลังใจหายใจคว่ำมองไปรอบๆ ห้องก็เจอเข้ากับกล่องไม้ยาว ในกล่องเหล่านั้นบรรจุอาวุธที่เคยเห็นแค่ในหนัง พออาศัยแสงจากมือถือค้นทั่วห้องชมรม เธอก็พบอาหารจำนวนมหาศาลพร้อมกับชุดอุปกรณ์ยังชีพ

“เดี๋ยวก่อนนะ ของพวกนั้นทำไมถึงไปอยู่ที่นั่นได้ครับ”

“ใครมันจะมีเวลาไปสงสัย ถ้าอยากมีชีวิตรอดก็มีแต่จะต้องหยิบมาใช้ก่อนเท่านั้นแหละ”

อีฮยอนอูหันมามองผมครู่หนึ่ง ผมหลบตาเขาและแสร้งทำเป็นตั้งใจฟังเรื่องของซอยุล

ในขณะที่พวกเธอหวาดกลัวจนตัวสั่นกันอยู่ในห้องชมรมก็ได้ยินเสียงคนเรียกจากข้างนอก เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบแพยงพัลกับจองฮยอกจุนที่กำลังคลานขึ้นบันไดมาน้ำตาไหลพราก แม้ทั้งคู่จะขึ้นชื่อว่าเป็นนักเลง แต่ในสถานการณ์แบบนั้นจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็คงไม่ได้ พวกนักเรียนหญิงจึงให้แพยงพัลกับจองฮยอกจุนเข้ามาในห้องชมรม และจากนั้นทั้งสองคนก็เลยได้รับรู้ไปด้วยว่าภายในห้องมีทั้งอาหารและอาวุธ

“เฮอะ…เราน่าจะปล่อยให้พวกมันตายซะตั้งแต่ตอนนั้น…ไม่นานหลังจากนั้นอินเตอร์เน็ตก็ถูกตัด ก่อนหน้านี้เรายังหวังอยู่ว่าทีมกู้ภัยจะมาช่วย แต่กลายเป็นว่าพวกตึกสูงนอกหน้าต่างดันระเบิดต่อกันเป็นลูกโซ่ เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพที่บินผ่านไปเหนือหัวก็ถูกฝูงแมลงยักษ์บินเข้าใส่ แค่ครู่เดียวเท่านั้นเฮลิคอปเตอร์ก็ระเบิดกระจุย จากนั้นทุกอย่างก็เงียบหายไปเลย…”

ผู้รอดชีวิตทางฝั่งห้องชมรมดูท่าจะได้เห็นอะไรๆ มากกว่าผู้รอดชีวิตทางฝั่งโรงยิมและโรงอาหารซึ่งเป็นพื้นที่ปิดเยอะมากทีเดียว แม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าโลกถึงคราวล่มสลาย แต่พอได้ยินแบบนี้กับหู ทุกคนต่างก็ตื่นกลัวจนมองเห็นความสิ้นหวังฉายชัดบนใบหน้า

“เดิมทีเรามีกันแปดคน แต่แพยงพัลกับจองฮยอกจุนฆ่าพวกเราทิ้งไปสองคนเพื่อยึดอาหารและอาวุธ!”

ทุกคนหลับไม่ลงเพราะความตึงเครียดและความวิตกกังวลขั้นสุด ซ้ำร้ายจอนเยซึลที่เป็นนักเรียนปีสองยังป่วยเป็นโรคหอบหืดอีกต่างหาก ตอนที่วิ่งหนีจอนเยซึลไม่ทันหยิบยาแก้หอบหืดมาด้วย เธอหอบหายใจหนักมาก พอไอออกมาครั้งหนึ่งก็จะไอหยุดไม่ได้ ถึงแม้เสียงไอจะไม่ได้ดังขนาดเรียกสัตว์ประหลาดให้เข้าหา แต่มันก็สร้างความเครียดทั้งต่อตัวเองและต่อคนอื่นๆ ตอนนั้นแพยงพัลกับจองฮยอกจุนเจอแผ่นซับเสียงบนชั้นหนังสือ ทั้งคู่เอาแผ่นซับเสียงไปติดที่หน้าต่างแล้วฉีกแบ่งออกมาทำที่อุดหู คนที่ทรมานจากการนอนไม่หลับจึงพากันใส่ที่อุดหูแล้วหลับไป

“คนแรกที่ไอ้เลวพวกนั้นพยายามฆ่าคือเยซึลที่ไม่ได้ใส่ที่อุดหู จากนั้นก็เป็นฮยอนจี…ต่อด้วยฮานึล…ตอนพวกมันกำลังปิดปากฮเยจูที่เป็นเหยื่อรายที่สี่ แต่ฉันลืมตามาพอดีเพราะรู้สึกได้ถึงบางอย่างแปลกๆ”

เมื่อเสียงกรอบแกรบดังลอดที่อุดหูเข้ามา ซอยุลก็ดึงที่อุดหูออกแล้วมองไปรอบๆ เธอสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นร่างดำทะมึนกำลังคร่อมอยู่บนร่างของโคฮเยจู เธอกำลังจะกรีดร้อง ทว่าแพยงพัลกับจองฮยอกจุนกลับเร็วกว่า คนหนึ่งใช้หมอนอุดจมูกซอยุล ส่วนอีกคนก็รัดตัวเธอที่ดิ้นเอาไว้

ในตอนนั้นเองโคฮเยจูที่เกือบได้เป็นเหยื่อรายที่สี่ก็ยกธนูทดกำลังขึ้นเล็งเป้าท่ามกลางความมืด ลูกธนูที่ถูกยิงจากระยะประชิดเจาะเข้าที่ศีรษะของจองฮยอกจุนที่กำลังจับตัวซอยุลอยู่ จากนั้นโคฮเยจูก็หยิบลูกธนูอีกดอกยิงซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ลูกธนูปักเข้าไปที่หัวไหล่ของจองฮยอกจุน แพยงพัลที่เห็นจองฮยอกจุนล้มลงไปก็เกิดตกใจกลัวเลยรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องชมรมทันที

“ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ว่าพวกมันฆ่าคนอื่นๆ ไปก่อนหน้านี้แล้ว ฉันกลัวว่ามันจะออกไปปล่อยข่าวลือว่าฮเยจูยิงคนตาย แต่ก็นั่นแหละ ตัวฉันเองก็สติแตกเหมือนกัน ฉันคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องปิดปากแพยงพัลให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีไหน ฉันเลยหยิบปืนมาถือแล้วก็…ยิงแพยงพัลที่กำลังหนีออกนอกอาคารจากบนหน้าต่างชั้นสอง แต่ระยะห่างมันไกลเกินไป ลูกกระสุนเลยพลาดเป้า สุดท้าย…ฉันก็ปล่อยให้มันหลุดมือไป”

หลังจากนั้นพอมาเช็กดูก็พบว่ามีคนตายไปแล้วสองคน ส่วนจอนเยซึลที่แพยงพัลกับจองฮยอกจุนพยายามจะฆ่าให้ตายตั้งแต่ทีแรกนั้นฟื้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์ จำนวนคนในห้องชมรมจากแปดคนจึงลดลงเหลือหกคน เนื่องจากเกรงว่าแพยงพัลอาจจะย้อนกลับมาใหม่ พวกเธอจึงแบ่งทีมกันเฝ้าระวังสถานการณ์นอกหน้าต่าง ซึ่งไม่กี่วันต่อมาก็พบว่ามีกลุ่มคนมารวมตัวกันอยู่หน้าอาคาร

“มันมืดจนมองไม่เห็นว่าเป็นใคร แต่ฉันจำซอนอึนซูที่อยู่ด้านหน้าสุดได้ดี ในโรงเรียนเราคนอย่างซอนอึนซูน่ะชื่อเสียงกระฉ่อนจะตาย…แถมยังเป็นเพื่อนของแพยงพัลกับจองฮยอกจุนอีกต่างหาก”

“…เพราะแบบนี้เลยโจมตีเราเหรอครับ”

“ทีแรกก็กะจะเช็กให้ดีก่อนแหละ แต่ฮเยจู…ดันยิงธนูออกไปก่อน แถมฮเยจูยังอีกบอกว่าปกติแล้วแพยงพัลจะตัวติดกับซอนอึนซู…”

“เฮอะ แพยงพัลไม่ได้อยู่กับเราสักหน่อย สิ่งที่พวกคุณทำน่ะ…คือการไล่คนบริสุทธิ์ให้ไปตายชัดๆ เลย!”

เมื่ออีฮยอนอูที่ตาแดงก่ำแสดงความโกรธเกรี้ยว ซอยุลก็ก้มหน้างุดเหมือนไม่มีอะไรจะโต้แย้ง บรรยากาศภายในโรงอาหารบุคลากรหดหู่ลงทุกที และเพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ผมจึงตบไหล่อีฮยอนอูที่กำลังอดกลั้นกับความโกรธเบาๆ ก่อนจะเดินไปถามซอยุล

“เคลียร์ไปเรื่องหนึ่ง แต่ฉันอยากรู้มากกว่าว่าทำไมเธอถึงออกมาข้างนอกตัวคนเดียว”

“…ฉันตั้งใจจะไปร้านขายยา”

“ร้านขายยา?”

“ฉันก็บอกแล้วไงว่าจอนเยซึลเป็นโรคหอบหืด ตอนนี้อาการเธอแย่มาก…ถ้าไม่มียาเธออาจจะอยู่ไม่พ้นวันนี้ก็ได้ จู่ๆ ฉันก็ได้พลังแปลกๆ มาเลยคิดว่าจะใช้โอกาสนี้ออกไปหายา ก่อนออกจากห้องชมรมฉันยังมั่นใจนะว่าสู้กับสัตว์ประหลาดไหว…แต่ให้ตายเถอะ พวกมันมีเยอะเกินไปมาก”

ซอยุลคล้ายสัมผัสได้ถึงลางมรณะของเพื่อนในกลุ่ม

“เอาล่ะ ทีนี้ก็บอกสกิลของเธอมาได้แล้ว”

“…สกิล?”

“ฉันว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้านี่นะ”

ผมเคาะปืนที่อีฮยอนอูถืออยู่ ซอยุลพยักหน้าเหมือนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปิดบังอะไรอีก

“ใช่ ความสามารถของฉันเกี่ยวกับการใช้ปืน โดยสามารถแบ่งการใช้งานได้เป็นสองแบบ แบบพื้นฐานที่ความรุนแรงน้อยแต่เสียงเบากับแบบระเบิดที่พลังยิงแรงแต่เสียงจะดังมากตามไปด้วย”

ทันใดนั้นก็เกิดเสียงอุทานขึ้นในกลุ่มคน ความสามารถของซอยุลดูแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต่างจากของอีฮยอนอูที่ยังไม่รู้ว่าคือความสามารถเป็นแบบไหนกับของผมที่บอกทุกคนไปแบบค่อนข้างคลุมเครือว่าเป็นการใช้อาวุธได้ดีเยี่ยม

“ต่อให้ไม่มีปืนก็ยังใช้ความสามารถได้ แต่ประสิทธิภาพจะลดลงมาก และต้องมีปืนเป็นสื่อกลางฉันถึงจะขยายขีดความสามารถของพลังได้”

“เธอศึกษามาดีเหมือนกันนะเนี่ย”

“…ก็ฉันต้องปกป้องคนอื่นนี่ยะ”

อีฮยอนอูที่สงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้วจัดการคลายสายยางที่มัดซอยุลออก

ฮะ? คลายออกทำไม

พอเห็นผมอึ้ง เขาก็ตอบว่าคลายออกให้เพราะซอยุลพูด ‘ความจริง’ แต่พวกเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นจริงหรือไม่จริง…แต่ก็เอาเหอะ ผมเองก็คิดว่าเธอน่าจะไม่ได้โกหกเหมือนกัน

คุณป้าคิมบกซุนกอดซอยุลไว้ในอ้อมแขนแล้วลูบหลังเบาๆ

“ลำบากมามากเลยสินะ ลำบากมากเลยใช่ไหม…”

พอได้ยินเสียงอ่อนโยนของคุณป้าที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ตัวเองแล้ว ซอยุลก็ปล่อยโฮออกมาทันที

ผมรู้สึกได้ว่าไหล่ของอีฮยอนอูห่อลง ดูท่าคงกำลังคิดว่าตัวเองไม่มีหน้าไปถือโทษโกรธเคืองซอยุลและพวกนักเรียนหญิงในห้องชมรม เพราะบาดแผลที่พวกเธอได้รับมานั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย แต่ก็เป็นซะแบบนี้ ใจดีเกินไปจริงๆ ไอ้เด็กนี่

“แล้วจากนี้เธอจะเอาไงต่อ”

“…ฉันก็ต้องกลับน่ะสิ ในเมื่อรู้แล้วว่าไปร้านขายยาคนเดียวไม่ได้ อย่างน้อยฉันก็อยากอยู่ข้างๆ เยซึลตอนที่เธอจากโลกนี้ไป”

เมื่อซอยุลลุกขึ้น อีฮยอนอูก็ส่งปืนให้เธอ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นปืนผมก็เถอะ…ผมมองปืนที่เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของซอยุลอย่างอาลัยอาวรณ์ ทันใดนั้นผมก็นึกถึงอาวุธอื่นที่เหลืออยู่ในห้องชมรม

แบบนี้ก็แสดงว่าพวกที่อยู่ในห้องชมรมยังไม่เคยสู้กับสัตว์ประหลาดระยะประชิดมาก่อนเลยสินะเนี่ย

ปืน ธนูทดกำลัง และพลุสัญญาณ บรรดาอาวุธที่ผ่านตามาทั้งหมดล้วนเป็นอาวุธระยะไกล หากฟังจากสิ่งที่ซอยุลเล่าก็ไม่เห็นได้ยินเธอพูดถึงเรื่องการต่อสู้ระยะประชิดกับสัตว์ประหลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าเป็นแบบนั้นในห้องชมรมก็น่าจะยังเหลืออาวุธที่ผมซ่อนเอาไว้ในที่ลับตาอีกเป็นกองพะเนิน ไหนจะดาบญี่ปุ่น สนับมือ กริช และมีด นอกจากนี้ก็ยังมีขวานอีก…

“นี่ ซอยุล เธอตั้งใจจะไปร้านขายยานูรีที่อยู่แถวประตูหลังโรงเรียนใช่ไหม”

“ใช่”

“เธอ ฉัน อีฮยอนอู เราสามคนรวมกันน่าจะพอซัดกับมันได้อยู่นะ”

“รุ่นพี่พูดอะไรน่ะครับ!”

อีฮยอนอูฉุนที่ผมพูดเองเออเองโดยไม่ปรึกษาล่วงหน้า ผมยกมือเป็นสัญญาณให้เขาฟังก่อนแล้วหันไปยิ้มกว้างให้ซอยุล

“แลกกับอาวุธในห้องชมรม เอามันมาให้เรา”

“ว่าไงนะ”

ซอยุลจับปืนในมือแน่น เจตนาชัดเจนว่าจะไม่ยอมส่งให้เด็ดขาด

“ฉันไม่ได้หมายถึงปืนหรือธนูที่พวกเธอใช้อยู่ มันจะมีพวกดาบกับของที่เอามาใช้ได้เวลาต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในระยะใกล้น่ะ ฉันขออาวุธพวกนั้น ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี”

“นายจะเอาของพวกนั้นไปทำไม”

“ไม่อยากให้เหรอ”

“…เปล่า ถ้ามันช่วยเยซึลได้ ของแค่นี้ไม่มีปัญหา”

ซอยุลเห็นด้วยกับผมในที่สุด ผมเดินไปหาอีฮยอนอูเพื่อโน้มน้าวเป็นรายต่อไป เขาดูโกรธที่ผมทำตามอำเภอใจ

“นี่รุ่นพี่คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ”

“ไหนว่ายังไม่รู้ความสามารถตัวเองไม่ใช่หรือไง นายลองใช้โอกาสนี้หยิบอาวุธมาใช้หลายๆ อย่างดูสิ อีกอย่างก็ถือโอกาสนี้ไปร้านขายยา เอาพวกยาสามัญประจำบ้านกลับมาด้วยเป็นไง ดีออก”

“แต่มันอันตรายเกินไปครับ!”

“จากตรงนี้ข้ามรั้วไปใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ผู้ตื่นรู้สามคนกับระยะทางแค่นี้ทำได้แน่นอน นายไม่เชื่อฉันหรือไง อ๋อ…เมื่อกี้นายแสดงออกชัดแล้วว่าไม่เชื่อใจฉันนี่เนอะ…”

ก่อนหน้านี้ตอนที่ซอยุลถาม อีฮยอนอูไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มที่ออกมาบอกว่าเชื่อใจผม เล่นเอาผมรู้สึกชังน้ำหน้าหมอนี่ขึ้นมาเลยล่ะ ทั้งที่ผมช่วยชีวิตหมอนี่ไว้แท้ๆ ผมทำปากยื่นและแสดงออกว่าน้อยอกน้อยใจ

“สิ่งที่พูดเมื่อกี้ผมเชื่อครับ แต่รุ่นพี่ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลวด้วยสิครับ”

อารมณ์ไหนของหมอนี่อีกล่ะเนี่ย เสียงของอีฮยอนอูอ่อนลงหนึ่งระดับ ผมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป จึงรีบกระซิบใส่หูอีฮยอนอู

“ถ้านายไม่ไป ฉันจะพาเจ้าหมีสีน้ำตาลนั่นไปแทน…”

เจ้าหมีสีน้ำตาลจงรักภักดีต่อผมแบบไม่ลืมหูลืมตาจนน่าเหลือเชื่อ ถ้าผมหว่านล้อมให้หมอนั่นเชื่อว่าจะไม่เป็นไร ยังไงหมอนั่นก็ต้องตามผมออกไปแน่ต่อให้กลัวก็เถอะ แต่แน่นอนว่าผมไม่คิดจะพาเขาไปจริงๆ หรอกน่า พอได้ยินผมขู่ระคนล้อเล่น อีฮยอนอูก็ทำหน้าประหลาดทันที เขาปรายตามองเหนือศีรษะผมแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมามีท่าทีใจเย็นอีกครั้ง หมู่นี้หน้าตาหมอนี่เหมือนเจคิลล์กับมิสเตอร์ไฮด์* ชะมัดเลยแฮะ

“เฮ้อ รุ่นพี่นะรุ่นพี่ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะครับ”

“นายจะไปใช่ไหม”

“…ไปครับไป แค่ผมไปด้วยก็พอใช่ไหม”

และแล้วผู้ตื่นรู้สามคนก็ตั้งปาร์ตี้กัน เป้าหมายคือร้านขายยานูรีที่อยู่ด้านหลังโรงเรียน สิ่งแรกที่ต้องหยิบมาคือยาพ่นหอบหืด เราวางแผนกันคร่าวๆ ก่อนจะกินพาสต้าแบบขอไปทีให้ท้องอิ่มแล้วลุกขึ้นเพื่อเตรียมออกไปข้างนอก

…และจากนั้นภาพใบหน้าไร้รอยยิ้มของคิมแจยองที่กำลังยืนพิงผนังมองผมอยู่ก็ดันมาสะดุดตาเข้า

“นี่ คิมแจยอง”

“…”

“เดี๋ยวฉันมานะ อย่าซนล่ะ อยู่เฉยๆ…”

ผมยังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ คิมแจยองกลับหันหลังขวับเดินไปทางอื่น วันนี้หัวหน้าห้องก็ยังคงตัวติดกับคิมแจยองเหมือนเดิม หัวหน้าห้องปรายตามองผมพลางหัวเราะ การที่โดนหัวหน้าห้องจับจ้องอย่างไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้ก็นับว่าแปลกแล้ว แต่สิ่งที่แปลกและน่าตกใจกว่าคือคิมแจยองเมินผม

หมอนี่หมดความสนใจในตัวผมแล้วหรือเปล่านะ…

ผมจะปล่อยเป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด คิมแจยองต้องปกป้องผมนะ ผมถึงจะมีชีวิตอยู่รอดไปได้นานๆ…หมอนี่โกรธอะไรนักหนากันนะ หรือเพราะผมแสดงท่าทีเหมือนให้ความไว้วางใจเขามากเกินไป ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นมา แต่ยังไม่ทันได้จัดการความรู้สึกใดๆ ผมก็ต้องเดินทางไปร้านขายยาเสียก่อน

บทที่ 3.3

 

‘ถึงเขาจะเป็นเด็กที่ฉันคลอดออกมาเอง แต่ฉันกลัวเขาค่ะ’

คิมแจยองมองแม่ที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ต่อหน้าหมอกับพ่อที่แม้แต่จะสัมผัสลูกชายก็ยังไม่กล้า นาทีนั้นเขาก็คิดว่าบางทีตัวเขาอาจเป็นสัตว์ประหลาดที่สวมหน้ากากมนุษย์อยู่ก็ได้ หลังจากที่พ่อกับแม่เสียไปเขาก็ถูกลุงปั่นหัวจนมองตัวเองในแง่ลบหนักยิ่งกว่าเดิม แต่สำหรับตัวเขาที่ไม่ค่อยมีอารมณ์หรือความรู้สึกมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด

การที่คิมแจยองคอยสังเกตซอนอึนซูนั้นเป็นแค่สิ่งที่เขาเผลอทำจนติดเป็นนิสัย น่าตลกไม่น้อย เด็กนิสัยเสียที่เขารู้จักมานานโตขึ้นแต่ตัวโดยที่อย่างอื่นไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย พอขึ้นชั้นมัธยมปลายซอนอึนซูที่เวียนมาพบกันใหม่ก็ยังคงเป็นคนที่ดูออกง่ายและโง่เง่าเหมือนอย่างเคย ทั้งเรื่องที่ไม่เคยคิดเผื่ออนาคตที่จะตามมาแล้วใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อเสพความสุขตรงหน้าและเรื่องที่ทำตัวสารเลวราวกับเขวี้ยงจิตสำนึกทิ้งไปจนหมดนั่นก็เช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปตามคาดเสมอ เขาจึงมองว่าซอนอึนซูนั้นเป็นคนน่าสงสาร

แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงละสายตาไปจากซอนอึนซูไม่ได้เลย ทั้งที่ซอนอึนซูไม่ได้มีอะไรพิเศษขนาดนั้น…

แม้เวลาจะล่วงผ่านมานานแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สามารถนิยามได้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกแบบไหนกันแน่

ทว่านับตั้งแต่วันนั้นในฤดูร้อน ซอนอึนซูก็เริ่มแปลกไปจากเดิม ภาพที่หมอนั่นพยายามหลุดจากกรอบที่เขาวิเคราะห์ไว้ทำให้เขารู้สึกเหมือนเห็นลูกนกที่บินไม่ได้กำลังพยายามขยับปีกเพื่อโผบิน ถ้าให้เลือกระหว่างชอบหรือไม่ชอบ เขาคงต้องบอกว่าไม่ชอบมากกว่า หากซอนอึนซูเป็นนกจริงๆ เขาคงจับมันมาหักปีกทิ้งทันทีอย่างไม่ลังเล

‘…อะไรวะเนี่ย’

ตอนที่ซอนอึนซูล้มทับลงมาบนตัวเขา เขารู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วกว่าปกติ ร่างกายค่อยๆ เห่อร้อนขึ้นมาโดยเริ่มจากใบหูเหมือน ‘คนทั่วไป’ ที่เขินอายยามสัมผัสกายคนที่ชอบ

น่าตกใจนัก เขารู้สึกเหมือนร่างกายกับหัวใจคล้ายจะทำงานแยกกัน หลังจากนั้นทุกครั้งที่ซอนอึนซูยื่นมือมาหาหรือพูดจาอย่างสนิทสนม ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทันที มันร่ำร้องออกมาว่าอยากจะสัมผัสซอนอึนซู

คิมแจยองอ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนอื่นพอๆ กับที่ด้านชาต่อความรู้สึกของตัวเอง เขาดูออกตั้งแต่แรกแล้วว่าซอนอึนซูทำตัวเป็นมิตรอย่างกะทันหันเพราะมีจุดประสงค์ แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจที่ซอนอึนซูเอาสมองมาใช้งานโดยไม่สมกับที่เป็นซอนอึนซูยามปกติ แต่ทุกครั้งที่อีกฝ่ายแสดงด้านอ่อนแอให้เขาได้เห็นแค่คนเดียว บางสิ่งข้างในหน้าอกก็รู้สึกเหมือนจะสั่นไหว

เมื่อแววตาดื้อรั้นอ่อนโยนลงเวลายิ้ม เมื่อมุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างสดใส เมื่อลำคอมีเม็ดเหงื่อเกาะพราวเวลาร้อน และเมื่อฝ่ามือแกร่งหยาบด้านยื่นมาหาเขา…เขามักจะรู้สึกเหมือนถูกครอบงำด้วยอารมณ์ชั่ววูบบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้

อยากฆ่าหมอนี่เหรอ ไม่น่าใช่ หรือฉันแค่อยากสัมผัสเฉยๆ กันนะ ฉันอยากทำอะไรกับหมอนี่กันแน่

ความรู้สึกที่รุนแรงนี้คือสิ่งแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยเผชิญมาก่อน เขาอาจไม่ใช่สัตว์ประหลาด ปีศาจ หรือพวกไซโคพาธ เขาคิดมาตลอดว่ามีเพียงศัพท์ทางการแพทย์เท่านั้นที่จะใช้อธิบายตัวเขาได้อย่างเช่นผู้มีบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม แต่เมื่อได้มองซอนอึนซู…เขากลับรู้สึกคล้ายตัวเองกลายเป็นคนทั่วไปที่ถูกอารมณ์เข้าครอบงำ

คิมแจยองนึกถึงคำพูดของบาทหลวงในโบสถ์ที่ตนมักไปขออาหารสมัยเด็กๆ

‘การเกิดมาบนโลกใบนี้แล้วได้รู้จักความรักคือพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่มีแค่มนุษย์เท่านั้นที่จะได้รับ’

หากนี่คือความรัก เช่นนั้นแล้วความรู้สึกด้านมืดในจิตใจที่อยากจะเด็ดแขนขาของซอนอึนซูผู้ต้องการโบยบินตามอำเภอใจทิ้งแล้วทำให้ต้องฝากลมหายใจไว้ข้างกายตนก็เป็นความรักด้วยเหมือนกันใช่หรือไม่

ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วว่าซอนอึนซูต้องการอะไรจากเขา เพราะเพียงแค่อยู่ข้างกายกัน อารมณ์หลากสีสันก็พลอยเอ่อท้นขึ้นมาในหัวใจเขาจนไม่มีเวลาแม้แต่จะไปคิดเรื่องอื่น

คิมแจยองนิยามความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อซอนอึนซูว่าความรัก ซอนอึนซูคือคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกลายเป็นมนุษย์ขึ้นมา หากนี่ไม่ใช่ความรักแล้วสิ่งใดเล่าถึงจะเรียกว่าความรัก

แม้แต่ในสถานการณ์ที่สัตว์ประหลาดโผล่มาคร่าชีวิตผู้คนเป็นว่าเล่น ในสายตาของซอนอึนซูก็ยังคงมีแต่เขาเสมอ หากเป็นแบบเมื่อก่อน ไม่ว่าตัวเองจะอยู่หรือตายก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่นักสำหรับเขา ฉะนั้นเขาคงไม่พยายามหาทางเอาชีวิตรอด แต่คนอย่างซอนอึนซูกลับพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ มิหนำซ้ำยังเข้ามาวุ่นวายกับการช่วยชีวิตเขามากการเอาชีวิตรอดของตัวเองซะอีก ความมุ่งมั่นนี้ถูกใจเขามาก เขาจึงรับบทเล่นไปตามนั้น

ทว่าตั้งแต่เข้ามาที่โรงอาหาร เขาก็เริ่มไม่พอใจในความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับซอนอึนซู ไม่รู้ว่าซอนอึนซูมีเรื่องอะไรให้ต้องคิดมากมายถึงขนาดนั้น มิหนำซ้ำยังอยู่ไม่สุขและคอยยุ่งวุ่นวายเรื่องของคนอื่นไปทั่ว แต่ถึงอย่างนั้นคิมแจยองก็ยังเฝ้ารอด้วยความรู้สึกเช่นสิงโตอิ่มท้องที่เฝ้ามองเหยื่อ บางครั้งซอนอึนซูก็แสดงให้เห็นว่ากำลังวิตกกังวลอย่างหนัก ซึ่งทุกครั้งเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจะต้องหันมาพึ่งพาเขา เขาจึงคิดว่าไม่มีอะไรต้องรีบร้อน ทว่าเขาพลาดเองที่ประมาทและไม่ได้ตระหนักให้ถ่องแท้ว่าซอนอึนซูหลุดออกจากกรอบที่เขาวางไว้มาตั้งนานแล้ว

ซอนอึนซูยังคงทำตัวเหนือจากความคาดหมาย ไม่ว่าจะฮวังซูยอน คังด็อกโฮ และไหนจะอีฮยอนอู…คนพวกนี้ไม่ใช่นักเลงที่ซอนอึนซูคบค้าสมาคมด้วยและเป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆ คิมแจยองเริ่มนั่งไม่ติดทุกครั้งที่มีคนธรรมดามาอยู่ข้างกายอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นทีละคน

ทำไมนายไม่มองฉัน นายต้องการฉันไม่ใช่เหรอ

คิมแจยองรู้สึกรำคาญที่ยูยอนฮามาเกาะติดอยู่ข้างตัว ทั้งยังชอบปากมากไม่รู้จักเวล่ำเวลา เขาเลยจงใจนั่งตรงผนังที่มีรอยร้าวเพื่อหลบเลี่ยงและบังคับให้ซอนอึนซูนั่งลงข้างกายตัวเอง แม้จะรู้สึกแย่ที่เห็นอีกฝ่ายยิ้มฝืนๆ โดยไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าคนอื่นคิดยังไง แต่อย่างน้อยแค่นั่งอยู่ข้างกัน เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้ประมาณหนึ่ง

ทว่าดูเหมือนซอนอึนซูจะไม่ได้สนใจเขามากเท่าเมื่อก่อน และไม่ได้มาปรึกษาอะไรด้วยเลย แต่กลับยิ้มให้อีฮยอนอู แถมยังจับไหล่และลูบหัวอีกต่างหาก ซอนอึนซูไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าอีฮยอนอูมองตัวเองด้วยสายตาระแวง

และเมื่อซอนอึนซูตัดสินใจทำตามอำเภอใจ ‘อีกแล้ว’ ว่าจะฝ่าฝูงสัตว์ประหลาดออกไปที่ร้านขายยา คิมแจยองก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ขาดผึงอยู่ข้างในหัว

อึนซูไม่ต้องการฉันแล้ว

คิมแจยองรู้สึกโกรธ ความรู้สึกมากมายดั่งคลื่นยักษ์สาดซัดเข้าใส่ มันยิ่งกว่าความโกรธที่มีต่อลุงที่ทำร้ายเขาตอนเด็กเสียอีก

เขาควรฆ่าคนอื่นทิ้งให้หมดตั้งแต่แรก…เขาจะได้อยู่กับซอนอึนซูแค่สองคน หมอนั่นจะได้มองเขาแค่คนเดียว

 

“แจยอง เป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าไม่ดีเลย”

ยูยอนฮายื่นมือมาแตะใบหน้า แต่คิมแจยองปัดมือที่เปี่ยมด้วยความเป็นห่วงของยูยอนฮาทิ้งอย่างแรง เมื่อเจอท่าทีหยาบกระด้างจากคนที่ปกติมีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่เสมอ ไหล่ของยูยอนฮาก็ห่อลงในฉับพลัน

“จะ…แจยอง”

ยูยอนฮาหน้าแดงก่ำขณะเรียกคิมแจยอง รูปลักษณ์ราวหลุดออกมาจากภาพวาดของคิมแจยองทำเอาหัวใจเต้นแรง แม้สีหน้าตอนนี้จะแลดูเย็นชามากก็ตาม คิมแจยองเหลือบมองยูยอนฮาอย่างไร้อารมณ์แล้วเริ่มเดินห่างออกไป

“แจยอง นายเป็นห่วงซอนอึนซูเหรอ หมอนั่นมีพลังเหนือธรรมชาติ ไม่น่าเป็นอะไรหรอก อย่าห่วงนักเลย ซอนอึนซูน่ะ…เฮือก!”

คิมแจยองชะงักฝีเท้าแล้วหันหลังกลับมา ยูยอนฮาที่เดินตามเขาต้อยๆ เห็นดวงตาไร้จุดโฟกัสของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่ตื่นกลัวประหนึ่งสัตว์เล็กที่ยืนประจันหน้ากับสัตว์ร้าย ทั้งที่เป็นใบหน้าที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซ้ำยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป แต่ทำไมถึงได้ชวนให้รู้สึกแบบนี้ ยูยอนฮาที่หวาดกลัวยังไม่ทันได้ถอยหลัง ร่างของคิมแจยองก็โน้มลงมาหายูยอนฮาอย่างช้าๆ

“นายเองก็ชอบซอนอึนซูเหมือนกันเหรอ”

“ฮะ? อะไรนะ”

ยูยอนฮาถามกลับด้วยความตกใจ แต่คิมแจยองกลับไม่ตอบ เขาเพียงมองมาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าและค่อยๆ ยื่นมือมาก่อนกำรอบลำคอ ยูยอนฮาหลับตาปี๋และเปิดปากพูดอย่างไว

“กะ…ก็ไม่ได้ชอบเท่าไหร่…!”

“…”

ครั้นเมื่อยูยอนฮาลืมตาขึ้นหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง คิมแจยองก็เดินออกจากโรงอาหารไปแล้ว และกำลังจะหายลับไปในความมืด

“จะ…แจยอง…”

ยูยอนฮาเอาตัวพิงชิดหน้าต่างพลางตะโกนเสียงเบาๆ แต่เสียงนั้นกลับดังไปไม่ถึงหูของอีกฝ่ายที่ไกลห่างออกไปทุกที

 

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาเคยมีช่วงเวลาไหนที่อารมณ์พลุ่งพล่านถึงขนาดนี้หรือเปล่านะ

คิมแจยองระงับความโกรธกรุ่นที่พุ่งขึ้นมาไม่ได้จนต้องเดินออกจากโรงอาหารตรงไปยังร้านขายยานูรีที่ซอนอึนซูกำลังมุ่งหน้าไป ถ้าหมอนั่นอยู่ตรงหน้าเขาจะจับมาหักแขนขา ทำให้ตาบอด ไม่ให้ไปไหน และไม่ให้มองเห็นสิ่งใดอีกเลย เขาตระหนักได้ดีว่าความบิดเบี้ยวในใจเขาหาใช่วิธีคิดของคนปกติทั่วไป แม้ตายแล้วเกิดใหม่อีกหนก็ไม่อาจเป็นคนธรรมดาได้ แต่ต่อให้ซอนอึนซูจะเกลียดที่เขาเป็นแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเกิดมาเป็นแบบนี้แล้วจะให้ทำยังไง

คิมแจยองนึกถึงลุง ชายที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ใช่ฆาตกรที่ฆ่าพ่อกับแม่ แต่ก็ยังพร่ำบอกว่านั่นคือเนื้อแท้ของเขา บางทีคำพูดลุงอาจจะถูกต้องก็ได้ สิ่งที่เขาอยากทำมันอาจแตกต่างจากความรักในแบบที่คนอื่นเขามีกัน

ตอนที่โกรธหน้ามืดจนผลีผลามออกมาจากโรงอาหาร คิมแจยองคิดว่าต่อให้ตายไปเดี๋ยวนี้ก็ช่างปะไร แต่พอคิดถึงซอนอึนซูที่ต้องหายใจอยู่บนโลกใบนี้คนเดียวโดยไม่มีเขาแล้ว ความเดือดดาลก็ยิ่งคับอกจวนจะระเบิด หรือว่าเขาควรจะฆ่าซอนอึนซูทิ้งก่อนเลยดีไหม เขาลองจินตนาการภาพที่ได้ฆ่าซอนอึนซูด้วยมือตัวเอง มันจะเป็นยังไงกันถ้าหากภาพสุดท้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำนั้นคือเขา ความยินดีและความว่างเปล่าพลันก่อตัวขึ้นมาพร้อมกัน แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ไม่อาจบรรเทาความทุกข์ในใจนี้ได้เลย

ตึง…ตึง…ตึง…

เสียงสั่นสะเทือนดังมาจากที่ไหนสักแห่ง คิมแจยองหยุดเดินแล้วยืนหลังแนบผนังแถวนั้น พอแหงนหน้ามองฟ้าก็เห็นดวงจันทร์สีแดงคล้ายกับกำลังขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดวงจันทร์สีแดงขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนน่าหวั่นใจว่าจะถูกมันชนเข้าสักวัน โลกทั้งใบถูกย้อมด้วยสีแดงราวกับชโลมเลือด คิมแจยองที่เดินออกมาจากความมืดแล้วต้องมองหาร่มเงาเพื่อซ่อนตัว

“แกว๊กกก!”

“กี้กี้! กี้กี้!”

“โฮกกก!”

สัตว์ประหลาดทุกตัวในบริเวณใกล้เคียงส่งเสียงประหลาดพลางมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน มีหนึ่งตัวที่วิ่งเฉียดผ่านคิมแจยองไป แต่มันกำลังจดจ้องอะไรบางอย่างอยู่จึงมองไม่เห็นเขา คิมแจยองรู้สึกไม่สบายใจที่พวกมันมุ่งหน้าไปทางร้านขายยาเลยเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นอีก

ทันใดนั้นบางสิ่งก็เข้ามาขวางทางเขาไว้

มันคือสัตว์ประหลาดตัวเล็กที่มีแขนขาเหมือนมนุษย์ ทั่วร่างประกอบขึ้นจากของเหลวโปร่งแสง ท่ามกลางเหล่าสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ ที่แตกตื่นวิ่งกรูกันไปที่ไหนสักแห่ง มีเพียงมันตัวเดียวลอยคว้างอยู่กลางอากาศโดยไม่ขยับเขยื้อน

คิมแจยองรับรู้ได้ทันทีว่าสัตว์ประหลาดตรงหน้าเขาหาใช่สัตว์ประหลาดธรรมดา เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันหนักหน่วงจนนิ้วมือขยับแทบไม่ได้และผิวหนังชาวาบ เจ้านี่แตกต่างจากสัตว์ประหลาดตัวอื่นที่ดูไร้ซึ่งความนึกคิด มันหลุบตาลงมองคิมแจยองด้วยสายตาจองหอง

“*&^$#@$^$.”

ยิ่งไปกว่านั้นมันยังพูดออกมาได้อีกต่างหาก เขาฟังไม่ออกเพราะไม่ใช่ภาษาเดียวกันกับภาษามนุษย์ แต่ดูจากตามันที่หรี่ลงครึ่งหนึ่ง ดูเหมือนมันจะกำลังเพลิดเพลินอยู่ คิมแจยองแหงนมองสัตว์ประหลาดพลางขมวดคิ้ว เขาต้องรีบไปหาซอนอึนซูแท้ๆ แต่ดันมีเจ้าตัวนี้มาขวางไว้ซะได้

สัตว์ประหลาดยื่นมือออกมา มันเป็นการขยับมือที่ทั้งเชื่องช้าและสง่างาม คิมแจยองคิดว่าตนสามารถหลบมือนั้นได้สบายๆ แต่เอาเข้าจริงยังไม่ทันได้รู้ตัว ศีรษะเขาก็ถูกเจ้าสัตว์ประหลาดคว้าเอาไว้แล้ว ร่างกายถูกกดทับด้วยพลังไร้รูปร่างคล้ายถูกผีอำ แม้จะพยายามเท่าไหร่ก็ไม่อาจขยับตัวได้

[ช่างเป็นวิญญาณที่น่าอร่อยเสียจริง]

คงเพราะถูกสัตว์ประหลาดจับศีรษะไว้ คำพูดที่ออกมาจึงถูกแปลแล้วดังก้องอยู่ในสมองของคิมแจยอง

[โอหังนัก! แต่คุณภาพชั้นเยี่ยมทีเดียว]

สัตว์ประหลาดเลียริมฝีปาก

ตั้งใจจะกิน?

คิมแจยองซ่อนความไม่สบอารมณ์ไว้ไม่อยู่

[ตั้งใจจะไม่ดูดกลืนจนกว่าร่างจะฟื้นฟูแท้ๆ น่าประหลาดนักที่ในหมู่มนุษย์ไร้อารยะกลับมีของชั้นยอดเช่นนี้ จงถือเป็นเกียรติเสียเถิดที่เจ้าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของร่างนี้]

สัตว์ประหลาดที่คงรูปร่างมนุษย์ไว้เมื่อครู่ได้สลายตัวกลายเป็นน้ำ มวลน้ำอาบชโลมลงมาบนตัวคิมแจยองก่อนจะห่อหุ้มกายเขาไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทว่าคิมแจยองยังคงไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิดเดียว สัตว์ประหลาดรุกคืบและซึมลึกเข้ามาผ่านทางดวงตา หู จมูก และปาก

 

ที่นี่…

เมื่อตั้งสติได้ คิมแจยองก็พบว่าตัวเองยืนอยู่เพียงลำพังในพื้นที่ที่มืดมิด แม้จะหันมองรอบด้าน แต่ก็ยังไม่เห็นสิ่งใดนอกจากร่างกายของตัวเองกับผืนทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา คิมแจยองเห็นปลายมือปลายเท้าของตัวเองกลายเป็นเม็ดทรายและค่อยๆ สลายกระจัดกระจายไปบนอากาศ เขาตระหนักได้ว่าตัวเองถูกสัตว์ประหลาดดูดกลืน และเมื่อไหร่ที่ร่างกายสลายหายไปหมดก็จะได้พบการหลับใหลอันเป็นนิรันดร์

เขาไม่กลัวความตาย การได้ตายโดยไร้ความเจ็บปวดแบบนี้ หากจะเรียกว่าตายดีก็คงไม่เกินจริง เพียงแต่คิมแจยองแค่บังคับความโกรธของตัวเองไม่ได้ที่จะต้องตายก่อนซอนอึนซู ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นทำลายทุกอย่าง คิมแจยองขยับเท้าที่ยืนอยู่บนผืนทรายอย่างบ้าคลั่ง เท้าเริ่มจมลึกลงไปเหมือนตอนอยู่บนหาดทราย สุดท้ายเขาก็เสียหลักล้มลง เขาใช้กำปั้นทุบพื้น แต่ผืนทรายกลืนแขนเขาเข้าไปและดูดร่างเขาลึกลงไปอีกจนใบหน้าจมเข้าไปด้วย มันคล้ายกับการถูกฝังทั้งเป็นอยู่ใต้หาดทราย แต่ว่าเขากลับไม่รู้สึกอึดอัดเลย นั่นเพราะเขาไม่ได้หายใจอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

อึนซู

เขาคิดถึงซอนอึนซู อยากดึงเข้ามากอด อยากซุกหน้าลงที่ต้นคอ อยากพูดทุกอย่างที่เคยอยากพูด อยากรู้ว่าทำไมจู่ๆ ถึงมาทำดีด้วย แท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่…และทำไมถึงมอบความรักให้ แต่แล้วตอนนี้กลับไม่สนใจกัน…

ในจังหวะนั้นเองบางสิ่งก็เข้ามากระทบมือ เขารีบคว้าแล้วกำมันไว้ในมือแน่น สัมผัสเรียบลื่นกลมเกลี้ยงนั้นคือลูกแก้ว คิมแจยองโบกแขนไปมาเพื่อดูว่ามีอะไรอื่นอีกไหม แต่ก็เจอเพียงแค่เม็ดทรายนุ่มละเอียดเท่านั้น ลูกแก้วที่อยู่ในกำมือคือวัตถุเดียวที่มีรูปร่างท่ามกลางผืนทรายแห่งนี้

ร่างกายของคิมแจยองเหลือเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแบบนี้หรือเปล่าลูกแก้วถึงได้คอยแต่จะลอยหลุดออกจากมือ คิมแจยองใช้หนึ่งส่วนที่เหลือของร่างกายโบกไปมาอย่างสิ้นหวังเพื่อกลิ้งลูกแก้วให้เข้ามาใกล้ใบหน้าแล้วจับมันใส่ปาก

“อึก…”

ทั้งที่มันเป็นลูกแก้วแข็ง แต่ทันทีที่เข้ามาในปากกลับแตกสลายไปเหมือนน้ำ น้ำเย็นชื่นใจหนึ่งอึกไหลผ่านลำคอและกระจายไปทั่วร่าง

ร่างกายของคิมแจยองเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง คิมแจยองเพิ่งจะเข้าใจสถานการณ์เอาตอนนี้เอง ทรายที่แผ่ไพศาลอยู่นั้นคือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่ถูกสัตว์ประหลาดตัวนี้ดูดกลืน และตัวเขาเองก็กำลังจะได้เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่จะถูกผนวกเข้าด้วยกันแล้วสลายหายไป

[…เหตุใดร่างกายข้าถึงเป็นเช่นนี้]

ที่นี่คือโลกภายในจิตใจของสัตว์ประหลาด และลูกแก้วที่เขากลืนลงไปนี้ก็คือชิ้นส่วนที่หลุดออกมาจากแกนกลางของสัตว์ประหลาด

[เจ้าก่อเรื่องอะไรอยู่ในร่างข้ากันแน่ เจ้ามนุษย์!]

ทรายที่ปกคลุมร่างกายคิมแจยองล้วนพากันกระจายตัวออกอย่างรวดเร็วราวกับจดจำผู้เป็นนายได้

คิมแจยองรู้สึกว่าสัตว์ประหลาดกำลังพยายามจะสำรอกตัวเขาออกมา เขาจึงต้านพลังนั้นด้วยการก้าวถอยหลัง แต่เท้าดันเตะถูกของบางอย่างเข้าจึงมองลงไป คราวนี้ตรงเท้าเขามีวัตถุทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นกลิ้งมาติดอยู่ คิมแจยองหยิบมันขึ้นมาด้วยสีหน้าราวกับถูกมนตร์สะกด ลักษณะภายนอกของวัตถุนั้นกระเพื่อมไหวเหมือนน้ำ เขาจึงคิดว่ามันน่าจะนุ่มหยุ่น ทว่าพอสัมผัสเข้าจริงๆ มันกลับแข็งเหมือนแก้วใส บนฝ่ามือของเขาสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ

มันคือแกนกลางของสัตว์ประหลาดหรือก็คือหัวใจนั่นเอง คิมแจยองหยิบแกนกลางนั้นจ่อที่ปากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

[ต่อให้เจ้ากลืนมันลงไป คิดหรือว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างเจ้าจะรับมือกับพลังชีวิตของราชาที่ดำรงอยู่มาหลายแสนปีได้]

ไร้สาระสิ้นดี หากเป็นซอนอึนซูคงพูดแบบนี้พร้อมกับหัวเราะเยาะออกมา คิมแจยองหลับตาระลึกถึงใบหน้าที่โหยหาก่อนกลืนแกนกลางนั้นลงไปในคำเดียว แกนกลางของสัตว์ประหลาดที่ล่วงเข้ามาในปากกลายสภาพเป็นน้ำเช่นเดียวกับลูกแก้วเม็ดเล็กก่อนหน้านี้ จากนั้นมันก็แผ่ซ่านไปทั่วทุกซอกทุกมุมในร่างกายคิมแจยอง

“อึก…อึก!”

การกลืนแหล่งกำเนิดพลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะรับไหวทำให้เขาหลุดเสียงร้องออกมาพร้อมร่างกายที่บิดเบี้ยว เสียงหัวเราะของสัตว์ประหลาดดังก้องกังวานอยู่ในหัว

[น่าขันนัก! น่าขันสิ้นดี! ฮ่าๆๆ!]

คิมแจยองตะเกียกตะกายด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกรีดเค้นความชื้นในร่างกายออกจนหมด เขารู้สึกทรมานประหนึ่งทุกรูขุมขนถูกมีดจ้วงแทง น้ำในร่างไหลล้นออกมาทางตาและจมูก เมื่อผิวเรียบเนียนเริ่มแห้งกร้านกลายเป็นเม็ดทรายและสลายไปอีกครั้ง เขาก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวกับกระโดดเข้าไปในกองไฟ ทุกครั้งที่หายใจภายในปากจะแห้งผาก ทันทีที่ลิ้นแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง ลูกตาเขาก็เหลือกกลับเข้าไปในเบ้าตา ทั้งที่เขากำลังเผชิญหน้ากับความตายที่ทรมานแสนสาหัส แต่ว่า…

อึนซู

เขายังคงนึกถึงซอนอึนซู

[เพียงแค่หวนนึกถึงความโง่เขลาของเจ้า ข้าคงหัวเราะได้ต่อไปอีกหลายร้อยปีทีเดียว ฮ่าๆๆ!…ช้าก่อน นี่มันเกิดอะไรขึ้น…!]

ในตอนที่ร่างกายคิมแจยองเหลือเพียงไม่กี่ส่วนนั้นเอง สัตว์ประหลาดก็ตะโกนร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก แกนกลางที่หลุดออกมาจากร่างของคิมแจยองไม่ยอมรวมตัวกันเป็นทรงกลมเหมือนเดิม แต่กลับกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

[คำสาป…อาวารีตา เจ้าคนไร้อารยะชั้นต่ำ! นี่เจ้าถึงกับหยิบยืมพลังแห่งวอยด์มาใช้เชียวรึ…!]

หากเป็นยามปกติเขาผู้นี้คงสามารถหลุดพ้นจากคำสาปเพียงแค่นี้ได้ในชั่วพริบตา ทว่าปัจจุบันนอกจากจะบาดเจ็บสาหัสจากการทำสงครามกับ ‘อาวารีตา’ ราชาแห่งความโลภแล้ว เขายังตกอยู่ในสภาพที่ไม่ได้รับแกนกลางของตนกลับคืนมาจากมนุษย์ผู้นี้ด้วย ‘อาโรกันเชีย’ ราชาแห่งความเย่อหยิ่งผู้ดำรงอยู่มาหลายแสนปีจึงจำต้องเลือกแล้วว่าจะสูญสลายไปทั้งอย่างนี้ หรือจะละทิ้งศักดิ์ศรีแล้วใช้ชีวิตดั่งปรสิตแทน

[ไม่อยากเชื่อเลยว่าจุดจบของข้า อาโรกันเชีย ผู้กำเนิดมาเป็นราชาจะน่าอัปยศถึงเพียงนี้!]

อาโรกันเชียมีชีวิตภายใต้ความเย่อหยิ่งตลอดมา เขาคิดว่าตนสูงส่งที่สุดในบรรดาราชาทั้งเจ็ดแห่งจันทราสีชาด ฉะนั้นการต้องสูญสลายไปด้วยกลอุบายของสิ่งมีชีวิตที่ตนเคยดูหมิ่นจึงเป็นเรื่องที่น่าอัปยศเกินจะรับไหว อาโรกันเชียใช้พลังครั้งสุดท้ายเคลื่อนส่วนหนึ่งของแกนกลางไปหาคิมแจยอง มันขยับได้เหมือนมีชีวิต ก่อนจะแทรกซึมเข้าไปในร่างกายที่เหลืออยู่ไม่มากของคิมแจยอง

[มนุษย์เอ๋ย เจ้าจงแก้แค้น ข้าจะมอบพลังทั้งหมดของข้าให้แก่เจ้า!]

 

คิมแจยองลืมตาขึ้น

ทั้งที่ยังยืนอยู่ตรงจุดเดิมที่ได้พบกับอาโรกันเชีย แต่เขากลับแยกแยะไม่ได้ว่าที่นี่คือที่ไหน

เขาต้องไป…ที่ไหน

เขาต้องหา…ใคร

เขารู้สึกเหมือนหลงลืมสิ่งสำคัญไป บางสิ่งที่สำคัญมาก…

คิมแจยองก้าวเดินไปข้างหน้าท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงที่อาบไล้ลงมาบนร่างของตัวเอง

 

[System]

คิมแจยอง

อายุ : 19

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : อธรรม

ฉายา : [ราชาแห่งความเย่อหยิ่ง]

สกิล : [ควบคุมจิตใจ Lv.1]

หมายเหตุ : พลังแห่งอาโรกันเชีย 5%…

 

“เอ๊ะ? ทำไม…ข้างนอกมันสว่างขึ้นขนาดนี้ล่ะครับ”

อีฮยอนอูเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจขณะกวาดยาลงถุงอย่างรีบร้อน ข้างนอกสว่างไสวราวกับกลางวัน ผมที่บังเอิญอยู่ใกล้ทางเข้าที่สุดจึงยื่นหน้าไปนอกหน้าต่างแตกๆ ของร้านขายยาแล้วแหงนมองฟ้า ดวงจันทร์สีแดงมีขนาดมโหฬารจนแทบจะคับเต็มท้องฟ้าเลยก็ว่าได้

โอ๊ย ฉิบหายแล้วไง

เวฟแรกคือช่วงนี้ใช่ไหมนะ คิดว่าจะมาช้ากว่านี้ซะอีก…

“เกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย เฮือก!”

อีฮยอนอูกับซอยุลมองขึ้นไปบนท้องฟ้าตามผมที่นิ่งเงียบโดยไม่ตอบอะไรกลับไป ทั้งคู่ตัวแข็งทื่อไปด้วยเมื่อเห็นดวงจันทร์สีแดงเคลื่อนเข้ามาใกล้ ผมดึงแขนทั้งสองคนพามาซ่อนตัวด้านในห้องเก็บยา

“นะ…นั่นมันอะไรน่ะ ขืนเป็นแบบนี้มันจะไม่พุ่งชนโลกเอาหรือไง”

“ก่อนหน้านี้ดวงจันทร์สีเหลืองมันก็ใหญ่ขึ้นนิดหนึ่ง…แต่คราวนี้กลายเป็นดวงจันทร์สีแดงที่ขยายใหญ่ขึ้นสินะ”

“จะว่าไปแล้วสัตว์ประหลาดพวกนั้นเหมือนจะมาจากดาวอื่นเลย หน้าตามันน่าขนลุกจะตาย พวกมันต้องเป็นมนุษย์ต่างดาวแน่ๆ”

อีฮยอนอูกับซอยุลกระซิบกระซาบกัน เรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดีจริงๆ เพราะหากอธิบายไปตามความเป็นจริง ผมคงต้องถูกสงสัยแน่ๆ แต่ถ้าไม่อธิบายอะไรเลยก็จะพากันเสี่ยงอันตรายโดยใช่เหตุ ผมหยิบวิตามินสำหรับเด็กที่ยัดไว้ในห่อผ้าออกมาแล้วยัดใส่ปากอีฮยอนอูกับซอยุลคนละเม็ด พอมีของหวานเข้าปาก ทั้งคู่ก็ทำสีหน้าผ่อนคลายลงและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

“ฟังให้ดีนะ”

“ครับ”

“อืม”

“เรา…น่าจะกลับไปกันไม่ได้แล้ว”

เมื่อได้ยินที่ผมพูด ซอยุลก็อ้าปากค้างจนเห็นวิตามินที่ละลายอยู่ภายในปาก ผมดันคางซอยุลขึ้นเพื่อปิดปากให้ ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายกลับเป็นอีฮยอนอูที่ทำหน้าไม่สะทกสะท้านและถามหาเหตุผลอย่างใจเย็น ผมจึงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ

“ไม่ว่ามองยังไงมันก็ดูอันตรายชัดๆ เราไม่ควรเคลื่อนไหว สัญชาตญาณมันบอก”

“อะไรของนาย ถ้าช้ากว่านี้เยซึลเพื่อนฉันไม่แย่กันพอดีเหรอ”

“ชู่ เงียบหน่อยสิ เธอเชื่อใจฉันสักครั้งเหอะน่า นะ?”

ซอยุลเอ่ยแย้งเนื่องจากเพื่อนของเธอจะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ ส่วนอีฮยอนอูนั้นต่างออกไป เขาเหลือบมองเหนือศีรษะผมแล้วพยักหน้า

“…อย่างอื่นผมไม่รู้หรอกนะครับ แต่สัญชาตญาณของรุ่นพี่ซอนอึนซูน่ะไม่ผิดแน่ครับ”

โอ้โห เดี๋ยวนี้ถึงกับเข้าข้างกันแล้วแฮะ ความน้อยใจที่เคยมีค่อยๆ ละลายหายไป ผมหัวเราะร่าแล้วยีผมอีฮยอนอูแรงๆ เขาปัดมือผมออกอย่างหงุดหงิด แต่พอผมเอาวิตามินยัดใส่ปากเขาไปอีกเม็ด เขาก็สงบเสงี่ยมขึ้นทันที

“เมื่อกี้ตอนที่เดินมาดวงจันทร์มันไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้นะครับ น่าจะเพิ่งเปลี่ยนไปได้ไม่นานเท่าไหร่ ผมว่าเรารอดูสถานการณ์กันอยู่ที่นี่สักพักแล้วค่อยออกไปกันเถอะครับ”

“เฮ้อ ก็ได้”

เมื่อได้ยินคำอธิบายที่ชัดเจนเป็นระบบของอีฮยอนอู ซอยุลก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ อืม…ดูท่าผมจะไม่มีพรสวรรค์ในการโน้มน้าวใจคนอื่นสินะ

เราสามคนคลานไปอยู่ใต้เคาน์เตอร์จ่ายยาและยื่นเฉพาะหน้าออกมาเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านนอก ส่วนทางด้านนอกนั้นก็ยังคงมีแต่ความเงียบงันและไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยแม้แต่น้อย

“…ไม่เห็นมีอะไรเลยครับ”

“กี้!”

“กรรซ์!”

“แกว๊กกก!”

“โฮกกก!”

อีฮยอนอูพึมพำไม่ทันขาดคำ ด้านนอกก็เริ่มมีเสียงคำรามดังก้อง นี่ไม่ใช่เสียงร้องของสัตว์ประหลาดแค่หนึ่งหรือสองตัว อย่างน้อยก็คงต้องมีหลายสิบตัว ไม่สิ…น่าจะหลายร้อยตัวคำรามขึ้นมาพร้อมกัน ทุกคนพลันตัวแข็งทื่อ ขนลุกชันตั้งแต่หัวจรดเท้า

“อะ…อะไรน่ะ…”

ซอยุลตกใจที่ตัวเองพูดส่งเสียงออกมาจึงรีบเอามือปิดปากตัวเองไว้โดยอัตโนมัติ เราได้แต่ตัวสั่นระริกกันอยู่หลังเคาน์เตอร์จ่ายยาโดยไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจ

ตึง…ตึง…ตึง…ตึง…

เรารู้สึกได้ว่าตึกกำลังสั่นสะเทือนพร้อมกับรู้สึกคล้ายผืนฟ้าและผืนดินกำลังสั่นไหว

ฟิ้ว…ตู้ม…ฟิ้ว…ตู้ม…

คราวนี้เป็นเสียงบางอย่างตกลงมาจากฟ้า ผมชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอกเพื่อดูว่ามันคืออะไร บริเวณหน้าร้านขายยามีสัตว์ประหลาดหูแหลมตั้งรูปร่างคล้ายมนุษย์ยืนอยู่สามตัว ส่วนสูงของมันเกินสองเมตรครึ่ง สวมหน้ากากครึ่งหน้าบังดวงตาไว้ โดยมีจุดเด่นคือปีกบนหลัง ร่างกายของพวกมันกระเพื่อมไหวราวประกอบขึ้นจากของเหลว ปีกที่หลังนั่นก็เหมือนเยื่อบางๆ ที่สร้างขึ้นจากน้ำเช่นกัน

สัตว์ประหลาดพวกนั้น…ตอนนี้ถึงเวลาปรากฏตัวแล้วเหรอ

นอกจากสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายแมลงหรือสัตว์ดุร้ายบนโลกแล้วยังมีสัตว์ประหลาดที่ฉลาดและมีสติปัญญาเหมือนมนุษย์อยู่ด้วย เนื่องจากมันเป็นสัตว์ประหลาดที่ผมไม่เคยเห็นในความฝันมาก่อนตอนที่ผมยังไม่ตาย ผมจึงนึกว่ามันจะปรากฏตัวช้ากว่านี้ ใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะมาโผล่แถวโรงเรียนในช่วงเวฟแรกแบบนี้ เจ้าพวกนั้นมีจำนวนน้อยกว่าสัตว์ประหลาดบ้านๆ ทั่วไปก็จริง แต่มันดูท่าจะแข็งแกร่งและฉลาดกว่ามาก คงเป็นคู่ต่อสู้ที่ยากจะรับมือ

ร่างกายพวกมันประกอบขึ้นจากของเหลว ฉะนั้นการโจมตีที่สร้างความเสียหายทางกายภาพจึงทำอะไรมันไม่ได้เลย สองสิ่งที่โจมตีและสร้างความเสียหายได้มีแค่หอกที่พวกมันถืออยู่และหน้ากากที่ปิดบังดวงตาเท่านั้น พวกมันคือสัตว์ประหลาดประเภทที่หากไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ที่ครอบครองพลังพิเศษก็ต้องใช้กำลังคนร่วมกันเจ็ดแปดคนถึงจะพอจัดการได้บ้าง

ตึง…ตึง…ตึง…ตึง…

ตึกสั่นสะเทือนยิ่งกว่าเดิม กระจกหน้าต่างบานใหญ่แตกละเอียด ขวดยาที่เรียงรายอยู่บนชั้นวางติดผนังร่วงหล่นลงพื้น สัตว์ประหลาดจำนวนมหาศาลที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมแรงสั่นสะเทือนหนักหน่วงต่างคำรามและพุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ ทว่าสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่โจมตีทางกายภาพไม่ได้ผลกลับสามารถปัดป้องได้ทั้งหมด มันยกหอกด้ามยาวที่ถืออยู่แล้วจ้วงลงมา

…ทำไมสัตว์ประหลาดถึงสู้กันเองล่ะ

หอกที่สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์จ้วงแทงลงมานั้นทำให้ส่วนหนึ่งของตึกพังครืน ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เรามีหวังได้ถูกทับตายอยู่ใต้ตึกแน่ หากอาคารเจ็ดชั้นนี้พังทลายลงมาคงไม่มีใครรอดครบสามสิบสอง ด้านนอกอาคารเหล่าสัตว์ประหลาดเริ่มต่อสู้กันรุนแรงขึ้นทุกทีๆ ผงปูนร่วงกราวลงมาจากเพดาน

“หนี พวกเราต้องหนีกันแล้วไหม ปล่อยให้เป็นแบบนี้ตึกถล่มแน่”

“…ไม่ได้นะครับ ประตูที่ออกไปได้มีแค่ทางนั้นทางเดียว”

“รอดูอีกหน่อยเถอะ”

ผมปลอบอีฮยอนอูกับซอยุลให้ใจเย็นลงและเฝ้ารอจังหวะที่เหมาะสม เหล่าสัตว์ประหลาดทั่วไปพุ่งเข้าหาสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายก็มีสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ตัวหนึ่งที่คงรูปร่างไว้ไม่ได้และสลายหายไป สองตัวที่เหลือคงเริ่มตระหนักได้แล้วว่าไม่อาจรับมือกับสัตว์ประหลาดทั่วไปจำนวนนับไม่ถ้วนนี้ได้ พวกมันสองตัวจึงกางปีกบินแยกกันไปคนละทิศ สัตว์ประหลาดทั่วไปล้วนพากันคำรามอย่างพร้อมเพรียงแล้ววิ่งตรงเข้าใส่อะไรบางอย่าง

ตึง…ตึง…ตึง…ตึง…

แม้บรรดาสัตว์ประหลาดจะอันตรธานไปแล้ว เพดานตึกก็ยังคงสั่นสะเทือนจนปูนร่วงลงมาเป็นฝุ่นหนา ชั่วครู่ให้หลังผนังก็เริ่มแตกเป็นทางพร้อมกับเสียงปริร้าว ผมคว้าถุงผ้าแล้วดึงอีฮยอนอูกับซอยุลให้ลุกขึ้น

“ออกจากตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย!”

ตู้ม!

เสียงดังสนั่นมาจากด้านบน เรารีบโกยของใช้จำเป็นและยาต่างๆ ก่อนวิ่งหน้าตั้งออกมานอกตึก เราสามคนล้วนเป็นผู้ตื่นรู้จึงสามารถหนีออกมาได้เร็วกว่าคนธรรมดา

“แฮ่ก…แฮ่ก…รอดแล้ว”

จังหวะที่ผมยืนหอบหายใจอยู่หน้าสัญญาณไฟจราจรที่ดับสนิท ตึกร้านขายยาก็ถล่มครืนลงมาพร้อมกับเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้อง หากช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียวคงถูกทับตายอยู่ในนั้นแน่นอน ผมใจสั่น รู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“ทะ…ทุกคน ฉันว่าเราเจอปัญหาร้ายแรงกว่าเดิมอีก”

ซอยุลชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า หากจะพูดให้ถูกคือชี้ขึ้นไปเหนือเสาสัญญาณโทรคมนาคม พอไล่สายตาตามนิ้วของเธอไปก็พบสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่คิดว่าหายไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้ยืนเหยียบอยู่บนปลายเสา แค่หนีรอดออกมาจากตึกได้ก็โชคดีมากแล้ว แต่ที่ไหนได้โชคร้ายกว่ากำลังรอเราอยู่

“ซวยล่ะสิ…”

ในหมู่พวกเราสามคนไม่ว่าใครก็ไม่สามารถรับมือกับสัตว์ประหลาดนั่นได้ ผมกับซอยุลโจมตีได้แค่ทางกายภาพ ส่วนอีฮยอนอูนั้นยังไม่รู้ความสามารถของตัวเองด้วยซ้ำ…ในความฝันของผม ตอนที่ยังไม่ตายผมไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับเจ้าตัวนั้นเลยสักครั้ง ซึ่งมันทำให้ผมโล่งใจและคิดว่าคงไม่เจอมันอยู่ในละแวกใกล้ๆ โรงเรียนแน่นอน

“เราเขียนพินัยกรรมให้กันและกันดีไหม”

“รุ่นพี่ครับ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังมีหน้ามาพูดอะไรแบบนี้อีกเหรอครับ”

มันเป็นความผิดของผมที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้เองว่าเวฟจะปะทุขึ้นในช่วงเวลานี้ ในความฝันเองก็เช่นกัน ถ้าดวงจันทร์สีแดงเข้ามาใกล้เหมือนอย่างตอนนี้ พลังของสัตว์ประหลาดจะแข็งแกร่งขึ้น เกตจะเปิดออกและสัตว์ประหลาดชนิดใหม่ก็จะหลั่งไหลออกมา หากไม่เกิดเวฟขึ้นโลกของเราคงมีผู้รอดชีวิตมากกว่านี้ แต่เพราะเวฟจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้สัตว์ประหลาดมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทางรอดของผู้คนจึงเหลือน้อยลงด้วยเช่นกัน

การที่สองคนนี้คาดเดาว่ามีดาวเคราะห์ดวงอื่นและมนุษย์ต่างดาวนับว่าคาดเดาได้ถูกต้องพอสมควร เนื่องจากสัตว์ประหลาดเหล่านั้นโผล่ออกมาจากดวงจันทร์สีแดงจริงๆ และดวงจันทร์สีเหลืองที่เกาะติดกันอยู่ด้านข้างเหมือนอึปลาทองนั้นแท้จริงแล้วคือดวงจันทร์สีขาว ตอนนี้มันดูเป็นสีออกเหลืองเพราะถูกดวงจันทร์สีแดงด้านหน้าบังอยู่ ถ้าเข้าไปใกล้ขึ้นสีก็จะอ่อนลง ชายูฮยอกกับทีมของเขาคาดเดาว่ามนุษยชาติน่าจะได้รับพลังจากดวงจันทร์สีขาว

นี่คือทั้งหมดที่ผมรู้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยใดๆ ทั้งสิ้นว่าทำไมดวงจันทร์นั่นถึงปรากฏขึ้นมาบนโลก

“ทุกครั้งที่มันเหวี่ยงหอก สัตว์ประหลาดที่เราสู้แทบไม่ไหวจะตายไปทีละสามสี่ตัวเลยนะครับ”

“ถ้างั้นเอางี้ไหม เราสามคนแยกย้ายกันไปคนละทาง แต่แน่นอนว่าถ้าทำแบบนั้นหนึ่งในสามคนคงตายแหง”

“…ผมถึงได้ชวนให้สวดส่งดวงวิญญาณกันไงครับ”

“เอาเวลาพูดไม่เป็นมงคลมาวิ่งหนีแทนเหอะ ไอ้พวกงั่งเอ๊ย!”

ในจังหวะที่สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์กางปีกออกสูง พวกเราก็สลายตัวแยกกันออกเป็นสามทิศทาง ซอยุลวิ่งไปทางโรงเรียน อีฮยอนอูวิ่งไปทางซ้าย ส่วนผมวิ่งไปทางขวา

ขอร้องล่ะ ได้โปรด อย่าตามฉันมานะโว้ย!

ผมวิ่งหลบการโจมตีของสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ ที่เริ่มโผล่ออกมาตามทาง

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!

เสียงจากด้านหลังดังใกล้เข้ามาทุกทีๆ

เชี่ยแล้ว อย่านะ อย่าบอกนะว่า…มันตามผมมาเหรอ?!

“โอ๊ยแม่ง ทำไมต้องเป็นฉันด้วยวะเนี่ย!”

ทั้งที่มีโอกาสแค่หนึ่งในสาม…แต่ผมดันถูกรางวัลเลขท้าย ไหนว่าเป็นผู้ตื่นรู้คนแรกเลยได้ค่าโชค+30 ไง! ผมรู้สึกเหมือนโดนมิจฉาชีพหลอก เพราะเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องเปลี่ยนแปลงอนาคตโดยใช่เหตุ ผมถึงได้ต้องมาตายเร็วยิ่งกว่าวันตายเดิมซะอีก ซวยชะมัด!

ตู้ม!

“อ๊ากกก!”

หอกที่พุ่งฉิวมาจากด้านหลังปักลงบนพื้น คอนกรีตที่ยุบลงไปเหมือนก้อนเต้าหู้พลันแตกละเอียด ผมเหยียบพลาดลงไปตรงนั้นพอดีจึงล้มลงกับพื้นในสภาพที่ดูไม่ได้ หัวเข่าและฝ่ามือถลอกจนเลือดไหล แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นผมก็เห็นสัตว์ประหลาดชูหอกขึ้นสูง ผมรีบกลิ้งหลบไปด้านข้างทันที

ตู้ม!

โว้…แค่ชั่วพริบตาเท่านั้นผมเกือบได้กลายเป็นฝุ่นในอวกาศแล้วไหมล่ะ…ลำพังแค่กระบองสามท่อนนี้จะป้องกันพลังขนาดนั้นได้หรือไง ต่อให้ป้องกันได้ก็คงไม่สามารถสร้างความเสียหายแก่ร่างกายที่สร้างจากของเหลวของพวกมันได้แน่ ไม่ว่ายังไงก็เป็นเกมที่ผมแพ้แน่นอน แต่ถ้าจะให้ตายโดยที่ยังไม่ทันได้สู้กลับเลยก็เสียดายคืนวันที่อุตส่าห์ดิ้นรนเลือดตาแทบกระเด็นมาจนถึงตอนนี้ ผมกัดฟันยกกระบองสามท่อนขึ้นปัดป้องการโจมตีครั้งถัดมา

“อึก!”

แค่ป้องกันหอกที่พุ่งมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แรงกระแทกกลับทำให้เลือดกระอักออกมาจากปาก เนื่องจากป้องกันตรงๆ แรกกระแทกจึงรุนแรงมาก รู้แบบนี้ผมน่าจะหลบมันซะตั้งแต่แรก…แบบนี้ผมได้ตายแหง เอายังไงดีล่ะทีนี้ ผมซวนเซ พยายามยันกายลุกขึ้น

ฟึ่บ…

สัตว์ประหลาดนั่นแทงหอกลงมาอีกหน คราวนี้ผมป้องกันไว้ไม่ได้จึงโดนโจมตีเข้าที่สีข้าง ตัวผมลอยฝ่าอากาศไปกระแทกเข้ากับกำแพงโรงเรียนจนกำแพงถล่มครืน ก้อนปูนหล่นลงมาทับร่างกายของผม อวัยวะภายในฉีกขาด กระดูกซี่โครงหัก แขนก็เหมือนจะใช้การไม่ได้ไปข้างหนึ่ง…แถมยังกระอักเลือดออกมาจากปากไม่หยุด

“แค่ก! แค่ก!”

มันเดินตรงมาหาผมแล้วหยิบก้อนปูนที่ทับผมอยู่ออกอย่างง่ายดาย จากนั้นก็กระชากคอเสื้อและยกตัวผมขึ้น ร่างกายผมอ่อนปวกเปียกไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ คราวนี้ผมซวยแน่ ตาผมเริ่มพร่ามัวขึ้นทุกทีๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไปผมคงได้หมดสติเร็วๆ นี้แน่นอน…

ภายใต้หน้ากากของมันไม่มีทั้งดวงตา จมูก หรือปาก มันเหมือนไข่ไก่เกลี้ยงเกลาที่สวมหน้ากากไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่าทันใดนั้นส่วนล่างของใบหน้าที่ควรจะมีปากกลับยืดยาวออกมา ภายในนั้นดูลึกและเวิ้งว้างราวกับหลุมดำ ดูทรงแล้วเจ้าสัตว์ประหลาดนี่คงกะจะจับผมยัดเข้าไปในนั้น

แต่ผมยังอยากมีชีวิตอยู่จริงๆ นะ…

ใครมันบอกวะว่าในช่วงเวลาสุดท้ายภาพชีวิตของเราจะผุดวาบเข้ามาในหัวเหมือนฟิล์มภาพ…แค่ใกล้ตายก็หงุดหงิดมากพออยู่แล้ว แต่ทำไมฟิล์มภาพนั่นถึงยังไม่ปรากฏออกมาให้ผมดูอีกล่ะ แม้แต่ฟิล์มภาพสุดท้ายของชีวิตเองก็ยังเลือกปฏิบัติอีกหรือไง ผมน้อยใจจนน้ำตาเอ่อคลอ ต่อให้ทนความเจ็บปวดได้ แต่ภาพสุดท้ายที่ต้องเห็นติดตาดันเป็นปากที่เหมือนหลุมดำของไอ้สัตว์ประหลาดเวรนี่ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสิ่งสุนทรีย์อย่างผมแล้ว นี่มันโคตรจะน่าโมโหเลย สู้ให้ผมเปลี่ยนไปจินตนาการหน้าของคิมแจยองซะยังจะดีกว่า อย่างน้อยในบรรดาคนที่เคยพบเห็นมา หมอนั่นก็เป็นคนที่หน้าสวยที่สุดแล้ว

“…?”

ในขณะที่ผมกำลังรอคอยความตาย น้ำตาไหลพรากลงมาพร้อมกับเลือดที่ไหลริน จู่ๆ หน้ากากของสัตว์ประหลาดก็ปริร้าวกะทันหัน พอสังเกตให้ชัดๆ ผมก็เห็นใครบางคนยื่นมือเข้ามาจากทางด้านหลังและคว้าหน้ากากนั้นไว้

มันคือมือของมนุษย์ แต่มนุษย์สามารถโจมตีสัตว์ประหลาดจากด้านหลังได้ด้วยหรือไง แถมพละกำลังยังมากพอที่จะทำลายหน้ากากของมันได้ด้วยมือเดียวอีกต่างหาก แม้สัตว์ประหลาดจะไม่มีใบหน้าให้แสดงออก แต่ผมสัมผัสได้ว่ามันกำลังตื่นตระหนก มันบิดร่างกายตัวเองหลุดออกไปก่อนที่หน้ากากร้าวๆ ของมันจะแตกเป็นเสี่ยง จังหวะเดียวกันนั้นร่างของผมก็ร่วงลงสู่พื้น

ผมหลับตาปี๋เตรียมรับแรงกระแทกตอนที่ร่วงสู่พื้นคอนกรีต ทว่าตัวผมกลับตกไปอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคนแทนที่จะเป็นพื้น เปลือกตาแทบเปิดไม่ขึ้น แต่ผมก็ยังฝืนจนกระทั่งวินาทีที่มองเห็นคนที่ประคองกอดผมไว้

“…ฮึก”

ผมร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะอยากยกสองแขนขึ้นกอดเขาตอบ แต่แขนที่หักไปแล้วดันไม่มีเรี่ยวแรงมากพอ ผมเลยใช้แขนข้างที่ยังดีอยู่ดึงเขามากอดแน่น

“ฮือ…เวรเอ๊ย…ฉัน…ฉันคิดว่าจะต้องตายแน่…ฮึก…ฮือ”

เขาวางผมลงกับพื้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ ผมทั้งดึงทั้งรั้งเขาไว้เพราะยังอยากอยู่ในอ้อมกอด แต่ผมก็ไม่อาจเอาชนะเขาที่หันหลังให้อย่างเด็ดเดี่ยวได้

แปลกชะมัด คิมแจยองในตอนนี้…แปลกเกินไป ใบหน้างดงามนั่นเป็นใบหน้าของคิมแจยองแน่ๆ แต่ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงรู้สึกไม่คุ้นเคยราวกับเขาเป็นคนอื่น

คิมแจยองหันไปมองสัตว์ประหลาด ผมสังเกตเห็นว่ามันสะดุ้งตกใจจนไม่รู้ต้องทำยังไง แม้มันจะถือหอกอยู่ในมือ แต่กลับดูไม่มีเจตนาจะจู่โจม ครั้นเมื่อคิมแจยองเดินเข้าไปและยื่นมือออกไปหาสัตว์ประหลาด ภาษาประหลาดก็ดังหลุดออกมาจากปากของมัน

“#$%$…!*%$*$(&…”

หลังพูดจบก็ไม่มีทีท่าขัดขืนแต่อย่างใด มันปล่อยให้คิมแจยองคว้าหน้ากากมันไว้ ไม่นานหน้ากากสีขาวก็แหลกสลายคามือคิมแจยอง จากนั้นร่างของมันก็เปลี่ยนเป็นของเหลวใสและสลายหายไป คิมแจยองสะบัดชิ้นส่วนหน้ากากที่เหลือติดมือทิ้งลงพื้น จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์สีแดงนิ่งอยู่กับที่

แสงจันทร์สีแดงเจิดจ้าดังดวงอาทิตย์อาบไล้ใบหน้าคิมแจยองจนสว่างไสว เขาหลับตาลงราวกำลังดื่มด่ำกับบางสิ่ง ทุกการกระทำของเขาดูสง่างามยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

นั่นใช่คิมแจยอง…จริงๆ หรือเปล่า

เมื่อผมฉุกคิดได้ว่าอาจมีสิ่งอื่นเข้ามาสวมร่างของคิมแจยอง ความหวาดกลัวก็ก่อตัวขึ้นมาทันที

“…คิมแจยอง อึก…มานี่ที”

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ

“ฉันบอกให้มานี่เดี๋ยวนี้ไง!”

เขาค่อยๆ ผินหน้ามาทางผม สายตานั้นทั้งสง่างามและโอหังจนผมเกือบหลงคิดไปว่าเขาคือเชื้อพระวงศ์

“คิมแจยอง ฉันเจ็บจัง…ฉันจะตายหรือเปล่าก็ไม่รู้ อึก…”

ผมกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเอื้อมมือไปหาคิมแจยอง ทันใดนั้นเขาก็เดินมาหาผมอย่างช้าๆ

ทว่าพอดูดีๆ ผมก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของคิมแจยองดูไร้จุดโฟกัส ทั้งที่เขากำลังมองมาที่ผม แต่สายตาเขากลับไม่ได้จับจ้องมาที่ผมเลย ผมคิดแค่ว่าต้องทำให้เขาได้สติกลับมาก่อนเลยคว้าเส้นผมของคิมแจยองที่กำลังยกตัวผมขึ้นอุ้มแล้วกระชากอย่างแรง แต่ไม่ว่าจะกระชากหรือเขย่าแรงแค่ไหน ศีรษะของคิมแจยองก็ยังคงตั้งตรงอยู่เหมือนเดิมไม่ไหวติง

อะไรเนี่ย เป็นก้อนหินหรือไง…

เอาไงดีล่ะทีนี้ ผมต้องทำยังไงดีถึงจะรอดไปได้ ผมเปลี่ยนมือที่จับเส้นผมคิมแจยองมาจับที่หัวไหล่เขาแทนเพื่อยกร่างกายท่อนบนขึ้น จากนั้นก็กดริมฝีปากเปื้อนเลือดของตัวเองไปที่ริมฝีปากของเขา

“…อืม”

คิมแจยองเบิกตาโต แม้จะช้าไปหนึ่งจังหวะ แต่ดวงตาสีน้ำตาลที่ไร้โฟกัสก็หวนกลับมาเป็นปกติได้ในที่สุด ในดวงตาสีอ่อนนั้นมีแต่ภาพผมที่ใกล้ตายเต็มทีสะท้อนอยู่

“…ฉันบอกว่าเจ็บไง…ไอ้ลูกหมาเอ๊ย…”

คิมแจยองดูตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนเขาจะหวาดกลัวขึ้นมาฉับพลัน นั่นคือสีหน้าของคิมแจยองที่ดูมีความเป็นมนุษย์ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา…

“อึนซู…อึนซู…ตั้งสติไว้ก่อนนะ ซอนอึนซู!”

ในขณะมองคิมแจยองที่ร้องเรียกผมอย่างสิ้นหวัง ผมก็พยายามควบคุมสติเอาไว้ทุกวิถีทาง แต่สุดท้ายผมก็หมดสติไปจนได้

 

* เบียว หรือโรคจูนิเบียว เป็นคำบรรยายถึงวัยรุ่นในภาวะที่คิดว่าตนเองแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป มีพลังลึกลับที่ซ่อนอยู่ รอวันเปล่งประกาย

* ตัวละครจากนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง ‘ปริศนาบุรุษสองหน้า (The Strange Case of Dr. Jekyll and Mr. Hyde)’ โดยโรเบิร์ต ลุยส์ สตีเวนสัน (Robert Louis Stevenson) เขียนขึ้นช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยตัวละครเจคิลล์คือผู้ที่สามารถใช้ยาวิเศษเพื่อแปลงกายเป็นมิสเตอร์ไฮด์ ซึ่งเป็นบุคลิกที่ชั่วร้ายและอันธพาลของตัวเอง

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 3

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: