ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 3.1-3.3 #นิยายวาย – หน้า 3 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 3.1-3.3 #นิยายวาย

3 of 3หน้าถัดไป

บทที่ 3.3

 

‘ถึงเขาจะเป็นเด็กที่ฉันคลอดออกมาเอง แต่ฉันกลัวเขาค่ะ’

คิมแจยองมองแม่ที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ต่อหน้าหมอกับพ่อที่แม้แต่จะสัมผัสลูกชายก็ยังไม่กล้า นาทีนั้นเขาก็คิดว่าบางทีตัวเขาอาจเป็นสัตว์ประหลาดที่สวมหน้ากากมนุษย์อยู่ก็ได้ หลังจากที่พ่อกับแม่เสียไปเขาก็ถูกลุงปั่นหัวจนมองตัวเองในแง่ลบหนักยิ่งกว่าเดิม แต่สำหรับตัวเขาที่ไม่ค่อยมีอารมณ์หรือความรู้สึกมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด

การที่คิมแจยองคอยสังเกตซอนอึนซูนั้นเป็นแค่สิ่งที่เขาเผลอทำจนติดเป็นนิสัย น่าตลกไม่น้อย เด็กนิสัยเสียที่เขารู้จักมานานโตขึ้นแต่ตัวโดยที่อย่างอื่นไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย พอขึ้นชั้นมัธยมปลายซอนอึนซูที่เวียนมาพบกันใหม่ก็ยังคงเป็นคนที่ดูออกง่ายและโง่เง่าเหมือนอย่างเคย ทั้งเรื่องที่ไม่เคยคิดเผื่ออนาคตที่จะตามมาแล้วใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อเสพความสุขตรงหน้าและเรื่องที่ทำตัวสารเลวราวกับเขวี้ยงจิตสำนึกทิ้งไปจนหมดนั่นก็เช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปตามคาดเสมอ เขาจึงมองว่าซอนอึนซูนั้นเป็นคนน่าสงสาร

แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงละสายตาไปจากซอนอึนซูไม่ได้เลย ทั้งที่ซอนอึนซูไม่ได้มีอะไรพิเศษขนาดนั้น…

แม้เวลาจะล่วงผ่านมานานแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สามารถนิยามได้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกแบบไหนกันแน่

ทว่านับตั้งแต่วันนั้นในฤดูร้อน ซอนอึนซูก็เริ่มแปลกไปจากเดิม ภาพที่หมอนั่นพยายามหลุดจากกรอบที่เขาวิเคราะห์ไว้ทำให้เขารู้สึกเหมือนเห็นลูกนกที่บินไม่ได้กำลังพยายามขยับปีกเพื่อโผบิน ถ้าให้เลือกระหว่างชอบหรือไม่ชอบ เขาคงต้องบอกว่าไม่ชอบมากกว่า หากซอนอึนซูเป็นนกจริงๆ เขาคงจับมันมาหักปีกทิ้งทันทีอย่างไม่ลังเล

‘…อะไรวะเนี่ย’

ตอนที่ซอนอึนซูล้มทับลงมาบนตัวเขา เขารู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วกว่าปกติ ร่างกายค่อยๆ เห่อร้อนขึ้นมาโดยเริ่มจากใบหูเหมือน ‘คนทั่วไป’ ที่เขินอายยามสัมผัสกายคนที่ชอบ

น่าตกใจนัก เขารู้สึกเหมือนร่างกายกับหัวใจคล้ายจะทำงานแยกกัน หลังจากนั้นทุกครั้งที่ซอนอึนซูยื่นมือมาหาหรือพูดจาอย่างสนิทสนม ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทันที มันร่ำร้องออกมาว่าอยากจะสัมผัสซอนอึนซู

คิมแจยองอ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนอื่นพอๆ กับที่ด้านชาต่อความรู้สึกของตัวเอง เขาดูออกตั้งแต่แรกแล้วว่าซอนอึนซูทำตัวเป็นมิตรอย่างกะทันหันเพราะมีจุดประสงค์ แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจที่ซอนอึนซูเอาสมองมาใช้งานโดยไม่สมกับที่เป็นซอนอึนซูยามปกติ แต่ทุกครั้งที่อีกฝ่ายแสดงด้านอ่อนแอให้เขาได้เห็นแค่คนเดียว บางสิ่งข้างในหน้าอกก็รู้สึกเหมือนจะสั่นไหว

เมื่อแววตาดื้อรั้นอ่อนโยนลงเวลายิ้ม เมื่อมุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างสดใส เมื่อลำคอมีเม็ดเหงื่อเกาะพราวเวลาร้อน และเมื่อฝ่ามือแกร่งหยาบด้านยื่นมาหาเขา…เขามักจะรู้สึกเหมือนถูกครอบงำด้วยอารมณ์ชั่ววูบบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้

อยากฆ่าหมอนี่เหรอ ไม่น่าใช่ หรือฉันแค่อยากสัมผัสเฉยๆ กันนะ ฉันอยากทำอะไรกับหมอนี่กันแน่

ความรู้สึกที่รุนแรงนี้คือสิ่งแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยเผชิญมาก่อน เขาอาจไม่ใช่สัตว์ประหลาด ปีศาจ หรือพวกไซโคพาธ เขาคิดมาตลอดว่ามีเพียงศัพท์ทางการแพทย์เท่านั้นที่จะใช้อธิบายตัวเขาได้อย่างเช่นผู้มีบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม แต่เมื่อได้มองซอนอึนซู…เขากลับรู้สึกคล้ายตัวเองกลายเป็นคนทั่วไปที่ถูกอารมณ์เข้าครอบงำ

คิมแจยองนึกถึงคำพูดของบาทหลวงในโบสถ์ที่ตนมักไปขออาหารสมัยเด็กๆ

‘การเกิดมาบนโลกใบนี้แล้วได้รู้จักความรักคือพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่มีแค่มนุษย์เท่านั้นที่จะได้รับ’

หากนี่คือความรัก เช่นนั้นแล้วความรู้สึกด้านมืดในจิตใจที่อยากจะเด็ดแขนขาของซอนอึนซูผู้ต้องการโบยบินตามอำเภอใจทิ้งแล้วทำให้ต้องฝากลมหายใจไว้ข้างกายตนก็เป็นความรักด้วยเหมือนกันใช่หรือไม่

ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วว่าซอนอึนซูต้องการอะไรจากเขา เพราะเพียงแค่อยู่ข้างกายกัน อารมณ์หลากสีสันก็พลอยเอ่อท้นขึ้นมาในหัวใจเขาจนไม่มีเวลาแม้แต่จะไปคิดเรื่องอื่น

คิมแจยองนิยามความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อซอนอึนซูว่าความรัก ซอนอึนซูคือคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกลายเป็นมนุษย์ขึ้นมา หากนี่ไม่ใช่ความรักแล้วสิ่งใดเล่าถึงจะเรียกว่าความรัก

แม้แต่ในสถานการณ์ที่สัตว์ประหลาดโผล่มาคร่าชีวิตผู้คนเป็นว่าเล่น ในสายตาของซอนอึนซูก็ยังคงมีแต่เขาเสมอ หากเป็นแบบเมื่อก่อน ไม่ว่าตัวเองจะอยู่หรือตายก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่นักสำหรับเขา ฉะนั้นเขาคงไม่พยายามหาทางเอาชีวิตรอด แต่คนอย่างซอนอึนซูกลับพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ มิหนำซ้ำยังเข้ามาวุ่นวายกับการช่วยชีวิตเขามากการเอาชีวิตรอดของตัวเองซะอีก ความมุ่งมั่นนี้ถูกใจเขามาก เขาจึงรับบทเล่นไปตามนั้น

ทว่าตั้งแต่เข้ามาที่โรงอาหาร เขาก็เริ่มไม่พอใจในความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับซอนอึนซู ไม่รู้ว่าซอนอึนซูมีเรื่องอะไรให้ต้องคิดมากมายถึงขนาดนั้น มิหนำซ้ำยังอยู่ไม่สุขและคอยยุ่งวุ่นวายเรื่องของคนอื่นไปทั่ว แต่ถึงอย่างนั้นคิมแจยองก็ยังเฝ้ารอด้วยความรู้สึกเช่นสิงโตอิ่มท้องที่เฝ้ามองเหยื่อ บางครั้งซอนอึนซูก็แสดงให้เห็นว่ากำลังวิตกกังวลอย่างหนัก ซึ่งทุกครั้งเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจะต้องหันมาพึ่งพาเขา เขาจึงคิดว่าไม่มีอะไรต้องรีบร้อน ทว่าเขาพลาดเองที่ประมาทและไม่ได้ตระหนักให้ถ่องแท้ว่าซอนอึนซูหลุดออกจากกรอบที่เขาวางไว้มาตั้งนานแล้ว

ซอนอึนซูยังคงทำตัวเหนือจากความคาดหมาย ไม่ว่าจะฮวังซูยอน คังด็อกโฮ และไหนจะอีฮยอนอู…คนพวกนี้ไม่ใช่นักเลงที่ซอนอึนซูคบค้าสมาคมด้วยและเป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆ คิมแจยองเริ่มนั่งไม่ติดทุกครั้งที่มีคนธรรมดามาอยู่ข้างกายอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นทีละคน

ทำไมนายไม่มองฉัน นายต้องการฉันไม่ใช่เหรอ

คิมแจยองรู้สึกรำคาญที่ยูยอนฮามาเกาะติดอยู่ข้างตัว ทั้งยังชอบปากมากไม่รู้จักเวล่ำเวลา เขาเลยจงใจนั่งตรงผนังที่มีรอยร้าวเพื่อหลบเลี่ยงและบังคับให้ซอนอึนซูนั่งลงข้างกายตัวเอง แม้จะรู้สึกแย่ที่เห็นอีกฝ่ายยิ้มฝืนๆ โดยไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าคนอื่นคิดยังไง แต่อย่างน้อยแค่นั่งอยู่ข้างกัน เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้ประมาณหนึ่ง

ทว่าดูเหมือนซอนอึนซูจะไม่ได้สนใจเขามากเท่าเมื่อก่อน และไม่ได้มาปรึกษาอะไรด้วยเลย แต่กลับยิ้มให้อีฮยอนอู แถมยังจับไหล่และลูบหัวอีกต่างหาก ซอนอึนซูไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าอีฮยอนอูมองตัวเองด้วยสายตาระแวง

และเมื่อซอนอึนซูตัดสินใจทำตามอำเภอใจ ‘อีกแล้ว’ ว่าจะฝ่าฝูงสัตว์ประหลาดออกไปที่ร้านขายยา คิมแจยองก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ขาดผึงอยู่ข้างในหัว

อึนซูไม่ต้องการฉันแล้ว

คิมแจยองรู้สึกโกรธ ความรู้สึกมากมายดั่งคลื่นยักษ์สาดซัดเข้าใส่ มันยิ่งกว่าความโกรธที่มีต่อลุงที่ทำร้ายเขาตอนเด็กเสียอีก

เขาควรฆ่าคนอื่นทิ้งให้หมดตั้งแต่แรก…เขาจะได้อยู่กับซอนอึนซูแค่สองคน หมอนั่นจะได้มองเขาแค่คนเดียว

 

“แจยอง เป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าไม่ดีเลย”

ยูยอนฮายื่นมือมาแตะใบหน้า แต่คิมแจยองปัดมือที่เปี่ยมด้วยความเป็นห่วงของยูยอนฮาทิ้งอย่างแรง เมื่อเจอท่าทีหยาบกระด้างจากคนที่ปกติมีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่เสมอ ไหล่ของยูยอนฮาก็ห่อลงในฉับพลัน

“จะ…แจยอง”

ยูยอนฮาหน้าแดงก่ำขณะเรียกคิมแจยอง รูปลักษณ์ราวหลุดออกมาจากภาพวาดของคิมแจยองทำเอาหัวใจเต้นแรง แม้สีหน้าตอนนี้จะแลดูเย็นชามากก็ตาม คิมแจยองเหลือบมองยูยอนฮาอย่างไร้อารมณ์แล้วเริ่มเดินห่างออกไป

“แจยอง นายเป็นห่วงซอนอึนซูเหรอ หมอนั่นมีพลังเหนือธรรมชาติ ไม่น่าเป็นอะไรหรอก อย่าห่วงนักเลย ซอนอึนซูน่ะ…เฮือก!”

คิมแจยองชะงักฝีเท้าแล้วหันหลังกลับมา ยูยอนฮาที่เดินตามเขาต้อยๆ เห็นดวงตาไร้จุดโฟกัสของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่ตื่นกลัวประหนึ่งสัตว์เล็กที่ยืนประจันหน้ากับสัตว์ร้าย ทั้งที่เป็นใบหน้าที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซ้ำยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป แต่ทำไมถึงได้ชวนให้รู้สึกแบบนี้ ยูยอนฮาที่หวาดกลัวยังไม่ทันได้ถอยหลัง ร่างของคิมแจยองก็โน้มลงมาหายูยอนฮาอย่างช้าๆ

“นายเองก็ชอบซอนอึนซูเหมือนกันเหรอ”

“ฮะ? อะไรนะ”

ยูยอนฮาถามกลับด้วยความตกใจ แต่คิมแจยองกลับไม่ตอบ เขาเพียงมองมาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าและค่อยๆ ยื่นมือมาก่อนกำรอบลำคอ ยูยอนฮาหลับตาปี๋และเปิดปากพูดอย่างไว

“กะ…ก็ไม่ได้ชอบเท่าไหร่…!”

“…”

ครั้นเมื่อยูยอนฮาลืมตาขึ้นหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง คิมแจยองก็เดินออกจากโรงอาหารไปแล้ว และกำลังจะหายลับไปในความมืด

“จะ…แจยอง…”

ยูยอนฮาเอาตัวพิงชิดหน้าต่างพลางตะโกนเสียงเบาๆ แต่เสียงนั้นกลับดังไปไม่ถึงหูของอีกฝ่ายที่ไกลห่างออกไปทุกที

 

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาเคยมีช่วงเวลาไหนที่อารมณ์พลุ่งพล่านถึงขนาดนี้หรือเปล่านะ

คิมแจยองระงับความโกรธกรุ่นที่พุ่งขึ้นมาไม่ได้จนต้องเดินออกจากโรงอาหารตรงไปยังร้านขายยานูรีที่ซอนอึนซูกำลังมุ่งหน้าไป ถ้าหมอนั่นอยู่ตรงหน้าเขาจะจับมาหักแขนขา ทำให้ตาบอด ไม่ให้ไปไหน และไม่ให้มองเห็นสิ่งใดอีกเลย เขาตระหนักได้ดีว่าความบิดเบี้ยวในใจเขาหาใช่วิธีคิดของคนปกติทั่วไป แม้ตายแล้วเกิดใหม่อีกหนก็ไม่อาจเป็นคนธรรมดาได้ แต่ต่อให้ซอนอึนซูจะเกลียดที่เขาเป็นแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเกิดมาเป็นแบบนี้แล้วจะให้ทำยังไง

คิมแจยองนึกถึงลุง ชายที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ใช่ฆาตกรที่ฆ่าพ่อกับแม่ แต่ก็ยังพร่ำบอกว่านั่นคือเนื้อแท้ของเขา บางทีคำพูดลุงอาจจะถูกต้องก็ได้ สิ่งที่เขาอยากทำมันอาจแตกต่างจากความรักในแบบที่คนอื่นเขามีกัน

ตอนที่โกรธหน้ามืดจนผลีผลามออกมาจากโรงอาหาร คิมแจยองคิดว่าต่อให้ตายไปเดี๋ยวนี้ก็ช่างปะไร แต่พอคิดถึงซอนอึนซูที่ต้องหายใจอยู่บนโลกใบนี้คนเดียวโดยไม่มีเขาแล้ว ความเดือดดาลก็ยิ่งคับอกจวนจะระเบิด หรือว่าเขาควรจะฆ่าซอนอึนซูทิ้งก่อนเลยดีไหม เขาลองจินตนาการภาพที่ได้ฆ่าซอนอึนซูด้วยมือตัวเอง มันจะเป็นยังไงกันถ้าหากภาพสุดท้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำนั้นคือเขา ความยินดีและความว่างเปล่าพลันก่อตัวขึ้นมาพร้อมกัน แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ไม่อาจบรรเทาความทุกข์ในใจนี้ได้เลย

ตึง…ตึง…ตึง…

เสียงสั่นสะเทือนดังมาจากที่ไหนสักแห่ง คิมแจยองหยุดเดินแล้วยืนหลังแนบผนังแถวนั้น พอแหงนหน้ามองฟ้าก็เห็นดวงจันทร์สีแดงคล้ายกับกำลังขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดวงจันทร์สีแดงขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนน่าหวั่นใจว่าจะถูกมันชนเข้าสักวัน โลกทั้งใบถูกย้อมด้วยสีแดงราวกับชโลมเลือด คิมแจยองที่เดินออกมาจากความมืดแล้วต้องมองหาร่มเงาเพื่อซ่อนตัว

“แกว๊กกก!”

“กี้กี้! กี้กี้!”

“โฮกกก!”

สัตว์ประหลาดทุกตัวในบริเวณใกล้เคียงส่งเสียงประหลาดพลางมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน มีหนึ่งตัวที่วิ่งเฉียดผ่านคิมแจยองไป แต่มันกำลังจดจ้องอะไรบางอย่างอยู่จึงมองไม่เห็นเขา คิมแจยองรู้สึกไม่สบายใจที่พวกมันมุ่งหน้าไปทางร้านขายยาเลยเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นอีก

ทันใดนั้นบางสิ่งก็เข้ามาขวางทางเขาไว้

มันคือสัตว์ประหลาดตัวเล็กที่มีแขนขาเหมือนมนุษย์ ทั่วร่างประกอบขึ้นจากของเหลวโปร่งแสง ท่ามกลางเหล่าสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ ที่แตกตื่นวิ่งกรูกันไปที่ไหนสักแห่ง มีเพียงมันตัวเดียวลอยคว้างอยู่กลางอากาศโดยไม่ขยับเขยื้อน

คิมแจยองรับรู้ได้ทันทีว่าสัตว์ประหลาดตรงหน้าเขาหาใช่สัตว์ประหลาดธรรมดา เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันหนักหน่วงจนนิ้วมือขยับแทบไม่ได้และผิวหนังชาวาบ เจ้านี่แตกต่างจากสัตว์ประหลาดตัวอื่นที่ดูไร้ซึ่งความนึกคิด มันหลุบตาลงมองคิมแจยองด้วยสายตาจองหอง

“*&^$#@$^$.”

ยิ่งไปกว่านั้นมันยังพูดออกมาได้อีกต่างหาก เขาฟังไม่ออกเพราะไม่ใช่ภาษาเดียวกันกับภาษามนุษย์ แต่ดูจากตามันที่หรี่ลงครึ่งหนึ่ง ดูเหมือนมันจะกำลังเพลิดเพลินอยู่ คิมแจยองแหงนมองสัตว์ประหลาดพลางขมวดคิ้ว เขาต้องรีบไปหาซอนอึนซูแท้ๆ แต่ดันมีเจ้าตัวนี้มาขวางไว้ซะได้

สัตว์ประหลาดยื่นมือออกมา มันเป็นการขยับมือที่ทั้งเชื่องช้าและสง่างาม คิมแจยองคิดว่าตนสามารถหลบมือนั้นได้สบายๆ แต่เอาเข้าจริงยังไม่ทันได้รู้ตัว ศีรษะเขาก็ถูกเจ้าสัตว์ประหลาดคว้าเอาไว้แล้ว ร่างกายถูกกดทับด้วยพลังไร้รูปร่างคล้ายถูกผีอำ แม้จะพยายามเท่าไหร่ก็ไม่อาจขยับตัวได้

[ช่างเป็นวิญญาณที่น่าอร่อยเสียจริง]

คงเพราะถูกสัตว์ประหลาดจับศีรษะไว้ คำพูดที่ออกมาจึงถูกแปลแล้วดังก้องอยู่ในสมองของคิมแจยอง

[โอหังนัก! แต่คุณภาพชั้นเยี่ยมทีเดียว]

สัตว์ประหลาดเลียริมฝีปาก

ตั้งใจจะกิน?

คิมแจยองซ่อนความไม่สบอารมณ์ไว้ไม่อยู่

[ตั้งใจจะไม่ดูดกลืนจนกว่าร่างจะฟื้นฟูแท้ๆ น่าประหลาดนักที่ในหมู่มนุษย์ไร้อารยะกลับมีของชั้นยอดเช่นนี้ จงถือเป็นเกียรติเสียเถิดที่เจ้าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของร่างนี้]

สัตว์ประหลาดที่คงรูปร่างมนุษย์ไว้เมื่อครู่ได้สลายตัวกลายเป็นน้ำ มวลน้ำอาบชโลมลงมาบนตัวคิมแจยองก่อนจะห่อหุ้มกายเขาไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทว่าคิมแจยองยังคงไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิดเดียว สัตว์ประหลาดรุกคืบและซึมลึกเข้ามาผ่านทางดวงตา หู จมูก และปาก

 

ที่นี่…

เมื่อตั้งสติได้ คิมแจยองก็พบว่าตัวเองยืนอยู่เพียงลำพังในพื้นที่ที่มืดมิด แม้จะหันมองรอบด้าน แต่ก็ยังไม่เห็นสิ่งใดนอกจากร่างกายของตัวเองกับผืนทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา คิมแจยองเห็นปลายมือปลายเท้าของตัวเองกลายเป็นเม็ดทรายและค่อยๆ สลายกระจัดกระจายไปบนอากาศ เขาตระหนักได้ว่าตัวเองถูกสัตว์ประหลาดดูดกลืน และเมื่อไหร่ที่ร่างกายสลายหายไปหมดก็จะได้พบการหลับใหลอันเป็นนิรันดร์

เขาไม่กลัวความตาย การได้ตายโดยไร้ความเจ็บปวดแบบนี้ หากจะเรียกว่าตายดีก็คงไม่เกินจริง เพียงแต่คิมแจยองแค่บังคับความโกรธของตัวเองไม่ได้ที่จะต้องตายก่อนซอนอึนซู ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นทำลายทุกอย่าง คิมแจยองขยับเท้าที่ยืนอยู่บนผืนทรายอย่างบ้าคลั่ง เท้าเริ่มจมลึกลงไปเหมือนตอนอยู่บนหาดทราย สุดท้ายเขาก็เสียหลักล้มลง เขาใช้กำปั้นทุบพื้น แต่ผืนทรายกลืนแขนเขาเข้าไปและดูดร่างเขาลึกลงไปอีกจนใบหน้าจมเข้าไปด้วย มันคล้ายกับการถูกฝังทั้งเป็นอยู่ใต้หาดทราย แต่ว่าเขากลับไม่รู้สึกอึดอัดเลย นั่นเพราะเขาไม่ได้หายใจอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

อึนซู

เขาคิดถึงซอนอึนซู อยากดึงเข้ามากอด อยากซุกหน้าลงที่ต้นคอ อยากพูดทุกอย่างที่เคยอยากพูด อยากรู้ว่าทำไมจู่ๆ ถึงมาทำดีด้วย แท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่…และทำไมถึงมอบความรักให้ แต่แล้วตอนนี้กลับไม่สนใจกัน…

ในจังหวะนั้นเองบางสิ่งก็เข้ามากระทบมือ เขารีบคว้าแล้วกำมันไว้ในมือแน่น สัมผัสเรียบลื่นกลมเกลี้ยงนั้นคือลูกแก้ว คิมแจยองโบกแขนไปมาเพื่อดูว่ามีอะไรอื่นอีกไหม แต่ก็เจอเพียงแค่เม็ดทรายนุ่มละเอียดเท่านั้น ลูกแก้วที่อยู่ในกำมือคือวัตถุเดียวที่มีรูปร่างท่ามกลางผืนทรายแห่งนี้

ร่างกายของคิมแจยองเหลือเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแบบนี้หรือเปล่าลูกแก้วถึงได้คอยแต่จะลอยหลุดออกจากมือ คิมแจยองใช้หนึ่งส่วนที่เหลือของร่างกายโบกไปมาอย่างสิ้นหวังเพื่อกลิ้งลูกแก้วให้เข้ามาใกล้ใบหน้าแล้วจับมันใส่ปาก

“อึก…”

ทั้งที่มันเป็นลูกแก้วแข็ง แต่ทันทีที่เข้ามาในปากกลับแตกสลายไปเหมือนน้ำ น้ำเย็นชื่นใจหนึ่งอึกไหลผ่านลำคอและกระจายไปทั่วร่าง

ร่างกายของคิมแจยองเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง คิมแจยองเพิ่งจะเข้าใจสถานการณ์เอาตอนนี้เอง ทรายที่แผ่ไพศาลอยู่นั้นคือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่ถูกสัตว์ประหลาดตัวนี้ดูดกลืน และตัวเขาเองก็กำลังจะได้เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่จะถูกผนวกเข้าด้วยกันแล้วสลายหายไป

[…เหตุใดร่างกายข้าถึงเป็นเช่นนี้]

ที่นี่คือโลกภายในจิตใจของสัตว์ประหลาด และลูกแก้วที่เขากลืนลงไปนี้ก็คือชิ้นส่วนที่หลุดออกมาจากแกนกลางของสัตว์ประหลาด

[เจ้าก่อเรื่องอะไรอยู่ในร่างข้ากันแน่ เจ้ามนุษย์!]

ทรายที่ปกคลุมร่างกายคิมแจยองล้วนพากันกระจายตัวออกอย่างรวดเร็วราวกับจดจำผู้เป็นนายได้

คิมแจยองรู้สึกว่าสัตว์ประหลาดกำลังพยายามจะสำรอกตัวเขาออกมา เขาจึงต้านพลังนั้นด้วยการก้าวถอยหลัง แต่เท้าดันเตะถูกของบางอย่างเข้าจึงมองลงไป คราวนี้ตรงเท้าเขามีวัตถุทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นกลิ้งมาติดอยู่ คิมแจยองหยิบมันขึ้นมาด้วยสีหน้าราวกับถูกมนตร์สะกด ลักษณะภายนอกของวัตถุนั้นกระเพื่อมไหวเหมือนน้ำ เขาจึงคิดว่ามันน่าจะนุ่มหยุ่น ทว่าพอสัมผัสเข้าจริงๆ มันกลับแข็งเหมือนแก้วใส บนฝ่ามือของเขาสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ

มันคือแกนกลางของสัตว์ประหลาดหรือก็คือหัวใจนั่นเอง คิมแจยองหยิบแกนกลางนั้นจ่อที่ปากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

[ต่อให้เจ้ากลืนมันลงไป คิดหรือว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างเจ้าจะรับมือกับพลังชีวิตของราชาที่ดำรงอยู่มาหลายแสนปีได้]

ไร้สาระสิ้นดี หากเป็นซอนอึนซูคงพูดแบบนี้พร้อมกับหัวเราะเยาะออกมา คิมแจยองหลับตาระลึกถึงใบหน้าที่โหยหาก่อนกลืนแกนกลางนั้นลงไปในคำเดียว แกนกลางของสัตว์ประหลาดที่ล่วงเข้ามาในปากกลายสภาพเป็นน้ำเช่นเดียวกับลูกแก้วเม็ดเล็กก่อนหน้านี้ จากนั้นมันก็แผ่ซ่านไปทั่วทุกซอกทุกมุมในร่างกายคิมแจยอง

“อึก…อึก!”

การกลืนแหล่งกำเนิดพลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะรับไหวทำให้เขาหลุดเสียงร้องออกมาพร้อมร่างกายที่บิดเบี้ยว เสียงหัวเราะของสัตว์ประหลาดดังก้องกังวานอยู่ในหัว

[น่าขันนัก! น่าขันสิ้นดี! ฮ่าๆๆ!]

คิมแจยองตะเกียกตะกายด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกรีดเค้นความชื้นในร่างกายออกจนหมด เขารู้สึกทรมานประหนึ่งทุกรูขุมขนถูกมีดจ้วงแทง น้ำในร่างไหลล้นออกมาทางตาและจมูก เมื่อผิวเรียบเนียนเริ่มแห้งกร้านกลายเป็นเม็ดทรายและสลายไปอีกครั้ง เขาก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวกับกระโดดเข้าไปในกองไฟ ทุกครั้งที่หายใจภายในปากจะแห้งผาก ทันทีที่ลิ้นแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง ลูกตาเขาก็เหลือกกลับเข้าไปในเบ้าตา ทั้งที่เขากำลังเผชิญหน้ากับความตายที่ทรมานแสนสาหัส แต่ว่า…

อึนซู

เขายังคงนึกถึงซอนอึนซู

[เพียงแค่หวนนึกถึงความโง่เขลาของเจ้า ข้าคงหัวเราะได้ต่อไปอีกหลายร้อยปีทีเดียว ฮ่าๆๆ!…ช้าก่อน นี่มันเกิดอะไรขึ้น…!]

ในตอนที่ร่างกายคิมแจยองเหลือเพียงไม่กี่ส่วนนั้นเอง สัตว์ประหลาดก็ตะโกนร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก แกนกลางที่หลุดออกมาจากร่างของคิมแจยองไม่ยอมรวมตัวกันเป็นทรงกลมเหมือนเดิม แต่กลับกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

[คำสาป…อาวารีตา เจ้าคนไร้อารยะชั้นต่ำ! นี่เจ้าถึงกับหยิบยืมพลังแห่งวอยด์มาใช้เชียวรึ…!]

หากเป็นยามปกติเขาผู้นี้คงสามารถหลุดพ้นจากคำสาปเพียงแค่นี้ได้ในชั่วพริบตา ทว่าปัจจุบันนอกจากจะบาดเจ็บสาหัสจากการทำสงครามกับ ‘อาวารีตา’ ราชาแห่งความโลภแล้ว เขายังตกอยู่ในสภาพที่ไม่ได้รับแกนกลางของตนกลับคืนมาจากมนุษย์ผู้นี้ด้วย ‘อาโรกันเชีย’ ราชาแห่งความเย่อหยิ่งผู้ดำรงอยู่มาหลายแสนปีจึงจำต้องเลือกแล้วว่าจะสูญสลายไปทั้งอย่างนี้ หรือจะละทิ้งศักดิ์ศรีแล้วใช้ชีวิตดั่งปรสิตแทน

[ไม่อยากเชื่อเลยว่าจุดจบของข้า อาโรกันเชีย ผู้กำเนิดมาเป็นราชาจะน่าอัปยศถึงเพียงนี้!]

อาโรกันเชียมีชีวิตภายใต้ความเย่อหยิ่งตลอดมา เขาคิดว่าตนสูงส่งที่สุดในบรรดาราชาทั้งเจ็ดแห่งจันทราสีชาด ฉะนั้นการต้องสูญสลายไปด้วยกลอุบายของสิ่งมีชีวิตที่ตนเคยดูหมิ่นจึงเป็นเรื่องที่น่าอัปยศเกินจะรับไหว อาโรกันเชียใช้พลังครั้งสุดท้ายเคลื่อนส่วนหนึ่งของแกนกลางไปหาคิมแจยอง มันขยับได้เหมือนมีชีวิต ก่อนจะแทรกซึมเข้าไปในร่างกายที่เหลืออยู่ไม่มากของคิมแจยอง

[มนุษย์เอ๋ย เจ้าจงแก้แค้น ข้าจะมอบพลังทั้งหมดของข้าให้แก่เจ้า!]

 

คิมแจยองลืมตาขึ้น

ทั้งที่ยังยืนอยู่ตรงจุดเดิมที่ได้พบกับอาโรกันเชีย แต่เขากลับแยกแยะไม่ได้ว่าที่นี่คือที่ไหน

เขาต้องไป…ที่ไหน

เขาต้องหา…ใคร

เขารู้สึกเหมือนหลงลืมสิ่งสำคัญไป บางสิ่งที่สำคัญมาก…

คิมแจยองก้าวเดินไปข้างหน้าท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงที่อาบไล้ลงมาบนร่างของตัวเอง

 

[System]

คิมแจยอง

อายุ : 19

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : อธรรม

ฉายา : [ราชาแห่งความเย่อหยิ่ง]

สกิล : [ควบคุมจิตใจ Lv.1]

หมายเหตุ : พลังแห่งอาโรกันเชีย 5%…

 

“เอ๊ะ? ทำไม…ข้างนอกมันสว่างขึ้นขนาดนี้ล่ะครับ”

อีฮยอนอูเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจขณะกวาดยาลงถุงอย่างรีบร้อน ข้างนอกสว่างไสวราวกับกลางวัน ผมที่บังเอิญอยู่ใกล้ทางเข้าที่สุดจึงยื่นหน้าไปนอกหน้าต่างแตกๆ ของร้านขายยาแล้วแหงนมองฟ้า ดวงจันทร์สีแดงมีขนาดมโหฬารจนแทบจะคับเต็มท้องฟ้าเลยก็ว่าได้

โอ๊ย ฉิบหายแล้วไง

เวฟแรกคือช่วงนี้ใช่ไหมนะ คิดว่าจะมาช้ากว่านี้ซะอีก…

“เกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย เฮือก!”

อีฮยอนอูกับซอยุลมองขึ้นไปบนท้องฟ้าตามผมที่นิ่งเงียบโดยไม่ตอบอะไรกลับไป ทั้งคู่ตัวแข็งทื่อไปด้วยเมื่อเห็นดวงจันทร์สีแดงเคลื่อนเข้ามาใกล้ ผมดึงแขนทั้งสองคนพามาซ่อนตัวด้านในห้องเก็บยา

“นะ…นั่นมันอะไรน่ะ ขืนเป็นแบบนี้มันจะไม่พุ่งชนโลกเอาหรือไง”

“ก่อนหน้านี้ดวงจันทร์สีเหลืองมันก็ใหญ่ขึ้นนิดหนึ่ง…แต่คราวนี้กลายเป็นดวงจันทร์สีแดงที่ขยายใหญ่ขึ้นสินะ”

“จะว่าไปแล้วสัตว์ประหลาดพวกนั้นเหมือนจะมาจากดาวอื่นเลย หน้าตามันน่าขนลุกจะตาย พวกมันต้องเป็นมนุษย์ต่างดาวแน่ๆ”

อีฮยอนอูกับซอยุลกระซิบกระซาบกัน เรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดีจริงๆ เพราะหากอธิบายไปตามความเป็นจริง ผมคงต้องถูกสงสัยแน่ๆ แต่ถ้าไม่อธิบายอะไรเลยก็จะพากันเสี่ยงอันตรายโดยใช่เหตุ ผมหยิบวิตามินสำหรับเด็กที่ยัดไว้ในห่อผ้าออกมาแล้วยัดใส่ปากอีฮยอนอูกับซอยุลคนละเม็ด พอมีของหวานเข้าปาก ทั้งคู่ก็ทำสีหน้าผ่อนคลายลงและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

“ฟังให้ดีนะ”

“ครับ”

“อืม”

“เรา…น่าจะกลับไปกันไม่ได้แล้ว”

เมื่อได้ยินที่ผมพูด ซอยุลก็อ้าปากค้างจนเห็นวิตามินที่ละลายอยู่ภายในปาก ผมดันคางซอยุลขึ้นเพื่อปิดปากให้ ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายกลับเป็นอีฮยอนอูที่ทำหน้าไม่สะทกสะท้านและถามหาเหตุผลอย่างใจเย็น ผมจึงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ

“ไม่ว่ามองยังไงมันก็ดูอันตรายชัดๆ เราไม่ควรเคลื่อนไหว สัญชาตญาณมันบอก”

“อะไรของนาย ถ้าช้ากว่านี้เยซึลเพื่อนฉันไม่แย่กันพอดีเหรอ”

“ชู่ เงียบหน่อยสิ เธอเชื่อใจฉันสักครั้งเหอะน่า นะ?”

ซอยุลเอ่ยแย้งเนื่องจากเพื่อนของเธอจะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ ส่วนอีฮยอนอูนั้นต่างออกไป เขาเหลือบมองเหนือศีรษะผมแล้วพยักหน้า

“…อย่างอื่นผมไม่รู้หรอกนะครับ แต่สัญชาตญาณของรุ่นพี่ซอนอึนซูน่ะไม่ผิดแน่ครับ”

โอ้โห เดี๋ยวนี้ถึงกับเข้าข้างกันแล้วแฮะ ความน้อยใจที่เคยมีค่อยๆ ละลายหายไป ผมหัวเราะร่าแล้วยีผมอีฮยอนอูแรงๆ เขาปัดมือผมออกอย่างหงุดหงิด แต่พอผมเอาวิตามินยัดใส่ปากเขาไปอีกเม็ด เขาก็สงบเสงี่ยมขึ้นทันที

“เมื่อกี้ตอนที่เดินมาดวงจันทร์มันไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้นะครับ น่าจะเพิ่งเปลี่ยนไปได้ไม่นานเท่าไหร่ ผมว่าเรารอดูสถานการณ์กันอยู่ที่นี่สักพักแล้วค่อยออกไปกันเถอะครับ”

“เฮ้อ ก็ได้”

เมื่อได้ยินคำอธิบายที่ชัดเจนเป็นระบบของอีฮยอนอู ซอยุลก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ อืม…ดูท่าผมจะไม่มีพรสวรรค์ในการโน้มน้าวใจคนอื่นสินะ

เราสามคนคลานไปอยู่ใต้เคาน์เตอร์จ่ายยาและยื่นเฉพาะหน้าออกมาเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านนอก ส่วนทางด้านนอกนั้นก็ยังคงมีแต่ความเงียบงันและไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยแม้แต่น้อย

“…ไม่เห็นมีอะไรเลยครับ”

“กี้!”

“กรรซ์!”

“แกว๊กกก!”

“โฮกกก!”

อีฮยอนอูพึมพำไม่ทันขาดคำ ด้านนอกก็เริ่มมีเสียงคำรามดังก้อง นี่ไม่ใช่เสียงร้องของสัตว์ประหลาดแค่หนึ่งหรือสองตัว อย่างน้อยก็คงต้องมีหลายสิบตัว ไม่สิ…น่าจะหลายร้อยตัวคำรามขึ้นมาพร้อมกัน ทุกคนพลันตัวแข็งทื่อ ขนลุกชันตั้งแต่หัวจรดเท้า

“อะ…อะไรน่ะ…”

ซอยุลตกใจที่ตัวเองพูดส่งเสียงออกมาจึงรีบเอามือปิดปากตัวเองไว้โดยอัตโนมัติ เราได้แต่ตัวสั่นระริกกันอยู่หลังเคาน์เตอร์จ่ายยาโดยไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจ

ตึง…ตึง…ตึง…ตึง…

เรารู้สึกได้ว่าตึกกำลังสั่นสะเทือนพร้อมกับรู้สึกคล้ายผืนฟ้าและผืนดินกำลังสั่นไหว

ฟิ้ว…ตู้ม…ฟิ้ว…ตู้ม…

คราวนี้เป็นเสียงบางอย่างตกลงมาจากฟ้า ผมชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอกเพื่อดูว่ามันคืออะไร บริเวณหน้าร้านขายยามีสัตว์ประหลาดหูแหลมตั้งรูปร่างคล้ายมนุษย์ยืนอยู่สามตัว ส่วนสูงของมันเกินสองเมตรครึ่ง สวมหน้ากากครึ่งหน้าบังดวงตาไว้ โดยมีจุดเด่นคือปีกบนหลัง ร่างกายของพวกมันกระเพื่อมไหวราวประกอบขึ้นจากของเหลว ปีกที่หลังนั่นก็เหมือนเยื่อบางๆ ที่สร้างขึ้นจากน้ำเช่นกัน

สัตว์ประหลาดพวกนั้น…ตอนนี้ถึงเวลาปรากฏตัวแล้วเหรอ

นอกจากสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายแมลงหรือสัตว์ดุร้ายบนโลกแล้วยังมีสัตว์ประหลาดที่ฉลาดและมีสติปัญญาเหมือนมนุษย์อยู่ด้วย เนื่องจากมันเป็นสัตว์ประหลาดที่ผมไม่เคยเห็นในความฝันมาก่อนตอนที่ผมยังไม่ตาย ผมจึงนึกว่ามันจะปรากฏตัวช้ากว่านี้ ใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะมาโผล่แถวโรงเรียนในช่วงเวฟแรกแบบนี้ เจ้าพวกนั้นมีจำนวนน้อยกว่าสัตว์ประหลาดบ้านๆ ทั่วไปก็จริง แต่มันดูท่าจะแข็งแกร่งและฉลาดกว่ามาก คงเป็นคู่ต่อสู้ที่ยากจะรับมือ

ร่างกายพวกมันประกอบขึ้นจากของเหลว ฉะนั้นการโจมตีที่สร้างความเสียหายทางกายภาพจึงทำอะไรมันไม่ได้เลย สองสิ่งที่โจมตีและสร้างความเสียหายได้มีแค่หอกที่พวกมันถืออยู่และหน้ากากที่ปิดบังดวงตาเท่านั้น พวกมันคือสัตว์ประหลาดประเภทที่หากไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ที่ครอบครองพลังพิเศษก็ต้องใช้กำลังคนร่วมกันเจ็ดแปดคนถึงจะพอจัดการได้บ้าง

ตึง…ตึง…ตึง…ตึง…

ตึกสั่นสะเทือนยิ่งกว่าเดิม กระจกหน้าต่างบานใหญ่แตกละเอียด ขวดยาที่เรียงรายอยู่บนชั้นวางติดผนังร่วงหล่นลงพื้น สัตว์ประหลาดจำนวนมหาศาลที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมแรงสั่นสะเทือนหนักหน่วงต่างคำรามและพุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ ทว่าสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่โจมตีทางกายภาพไม่ได้ผลกลับสามารถปัดป้องได้ทั้งหมด มันยกหอกด้ามยาวที่ถืออยู่แล้วจ้วงลงมา

…ทำไมสัตว์ประหลาดถึงสู้กันเองล่ะ

หอกที่สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์จ้วงแทงลงมานั้นทำให้ส่วนหนึ่งของตึกพังครืน ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เรามีหวังได้ถูกทับตายอยู่ใต้ตึกแน่ หากอาคารเจ็ดชั้นนี้พังทลายลงมาคงไม่มีใครรอดครบสามสิบสอง ด้านนอกอาคารเหล่าสัตว์ประหลาดเริ่มต่อสู้กันรุนแรงขึ้นทุกทีๆ ผงปูนร่วงกราวลงมาจากเพดาน

“หนี พวกเราต้องหนีกันแล้วไหม ปล่อยให้เป็นแบบนี้ตึกถล่มแน่”

“…ไม่ได้นะครับ ประตูที่ออกไปได้มีแค่ทางนั้นทางเดียว”

“รอดูอีกหน่อยเถอะ”

ผมปลอบอีฮยอนอูกับซอยุลให้ใจเย็นลงและเฝ้ารอจังหวะที่เหมาะสม เหล่าสัตว์ประหลาดทั่วไปพุ่งเข้าหาสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายก็มีสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ตัวหนึ่งที่คงรูปร่างไว้ไม่ได้และสลายหายไป สองตัวที่เหลือคงเริ่มตระหนักได้แล้วว่าไม่อาจรับมือกับสัตว์ประหลาดทั่วไปจำนวนนับไม่ถ้วนนี้ได้ พวกมันสองตัวจึงกางปีกบินแยกกันไปคนละทิศ สัตว์ประหลาดทั่วไปล้วนพากันคำรามอย่างพร้อมเพรียงแล้ววิ่งตรงเข้าใส่อะไรบางอย่าง

ตึง…ตึง…ตึง…ตึง…

แม้บรรดาสัตว์ประหลาดจะอันตรธานไปแล้ว เพดานตึกก็ยังคงสั่นสะเทือนจนปูนร่วงลงมาเป็นฝุ่นหนา ชั่วครู่ให้หลังผนังก็เริ่มแตกเป็นทางพร้อมกับเสียงปริร้าว ผมคว้าถุงผ้าแล้วดึงอีฮยอนอูกับซอยุลให้ลุกขึ้น

“ออกจากตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย!”

ตู้ม!

เสียงดังสนั่นมาจากด้านบน เรารีบโกยของใช้จำเป็นและยาต่างๆ ก่อนวิ่งหน้าตั้งออกมานอกตึก เราสามคนล้วนเป็นผู้ตื่นรู้จึงสามารถหนีออกมาได้เร็วกว่าคนธรรมดา

“แฮ่ก…แฮ่ก…รอดแล้ว”

จังหวะที่ผมยืนหอบหายใจอยู่หน้าสัญญาณไฟจราจรที่ดับสนิท ตึกร้านขายยาก็ถล่มครืนลงมาพร้อมกับเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้อง หากช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียวคงถูกทับตายอยู่ในนั้นแน่นอน ผมใจสั่น รู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“ทะ…ทุกคน ฉันว่าเราเจอปัญหาร้ายแรงกว่าเดิมอีก”

ซอยุลชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า หากจะพูดให้ถูกคือชี้ขึ้นไปเหนือเสาสัญญาณโทรคมนาคม พอไล่สายตาตามนิ้วของเธอไปก็พบสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่คิดว่าหายไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้ยืนเหยียบอยู่บนปลายเสา แค่หนีรอดออกมาจากตึกได้ก็โชคดีมากแล้ว แต่ที่ไหนได้โชคร้ายกว่ากำลังรอเราอยู่

“ซวยล่ะสิ…”

ในหมู่พวกเราสามคนไม่ว่าใครก็ไม่สามารถรับมือกับสัตว์ประหลาดนั่นได้ ผมกับซอยุลโจมตีได้แค่ทางกายภาพ ส่วนอีฮยอนอูนั้นยังไม่รู้ความสามารถของตัวเองด้วยซ้ำ…ในความฝันของผม ตอนที่ยังไม่ตายผมไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับเจ้าตัวนั้นเลยสักครั้ง ซึ่งมันทำให้ผมโล่งใจและคิดว่าคงไม่เจอมันอยู่ในละแวกใกล้ๆ โรงเรียนแน่นอน

“เราเขียนพินัยกรรมให้กันและกันดีไหม”

“รุ่นพี่ครับ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังมีหน้ามาพูดอะไรแบบนี้อีกเหรอครับ”

มันเป็นความผิดของผมที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้เองว่าเวฟจะปะทุขึ้นในช่วงเวลานี้ ในความฝันเองก็เช่นกัน ถ้าดวงจันทร์สีแดงเข้ามาใกล้เหมือนอย่างตอนนี้ พลังของสัตว์ประหลาดจะแข็งแกร่งขึ้น เกตจะเปิดออกและสัตว์ประหลาดชนิดใหม่ก็จะหลั่งไหลออกมา หากไม่เกิดเวฟขึ้นโลกของเราคงมีผู้รอดชีวิตมากกว่านี้ แต่เพราะเวฟจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้สัตว์ประหลาดมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทางรอดของผู้คนจึงเหลือน้อยลงด้วยเช่นกัน

การที่สองคนนี้คาดเดาว่ามีดาวเคราะห์ดวงอื่นและมนุษย์ต่างดาวนับว่าคาดเดาได้ถูกต้องพอสมควร เนื่องจากสัตว์ประหลาดเหล่านั้นโผล่ออกมาจากดวงจันทร์สีแดงจริงๆ และดวงจันทร์สีเหลืองที่เกาะติดกันอยู่ด้านข้างเหมือนอึปลาทองนั้นแท้จริงแล้วคือดวงจันทร์สีขาว ตอนนี้มันดูเป็นสีออกเหลืองเพราะถูกดวงจันทร์สีแดงด้านหน้าบังอยู่ ถ้าเข้าไปใกล้ขึ้นสีก็จะอ่อนลง ชายูฮยอกกับทีมของเขาคาดเดาว่ามนุษยชาติน่าจะได้รับพลังจากดวงจันทร์สีขาว

นี่คือทั้งหมดที่ผมรู้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยใดๆ ทั้งสิ้นว่าทำไมดวงจันทร์นั่นถึงปรากฏขึ้นมาบนโลก

“ทุกครั้งที่มันเหวี่ยงหอก สัตว์ประหลาดที่เราสู้แทบไม่ไหวจะตายไปทีละสามสี่ตัวเลยนะครับ”

“ถ้างั้นเอางี้ไหม เราสามคนแยกย้ายกันไปคนละทาง แต่แน่นอนว่าถ้าทำแบบนั้นหนึ่งในสามคนคงตายแหง”

“…ผมถึงได้ชวนให้สวดส่งดวงวิญญาณกันไงครับ”

“เอาเวลาพูดไม่เป็นมงคลมาวิ่งหนีแทนเหอะ ไอ้พวกงั่งเอ๊ย!”

ในจังหวะที่สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์กางปีกออกสูง พวกเราก็สลายตัวแยกกันออกเป็นสามทิศทาง ซอยุลวิ่งไปทางโรงเรียน อีฮยอนอูวิ่งไปทางซ้าย ส่วนผมวิ่งไปทางขวา

ขอร้องล่ะ ได้โปรด อย่าตามฉันมานะโว้ย!

ผมวิ่งหลบการโจมตีของสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ ที่เริ่มโผล่ออกมาตามทาง

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!

เสียงจากด้านหลังดังใกล้เข้ามาทุกทีๆ

เชี่ยแล้ว อย่านะ อย่าบอกนะว่า…มันตามผมมาเหรอ?!

“โอ๊ยแม่ง ทำไมต้องเป็นฉันด้วยวะเนี่ย!”

ทั้งที่มีโอกาสแค่หนึ่งในสาม…แต่ผมดันถูกรางวัลเลขท้าย ไหนว่าเป็นผู้ตื่นรู้คนแรกเลยได้ค่าโชค+30 ไง! ผมรู้สึกเหมือนโดนมิจฉาชีพหลอก เพราะเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องเปลี่ยนแปลงอนาคตโดยใช่เหตุ ผมถึงได้ต้องมาตายเร็วยิ่งกว่าวันตายเดิมซะอีก ซวยชะมัด!

ตู้ม!

“อ๊ากกก!”

หอกที่พุ่งฉิวมาจากด้านหลังปักลงบนพื้น คอนกรีตที่ยุบลงไปเหมือนก้อนเต้าหู้พลันแตกละเอียด ผมเหยียบพลาดลงไปตรงนั้นพอดีจึงล้มลงกับพื้นในสภาพที่ดูไม่ได้ หัวเข่าและฝ่ามือถลอกจนเลือดไหล แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นผมก็เห็นสัตว์ประหลาดชูหอกขึ้นสูง ผมรีบกลิ้งหลบไปด้านข้างทันที

ตู้ม!

โว้…แค่ชั่วพริบตาเท่านั้นผมเกือบได้กลายเป็นฝุ่นในอวกาศแล้วไหมล่ะ…ลำพังแค่กระบองสามท่อนนี้จะป้องกันพลังขนาดนั้นได้หรือไง ต่อให้ป้องกันได้ก็คงไม่สามารถสร้างความเสียหายแก่ร่างกายที่สร้างจากของเหลวของพวกมันได้แน่ ไม่ว่ายังไงก็เป็นเกมที่ผมแพ้แน่นอน แต่ถ้าจะให้ตายโดยที่ยังไม่ทันได้สู้กลับเลยก็เสียดายคืนวันที่อุตส่าห์ดิ้นรนเลือดตาแทบกระเด็นมาจนถึงตอนนี้ ผมกัดฟันยกกระบองสามท่อนขึ้นปัดป้องการโจมตีครั้งถัดมา

“อึก!”

แค่ป้องกันหอกที่พุ่งมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แรงกระแทกกลับทำให้เลือดกระอักออกมาจากปาก เนื่องจากป้องกันตรงๆ แรกกระแทกจึงรุนแรงมาก รู้แบบนี้ผมน่าจะหลบมันซะตั้งแต่แรก…แบบนี้ผมได้ตายแหง เอายังไงดีล่ะทีนี้ ผมซวนเซ พยายามยันกายลุกขึ้น

ฟึ่บ…

สัตว์ประหลาดนั่นแทงหอกลงมาอีกหน คราวนี้ผมป้องกันไว้ไม่ได้จึงโดนโจมตีเข้าที่สีข้าง ตัวผมลอยฝ่าอากาศไปกระแทกเข้ากับกำแพงโรงเรียนจนกำแพงถล่มครืน ก้อนปูนหล่นลงมาทับร่างกายของผม อวัยวะภายในฉีกขาด กระดูกซี่โครงหัก แขนก็เหมือนจะใช้การไม่ได้ไปข้างหนึ่ง…แถมยังกระอักเลือดออกมาจากปากไม่หยุด

“แค่ก! แค่ก!”

มันเดินตรงมาหาผมแล้วหยิบก้อนปูนที่ทับผมอยู่ออกอย่างง่ายดาย จากนั้นก็กระชากคอเสื้อและยกตัวผมขึ้น ร่างกายผมอ่อนปวกเปียกไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ คราวนี้ผมซวยแน่ ตาผมเริ่มพร่ามัวขึ้นทุกทีๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไปผมคงได้หมดสติเร็วๆ นี้แน่นอน…

ภายใต้หน้ากากของมันไม่มีทั้งดวงตา จมูก หรือปาก มันเหมือนไข่ไก่เกลี้ยงเกลาที่สวมหน้ากากไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่าทันใดนั้นส่วนล่างของใบหน้าที่ควรจะมีปากกลับยืดยาวออกมา ภายในนั้นดูลึกและเวิ้งว้างราวกับหลุมดำ ดูทรงแล้วเจ้าสัตว์ประหลาดนี่คงกะจะจับผมยัดเข้าไปในนั้น

แต่ผมยังอยากมีชีวิตอยู่จริงๆ นะ…

ใครมันบอกวะว่าในช่วงเวลาสุดท้ายภาพชีวิตของเราจะผุดวาบเข้ามาในหัวเหมือนฟิล์มภาพ…แค่ใกล้ตายก็หงุดหงิดมากพออยู่แล้ว แต่ทำไมฟิล์มภาพนั่นถึงยังไม่ปรากฏออกมาให้ผมดูอีกล่ะ แม้แต่ฟิล์มภาพสุดท้ายของชีวิตเองก็ยังเลือกปฏิบัติอีกหรือไง ผมน้อยใจจนน้ำตาเอ่อคลอ ต่อให้ทนความเจ็บปวดได้ แต่ภาพสุดท้ายที่ต้องเห็นติดตาดันเป็นปากที่เหมือนหลุมดำของไอ้สัตว์ประหลาดเวรนี่ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสิ่งสุนทรีย์อย่างผมแล้ว นี่มันโคตรจะน่าโมโหเลย สู้ให้ผมเปลี่ยนไปจินตนาการหน้าของคิมแจยองซะยังจะดีกว่า อย่างน้อยในบรรดาคนที่เคยพบเห็นมา หมอนั่นก็เป็นคนที่หน้าสวยที่สุดแล้ว

“…?”

ในขณะที่ผมกำลังรอคอยความตาย น้ำตาไหลพรากลงมาพร้อมกับเลือดที่ไหลริน จู่ๆ หน้ากากของสัตว์ประหลาดก็ปริร้าวกะทันหัน พอสังเกตให้ชัดๆ ผมก็เห็นใครบางคนยื่นมือเข้ามาจากทางด้านหลังและคว้าหน้ากากนั้นไว้

มันคือมือของมนุษย์ แต่มนุษย์สามารถโจมตีสัตว์ประหลาดจากด้านหลังได้ด้วยหรือไง แถมพละกำลังยังมากพอที่จะทำลายหน้ากากของมันได้ด้วยมือเดียวอีกต่างหาก แม้สัตว์ประหลาดจะไม่มีใบหน้าให้แสดงออก แต่ผมสัมผัสได้ว่ามันกำลังตื่นตระหนก มันบิดร่างกายตัวเองหลุดออกไปก่อนที่หน้ากากร้าวๆ ของมันจะแตกเป็นเสี่ยง จังหวะเดียวกันนั้นร่างของผมก็ร่วงลงสู่พื้น

ผมหลับตาปี๋เตรียมรับแรงกระแทกตอนที่ร่วงสู่พื้นคอนกรีต ทว่าตัวผมกลับตกไปอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคนแทนที่จะเป็นพื้น เปลือกตาแทบเปิดไม่ขึ้น แต่ผมก็ยังฝืนจนกระทั่งวินาทีที่มองเห็นคนที่ประคองกอดผมไว้

“…ฮึก”

ผมร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะอยากยกสองแขนขึ้นกอดเขาตอบ แต่แขนที่หักไปแล้วดันไม่มีเรี่ยวแรงมากพอ ผมเลยใช้แขนข้างที่ยังดีอยู่ดึงเขามากอดแน่น

“ฮือ…เวรเอ๊ย…ฉัน…ฉันคิดว่าจะต้องตายแน่…ฮึก…ฮือ”

เขาวางผมลงกับพื้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ ผมทั้งดึงทั้งรั้งเขาไว้เพราะยังอยากอยู่ในอ้อมกอด แต่ผมก็ไม่อาจเอาชนะเขาที่หันหลังให้อย่างเด็ดเดี่ยวได้

แปลกชะมัด คิมแจยองในตอนนี้…แปลกเกินไป ใบหน้างดงามนั่นเป็นใบหน้าของคิมแจยองแน่ๆ แต่ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงรู้สึกไม่คุ้นเคยราวกับเขาเป็นคนอื่น

คิมแจยองหันไปมองสัตว์ประหลาด ผมสังเกตเห็นว่ามันสะดุ้งตกใจจนไม่รู้ต้องทำยังไง แม้มันจะถือหอกอยู่ในมือ แต่กลับดูไม่มีเจตนาจะจู่โจม ครั้นเมื่อคิมแจยองเดินเข้าไปและยื่นมือออกไปหาสัตว์ประหลาด ภาษาประหลาดก็ดังหลุดออกมาจากปากของมัน

“#$%$…!*%$*$(&…”

หลังพูดจบก็ไม่มีทีท่าขัดขืนแต่อย่างใด มันปล่อยให้คิมแจยองคว้าหน้ากากมันไว้ ไม่นานหน้ากากสีขาวก็แหลกสลายคามือคิมแจยอง จากนั้นร่างของมันก็เปลี่ยนเป็นของเหลวใสและสลายหายไป คิมแจยองสะบัดชิ้นส่วนหน้ากากที่เหลือติดมือทิ้งลงพื้น จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์สีแดงนิ่งอยู่กับที่

แสงจันทร์สีแดงเจิดจ้าดังดวงอาทิตย์อาบไล้ใบหน้าคิมแจยองจนสว่างไสว เขาหลับตาลงราวกำลังดื่มด่ำกับบางสิ่ง ทุกการกระทำของเขาดูสง่างามยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

นั่นใช่คิมแจยอง…จริงๆ หรือเปล่า

เมื่อผมฉุกคิดได้ว่าอาจมีสิ่งอื่นเข้ามาสวมร่างของคิมแจยอง ความหวาดกลัวก็ก่อตัวขึ้นมาทันที

“…คิมแจยอง อึก…มานี่ที”

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ

“ฉันบอกให้มานี่เดี๋ยวนี้ไง!”

เขาค่อยๆ ผินหน้ามาทางผม สายตานั้นทั้งสง่างามและโอหังจนผมเกือบหลงคิดไปว่าเขาคือเชื้อพระวงศ์

“คิมแจยอง ฉันเจ็บจัง…ฉันจะตายหรือเปล่าก็ไม่รู้ อึก…”

ผมกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเอื้อมมือไปหาคิมแจยอง ทันใดนั้นเขาก็เดินมาหาผมอย่างช้าๆ

ทว่าพอดูดีๆ ผมก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของคิมแจยองดูไร้จุดโฟกัส ทั้งที่เขากำลังมองมาที่ผม แต่สายตาเขากลับไม่ได้จับจ้องมาที่ผมเลย ผมคิดแค่ว่าต้องทำให้เขาได้สติกลับมาก่อนเลยคว้าเส้นผมของคิมแจยองที่กำลังยกตัวผมขึ้นอุ้มแล้วกระชากอย่างแรง แต่ไม่ว่าจะกระชากหรือเขย่าแรงแค่ไหน ศีรษะของคิมแจยองก็ยังคงตั้งตรงอยู่เหมือนเดิมไม่ไหวติง

อะไรเนี่ย เป็นก้อนหินหรือไง…

เอาไงดีล่ะทีนี้ ผมต้องทำยังไงดีถึงจะรอดไปได้ ผมเปลี่ยนมือที่จับเส้นผมคิมแจยองมาจับที่หัวไหล่เขาแทนเพื่อยกร่างกายท่อนบนขึ้น จากนั้นก็กดริมฝีปากเปื้อนเลือดของตัวเองไปที่ริมฝีปากของเขา

“…อืม”

คิมแจยองเบิกตาโต แม้จะช้าไปหนึ่งจังหวะ แต่ดวงตาสีน้ำตาลที่ไร้โฟกัสก็หวนกลับมาเป็นปกติได้ในที่สุด ในดวงตาสีอ่อนนั้นมีแต่ภาพผมที่ใกล้ตายเต็มทีสะท้อนอยู่

“…ฉันบอกว่าเจ็บไง…ไอ้ลูกหมาเอ๊ย…”

คิมแจยองดูตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนเขาจะหวาดกลัวขึ้นมาฉับพลัน นั่นคือสีหน้าของคิมแจยองที่ดูมีความเป็นมนุษย์ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา…

“อึนซู…อึนซู…ตั้งสติไว้ก่อนนะ ซอนอึนซู!”

ในขณะมองคิมแจยองที่ร้องเรียกผมอย่างสิ้นหวัง ผมก็พยายามควบคุมสติเอาไว้ทุกวิถีทาง แต่สุดท้ายผมก็หมดสติไปจนได้

 

* เบียว หรือโรคจูนิเบียว เป็นคำบรรยายถึงวัยรุ่นในภาวะที่คิดว่าตนเองแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป มีพลังลึกลับที่ซ่อนอยู่ รอวันเปล่งประกาย

* ตัวละครจากนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง ‘ปริศนาบุรุษสองหน้า (The Strange Case of Dr. Jekyll and Mr. Hyde)’ โดยโรเบิร์ต ลุยส์ สตีเวนสัน (Robert Louis Stevenson) เขียนขึ้นช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยตัวละครเจคิลล์คือผู้ที่สามารถใช้ยาวิเศษเพื่อแปลงกายเป็นมิสเตอร์ไฮด์ ซึ่งเป็นบุคลิกที่ชั่วร้ายและอันธพาลของตัวเอง

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

3 of 3หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 76-77

บทที่ 76 นอกจากรู้สึกว่าจิตใจของเจียงซิ่วรุ่นคับแคบเกินไป เฟิ่งหลีอู๋ยังรู้สึกอีกว่าออกจะเจ็บปวดใจอยู่บ้าง นางเป็นตัวประ...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 78-79

บทที่ 78 รัชทายาททำเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นเห็นแล้วโมโหจริงๆ แต่เวลานี้นางรู้สึกแต่เพียงว่าชีวิตของตนเองแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 146-147

บทที่ 146 เยี่ยซวี่อวี่เดินอยู่ข้างหน้า เผยเซียวหยวนเดินตามนางห่างกันราวสิบยี่สิบก้าว หยางไจ้เอินนำขันทีน้อยฝ่ายในและนาง...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 80-81

บทที่ 80 ฉินจ้าวได้ยินแล้วประสานมือคำนับกล่าวว่า “ใครบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงอันโด่งดังของอาจารย์มู่เฟิง ขณะนี้ขบวนเดินทาง...

community.jamsai.com