ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 3.1-3.3 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 3.1-3.3 #นิยายวาย

บทที่ 3.2

 

อีฮยอนอูออกมาจากโรงอาหารบุคลากรโดยทิ้งโอฮันบิทไว้ข้างหลัง แม้จะเอากระดาษหนังสือพิมพ์แปะไว้ทั่วหน้าต่าง แสงสีแดงก็ยังส่องลอดจากภายนอกเข้ามาได้ อีฮยอนอูนั่งลงบนเก้าอี้พลางกวาดสายตามองภาพภายในโรงอาหารนักเรียนที่อาบแสงจันทร์สีแดงด้วยสายตาว่างเปล่า ดูเหมือนเขาจะเคยชินกับความมืดแล้วเลยมองเห็นห้องมืดๆ ได้ชัดกว่าเมื่อก่อนหน้านี้ ทันใดนั้นเขาก็นึกสงสัยเรื่องดวงจันทร์สีแดงที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ดวงจันทร์สีเหลืองนั่นทำไมมันลอยอยู่ข้างๆ ดวงจันทร์สีแดงตลอดเลยล่ะ ถ้างั้นแปลว่าอีกฟากของโลกก็ไม่มีดวงจันทร์สักดวงเลยงั้นเหรอ วันแรกในข่าวบอกว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี่นา…

อีฮยอนอูลุกยืนขึ้นราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์และแหงนหน้ามองท้องฟ้าผ่านช่องที่หนังสือพิมพ์ปิดไม่มิด บนท้องฟ้ามีดวงจันทร์ปรากฏอยู่สองดวงคือดวงจันทร์สีแดงและดวงจันทร์สีเหลืองที่อยู่ข้างกัน

“…เอ๊ะ?”

ดวงจันทร์สีเหลืองดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ แม้ขนาดยังคงเล็กกว่าดวงจันทร์สีแดงมาก แต่อีฮยอนอูก็ถึงกับต้องเบิกตาขึ้นเพราะคนที่มีทักษะด้านการสังเกตดีกว่าคนทั่วไปอย่างเขารู้สึกได้ว่าขนาดของมันเปลี่ยนไป

“…ทำไมดวงจันทร์ถึงใหญ่ขึ้นล่ะ”

ตึกตัก…

อีฮยอนอูเองก็คิดไม่ต่างจากคนอื่นว่าดวงจันทร์สีเหลืองคือดวงจันทร์เต็มดวงธรรมดาที่มีมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อพินิจอย่างละเอียดดูกลับพบว่าพื้นผิวดวงจันทร์นั้นเรียบมากเมื่อเทียบกับของเดิม

“นั่นมัน…ไม่ใช่ดวงจันทร์หรอกเหรอ”

ตึกตัก…ตึกตัก…

หัวใจพลันเต้นแรงเหมือนจวนจะระเบิด อีฮยอนอูวางฝ่ามือลงบนอกข้างซ้าย เขารับรู้ได้ถึงการเต้นของหัวใจตัวเอง แรกเริ่มมันเต้นเพียงเบาๆ แต่ต่อมามันกลับเต้นรัวเร็ว วินาทีนั้นอีฮยอนอูสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสราวกับมีบางสิ่งเจาะทะลุสมอง ก่อนจะทรุดล้มลงแทบพื้น

“แฮ่ก…! แฮ่ก…! ชะ…”

ช่วยด้วย…

อีฮยอนอูล้มลงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบหน้าโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงออกไป

“…พี่ฮยอนอู? พี่ฮยอนอู!”

เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปนานแล้วอีฮยอนอูยังไม่กลับมาสักที โอฮันบิทจึงออกมาตามหา กระทั่งพบอีกฝ่ายหมดสติอยู่ตรงหน้าต่าง โอฮันบิทร้องเรียกคนอื่นๆ เสียงสั่นเครือ หลายคนมาช่วยกันอุ้มอีฮยอนอูที่หมดสติไปยังโรงอาหารบุคลากร

 

หลายชั่วโมงต่อมา อีฮยอนอูก็ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาเห็นคือคังด็อกโฮที่กำลังมองมาด้วยสีหน้ากังวล คังด็อกโฮสบตากับอีฮยอนอูก่อนตะโกนลั่น

“ฮยอนอู! เป็นอะไรหรือเปล่า!”

“คังด็อกโฮ เงียบ…หน่อย”

ผู้คนต่างเข้ามารุมล้อมถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น อีฮยอนอูบอกปัดแค่ว่าเขาน่าจะเครียดมากไป เขาไม่อยากทำให้คนอื่นสับสนด้วยการพูดเรื่องที่ดวงจันทร์มีขนาดใหญ่ขึ้น และคิดว่าจะลองไปเช็กดูอีกครั้งให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยเล่า

“ผมเป็นห่วงจริงๆ นะครับ”

“นั่นสิ ช่วงนี้พี่ฝันร้าย แถมยังกินข้าวไม่ค่อยลงด้วยนี่…”

“เวลาแบบนี้ต้องยิ่งทำใจให้เข้มแข็งไว้สิคะ”

“ยาก็ไม่มี ห้ามป่วยเด็ดขาดเลยนะ”

“…”

แปลกชะมัด

ทุกครั้งที่ใครสักคนรอบตัวเอ่ยปากพูด เครื่องหมาย ‘O’ หรือไม่ก็ ‘X’ จะปรากฏขึ้นอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา เหนือศีรษะคุณป้าคิมบกซุนมีเครื่องหมาย O เหนือศีรษะนัมจินซูมีเครื่องหมาย X เหนือศีรษะคังด็อกโฮกับโอฮันบิทมีเครื่องหมาย O ส่วนเหนือศีรษะซอนอึนซูมีเครื่องหมาย X

…ในที่สุดฉันก็เป็นบ้าไปแล้วสินะ

อีฮยอนอูได้แต่กะพริบตาปริบๆ เพราะไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเครื่องหมาย O และ X ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะแต่ละคนนั้นหมายความว่าอะไร เขาบอกทุกคนว่าเขาน่าจะต้องพักอีกสักหน่อยก่อนหลับตาลง เมื่อทุกคนแยกย้ายกลับไปยังที่ของตัวเอง อีฮยอนอูก็หรี่ตาเปิดขึ้นครึ่งหนึ่งและมองไปที่เหนือศีรษะทุกคน

“แจยอง จำตอนเราอยู่ปีสองได้ไหม ที่ไปนั่งเรียนกันในห้องสมุดน่ะ ตอนนั้นนาย…”

เหนือศีรษะของยูยอนฮาเป็นเครื่องหมาย O

“อื้ม จำได้สิ”

เหนือศีรษะของคิมแจยองเป็นเครื่องหมาย X

“คิกๆๆ…ฉันจะฆ่าแกให้ตาย…”

เหนือศีรษะของฮวังซูยอนเป็นเครื่องหมาย O

“…เฮ้ย ไอ้หมี เปลี่ยนที่นั่งกับฉันหน่อยไม่ได้หรือไง”

เหนือศีรษะของซอนอึนซูเป็นเครื่องหมาย O ซึ่งต่างไปจากเมื่อครู่นี้

“ไม่เอาครับ ผมกลัวรุ่นพี่คนนั้น…”

เหนือศีรษะของคังด็อกโฮเองก็เป็นเครื่องหมาย O เช่นกัน

นี่มันหมายความว่ายังไงกัน

อีฮยอนอูคิดว่าตนคงต้องไปดูดวงจันทร์ที่เห็นตอนก่อนหมดสติอีกครั้ง เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ตอนนี้ร่างกายเขาทั้งเบาสบายและเปี่ยมด้วยพละกำลัง

สงสัยคงไม่ได้หลับสนิทแบบนี้มานานเลยทำให้สภาพร่างกายดีขึ้นงั้นสินะ

อีฮยอนอูเอียงคอสงสัยพลางเดินไปทางประตู แต่แล้วกลับสะดุดเข้ากับขาของนักเรียนคนหนึ่งจนเซ ขณะที่พยายามทรงตัวด้วยการเอามือยันผนังไว้อย่างแรงจนเสียงดังตึง ในวินาทีนั้นเอง…

แกร๊ก…

รอยร้าวปรากฏขึ้นบนผนัง ผงปูนร่วงกราวลงมาเป็นผง

“เฮือก!”

อีฮยอนอูพลันตัวแข็งทื่อ ยูยอนฮาที่โดนผงปูนร่วงใส่ศีรษะจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างหงุดหงิด

“โอ๊ย อะไรวะเนี่ย!”

“ผนังมัน…ขอโทษครับ จู่ๆ ผนังมันก็…”

“เฮ้ย ผนังร้าว นี่นายทำอะไรเนี่ย”

“…ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แค่แตะเฉยๆ…สงสัยผนังด้านนี้คงไม่แข็งแรงมั้งครับ”

ยูยอนฮารู้สึกขนลุกกับคำว่า ‘ผนังไม่แข็งแรง’ จึงย้ายไปนั่งที่อื่นแทน เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เพราะดันมีเรื่องให้ต้องแยกกับคิมแจยองโดยไม่คาดคิด ส่วนคิมแจยองนั้นกลับกวาดผงปูนบนพื้นไปทิ้งด้วยสีหน้าเฉยเมย ก่อนจะนั่งลงตรงจุดที่ผนังร้าว

“รุ่นพี่ครับ ผนังด้านนี้ไม่แข็งแรง ผมว่าไปนั่งที่อื่นดีกว่านะครับ”

“ไม่เป็นไร ฉันโอเค”

เหนือศีรษะคิมแจยองมีเครื่องหมาย O ลอยเด่น อีฮยอนอูมองมันตาค้างพร้อมกล่าวคำขอโทษอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูออกไปโดยมีซอนอึนซูลุกตามมาด้วย

 

อีฮยอนอูมุ่งตรงไปที่หน้าต่าง เขารู้สึกคล้ายกับว่าหากได้มองดวงจันทร์อีกครั้งน่าจะได้รู้คำตอบ

“นี่”

ทันใดนั้นใครบางคนด้านหลังก็คว้าไหล่เขาไว้ เมื่อหันไปมองอย่างตื่นตกใจเขาก็เห็นซอนอึนซูก้มมองมาด้วยสายตาดื้อรั้นและท้าทายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“เอ่อ…รุ่นพี่อึนซู”

“น่าจะต้องควบคุมพลังให้ได้สักหน่อยนะ คุณรุ่นน้อง”

ซอนอึนซูฉีกยิ้มกว้างพร้อมดึงเก้าอี้ที่วางสุมอยู่ตรงมุมห้องมาสองตัว อีฮยอนอูตามเขาไปนั่งลงบนเก้าอี้พลางเหลือบตามองเครื่องหมาย O ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะซอนอึนซู อีฮยอนอูอยากเล่าให้ซอนอึนซูฟังเรื่องดวงจันทร์ เขารู้สึกว่าดวงจันทร์นั่น…เหมือนจะไม่ใช่ดวงจันทร์

“รุ่นพี่ครับ ดวงจันทร์…”

“ดวงจันทร์?”

“ดวงจันทร์สีเหลืองนั่น…มันใหญ่ขึ้นครับ”

“อ๋อ งั้นเหรอ ดวงจันทร์สีเหลืองอะนะ”

ทั้งที่ได้ยินว่าดวงจันทร์สีเหลืองขยายใหญ่ขึ้น แต่ซอนอึนซูกลับไม่แม้แต่จะมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่นานนักเครื่องหมาย O เหนือศีรษะของซอนอึนซูก็หายไปกลายเป็นเครื่องหมาย X อันใหม่เข้ามาแทนที่

“รุ่นพี่รู้อะไรบางอย่างใช่ไหมครับ”

อีฮยอนอูตัดสินใจทดสอบดูว่าภาพลวงตาประหลาดนี้คืออะไร จึงยิงถามใส่รัวๆ ในสิ่งที่ทำให้ซอนอึนซูลำบากใจที่จะตอบ

“พลุสัญญาณที่คนในห้องชมรมขว้างใส่เรา คังด็อกโฮเองก็มีเหมือนกันครับ ผมถามว่าได้มาจากใคร แต่ทำยังไงหมอนั่นก็ไม่ยอมตอบ”

“…”

“ในห้องชมรมมีธนูทดกำลัง มีกระทั่งปืน…ของแบบนั้นมาอยู่ในโรงเรียนได้ยังไงกัน อย่างกับ…รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น”

“อืม…มันมีพวกชมรมเบียว* ทหารอยู่ไม่ใช่หรือไง”

“ไม่มีหรอกครับของแบบนั้น”

“อ่าฮะ”

“แล้วอีกอย่างพลังที่รุ่นพี่มีน่ะครับ ผมไม่สามารถทำความเข้าใจมันตามหลักเหตุผลได้เลย มันเป็นไปได้ยังไงที่คนเราจะมีพลังแบบนั้น…ถ้ารุ่นพี่รู้อะไรอยู่ช่วยบอกผมทีเถอะครับ ผมขอร้องล่ะ…”

อีฮยอนอูอ้อนวอนซอนอึนซูด้วยนัยน์ตารื้น ซอนอึนซูตกใจอย่างไม่ปิดบังเมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารนั้น

“ฉันจะไปรู้อะไรเล่า ไม่รู้หรอกโว้ย ไอ้เด็กนี่”

สิ่งที่ลอยเหนือศีรษะของซอนอึนซูคือเครื่องหมาย X ดวงตาอีฮยอนอูหรี่ลงอย่างจับผิด

“คนตายทั้งคนนะครับ รุ่นพี่ต้องแบ่งปันสิ่งที่รู้สิ เราถึงจะวางแผนรับมือในอนาคตได้”

“นั่นมันก็ใช่ แน่นอนว่าการที่มีคนตายเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ฉันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ”

“…กากบาทอีกแล้วครับ”

“ฮะ?”

สีหน้าของอีฮยอนอูที่จ้องเหนือศีรษะซอนอึนซูแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว

“รุ่นพี่น่ะ…เอาแต่โกหกอยู่ตลอดเลยสินะครับ”

 

[System]

อีฮยอนอู

อายุ : 18

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : ธรรมะ

ฉายา : [ไม่มี]

สกิล : [จริงหรือเท็จ Lv.1]

 

…อะไรของมันวะ ไอ้เด็กนี่

ผมเห็นรอยร้าวบนผนัง เดาว่าหมอนี่น่าจะตื่นรู้แล้วเลยตามออกมา แต่พอเห็นเขาพูดน้ำไหลไฟดับแบบไม่ทันให้ตั้งตัวแบบนี้ก็อดตกใจไม่ได้ หากมองในมุมมองเขา แน่นอนว่ามันก็สมเหตุสมผลแล้วที่จะสงสัย ทว่าท่าทีดื้อรั้นที่ต่อให้ผมบอกว่าไม่รู้ก็ยังไม่ยอมเชื่อนั้นพานให้ผมคิดว่าเขาจะขอท้าสู้กับผมหรือเปล่า ดูท่ารุ่นพี่ที่อายุมากกว่าเขาหนึ่งปีอย่างผมคงต้องเป็นฝ่ายทำความเข้าใจเขาสินะ ผมถอนหายใจยาวพร้อมยื่นมือออกไปหา

“ทำอะไรครับ”

“ลองจับดู”

“จับทำไมครับ”

“ไอ้เด็กนี่ น่าหงุดหงิดฉิบ จับซะแล้วลองออกแรงบีบดู ฉันมีเรื่องต้องเช็ก”

อีฮยอนอูจับมือผมแล้วเริ่มออกแรงบีบตามที่ผมสั่ง ถ้าเป็นแรงบีบมือของคนธรรมดาผมจะไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่นิดเดียว แต่พอหมอนี่บีบมือผม ผมกลับได้ยินเสียงกระดูกแตกดังกร๊อบ ผมร้องว้ากด้วยความเจ็บ อีฮยอนอูถึงได้ผ่อนแรงลงทันที

“เฮ้ย นายตื่นรู้แล้วนี่!”

ผมรู้สึกตื้นตันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล จึงยกสองมือไปวางไว้บนไหล่ของเขา ในที่สุดเจ้าเด็กที่ผมตั้งใจจะช่วยชีวิตเอาไว้ก็ตื่นรู้กับเขาแล้ว นี่สินะ ความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ ครั้นเมื่อเห็นผมยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม อีฮยอนอูก็ทำหน้าเคลือบแคลงใจทันที

“การตื่นรู้คืออะไรครับ”

“การที่นายแข็งแกร่งขึ้นแบบโคตรๆ ไง”

“ครับ?”

“ความสามารถของนายคืออะไร”

“ความสามารถเหรอครับ”

“ใช่ อย่างฉัน ความสามารถคือการใช้ของจำพวกอาวุธได้ดี…ว่าแต่นายยังไม่รู้ความสามารถตัวเองอีกเหรอ”

พอได้ยินที่ผมพูด อีฮยอนอูก็เงยหน้ามองมาที่เหนือศีรษะผม ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้เอาแต่มองเหนือศีรษะผมมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว แถมตอนนี้เขาก็ดูระแวดระวังผมยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ซะอีก

“…ไม่รู้สิครับ”

“เดี๋ยวต่อไปก็จะรู้เองแหละ”

“ถ้างั้นแปลว่าผมเองก็มีพลังสู้กับสัตว์ประหลาดได้เหมือนรุ่นพี่แล้วเหรอครับ”

“อื้ม”

“…แบบนี้นี่เอง ถ้างั้นรุ่นพี่ตื่นรู้ตั้งแต่ตอนไหนเหรอครับ”

“ก็…ตั้งแต่วันแรกล่ะมั้ง”

เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับเรื่องที่มีผู้ตื่นรู้คนแรกเกิดขึ้นแล้วนอกจากผม ผมจึงไม่ทันได้สังเกตว่าสีหน้าของอีฮยอนอูดูแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ผมอ้าปาก ผมบอกแค่ข้อมูลในส่วนที่สามารถแชร์กับเขาได้เท่านั้น ส่วนที่พูดยากก็โกหกผสมโรงเข้าไปให้พอกล้อมแกล้ม เมื่ออธิบายจบ อีฮยอนอูก็ดันหลังให้ผมกลับเข้าไปก่อนโดยบอกว่าเขามีเรื่องต้องคิดคนเดียวสักครู่

 

ทันทีที่ผมกลับมาที่โรงอาหารบุคลากร คิมแจยองก็คว้าข้อมือผมไว้แล้วดึงเข้าไปหา

“อยากให้นั่งข้างๆ หรือไง”

คิมแจยองพยักหน้า พอมองไปตรงที่ที่เขานั่งอยู่ก่อนหน้า ผมก็เห็นฮวังซูยอนพึมพำอะไรบางอย่างอีกแล้ว จะเลือกผู้หญิงเสียสติดีหรือเลือกเกย์ดี ถึงทางแยกแล้วสินะ

กึก…กึก…

เมื่อได้ยินเสียงฮวังซูยอนกัดเล็บอย่างบ้าคลั่ง ผมก็รีบหย่อนก้นลงนั่งแนบชิดตัวติดกับคิมแจยอง

“อึนซู…ใจดีขึ้นเยอะเลย”

คิมแจยองพึมพำเสียงเรียบ ดูท่าคงจะรู้สึกแย่เพราะตั้งแต่มาที่โรงอาหารผมยังไม่ได้ให้ความสนใจเขามากนัก

“พูดอะไรน่ะ นายมองว่าฉันนิสัยแย่มาก่อนงั้นเหรอ”

“ก็นิดหน่อยน่ะ”

ผมแค่นหัวเราะที่เห็นเขาตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาลังเลแม้แต่วินาทีเดียว คิมแจยองเหม่อมองผม

“ทำไมจู่ๆ นายก็…ชอบทำตัวเสียสละและเห็นแก่คนอื่นล่ะ”

“เห็นแก่อะไรนะ พูดให้มันเข้าใจหน่อยดิ”

“ก็ปกตินายเป็นคนไม่ใส่ใจอะไรเลยนอกจากตัวเองนี่”

ดวงตาของคนที่พูดประโยคนี้ออกมาเปี่ยมไปด้วยความสงสัยอย่างบริสุทธิ์ใจราวกับเด็กน้อยที่ทำชั่วแต่ไม่รู้ตัวว่านั่นคือเรื่องชั่ว ซึ่งก็หมายความว่า…เขาสงสัยว่าทำไมคนที่เดิมทีเห็นแก่ตัวและชั่วช้ามากขนาดนี้ถึงได้เปลี่ยนมาแสร้งทำตัวเป็นคนดีแบบกะทันหันใช่ไหมนะ แล้วแบบนี้จะพูดให้มันอ้อมค้อมเพื่ออะไรกันล่ะ

“ไม่คิดหน่อยเหรอว่าที่ฉันทำแบบนี้เป็นเพราะฉันไม่ได้เปลี่ยนไป”

“อืม…ดูจากที่นายดีกับฉันแล้วก็น่าจะไม่ได้เปลี่ยนจริงๆ นั่นแหละ”

พอคิมแจยองหัวเราะร่า ความสดชื่นดั่งน้ำผลไม้หวานฉ่ำก็ระเบิดตู้ม แม่งเอ๊ย ผมยังไม่ทันได้ไตร่ตรองความหมายในสิ่งที่เขาพูดก็ดันโดนกลยุทธ์ชายงามเล่นงานเข้าให้แล้วไง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทุกครั้งที่คิมแจยองหัวเราะแบบนั้น ปลายมือปลายเท้าผมถึงรู้สึกคันยุบยิบ ในขณะที่มัวแต่หลบสายตาและขยับมือเท้ายุกยิกไปมาอยู่นั้น คิมแจยองก็ใช้มือใหญ่ๆ เสยผมที่ยุ่งเหยิงให้ผมแล้วเกลี่ยไปทัดไว้หลังใบหู

“ถ้าเป้าหมายที่นายทำดีด้วยมีแค่ฉันก็คงจะดี”

“หา?”

“พอนายไปทำดีกับคนอื่นด้วยแล้ว มัน…รู้สึกแปลกๆ น่ะ”

แม้สัมผัสจากนิ้วเรียวของเขาจะอ่อนโยน แต่ผมรู้สึกได้ถึงความอันตรายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับกำลังถูกคิมแจยองปั่นหัวเล่น ผมจึงปัดมือเขาออกเบาๆ และจงใจจ้องมองเขาอย่างดุๆ

“ไอ้นี่ เห็นชมว่าสวยบ่อยหน่อยไม่ได้เลยนะ ชักจะปีนเกลียวใหญ่แล้วแฮะ”

“อืม โทษที ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเหมือนกัน…”

คิมแจยองทำสีหน้าสับสนพลางหลับตาลงดื้อๆ คล้ายไม่ต้องการสนทนาต่ออีก ไม่รู้ว่าเพราะผมเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาหรือเปล่านะ ผมเลยตามอารมณ์ของหมอนี่ไม่เคยทันเลย พูดง่ายๆ คือหมอนี่ต้องการจะบอกว่าอย่าแสร้งทำตัวเป็นคนดีและให้ทำดีแค่กับตัวเองคนเดียวเท่านั้นพอใช่ไหมนะ ทั้งที่กำลังงอนอยู่แท้ๆ ยังมีหน้ามาหัวเราะน่ารักแบบนั้นอีก ทำให้คนอื่นเขาสับสนอยู่ได้ เมื่อเห็นคิมแจยองเอาหลังพิงผนังแล้วหลับตาลง ผมก็คิดว่าตัวเองน่าจะนอนได้แล้วเหมือนกันเลยสะบัดผ้าปูโต๊ะให้เรียบแล้วทิ้งตัวลงนอน

 

เวลาผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่ายโดยไม่มีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้น เหล่าผู้รอดชีวิตใช้ชีวิตต่อไปวันแล้ววันเล่าด้วยสภาพอ่อนระโหยโรยแรงประหนึ่งกำลังรอความตาย อีฮยอนอูที่ตื่นรู้แล้วพยายามรวบรวมกำลังใจและคอยยื่นมือไปปลอบโยนคนอื่นๆ แต่เหมือนจะไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ ทีแรกเขาต้องการจะบอกกับทุกคนเรื่องการตื่นรู้เพราะหวังว่าทุกคนจะได้มีความหวังมากขึ้นสักหน่อย แต่ผมโน้มน้าวเขาว่าหากเปิดเผยตอนนี้เราจะต้องแบกรับภารกิจอันตรายไว้เองทั้งหมด อย่างน้อยก็ควรรอจนกว่าจะมีผู้ตื่นรู้เพิ่มขึ้นอีก เขาพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจเมื่อผมบอกว่าต่อให้เป็นผู้ตื่นรู้ก็มีอยู่แค่ชีวิตเดียวอยู่ดี

ผมเคี้ยวและกลืนเส้นพาสต้าฟูซิลลี่ห่อใหญ่ที่เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิห้องเพื่อประทังชีพ คนอื่นๆ บ้างก็หาซอสมาจิ้มกิน แต่การต้องล้างมือที่เหนียวเหนอะนั้นน่ารำคาญกว่าการเคี้ยวแป้งไร้รสชาติเป็นไหนๆ คิมแจยองที่ปกติก็กินน้อยมากอยู่แล้วผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัด กิจวัตรประจำวันของผมจึงเป็นการเฝ้ากวดขันให้เขากินอาหารส่วนของตัวเองจนกว่าจะหมด

ปัง!

อย่างกับสวรรค์จะรู้ว่าผมกำลังเบื่อ จู่ๆ เสียงปืนก็ดังลั่นมาจากด้านนอก แม้แต่คนที่กำลังหลับอยู่ยังตกใจจนสะดุ้งตื่น อีฮยอนอูเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปใกล้ประตู เขาทำท่าบอกให้ทุกคนเงียบ ก่อนจะค่อยๆ เปิดประตูอย่างช้าๆ แล้วหันมามองผมพร้อมพยักพเยิดคางเป็นสัญญาณว่าให้ตามเขาไป

“นายจะไปไหน”

คิมแจยองเองก็พยายามจะลุกตามมาด้วย ผมจึงผลักไหล่เขาจนล้ม คิมแจยองที่ล้มก้นกระแทกพื้นจึงแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าเล็กน้อย

“อยู่เฉยๆ ฉันขอไปดูข้างนอกหน่อย เดี๋ยวมา”

“เห็นไหม แจยอง อีฮยอนอูกับซอนอึนซูบอกแล้วไงว่าจะไปดูข้างนอกเดี๋ยวมา”

หัวหน้าห้องที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่ตอนไหนคว้าแขนคิมแจยองไว้แน่น หัวหน้าห้องนั้นขอเพียงสบโอกาสก็จะเกาะติดคิมแจยองตลอด และทุกครั้งเขาก็มักจะลอบจ้องผมไม่วางตา ไม่รู้ว่าชอบคิมแจยองขนาดนั้นเลยหรือไง คิมแจยองนี่ก็ตลกชะมัด ทีตอนผมทำตัวเป็นมิตรกับคนอื่นตัวเองยังแสดงท่าทีหงุดหงิดไม่พอใจ แต่พอทีตัวเองเข้าหน่อย หัวหน้าห้องมาจับตัวทีไรกลับไม่เห็นจะเคยห้ามอะไรเลย ผมห้ามทำ แต่เขาทำได้เนี่ยนะ

 

เมื่อผมมาที่โรงอาหารบุคลากร อีฮยอนอูที่ล่วงหน้ามาก่อนก็กำลังประเมินสถานการณ์ข้างนอกผ่านช่องระหว่างกระดาษหนังสือพิมพ์อยู่พอดี อีฮยอนอูขยับให้ผมไปอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ภาพนักเรียนหญิงคนหนึ่งถือปืนดิ้นรนต่อสู้อยู่ท่ามกลางวงสัตว์ประหลาดในระยะไม่ไกลนักปรากฏอยู่ในสายตา

“ปืนนั่น…”

“นั่นคือปืนที่เราเห็นในห้องชมรมคราวก่อนใช่ไหมครับ”

แววตาของอีฮยอนอูแลดูขุ่นเคืองขึ้นยามนึกถึงการตายของผู้คน นั่นคือปืนของผมจริงๆ หรือหากจะพูดให้ถูกมันคือปืนไรเฟิลล่าสัตว์ของพ่อผมเอง

“เธอเป็นผู้ตื่นรู้ครับ”

“จริงด้วยแฮะ”

“เอาไงดีครับ”

“ปล่อยไว้แบบนั้นก็ได้ไม่ใช่หรือไง อีกเดี๋ยวก็คงตายแล้ว”

อีฮยอนอูจ้องผมราวกับไม่เข้าใจว่าพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง แต่เดี๋ยวนะ ตอนนั้นพวกเราเองเกือบจะกลับบ้านเกิดกันหมดไม่ใช่หรือไง แถมตอนนี้เราก็ยังไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ยังไงก็ไม่ควรช่วยไหมล่ะ ถ้าเกิดสถานการณ์มันยิ่งอันตรายกว่าเดิมขึ้นมาล่ะ ทุกครั้งที่ผมพูดอะไรต่อแม้จะคำหรือสองคำ อีฮยอนอูก็จะถอนหายใจหนักขึ้นทุกที

“เออๆ เข้าใจแล้ว ไปก็ได้ ไปสิ”

คนที่ควรต้องถอนหายใจคือผมที่ดูท่าจะต้องเดินเข้าไปสู่ประตูมรณะเพราะความใจดีไม่ดูสถานการณ์ของอีฮยอนอูต่างหาก แม้จะไม่สบอารมณ์ที่มีตัวแปรใหม่เพิ่มเข้ามา แต่ผมก็ยังคงดึงกระบองสามท่อนให้ยืดออกแล้วเปิดหน้าต่าง อีฮยอนอูบอกว่าเล่นเทควันโดมานานจึงถนัดใช้มือเปล่ามากกว่าเลยไม่ถืออาวุธ เราปีนหน้าต่างและวิ่งเข้าหานักเรียนหญิงที่กำลังรัวกระสุนปืนอยู่

“ฉันจะล่อมันให้เอง นายพาเธอเข้าไปหลบแล้วกัน”

“ล่อเองคนเดียวไหวเหรอครับ”

“คนเดียวสิถึงจะสะดวกกว่า”

อีฮยอนอูหรี่ตาลงครู่หนึ่งเหมือนประเมินอะไรบางอย่างก่อนพยักหน้า เขาวิ่งไปหานักเรียนหญิงแล้วเตะเข้าที่กรามของสัตว์ประหลาดจนปลิว ทั้งที่เป็นการปะทะกับสัตว์ประหลาดครั้งแรกหลังจากเพิ่งตื่นรู้ แต่เขากลับเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมาก ผมใช้กระบองสามท่อนฟาดท้ายทอยสัตว์ประหลาดทีละตัวเพื่อเบนความสนใจมาที่ตัวผม ก่อนจะหลบหลีกการจู่โจมที่รัวเข้ามาได้อย่างหวุดหวิดพลางหลอกล่อพวกมันไปยังฝั่งตรงข้าม ถึงจะมีอยู่ตัวสองตัวที่ไล่ตามสองคนนั้นไป…แต่ช่างเหอะ ยังไงทั้งคู่ก็เป็นผู้ตื่นรู้อยู่แล้ว ฉะนั้นคงจัดการกันเองได้แหละ

ผมล่อสัตว์ประหลาดวิ่งมายังสนามกีฬา พอรู้สึกว่าสัตว์ประหลาดมารวมตัวกันเยอะพอสมควรแล้ว ผมก็ใช้กระบองสามท่อนฟาดพื้นอย่างบ้าคลั่ง พื้นสนามกีฬากลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ ฝุ่นทรายลอยฟุ้งคล้ายหมอกหนา

ผัวะ!

หลังจากฟาดสัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาไปหนึ่งที ผมก็ออกวิ่งต่อพร้อมกับฟาดพื้นอีกทีหนึ่ง เมื่อทำซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งเข้าทัศนวิสัยก็พร่ามัวจนมองภาพเบื้องหน้าไม่เห็น เหล่าสัตว์ประหลาดเริ่มชนกันมั่วในม่านหมอกทราย ผมจึงกลั้นหายใจและหาช่องโหว่หลบออกมา

“แค่ก…แค่ก…”

เชี่ยเอ๊ย โคตรแสบตา ทั้งเนื้อทั้งตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยทราย น้ำตาไหลอาบเป็นทาง ผมปัดฝุ่นทรายออกที่หน้าโรงอาหารแล้วพุ่งตัวเข้าไปทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้

“…ทำอะไรกันอยู่วะนั่น!”

ผมกะพริบตาที่แสบจนน้ำตาไหล ก่อนจ้องมองอีฮยอนอูกับนักเรียนหญิงที่โรมรันกันพัลวันอยู่บนพื้น อีฮยอนอู ไอ้เด็กนี่ ทั้งที่ปากบอกว่าจะช่วย แต่แล้วทำไมดันมาต่อยกันได้ล่ะเนี่ย

“ซอนอึนซู!”

พอนักเรียนหญิงหันมาเห็นผม เธอก็กระโดดขึ้นลุกมาฉวยปืนจากพื้นและเล็งปืนมาที่ผมพร้อมกับจ้องอย่างดุร้ายราวกับจ้องศัตรู

“…นี่ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า”

“แล้วผมจะรู้กับรุ่นพี่ไหมล่ะครับ!”

อีฮยอนอูตะคอกกลับ เขาใช้หลังมือปาดริมฝีปากที่แตกเล็กน้อยพลางลุกขึ้นยืน อีฮยอนอู นักเรียนหญิงคนนั้น และผม การเผชิญหน้าที่แปลกประหลาดระหว่างเราสามคนได้เริ่มต้นขึ้น

“ซอนอึนซู ตอนนั้นนายไม่ตายหรอกเหรอ…แถมยังได้พลังมาอีก!”

นักเรียนหญิงตะโกนลั่น แต่เดี๋ยวนะ ตอนนั้นนายไม่ตายหรอกเหรอ ยัยนี่พูดแบบนี้หมายความว่า…

“อย่าบอกนะว่าที่ห้องชมรมตอนนั้นเธอโจมตีฉันเพราะตั้งใจจะฆ่ากันจริงๆ น่ะ”

ห้องชมรมอยู่ใกล้กับตึกเรียนของนักเรียนหญิงมากกว่า ผู้รอดชีวิตที่นั่นส่วนมากจึงเป็นนักเรียนหญิง ผมในฐานะคนที่ไม่ค่อยมีเรื่องให้ข้องเกี่ยวกับนักเรียนหญิงเท่าไหร่ตั้งแต่จบปีหนึ่งซึ่งยังเป็นห้องเรียนรวมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรใส่กันขนาดนั้น

“อย่างน้อยก็บอกเหตุผลมาหน่อยซิว่าเธอทำแบบนั้นทำไม ฉันทำอะไรผิด”

“…เฮอะ”

“คนที่อยู่ที่นั่นเป็นพวกนักเรียนผู้หญิงใช่ไหม ฉันไม่ได้รู้จักพวกผู้หญิงเยอะนักหรอก เพิ่งมีแฟนครั้งเดียวเองด้วยเมื่อปีที่แล้ว แถมยังถูกเทในหนึ่งเดือนอีกต่างหาก…”

“แพยงพัล จองฮยอกจุน”

จู่ๆ ชื่อคุ้นหูก็หลุดออกมาจากปากของนักเรียนหญิงคนนั้น แพยงพัลกับจองฮยอกจุนคือใครกัน ผมพยายามทวนความจำอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังนึกไม่ออก

“แพยงพัลกับจองฮยอกจุนนี่ใคร นายรู้จักไหม”

“…ผมจะไปรู้จักได้ยังไงล่ะครับ”

เสียงของอีฮยอนอูแข็งกระด้างขึ้นกว่าเก่า

“แล้วตกลงว่าคือใครกันแน่”

ผมยืดอกถามเธออย่างไม่สะทกสะท้าน นักเรียนหญิงจึงทำหน้าอึ้ง

“ก็ไอ้พวกนักเลงที่ไปไหนมาไหนกับนายไง!”

ผมเพิ่งนึกออกเดี๋ยวนั้นเอง แพยงพัลคือไอ้เวรตัวผอมโกรกเสียงแหบๆ ที่ชอบเดินอยู่หลังพัคชังจิน ส่วนจองฮยอกจุนคือไอ้เตี้ยที่หน้าเหมือนมันฝรั่ง ว่าแต่ไอ้พวกนั้นมันทำไม แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่พวกเธอโจมตีผมด้วยล่ะ เมื่อเห็นหน้าผมที่แสดงออกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย นักเรียนหญิงก็ดูโกรธยิ่งกว่าเดิมจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ผมลอบสบตากับอีฮยอนอูอย่างเงียบๆ โดยที่เธอไม่ทันสังเกตเห็น

“พอคิดถึงสิ่งที่พวกมันทำกับเรา…ต่อให้ฉีกแขนขานายออกจากร่างแล้วฆ่าให้ตายก็ยังไม่หายแค้น”

“ดะ…เดี๋ยวสิ ฉันเลิกยุ่งเกี่ยวกับพวกนั้นตั้งนานแล้วนะ ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกมันทำอะไรกับพวกเธอบ้าง แต่นั่นต้องไม่เกี่ยวกับฉันแน่นอน”

“เฮอะ คิดว่าฉันจะเชื่อหรือไง แพยงพัลมันซุกหัวอยู่ไหน ฉันจะฆ่านายแล้วไปตามลากไอ้เวรนั่นมาฆ่าด้วย!”

นักเรียนหญิงเล็งปืนมาที่ผมอีกรอบ ฉิบหายแล้วไง ลูกกระสุนยังเหลืออยู่เยอะไหมนั่น ถึงผมจะไม่ตายถ้าไม่ได้ยิงเข้าจุดสำคัญ แต่คนยิงดันเป็นผู้ตื่นรู้นี่น่ะสิ ถ้าเธอตื่นรู้ด้วยสกิลที่เกี่ยวกับการใช้ปืน ระยะประชิดขนาดนี้น่าจะอันตรายน่าดู ผมเห็นอีฮยอนอูค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้นักเรียนหญิง แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ผมยังต้องซื้อเวลาอีกสักหน่อย

“แพยงพัลกับจองฮยอกจุนเป็นพวกที่ไม่ได้มีตัวตนอะไรในชีวิตฉันเลยสักนิด แม้แต่ศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ศูนย์เท่าไหร่เปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ บอกเลยว่าที่นี่มีแต่คนดีๆ ว่าแต่เธอเถอะ เธอรู้จักคิมแจยองใช่ไหม! นักเรียนดีเด่นคนนั้นน่ะ! ฉันสนิทกับหมอนั่นมากที่สุดเลยนะ”

“อย่ามาตลก คิมแจยองจะไปคบกับคนอย่างนายได้ยังไง”

โอ้โหเฮะ ไม่นึกเลยว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้กับหูตัวเอง คิมแจยอง ไอ้บ้านั่นมันสร้างภาพลักษณ์ไว้เลิศเลอขนาดนี้เลยหรือไงนะ ผมชักจะเดือดปุดๆ พอคิดว่ามีแค่ผมคนเดียวที่รู้ว่าแท้จริงแล้วคิมแจยองคือไอ้โรคจิต

“โอ้โห นี่เธอไม่รู้เหรอว่าคิมแจยองโรคจิตขนาดไหน”

“ฉันจำเป็นต้องรู้ด้วยหรือไง แค่เขาหล่อก็พอแล้วไหม ส่วนนายกับไอ้พวกนั้นน่ะ…เฮอะ ตายไปซะเถอะ”

“นี่! ฉันกับไอ้พวกนั้นอะไรของเธอ ทำไมมาเหมารวมฉันเป็นประเภทเดียวกันได้ล่ะ ลูกตาเธอมีปัญหาหรือไง”

พอผมชักเริ่มโมโห นักเรียนหญิงก็ยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่งทำสีหน้าเย้ยหยัน

“ได้ยินมาว่าพวกผู้ชายเวลาส่องกระจกแล้วชอบอวยตัวเอง สงสัยจะจริง แต่ในสายตาฉัน นายกับแพยงพัลก็ไม่ต่างกันหรอก”

“เดี๋ยวสิ ฉันอาจจะด้อยกว่าคิมแจยองนิดหน่อย…แต่ไปเทียบกับแพยงพัลนี่มันไม่ได้หรือเปล่า”

“ไว้นายค่อยไปส่องกระจกในนรกดูอีกทีแล้วกัน เพราะแบบนี้ไงถึงได้โดนแฟนทิ้งในหนึ่งเดือน”

“โอ๊ย เธอมันบ้าไปแล้ว นี่มันไม่ต่างอะไรกับการฆ่าคนทางใจเลยนะ”

“แล้วไง ยังไงฉันก็จะฆ่านายอยู่ดีนั่นแหละ…อึก!”

ผมตกหลุมพรางโดนนักเรียนหญิงยั่วโทสะจนทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดง แต่แล้วอีฮยอนอูก็เดินเข้าไปด้านหลังแล้วใช้สันมือฟาดไปที่ท้ายทอยของเธอ เธอกรีดร้องครั้งหนึ่งก่อนจะล้มคว่ำมาด้านหน้าแล้วหมดสติไป ผมระงับความโกรธเอาไว้ไม่ได้จนหายใจฮึดฮัดพร้อมกับชี้หน้าเธอที่สลบไปแล้ว

“ฉันโคตรเกลียดยัยนี่เลย เอายัยนี่ออกไปโยนทิ้งไว้ข้างนอกกันเถอะ”

อีฮยอนอูมองผมอย่างระอาใจก่อนเดินไปหยิบสายยางขนาดยาวจากโรงครัวมามัดรอบตัวเธอไว้

 

“อ๊ะ! ลืมตาแล้ว”

“อื้อ! อื้อ!”

“โถ นักเรียน ใจเย็นๆ ก่อนนะหนู”

เมื่อนักเรียนหญิงได้สติและเริ่มดิ้น คุณป้าคิมบกซุนก็เอ่ยปลอบ อันที่จริงแค่ออกแรงสักหน่อย สายยางพวกนี้ก็ขาดกระจุยแล้ว แต่คงเพราะถูกมัดและปิดปากไว้เลยกำลังตื่นตระหนก เธอมองหน้าทุกคนที่รุมล้อมอยู่ ครั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีคนที่เธอกำลังตามหา เธอก็คลายความตื่นตระหนกลง แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ลืมจ้องหน้าผมเขม็งเหมือนจะฆ่าแกงกัน ผมจึงจ้องเธอกลับอย่างไม่ยอมแพ้พลางโบกปืนที่เดิมทีเป็นของผมไปมา

“อื้อๆๆ!”

“โธ่เอ๊ย หนูมีเรื่องจะพูดเยอะแยะขนาดนั้นเลยเหรอ ฮยอนอูจ๊ะ อย่างน้อยก็เอาที่ปิดปากออกให้หน่อยไม่ได้เหรอจ๊ะ”

“…ก็ได้ครับ”

อีฮยอนอูรับปากไม่ทันขาดคำ คุณป้าคิมบกซุนก็ดึงผ้าที่ปิดปากนักเรียนหญิงออก

“ไอ้…ไอ้ขี้ขลาด!”

“จะขี้ขลาดหรือขี้อะไรก็ช่าง มันสำคัญตรงไหนเหรอครับ ถ้าอยากมีชีวิตรอดก็ควรต้องอธิบายกันก่อนไหมครับว่าทำไมถึงอยู่ข้างนอกคนเดียว แล้วรบกวนช่วยบอกเหตุผลที่แท้จริงด้วยว่าทำไมถึงโจมตีเราตอนนั้น”

ท่าทีของอีฮยอนอูแลดูเย็นชาเป็นพิเศษ แต่นั่นก็สมควรแล้ว ถ้าพวกนักเรียนหญิงไม่โจมตีเราจากในห้องชมรมก่อน ใครอีกหลายคนก็คงไม่ตาย ทุกคนดูจะเข้าใจที่อีฮยอนอูมีท่าทีเป็นศัตรูแบบนั้น เพราะรู้ว่าเขาต้องทุกข์ทรมานกับบาดแผลทางใจ เมื่อนักเรียนหญิงปิดปากแน่น อีฮยอนอูก็แย่งปืนจากผมแล้วเอาปลายกระบอกปืนไปจ่อที่หัวเธอ

“เรามาเริ่มจากการแนะนำตัวกันก่อนดีไหมครับ คุณเป็นใคร อยู่ปีไหน และห้องไหน”

“ปีสาม…ห้องเจ็ด ซอยุล”

“โอเคครับรุ่นพี่”

พอผมกระซิบถามว่า ‘ไอ้หนุ่มอีฮยอนอูมันก็มีด้านมืดกับเขาหน่อยๆ เหมือนกันแฮะ นายว่าไหม’ คิมแจยองก็ยักไหล่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่ก็เอาเหอะ ต่อให้ถามเขาไปคงไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี

“ทำไมถึงออกไปเดินอยู่ข้างนอกคนเดียวครับ”

“แพยงพัล มันอยู่ที่นี่ไหม”

“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ รุ่นพี่พูดมาเถอะครับ”

“…ก่อนอื่นเลยนะ ฉันต้องแน่ใจก่อนว่าซอนอึนซูไม่ใช่ตัวอันตรายจริงๆ พวกนายเชื่อใจหมอนั่นด้วยหรือไง”

ไม่มีใครตอบคำถามของซอยุล ผมเอาศอกกระทุ้งสีข้างคิมแจยองเป็นเชิงบอกว่าอย่างน้อยก็ให้เขาช่วยตอบที คิมแจยองกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ปิดปากแน่นสนิท เดี๋ยวสิ ไอ้เบื๊อกนี่…ผมรู้สึกเหมือนไม่ต่างอะไรจากโดนทรยศ แต่โชคดีที่เจ้าหมีสีน้ำตาลยกมือขึ้นและโอฮันบิทก็ยกมือขึ้นตาม

“ผมเชื่อครับ ไม่รู้ว่าทุกคนเข้าใจรุ่นพี่อึนซูผิดตรงไหนบ้าง ถึงภายนอกจะดูเลวร้าย แต่ภายในเขาอ่อนโยนนะครับ! กรอบนอกนุ่มในไง รุ่นพี่ไม่รู้จักเหรอครับ”

“จะ…จริงครับ ถ้าไม่ได้รุ่นพี่อึนซู พวกเราคงตายกันหมดแล้วตั้งแต่ตอนนั้น”

น่าขำสิ้นดี คนที่ผมคอยเอาใจใส่อย่างคิมแจยองและอีฮยอนอูกลับไม่ยอมเอ่ยอะไรเพื่อช่วยผมเลยสักนิด โชคดีที่เจ้าสองคนนี้กตัญญูรู้คุณ ผมพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะหันไปมองค้อนคิมแจยอง ไอ้คนใจแคบเอ๊ย ดูท่าหมอนี่จะอารมณ์เสียไม่น้อยเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

ก่อนที่ซอยุลจะได้สติ ผมเปิดเผยเรื่องการตื่นรู้กับทุกคน สีหน้าคิมแจยองดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่เพราะเพิ่งมาเข้าใจเอาทีหลังว่าทำไมอีฮยอนอูกับผมถึงได้ชอบซุบซิบกันอยู่สองคน แต่ผมเองก็รู้สึกไม่ยุติธรรมเหมือนกัน คิมแจยองไม่ได้แสดงออกใดๆ ว่าสงสัยตั้งแต่แรก แถมยังไม่เคยถามผมเลยด้วยซ้ำ แปลกดีที่กลายเป็นว่าช่วงนี้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคิมแจยองชักจะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

“…โอเค ฉันพูดก็ได้…คงต้องย้อนกลับไปเช้าวันที่สิบสองกรกฎา”

ซอยุลถอนหายใจพลางเริ่มเล่าเรื่อง

เรื่องราวมีอยู่ว่าตอนที่วันแห่งหายนะมาถึง นักเรียนหญิงบางคนที่อยู่ในอาคารเสริมพากันวิ่งหนีไปยังอาคารห้องสมุด ชั้นหนึ่งของห้องสมุดมีเลือดเปรอะไปทั่วอยู่ก่อนแล้ว พวกนักเรียนเลยพากันขึ้นไปที่ชั้นสองและซ่อนตัวในห้องชมรมว่างเปล่าที่ใช้ต่างห้องเก็บของ พวกสัตว์ประหลาดที่ตามขึ้นมาถึงชั้นสองทุบผนังปึงปังอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะทำลายหน้าต่างแล้วหายไป ซอยุลที่กำลังใจหายใจคว่ำมองไปรอบๆ ห้องก็เจอเข้ากับกล่องไม้ยาว ในกล่องเหล่านั้นบรรจุอาวุธที่เคยเห็นแค่ในหนัง พออาศัยแสงจากมือถือค้นทั่วห้องชมรม เธอก็พบอาหารจำนวนมหาศาลพร้อมกับชุดอุปกรณ์ยังชีพ

“เดี๋ยวก่อนนะ ของพวกนั้นทำไมถึงไปอยู่ที่นั่นได้ครับ”

“ใครมันจะมีเวลาไปสงสัย ถ้าอยากมีชีวิตรอดก็มีแต่จะต้องหยิบมาใช้ก่อนเท่านั้นแหละ”

อีฮยอนอูหันมามองผมครู่หนึ่ง ผมหลบตาเขาและแสร้งทำเป็นตั้งใจฟังเรื่องของซอยุล

ในขณะที่พวกเธอหวาดกลัวจนตัวสั่นกันอยู่ในห้องชมรมก็ได้ยินเสียงคนเรียกจากข้างนอก เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบแพยงพัลกับจองฮยอกจุนที่กำลังคลานขึ้นบันไดมาน้ำตาไหลพราก แม้ทั้งคู่จะขึ้นชื่อว่าเป็นนักเลง แต่ในสถานการณ์แบบนั้นจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็คงไม่ได้ พวกนักเรียนหญิงจึงให้แพยงพัลกับจองฮยอกจุนเข้ามาในห้องชมรม และจากนั้นทั้งสองคนก็เลยได้รับรู้ไปด้วยว่าภายในห้องมีทั้งอาหารและอาวุธ

“เฮอะ…เราน่าจะปล่อยให้พวกมันตายซะตั้งแต่ตอนนั้น…ไม่นานหลังจากนั้นอินเตอร์เน็ตก็ถูกตัด ก่อนหน้านี้เรายังหวังอยู่ว่าทีมกู้ภัยจะมาช่วย แต่กลายเป็นว่าพวกตึกสูงนอกหน้าต่างดันระเบิดต่อกันเป็นลูกโซ่ เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพที่บินผ่านไปเหนือหัวก็ถูกฝูงแมลงยักษ์บินเข้าใส่ แค่ครู่เดียวเท่านั้นเฮลิคอปเตอร์ก็ระเบิดกระจุย จากนั้นทุกอย่างก็เงียบหายไปเลย…”

ผู้รอดชีวิตทางฝั่งห้องชมรมดูท่าจะได้เห็นอะไรๆ มากกว่าผู้รอดชีวิตทางฝั่งโรงยิมและโรงอาหารซึ่งเป็นพื้นที่ปิดเยอะมากทีเดียว แม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าโลกถึงคราวล่มสลาย แต่พอได้ยินแบบนี้กับหู ทุกคนต่างก็ตื่นกลัวจนมองเห็นความสิ้นหวังฉายชัดบนใบหน้า

“เดิมทีเรามีกันแปดคน แต่แพยงพัลกับจองฮยอกจุนฆ่าพวกเราทิ้งไปสองคนเพื่อยึดอาหารและอาวุธ!”

ทุกคนหลับไม่ลงเพราะความตึงเครียดและความวิตกกังวลขั้นสุด ซ้ำร้ายจอนเยซึลที่เป็นนักเรียนปีสองยังป่วยเป็นโรคหอบหืดอีกต่างหาก ตอนที่วิ่งหนีจอนเยซึลไม่ทันหยิบยาแก้หอบหืดมาด้วย เธอหอบหายใจหนักมาก พอไอออกมาครั้งหนึ่งก็จะไอหยุดไม่ได้ ถึงแม้เสียงไอจะไม่ได้ดังขนาดเรียกสัตว์ประหลาดให้เข้าหา แต่มันก็สร้างความเครียดทั้งต่อตัวเองและต่อคนอื่นๆ ตอนนั้นแพยงพัลกับจองฮยอกจุนเจอแผ่นซับเสียงบนชั้นหนังสือ ทั้งคู่เอาแผ่นซับเสียงไปติดที่หน้าต่างแล้วฉีกแบ่งออกมาทำที่อุดหู คนที่ทรมานจากการนอนไม่หลับจึงพากันใส่ที่อุดหูแล้วหลับไป

“คนแรกที่ไอ้เลวพวกนั้นพยายามฆ่าคือเยซึลที่ไม่ได้ใส่ที่อุดหู จากนั้นก็เป็นฮยอนจี…ต่อด้วยฮานึล…ตอนพวกมันกำลังปิดปากฮเยจูที่เป็นเหยื่อรายที่สี่ แต่ฉันลืมตามาพอดีเพราะรู้สึกได้ถึงบางอย่างแปลกๆ”

เมื่อเสียงกรอบแกรบดังลอดที่อุดหูเข้ามา ซอยุลก็ดึงที่อุดหูออกแล้วมองไปรอบๆ เธอสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นร่างดำทะมึนกำลังคร่อมอยู่บนร่างของโคฮเยจู เธอกำลังจะกรีดร้อง ทว่าแพยงพัลกับจองฮยอกจุนกลับเร็วกว่า คนหนึ่งใช้หมอนอุดจมูกซอยุล ส่วนอีกคนก็รัดตัวเธอที่ดิ้นเอาไว้

ในตอนนั้นเองโคฮเยจูที่เกือบได้เป็นเหยื่อรายที่สี่ก็ยกธนูทดกำลังขึ้นเล็งเป้าท่ามกลางความมืด ลูกธนูที่ถูกยิงจากระยะประชิดเจาะเข้าที่ศีรษะของจองฮยอกจุนที่กำลังจับตัวซอยุลอยู่ จากนั้นโคฮเยจูก็หยิบลูกธนูอีกดอกยิงซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ลูกธนูปักเข้าไปที่หัวไหล่ของจองฮยอกจุน แพยงพัลที่เห็นจองฮยอกจุนล้มลงไปก็เกิดตกใจกลัวเลยรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องชมรมทันที

“ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ว่าพวกมันฆ่าคนอื่นๆ ไปก่อนหน้านี้แล้ว ฉันกลัวว่ามันจะออกไปปล่อยข่าวลือว่าฮเยจูยิงคนตาย แต่ก็นั่นแหละ ตัวฉันเองก็สติแตกเหมือนกัน ฉันคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องปิดปากแพยงพัลให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีไหน ฉันเลยหยิบปืนมาถือแล้วก็…ยิงแพยงพัลที่กำลังหนีออกนอกอาคารจากบนหน้าต่างชั้นสอง แต่ระยะห่างมันไกลเกินไป ลูกกระสุนเลยพลาดเป้า สุดท้าย…ฉันก็ปล่อยให้มันหลุดมือไป”

หลังจากนั้นพอมาเช็กดูก็พบว่ามีคนตายไปแล้วสองคน ส่วนจอนเยซึลที่แพยงพัลกับจองฮยอกจุนพยายามจะฆ่าให้ตายตั้งแต่ทีแรกนั้นฟื้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์ จำนวนคนในห้องชมรมจากแปดคนจึงลดลงเหลือหกคน เนื่องจากเกรงว่าแพยงพัลอาจจะย้อนกลับมาใหม่ พวกเธอจึงแบ่งทีมกันเฝ้าระวังสถานการณ์นอกหน้าต่าง ซึ่งไม่กี่วันต่อมาก็พบว่ามีกลุ่มคนมารวมตัวกันอยู่หน้าอาคาร

“มันมืดจนมองไม่เห็นว่าเป็นใคร แต่ฉันจำซอนอึนซูที่อยู่ด้านหน้าสุดได้ดี ในโรงเรียนเราคนอย่างซอนอึนซูน่ะชื่อเสียงกระฉ่อนจะตาย…แถมยังเป็นเพื่อนของแพยงพัลกับจองฮยอกจุนอีกต่างหาก”

“…เพราะแบบนี้เลยโจมตีเราเหรอครับ”

“ทีแรกก็กะจะเช็กให้ดีก่อนแหละ แต่ฮเยจู…ดันยิงธนูออกไปก่อน แถมฮเยจูยังอีกบอกว่าปกติแล้วแพยงพัลจะตัวติดกับซอนอึนซู…”

“เฮอะ แพยงพัลไม่ได้อยู่กับเราสักหน่อย สิ่งที่พวกคุณทำน่ะ…คือการไล่คนบริสุทธิ์ให้ไปตายชัดๆ เลย!”

เมื่ออีฮยอนอูที่ตาแดงก่ำแสดงความโกรธเกรี้ยว ซอยุลก็ก้มหน้างุดเหมือนไม่มีอะไรจะโต้แย้ง บรรยากาศภายในโรงอาหารบุคลากรหดหู่ลงทุกที และเพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ผมจึงตบไหล่อีฮยอนอูที่กำลังอดกลั้นกับความโกรธเบาๆ ก่อนจะเดินไปถามซอยุล

“เคลียร์ไปเรื่องหนึ่ง แต่ฉันอยากรู้มากกว่าว่าทำไมเธอถึงออกมาข้างนอกตัวคนเดียว”

“…ฉันตั้งใจจะไปร้านขายยา”

“ร้านขายยา?”

“ฉันก็บอกแล้วไงว่าจอนเยซึลเป็นโรคหอบหืด ตอนนี้อาการเธอแย่มาก…ถ้าไม่มียาเธออาจจะอยู่ไม่พ้นวันนี้ก็ได้ จู่ๆ ฉันก็ได้พลังแปลกๆ มาเลยคิดว่าจะใช้โอกาสนี้ออกไปหายา ก่อนออกจากห้องชมรมฉันยังมั่นใจนะว่าสู้กับสัตว์ประหลาดไหว…แต่ให้ตายเถอะ พวกมันมีเยอะเกินไปมาก”

ซอยุลคล้ายสัมผัสได้ถึงลางมรณะของเพื่อนในกลุ่ม

“เอาล่ะ ทีนี้ก็บอกสกิลของเธอมาได้แล้ว”

“…สกิล?”

“ฉันว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้านี่นะ”

ผมเคาะปืนที่อีฮยอนอูถืออยู่ ซอยุลพยักหน้าเหมือนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปิดบังอะไรอีก

“ใช่ ความสามารถของฉันเกี่ยวกับการใช้ปืน โดยสามารถแบ่งการใช้งานได้เป็นสองแบบ แบบพื้นฐานที่ความรุนแรงน้อยแต่เสียงเบากับแบบระเบิดที่พลังยิงแรงแต่เสียงจะดังมากตามไปด้วย”

ทันใดนั้นก็เกิดเสียงอุทานขึ้นในกลุ่มคน ความสามารถของซอยุลดูแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต่างจากของอีฮยอนอูที่ยังไม่รู้ว่าคือความสามารถเป็นแบบไหนกับของผมที่บอกทุกคนไปแบบค่อนข้างคลุมเครือว่าเป็นการใช้อาวุธได้ดีเยี่ยม

“ต่อให้ไม่มีปืนก็ยังใช้ความสามารถได้ แต่ประสิทธิภาพจะลดลงมาก และต้องมีปืนเป็นสื่อกลางฉันถึงจะขยายขีดความสามารถของพลังได้”

“เธอศึกษามาดีเหมือนกันนะเนี่ย”

“…ก็ฉันต้องปกป้องคนอื่นนี่ยะ”

อีฮยอนอูที่สงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้วจัดการคลายสายยางที่มัดซอยุลออก

ฮะ? คลายออกทำไม

พอเห็นผมอึ้ง เขาก็ตอบว่าคลายออกให้เพราะซอยุลพูด ‘ความจริง’ แต่พวกเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นจริงหรือไม่จริง…แต่ก็เอาเหอะ ผมเองก็คิดว่าเธอน่าจะไม่ได้โกหกเหมือนกัน

คุณป้าคิมบกซุนกอดซอยุลไว้ในอ้อมแขนแล้วลูบหลังเบาๆ

“ลำบากมามากเลยสินะ ลำบากมากเลยใช่ไหม…”

พอได้ยินเสียงอ่อนโยนของคุณป้าที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ตัวเองแล้ว ซอยุลก็ปล่อยโฮออกมาทันที

ผมรู้สึกได้ว่าไหล่ของอีฮยอนอูห่อลง ดูท่าคงกำลังคิดว่าตัวเองไม่มีหน้าไปถือโทษโกรธเคืองซอยุลและพวกนักเรียนหญิงในห้องชมรม เพราะบาดแผลที่พวกเธอได้รับมานั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย แต่ก็เป็นซะแบบนี้ ใจดีเกินไปจริงๆ ไอ้เด็กนี่

“แล้วจากนี้เธอจะเอาไงต่อ”

“…ฉันก็ต้องกลับน่ะสิ ในเมื่อรู้แล้วว่าไปร้านขายยาคนเดียวไม่ได้ อย่างน้อยฉันก็อยากอยู่ข้างๆ เยซึลตอนที่เธอจากโลกนี้ไป”

เมื่อซอยุลลุกขึ้น อีฮยอนอูก็ส่งปืนให้เธอ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นปืนผมก็เถอะ…ผมมองปืนที่เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของซอยุลอย่างอาลัยอาวรณ์ ทันใดนั้นผมก็นึกถึงอาวุธอื่นที่เหลืออยู่ในห้องชมรม

แบบนี้ก็แสดงว่าพวกที่อยู่ในห้องชมรมยังไม่เคยสู้กับสัตว์ประหลาดระยะประชิดมาก่อนเลยสินะเนี่ย

ปืน ธนูทดกำลัง และพลุสัญญาณ บรรดาอาวุธที่ผ่านตามาทั้งหมดล้วนเป็นอาวุธระยะไกล หากฟังจากสิ่งที่ซอยุลเล่าก็ไม่เห็นได้ยินเธอพูดถึงเรื่องการต่อสู้ระยะประชิดกับสัตว์ประหลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าเป็นแบบนั้นในห้องชมรมก็น่าจะยังเหลืออาวุธที่ผมซ่อนเอาไว้ในที่ลับตาอีกเป็นกองพะเนิน ไหนจะดาบญี่ปุ่น สนับมือ กริช และมีด นอกจากนี้ก็ยังมีขวานอีก…

“นี่ ซอยุล เธอตั้งใจจะไปร้านขายยานูรีที่อยู่แถวประตูหลังโรงเรียนใช่ไหม”

“ใช่”

“เธอ ฉัน อีฮยอนอู เราสามคนรวมกันน่าจะพอซัดกับมันได้อยู่นะ”

“รุ่นพี่พูดอะไรน่ะครับ!”

อีฮยอนอูฉุนที่ผมพูดเองเออเองโดยไม่ปรึกษาล่วงหน้า ผมยกมือเป็นสัญญาณให้เขาฟังก่อนแล้วหันไปยิ้มกว้างให้ซอยุล

“แลกกับอาวุธในห้องชมรม เอามันมาให้เรา”

“ว่าไงนะ”

ซอยุลจับปืนในมือแน่น เจตนาชัดเจนว่าจะไม่ยอมส่งให้เด็ดขาด

“ฉันไม่ได้หมายถึงปืนหรือธนูที่พวกเธอใช้อยู่ มันจะมีพวกดาบกับของที่เอามาใช้ได้เวลาต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในระยะใกล้น่ะ ฉันขออาวุธพวกนั้น ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี”

“นายจะเอาของพวกนั้นไปทำไม”

“ไม่อยากให้เหรอ”

“…เปล่า ถ้ามันช่วยเยซึลได้ ของแค่นี้ไม่มีปัญหา”

ซอยุลเห็นด้วยกับผมในที่สุด ผมเดินไปหาอีฮยอนอูเพื่อโน้มน้าวเป็นรายต่อไป เขาดูโกรธที่ผมทำตามอำเภอใจ

“นี่รุ่นพี่คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ”

“ไหนว่ายังไม่รู้ความสามารถตัวเองไม่ใช่หรือไง นายลองใช้โอกาสนี้หยิบอาวุธมาใช้หลายๆ อย่างดูสิ อีกอย่างก็ถือโอกาสนี้ไปร้านขายยา เอาพวกยาสามัญประจำบ้านกลับมาด้วยเป็นไง ดีออก”

“แต่มันอันตรายเกินไปครับ!”

“จากตรงนี้ข้ามรั้วไปใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ผู้ตื่นรู้สามคนกับระยะทางแค่นี้ทำได้แน่นอน นายไม่เชื่อฉันหรือไง อ๋อ…เมื่อกี้นายแสดงออกชัดแล้วว่าไม่เชื่อใจฉันนี่เนอะ…”

ก่อนหน้านี้ตอนที่ซอยุลถาม อีฮยอนอูไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มที่ออกมาบอกว่าเชื่อใจผม เล่นเอาผมรู้สึกชังน้ำหน้าหมอนี่ขึ้นมาเลยล่ะ ทั้งที่ผมช่วยชีวิตหมอนี่ไว้แท้ๆ ผมทำปากยื่นและแสดงออกว่าน้อยอกน้อยใจ

“สิ่งที่พูดเมื่อกี้ผมเชื่อครับ แต่รุ่นพี่ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลวด้วยสิครับ”

อารมณ์ไหนของหมอนี่อีกล่ะเนี่ย เสียงของอีฮยอนอูอ่อนลงหนึ่งระดับ ผมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป จึงรีบกระซิบใส่หูอีฮยอนอู

“ถ้านายไม่ไป ฉันจะพาเจ้าหมีสีน้ำตาลนั่นไปแทน…”

เจ้าหมีสีน้ำตาลจงรักภักดีต่อผมแบบไม่ลืมหูลืมตาจนน่าเหลือเชื่อ ถ้าผมหว่านล้อมให้หมอนั่นเชื่อว่าจะไม่เป็นไร ยังไงหมอนั่นก็ต้องตามผมออกไปแน่ต่อให้กลัวก็เถอะ แต่แน่นอนว่าผมไม่คิดจะพาเขาไปจริงๆ หรอกน่า พอได้ยินผมขู่ระคนล้อเล่น อีฮยอนอูก็ทำหน้าประหลาดทันที เขาปรายตามองเหนือศีรษะผมแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมามีท่าทีใจเย็นอีกครั้ง หมู่นี้หน้าตาหมอนี่เหมือนเจคิลล์กับมิสเตอร์ไฮด์* ชะมัดเลยแฮะ

“เฮ้อ รุ่นพี่นะรุ่นพี่ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะครับ”

“นายจะไปใช่ไหม”

“…ไปครับไป แค่ผมไปด้วยก็พอใช่ไหม”

และแล้วผู้ตื่นรู้สามคนก็ตั้งปาร์ตี้กัน เป้าหมายคือร้านขายยานูรีที่อยู่ด้านหลังโรงเรียน สิ่งแรกที่ต้องหยิบมาคือยาพ่นหอบหืด เราวางแผนกันคร่าวๆ ก่อนจะกินพาสต้าแบบขอไปทีให้ท้องอิ่มแล้วลุกขึ้นเพื่อเตรียมออกไปข้างนอก

…และจากนั้นภาพใบหน้าไร้รอยยิ้มของคิมแจยองที่กำลังยืนพิงผนังมองผมอยู่ก็ดันมาสะดุดตาเข้า

“นี่ คิมแจยอง”

“…”

“เดี๋ยวฉันมานะ อย่าซนล่ะ อยู่เฉยๆ…”

ผมยังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ คิมแจยองกลับหันหลังขวับเดินไปทางอื่น วันนี้หัวหน้าห้องก็ยังคงตัวติดกับคิมแจยองเหมือนเดิม หัวหน้าห้องปรายตามองผมพลางหัวเราะ การที่โดนหัวหน้าห้องจับจ้องอย่างไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้ก็นับว่าแปลกแล้ว แต่สิ่งที่แปลกและน่าตกใจกว่าคือคิมแจยองเมินผม

หมอนี่หมดความสนใจในตัวผมแล้วหรือเปล่านะ…

ผมจะปล่อยเป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด คิมแจยองต้องปกป้องผมนะ ผมถึงจะมีชีวิตอยู่รอดไปได้นานๆ…หมอนี่โกรธอะไรนักหนากันนะ หรือเพราะผมแสดงท่าทีเหมือนให้ความไว้วางใจเขามากเกินไป ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นมา แต่ยังไม่ทันได้จัดการความรู้สึกใดๆ ผมก็ต้องเดินทางไปร้านขายยาเสียก่อน

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 76-77

บทที่ 76 นอกจากรู้สึกว่าจิตใจของเจียงซิ่วรุ่นคับแคบเกินไป เฟิ่งหลีอู๋ยังรู้สึกอีกว่าออกจะเจ็บปวดใจอยู่บ้าง นางเป็นตัวประ...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 78-79

บทที่ 78 รัชทายาททำเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นเห็นแล้วโมโหจริงๆ แต่เวลานี้นางรู้สึกแต่เพียงว่าชีวิตของตนเองแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 146-147

บทที่ 146 เยี่ยซวี่อวี่เดินอยู่ข้างหน้า เผยเซียวหยวนเดินตามนางห่างกันราวสิบยี่สิบก้าว หยางไจ้เอินนำขันทีน้อยฝ่ายในและนาง...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 80-81

บทที่ 80 ฉินจ้าวได้ยินแล้วประสานมือคำนับกล่าวว่า “ใครบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงอันโด่งดังของอาจารย์มู่เฟิง ขณะนี้ขบวนเดินทาง...

community.jamsai.com