everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 3.1-3.3 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1
ผู้เขียน : matgam
แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์
ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม
มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ
สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว
การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา
การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 3.1
เวฟระลอกแรก
“ข้างนอกมีคนครับ”
นัมจินซูมองออกไปนอกหน้าต่างผ่านช่องว่างระหว่างกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปิดทับกันไว้หนาทึบ เขาสะดุ้งตกใจและวิ่งแจ้นมายังโรงอาหารบุคลากร บรรยากาศภายในโรงอาหารหดหู่มากหลังจากที่มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต ผู้รอดชีวิตต่างก็กำลังจมอยู่กับความสิ้นหวัง ครั้นได้ยินคำพูดของนัมจินซูก็พากันเงยหน้าขึ้นมาด้วยใจที่มีความหวังเล็กๆ แต่นัมจินซูกลับโบกไม้โบกมือหน้าตาตื่น
“ไม่น่าจะใช่ทีมกู้ภัยหรอกครับ”
“ถ้างั้นเขาเป็นใคร หรือว่าเป็นสัตว์ประหลาด”
เสียงของฮวังซูยอนแหลมเสียดหู เธอเป็นนักเรียนมัธยมปลายปีสามของโรงเรียนมัธยมปลายมกซองและเป็นเพื่อนสนิทของนักเรียนหญิงที่เสียชีวิต เธอกำลังฉุนเฉียวหนักเพราะเพิ่งทะเลาะกับคนอื่นๆ เรื่องเพื่อนที่ตายไป คิมบกซุนผู้เป็นแม่ครัวประจำโรงอาหารจึงลูบหลังฮวังซูยอนเบาๆ
“ฉันว่าน่าจะเป็นคนนะ…”
“ไปดูกันสักหน่อยเถอะ”
เมื่อยูยอนฮาหัวหน้าห้องปีสามห้องสี่ลุกขึ้น ฮวังซูยอนก็จ้องมองเขา แต่เขาก็พยายามหลบสายตานั้นและเดินนำคนอื่นๆ ไปยังโรงครัว ในขณะที่ฮวังซูยอนนั่งนิ่งประหนึ่งมีรากงอกยึดติดไว้
“โซมัง…”
เพื่อนที่รักที่สุดได้ตายจากไปแล้ว จริงอยู่ที่อีโซมังกระดูกหักหลายแห่ง บาดแผลฉกรรจ์จนอวัยวะภายในทะลักออกมา และตกอยู่ในสภาพคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเธอจะมาตายแบบนี้ อีโซมังทนความเจ็บปวดไม่ไหวและส่งเสียงโอดครวญออกมาเป็นระยะๆ หลายคนเอาผ้ามาม้วนแล้วยัดใส่ปากเธอ แต่กระนั้นเสียงก็ยังดังลอดออกมา ทุกคนจึงผลัดกันเอามือมาปิดปากเธอไว้
อีโซมังเพิ่งขาดใจตายไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ยูยอนฮาเป็นคนสุดท้ายที่ปิดปากเธอ เขาตื่นตกใจจนร้องไห้พลางขอโทษ คนอื่นๆ จึงช่วยพูดปลอบใจกันคนละคำสองคำว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ฮวังซูยอนกลับยกโทษให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะยูยอนฮาหรือใครก็ตาม…เพราะทุกคนต่างก็ทำหน้าเหมือนโล่งใจที่อีโซมังตาย
“นั่นคนนี่! เราต้องช่วยเขา!”
เจ้าของเสียงนั้นคือยูยอนฮา เขาเห็นบางอย่างที่นอกหน้าต่างจึงรีบโน้มน้าวคนอื่นๆ ทว่าปฏิกิริยาที่ได้รับกลับมานั้นช่างเย็นชา ทุกคนลังเลพร้อมทำสีหน้าลำบากใจ เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้หากยังคิดจะช่วยคนอื่นอีกอาจทำให้ที่นี่ต้องเสี่ยงอันตรายไปด้วย แต่ยูยอนฮากลับเตรียมใจแน่วแน่หยิบมีดทำครัวมากำแน่น
“ถ้าทุกคนไม่คิดจะช่วย…ฉันจะไปเอง”
“พี่! นั่นคือการฆ่าตัวตายชัดๆ เลยนะครับ”
“แต่เพื่อนฉันอยู่ข้างนอกนั่น…!”
ต่อให้มืดมิดและห่างไกลขนาดไหนก็มองออก เพราะไม่มีใครที่จะมีรูปลักษณ์สมบูรณ์แบบไปได้มากกว่า ‘หมอนั่น’ อีกแล้ว ยูยอนฮาปั้นหน้าเด็ดเดี่ยวเมื่อรับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นถี่ระรัว แม้ทุกคนจะจับตัวยูยอนฮาเอาไว้ แต่ความตั้งใจของเขาก็ยังคงไม่สั่นคลอน
ในตอนนั้นเองเสียงหัวเราะของฮวังซูยอนก็ดังก้องไปทั่วโรงอาหารบุคลากร
“ฮะ…ฮะๆ…ฮ่า…ฮ่าๆๆ”
ฮวังซูยอนระเบิดหัวเราะลั่นราวกับลืมกฎที่ต้องเงียบไปแล้ว เพื่อนในกลุ่มสองสามคนจึงรีบวิ่งไปปิดปากเธอไว้ตามด้วยปิดประตูแน่น
“พี่คนนั้นเป็นบ้าไปแล้วเหรอ”
นัมจินซูบ่นอุบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เสียงหัวเราะของฮวังซูยอนที่ดังก้องโรงอาหารบุคลากรทำให้ยูยอนฮานึกถึงอีโซมังที่สิ้นลมคามือตัวเอง เขาตัวสั่นเทาจนทำมีดทำครัวหล่นลงพื้นเสียงดัง
เคร้ง…!
“…ฉะ…ฉันปล่อยให้เพื่อนตายไปเฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด”
‘ทีเพื่อนฉันนายยังฆ่าได้เลย ทีเพื่อนนายนายกลับบอกว่าจะช่วยเนี่ยนะ’
เสียงร่ำร้องอย่างแค้นเคืองของฮวังซูยอนคล้ายกับจะดังก้องอยู่ในหู ยูยอนฮาพูดเสียงสั่นด้วยความกลัว ทว่ายังไม่ยอมแพ้ในเจตนาเดิม ในจังหวะนั้นเองคิมบกซุนก็ยกกระทะขึ้นมา
“ก็จริงนะ เด็กพวกนั้นเองก็คงเป็นลูกหลานของใครสักคนเหมือนกัน…อย่างน้อยเราก็ควรลองพยายามเท่าที่จะทำได้ก่อนนี่ จริงไหม”
“คุณป้า…!”
“ทั้งคู่เสียสติกันไปแล้ว เราจะไปสู้กับสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้ยังไง”
“เราล่อมันไปฝั่งทางเข้าโรงอาหารไม่ได้เหรอ กระจกเป็นแบบกันกระสุน ยังไงมันก็แข็งแรงอยู่แล้ว แถมยังไกลจากโรงครัว…”
“ขนาดผนังตึกยังถล่ม นับประสาอะไรมาเชื่อใจในกระจกกันกระสุน…! ไม่ได้หรอกครับ ผมทำไม่ได้หรอก”
ความเห็นขัดแย้งกันเองระหว่างต้องช่วยกับไม่ควรช่วย ยูยอนฮากัดริมฝีปากแน่น สถานการณ์ในตอนนี้ทุกนาทีทุกวินาทีล้วนมีค่า ไม่มีเวลามามัวลังเลอะไรอีกแล้ว เขามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
“…เอ๊ะ?”
นักเรียนราวห้าหกคนกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วเต็มที่
ตรงนี้ไม่มีประตูสักหน่อย ทำไมถึงวิ่งมาทางนี้ล่ะ…
ยูยอนฮาถอยหลังตามสัญชาตญาณ ในจังหวะเดียวกันนั้นเองบางสิ่งก็พุ่งเข้าชนกับหน้าต่างและทะลุเข้ามาในชั่วพริบตา ก่อนจะลอยหวือแล้วกลิ้งไปหยุดที่มุมครัว มันคือชิ้นส่วนปูนที่มีเหล็กเส้นฝังอยู่
ขืนโดนเจ้านี่อัดเข้าล่ะก็…
เพียงแค่คิดในใจ ยูยอนฮาก็ขนลุกซู่ หน้าต่างแตกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเศษกระจกที่ร่วงกระจาย จากนั้นก็มีคนพุ่งตัวลอดเหนือช่องนั้นเข้ามาด้านใน
“…จะ…แจยอง!”
สีหน้าของยูยอนฮาดูโล่งใจขึ้นทันตา มันคือใบหน้าที่เขาอยากเห็นที่สุดมาตลอด แม้ชุดนักเรียนจะเลอะไปด้วยเลือด แต่ดูจากท่าทางการเคลื่อนไหวที่ยังดูคล่องแคล่วของหมอนั่นแล้วดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ยูยอนฮายังไม่ทันได้เดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ อีฮยอนอู คังด็อกโฮ และนักเรียนปีหนึ่งอย่างโอฮันบิทก็ปรากฏตัวตามแจยองเข้ามาทางหน้าต่างติดๆ กัน ทุกคนมองเห็นคนที่อยู่ข้างในแล้ว แต่ก็ยังคงปิดปากเงียบและกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างเร่งรีบ
คังด็อกโฮหยิบมีดทำครัวที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วโยนออกไปด้านนอก ส่วนคิมแจยองก็เช็กดูว่าเตาแก๊สพกพาบนโต๊ะโรงอาหารมีกระป๋องแก๊สบิวเทนใส่ไว้หรือไม่ เขาหยิบกระป๋องแก๊สใบใหม่ที่วางอยู่ข้างกันแล้ววิ่งออกไปด้านนอก
“แจยอง…อุ๊บ!”
คังด็อกโฮปิดปากยูยอนฮาไว้แล้วหมอบตัวลงต่ำพร้อมกัน จากนั้นผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ในโรงอาหารก็หมอบลงกับพื้นตามแบบเก้ๆ กังๆ อย่างพร้อมเพรียง
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมแจยองถึงวิ่งออกไปข้างนอกอีกล่ะ แล้วสัตว์ประหลาดทำไมถึงไม่ตามมา เจ้าพวกนี้กำลังโดนไล่กวดกันอยู่ชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง…!
ในขณะถูกมือที่ใหญ่ปานฝาหม้อปิดปากอยู่ ยูยอนฮาก็คิดวุ่นวายอยู่ในหัว แต่กระนั้นก็ยังหาคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้ ยูยอนฮาตบแขนคังด็อกโฮเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ปล่อยมือออก คังด็อกโฮทำท่าเหมือนจะบอกให้เงียบพร้อมปล่อยมือออก ยูยอนฮาจึงพยักหน้า
ตู้ม!
ในอีกชั่วครู่หนึ่งให้หลัง จู่ๆ ก็มีเสียงบางอย่างระเบิดดังขึ้น อีฮยอนอูทำสัญญาณเป็นเชิงบอกว่าอย่าขยับ ก่อนจะลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง จุดที่เกิดการระเบิดคือบริเวณมุมสนามกีฬา เงาดำทะมึนวิ่งกรูกันเข้าไปที่จุดนั้นอย่างบ้าคลั่ง
และยังมีอีกเงาหนึ่ง ไม่สิ…และยังมีอีกสองเงาวิ่งตรงมายังโรงอาหาร คิมแจยองวิ่งใกล้เข้ามาในสภาพที่ถูกอุ้มราวเจ้าหญิงอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคน
รุ่นพี่คนนั้นรู้จักเหนื่อยบ้างไหมเนี่ย…
หากช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียวมีหวังคงได้โดนสัตว์ประหลาดจับตัวไปแล้ว หากเขาไม่วิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิมเหมือนตอนเริ่มวิ่งและคอยนำหน้าคนทั้งกลุ่ม คนทั้งกลุ่มก็คงตายกันหมดก่อนจะมาถึงที่นี่ไปแล้ว คนที่แผลลึกจนเกือบเห็นกระดูกสามารถเคลื่อนไหวแบบนั้นได้ยังไงกัน ไม่เพียงเท่านั้นคังด็อกโฮที่อยู่ทีมนักกีฬาแท้ๆ ยังต่อกรกับสัตว์ประหลาดเหล่านั้นไม่ได้ แต่เขาคนนี้กลับใช้กระบองสามท่อนทุบพวกมันกระจุย สำหรับอีฮยอนอูแล้วเขามองว่าซอนอึนซูคือบุคคลประหลาดที่มีแต่เรื่องน่าสงสัยเต็มไปหมด
“ปิดตายหน้าต่าง!”
ซอนอึนซูเอ่ยขึ้นหลังจากส่งคิมแจยองเข้ามาในโรงอาหารก่อนแล้วกระโดดข้ามหน้าต่างตามเข้ามา
“หูหนวกหรือไง!”
“เอ่อ…”
“ฉันบอกให้ปิดตายหน้าต่างซะ!”
ไม่รู้เพราะอะไร…น้ำเสียงหยาบคายของซอนอึนซูกลับฟังแล้วชวนให้รู้สึกโล่งใจ อีฮยอนอูฝืนข่มกลั้นความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าคืออะไรเอาไว้ ก่อนจะรีบหันมามองหาของที่พอจะใช้ปิดหน้าต่างที่แตกเป็นโพรงได้ โชคดีที่คิมบกซุนผู้ที่ทำงานอยู่ในโรงอาหารรู้จักตำแหน่งสิ่งของทุกอย่างเป็นอย่างดี เธอลุกพรวดขึ้นเดินไปหยิบลังพลาสติกสองสามใบจากด้านหลังตู้เย็นมายื่นให้ซอนอึนซู ซอนอึนซูจึงเอาลังที่พับไว้มาวางแนบตรงหน้าต่างในแนวตั้ง ทว่าตัวลังกลับมีขนาดเล็กเกินไปจึงเหลือช่องว่างด้านบน แต่แล้วคิมแจยองก็โผล่มาพร้อมกับเทปกาวซึ่งไม่รู้ไปหามาจากไหน พวกเขาค่อยๆ ฉีกเทปกาวโดยระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง ก่อนจะติดลังสองใบเข้าด้วยกันแล้วเอาไปสอดไว้ที่หน้าต่าง
“…เข้าไปด้านในกันเถอะ”
หลังจากปิดตายหน้าต่างเสร็จและกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ยูยอนฮาก็พูดเสียงแผ่วเบา แม้เพื่อนที่เขาอยากจะตามหาและช่วยเหลือสุดใจจะหวนกลับมาทั้งยังมีชีวิตอยู่ แต่ยูยอนฮากลับมีสีหน้าแข็งทื่อราวกับไม่สบอารมณ์กับบางอย่าง
‘กระโจนเข้าไปซะ! แล้วถ้ามีของจำพวกมีดก็โยนออกมาข้างนอกที!’
ผมตะโกนพร้อมกับขว้างก้อนปูนขนาดเท่ากำปั้นไปที่หน้าต่างโรงครัวจนกระจกแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สี่คนที่นำหน้าผมอยู่กระโดดผ่านหน้าต่างเข้าไปทีละคน ผมรอดูพวกเขาเข้าไปในโรงอาหารจนเรียบร้อยถึงค่อยพุ่งตัวเข้าไปกลางวงสัตว์ประหลาดจำนวนมากที่ไล่ตามมา เหล่าสัตว์ประหลาดรุมกันอยู่เหนือตัวผม ผมหมอบต่ำและไถลตัวหลุดออกมาทางช่องว่างระหว่างพวกมัน
ไม่นานนักมีดทำครัวเล่มหนึ่งก็บินฉิวออกมาจากตัวอาคาร รับได้สวย! หลังจากรับมีดทำครัวที่จวนจะตกพื้นไว้ได้ทัน ผมก็ถือกระบองสามท่อนไว้มือหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือมีดทำครัว จากนั้นก็ล่อให้เหล่าสัตว์ประหลาดมองมาที่ผม
เวรเอ๊ย มีทั้งหมดกี่ตัวกันวะเนี่ย
ถ้าสลัดไม่หลุดมีหวังได้ตายลูกเดียวแน่ เมื่อผมพุ่งตัวไปทางฝั่งสนามกีฬา พวกสัตว์ประหลาดก็พากันกรูเข้ามาหาผม ผมใช้กระบองสามท่อนปัดป้องการโจมตีและใช้มีดฟันพวกมันตัวละทีสองที การรับมือกับสัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ทว่าขณะนั้นเองผมสังเกตเห็นไฟลุกขึ้นมาบริเวณมุมสนามกีฬา อะไรอีกล่ะนั่น พอผมหรี่ตาเพ่งมองดีๆ ก็เห็นใครบางคนกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาแก๊สพกพา หมอนั่นกำลังวางกระป๋องแก๊สบิวเทนลงบนเตาที่จุดไฟไว้
‘เสียสติไปแล้วสินะ’
ผมแค่นหัวเราะเมื่อเห็นคิมแจยองพยายามจุดชนวนระเบิด คนอย่างหมอนี่พูดอะไรไปโคตรจะไม่ฟังกันเลยจริงๆ คิมแจยองจัดการเสร็จสรรพก็หันหลังเพื่อเตรียมจะวิ่งกลับไปที่โรงอาหาร ถ้าหมอนั่นกลับไปได้อย่างปลอดภัยก็คงจะดี แต่มันดันมีเงาดำตะคุ่มขยับอยู่ด้านหลังเขาเนี่ยน่ะสิ ผมรีบเปลี่ยนทิศทางหันไปหาคิมแจยองทันที ก่อนจะใช้มือปัดป้องการโจมตีของสัตว์ประหลาดที่ส่งเสียงประหลาดจนฝ่าออกมาได้อย่างหวุดหวิด
‘ไม่นะ!’
เมื่อสัตว์ประหลาดที่อยู่ด้านหลังคิมแจยองยืดหนวดยาวเฟื้อยออกมา ผมก็ร้องเสียงหลงโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้เพราะตกใจเสียงผมหรือเปล่า คิมแจยองเลยก้าวพลาดจนเซถลาล้มลง หนวดยาวนั้นจึงเฉียดผ่านเหนือศีรษะคิมแจยองไปเจาะทะลวงลงบนพื้นปูน ผมเอามีดทำครัวตัดหนวดที่จู่โจมเขาจนขาดในครั้งเดียว จากนั้นก็ช้อนตัวเขาแล้วอุ้มขึ้นมา
ตู้ม!
กระป๋องแก๊สบิวเทนถูกกระตุ้นด้วยความร้อนจัดจนระเบิด สัตว์ประหลาดที่ไล่ตามผมมาพลันหยุดชะงักและหันไปทางกระป๋องแก๊ส ผมไม่พลาดจังหวะนั้นรีบออกแรงวิ่งเต็มความเร็วโดยเร้นกายอยู่ในความมืด
ระ…รอดแล้ว…
เมื่อแน่ใจว่าพวกสัตว์ประหลาดที่ปล่อยให้ผมหลุดจากเงื้อมมือมาได้เคลื่อนขบวนไปทางกระป๋องแก๊สที่ระเบิดแล้ว ผมก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ผมสับขารัวพลางก้มมองคิมแจยองที่ทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ในอ้อมแขน
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ หมอนี่คิดออกได้ยังไงว่าต้องเอาเตาแก๊สพกพากับกระป๋องแก๊สบิวเทนออกมาแล้วทำให้มันร้อนจนระเบิดเพื่อดึงความสนใจ ถ้าผมเรียนเก่งจะหัวไวได้แบบนี้หรือเปล่านะ ใบหน้าคิมแจยองเปียกปอนไปด้วยเหงื่อและซูบตอบเพราะลำบากตรากตรำมาหลายวัน ทว่ามันกลับยิ่งดูงดงามและมีเสน่ห์แบบแปลกๆ ฉลาดไม่พอ ยังสวยอีก…หมอนี่ขี้โกงชะมัด
‘เฮ้อ…ไอ้หน้าสวยเอ๊ย’
‘ฉันสวยเหรอ’
‘เออ สวยโคตรๆ เลยล่ะ’
เทพบุตรคิมแจยองที่ถูกอุ้มด้วยท่าเจ้าหญิงในอ้อมแขนผมคลี่ยิ้มบางๆ แม้จะกลืนไปกับแสงจันทร์สีแดงจนมองไม่ออก แต่ผมคิดว่าใบหูเขาคงต้องกำลังเห่อร้อนอยู่แน่ๆ แต่แบบนั้นแหละดีแล้ว จงหวั่นไหวให้มากๆ ผมยิ้มกว้างให้เขาอย่างละมุนละไม บอกตามตรงเลยว่า ณ ตอนนี้วินาทีนี้ที่พวกเราเพิ่งรอดพ้นจากประตูมรณะมา ถ้าจะให้ผมจุ๊บแก้มหมอนี่สักครั้ง ผมยังไม่ติดใจเลย
ในโรงอาหารเมื่อรวมห้าคนที่มาจากโรงยิมเข้าด้วยกันแล้วเท่ากับว่าตอนนี้มีผู้รอดชีวิตรวมกันทั้งหมดสิบห้าคน อีกสิบวันก็จะถึงเวลาที่ทุกคนเริ่มตื่นรู้ นับว่าโชคดีที่อาหารซึ่งเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิห้องยังเหลืออยู่อีกเยอะ เพราะที่นี่คือที่ที่ใช้ประกอบอาหารสำหรับนักเรียนเกือบพันคน แม้ไฟฟ้าจะถูกตัดไปจนอาหารแช่แข็งละลายหมดแล้ว แต่ด้วยความที่อุณหภูมิภายนอกลดต่ำลง มันจึงยังไม่ถึงกับเสียจนกินไม่ได้ กลุ่มคนที่รอดชีวิตก่อนหน้านี้ดูท่าจะกินอาหารแช่แข็งกันเป็นหลัก เพราะมีห่ออาหารแช่แข็งที่แกะแล้ววางอยู่ข้างอ่างล้างจาน น้ำในขวดพลาสติกที่กรอกเก็บเอาไว้ก่อนที่น้ำประปาจะถูกตัดก็มีอยู่ค่อนข้างเยอะ ผมลองบิดหัวก๊อกน้ำเบาๆ ปรากฏว่ามีน้ำไหลออกมาทันที แต่เนื่องจากไม่รู้ว่าน้ำในแท็งก์จะหมดเมื่อไหร่ พวกเราจึงต้องใช้น้ำพวกนี้กันอย่างประหยัด เมื่อแน่ใจแล้วว่าสามารถอดทนได้ถึงสิบวันหรือมากกว่านั้น ผมก็หันหลังเพื่อจะไปยังโรงอาหารบุคลากร ทำเอานัมจินซูที่เดินตามติดอยู่ข้างหลังสะดุ้งตกใจและผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“ทำไม กลัวฉันจะทำอะไรหรือไง”
“ปะ…เปล่าครับลูกพี่”
“เปล่ากับผีน่ะสิ”
นัมจินซูคือผู้รอดชีวิตที่อยู่ในโรงอาหาร ในความฝันของผมแม้เขาจะไม่ได้ตื่นรู้ แต่เขาก็คอยเลียแข้งเลียขาผมเป็นอย่างดีเสมอ แถมยังชอบรังแกคุกคามคนอื่นด้วย และต่อมาเขาก็ไปสวามิภักดิ์กับชายูฮยอกและเปิดโปงความชั่วช้าที่ผมทำจนหมดเปลือก แต่สุดท้ายตัวเองก็ถูกชายูฮยอกสังหาร พอผมบอกว่าจะไปสังเกตการณ์ที่โรงครัว ผู้รอดชีวิตที่เดิมทีอยู่ในโรงอาหารก็ส่งนัมจินซูให้มากับผม ดูท่าคงเป็นเพราะได้ยินกิตติศัพท์ของผม ทุกคนถึงได้รู้สึกไม่วางใจ แต่เอาเถอะ ผมไม่ติดอะไรหรอก เพราะนัมจินซูเป็นประเภทหงอกับคนแข็งแกร่งและเก่งแต่กับคนอ่อนแออยู่แล้ว คนอย่างหมอนี่น่ะจัดการง่ายกว่าคนอื่นอีก
ภายในโรงอาหารบุคลากร ผู้คนต่างนั่งล้อมรอบตะเกียงที่จุดไว้เพียงดวงเดียว โต๊ะและเก้าอี้ที่มีถูกเอาไปซ้อนกันเพื่อใช้กั้นประตูและหน้าต่างทางฝั่งโรงอาหารนักเรียน ตอนนี้พื้นที่จึงเหลือเฟือพอให้คนสิบห้าคนล้มตัวลงนอนได้ แต่ละคนห่มผ้าปูโต๊ะซ้อนกันหลายผืนเพื่อบรรเทาความหนาว แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่
“คุณป้าครับ ที่นี่พอจะมีเสื้อผ้าบ้างไหม”
“ตายจริง นักเรียน เธอบาดเจ็บเยอะเลยนะเนี่ย”
ผมเดินเข้าไปถามคุณป้าแม่ครัวคิมบกซุน เธอกวาดตามองร่างกายผมด้วยสีหน้าสงสาร ตอนออกจากโรงยิมผมพันผ้าพันแผลช่วงท่อนบนไว้โดยไม่ได้ใส่เสื้อ แต่ผ้าดันคลายและหลุดออกระหว่างย้ายมาที่นี่ มันจึงเผยให้เห็นรอยแผลและรอยฟกช้ำต่างๆ ทั่วตัว นี่คือร่างกายของผู้ตื่นรู้ซึ่งมีความสามารถในการฟื้นตัวเหนือกว่าคนธรรมดาก็จริง แต่สภาพภายนอกนั้นก็ยังดูไม่จืดอยู่ดี
“เธอลองใส่นี่ไหม นี่เป็นชุดของพี่สาวที่ทำงานด้วยกันกับฉัน ไม่รู้จะใส่พอดีหรือเปล่านะ แต่พี่เขาค่อนข้างเจ้าเนื้อ ฉันว่าเธอน่าจะใส่ได้อยู่นะ”
“ขอบคุณครับ”
คุณป้าคิมบกซุนยื่นเสื้อยืดสีชมพูเข้มที่ใช้คลุมตัวอยู่ให้ผม ผมแกะผ้าพันแผลออกหมด จากนั้นก็หยิบเสื้อยืดมาสวม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันคือเสื้อของคนเจ้าเนื้อจริงอย่างที่เธอบอกหรือเปล่า พอผมลองสวมดู มันถึงได้ไม่กลายเป็นเสื้อรัดรูป แต่การที่เสื้อยืดสีชมพูแป๋นลายดอกไม้ยอดนิยมของเหล่าคุณป้ามาอยู่บนตัวผมนั้น…ผมรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงภาพลักษณ์ตัวเองปริร้าวและแตกสลายกลายเป็นผุยผง
“อุ๊ยตาย ดูดีนะเนี่ย เพราะหล่อหรือเปล่านะเลยใส่ขึ้น นักเรียนหน้าสวยตรงนั้น เธอเองก็เสื้อผ้าเลอะเทอะเชียว เอ้านี่ ฉันให้ เอาไปเปลี่ยนสิ”
คุณป้าคิมบกซุนเอ่ยเรียกคิมแจยอง เสื้อผ้าคิมแจยองเลอะไปด้วยเลือดที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร เขาถอดเสื้อตัวบนออกแล้วสวมเสื้อกั๊กแขนกุดบางพลิ้วที่คุณป้าคิมบกซุนยื่นมาให้ เนื่องจากท่อนบนของหมอนี่ค่อนข้างหนา บริเวณรักแร้จึงตึงเปรี๊ยะ ส่วนซิปนั้นก็เรียกว่ารูดไม่ได้เลยจะดีกว่า ภาพของคิมแจยองในเสื้อกั๊กสีขาวรัดรูปดูตลกไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครหัวเราะสักคน เพราะกระทั่งลุคนี้ก็ยังดูเหมือนนายแบบในภาพถ่ายโฆษณา คิมแจยองลองขยับไปมา ดูท่าจะเคลื่อนไหวลำบาก เขาจึงถอดเสื้อออกแล้วฉีกผ้าตรงใต้รักแร้เป็นทางยาว
“ตายจริง พ่อหนุ่มนักเรียนคนนี้อย่างกับหลุดออกมาจากเทพนิยายกรีกแน่ะ”
ทุกคนพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคุณป้าคิมบกซุน ภาพคิมแจยองที่นั่งอยู่โดยมีเสื้อขาดวิ่นพาดไว้บนตัวแบบส่งๆ นั้นดูเหมือนเทพบุตรในตำนานอย่างที่พูดจริงๆ นั่นแหละ
…โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม ผมก้มลงมองเสื้อยืดสีชมพูเข้มลายดอกไม้พลางเบ้ปาก ก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างๆ เจ้าหมีสีน้ำตาล ยูยอนฮาหัวหน้าห้องของเราสงสัยจะอยากนั่งข้างคิมแจยองเอามากๆ เขานั่งชิดหมอนั่นจนแทบจะสิงเลยไม่มีที่ให้ผมเข้าไปแทรก แต่ผมสัมผัสได้ว่าคิมแจยองมองตามผมตลอด
“รุ่นพี่อึนซูใส่แล้วดูเหมาะกว่าอีกครับ”
“ล้อกันเล่นใช่ไหม”
ไอ้หมอนี่ ล้อใครไม่ล้อ ผมเขกมะเหงกลงไปที่ศีรษะเจ้าหมีสีน้ำตาล ทั้งที่ผมเขกไปเบามาก แต่เจ้าหมีสีน้ำตาลกลับเอามือกุมหัวแล้วทำท่ากรีดร้องแบบไร้เสียง
“…ซอนอึนซู”
ในตอนนั้นเองเสียงเล็กแหลมก็ดังขึ้นจากทางด้านขวามือ
“ฮวัง…ซูยอน?”
นักเรียนหญิงที่ผมเคยเห็นในความฝัน คนที่รับมือกับสถานการณ์สิ้นหวังไม่ไหวจนเป็นบ้าไปในที่สุด เธอคือฮวังซูยอนนั่นเอง นี่มันเป็นไปได้ยังไงกัน ไม่นึกเลยว่าจะเจอฮวังซูยอนที่นี่ ผมจำฮวังซูยอนไม่ได้เพราะเธอเอาแต่นั่งก้มหน้างุด ต่อจากนี้ฮวังซูยอนจะตื่นรู้ด้วยความสามารถที่น่าทึ่งสุดๆ ในความฝันผมพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากฮวังซูยอน แต่น่าเสียดายที่ผ่านไปไม่นานเธอกลับวิ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดซะเอง ผมรีบผ่าท้องสัตว์ประหลาดที่กลืนฮวังซูยอนเข้าไปทั้งตัวทันที แต่…เธอก็หยุดหายใจไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นผมพูดว่าอะไรกันนะ
‘เฮอะ พอเพื่อนตายก็จะเอาตัวเองไปตายด้วยเนี่ยนะ ไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด’
‘ถ้างั้นนายล่ะ อึนซู…ถ้าคนสำคัญของนายตาย นายจะทำยังไง’
‘ก็ต้องตามรังควานและไล่ล่ามันไปยันสุดขอบนรกไง ไม่ว่ามันจะเป็นคนหรือสัตว์ประหลาดก็ตาม’
เอ๊ะ?…ตอนนั้นคิมแจยองก็อยู่ข้างกันด้วยนี่นา ทั้งในความฝันและตอนนี้ คิมแจยองซึ่งเป็นผู้ชายอกสามศอกมักชอบเรียกผมแบบชวนเขินโดยการตัดนามสกุลออกประจำ เขามักจะเรียกผมแค่ ‘อึนซู’ เฉยๆ ทั้งที่ตอนนั้นเขาเป็นแค่ลูกน้องหน้าใสที่มีประโยชน์ให้ใช้สอยเท่านั้นเอง
“ไง ฮวังซูยอน”
คราวนี้ผมจะช่วยชีวิตฮวังซูยอนได้ไหมนะ ไม่มีผู้ตื่นรู้คนไหนที่มีพลังด้านการรักษาแข็งแกร่งไปมากกว่าฮวังซูยอนอีกแล้ว กระทั่งชิ้นส่วนร่างกายที่ขาดออกจากกัน เธอก็ยังสามารถต่อกลับเข้าไปใหม่ได้ เพียงเท่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความอีกแล้ว หากฮวังซูยอนรอดชีวิตและอยู่ฝ่ายเดียวกันกับผม ผมก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น
แต่การเปลี่ยนอนาคตจะเป็นเรื่องดีจริงๆ น่ะเหรอ ในบรรดาผู้รอดชีวิตฝั่งโรงยิม นอกจากคิมแจยองกับผม อีกสามคนที่เหลือควรต้องตายไปนานแล้ว พวกที่อยู่ในห้องชมรมเองก็เหมือนกัน…พอนึกถึงตอนที่เผชิญหน้ากับวิกฤตจนเกือบสิ้นชีพเพราะอนาคตที่เปลี่ยนแปลงมากเกินไป ผมก็เริ่มรู้สึกลังเล
“นายโอเคหรือเปล่า”
ฮวังซูยอนมองเสื้อยืดสีชมพูแป๋นที่ผมสวมอยู่ เธอคงไม่ได้หมายความว่าผมโอเคกับเสื้อหรือเปล่าหรอกใช่ไหม แม้ว่าผมจะคิดเหลวไหล แต่ฮวังซูยอนกลับกำลังมองรอยแผลที่ถูกบดบังอยู่ภายใต้เสื้อของผมต่างหาก
“อ๋อ ฉันไม่เป็นไร เธอล่ะ…โอเคหรือเปล่า”
น้ำเสียงใจดีหลุดจากปากผมอย่างลืมตัว ผมยังไม่ทันตัดสินใจเลยว่าจะช่วยฮวังซูยอนดีหรือเปล่า แต่ดันพูดออกไปโดยสัญชาตญาณ ผมจึงแก้เก้อด้วยการเกาต้นคอ
“คือฉัน…ฉันไม่โอเคหรอก…”
ดวงตาของเธอมีน้ำตาเอ่อคลอ ผมควรปลอบใจเธอไหมเนี่ย และผมต้องทำยังไงผู้หญิงคนนี้ถึงจะไม่ตาย ในขณะที่กำลังใคร่ครวญว่าควรยื่นมือไปหาฮวังซูยอนหรือไม่ สุดท้ายผมก็ค่อยๆ วางมือลงบนไหล่เธอแล้วตบเบาๆ สองสามที เธอเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือแล้วยิ้มบางๆ ให้กับการปลอบโยนที่ดูประดักประเดิดของผม
“…ขอบคุณที่ถามนะ ซอนอึนซู”
ผมยิ้มมุมปากให้เธอ เมื่อบรรยากาศแลดูอบอุ่นขึ้นแบบงงๆ เจ้าหมีสีน้ำตาลข้างๆ ก็จิ้มแขนผมแล้วแกล้งทำเสียงประหลาดๆ ผมเลยตบหัวเขาไปทีหนึ่ง ไอ้เด็กไม่มีไหวพริบเอ๊ย อย่ามาจับคู่ให้ฉันเด็ดขาดเลยนะโว้ย ผมไม่ได้มีใจให้ฮวังซูยอนสักนิด ขืนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกันจะเข้าใจผิดไปเปล่าๆ…
ถ้าหมอนั่นเกิดเป็นบ้าขึ้นมา ผมก็เดาไม่ได้เลยว่าหมอนั่นจะทำอะไร
คิมแจยองกำลังจ้องเขม็งมองมาทางนี้ ผมจึงออกห่างจากฮวังซูยอนแล้วนั่งหันไปทางเจ้าหมีสีน้ำตาลแทน ครั้นเนื้อตัวผมไปแตะโดนเจ้าหมี สีหน้าของคิมแจยองก็ยิ่งดูน่ากลัวหนักขึ้นไป
…แค่นี้ก็ไม่ได้เรอะ
ดูท่าการนั่งติดกับเจ้าหมีสีน้ำตาลจะทำให้คิมแจยองไม่สบายใจพอกัน นี่นายคิดว่าคนทั้งโลกเป็นเกย์เหมือนนายหมดหรือไง แล้วแบบนี้นายจะให้ฉันทำยังไงเล่า ทีตัวเองยังนั่งติดกับไอ้หัวหน้าห้องได้เลย
ร่างของอีโซมังเพื่อนของฮวังซูยอน กระดูกแขนหักผิดธรรมชาติ ช่องท้องฉีกขาด ทั้งที่อากาศเย็น แต่ก็เริ่มมีแมลงวันตอมแล้ว ขืนปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่นานหนอนคงต้องไชออกมาแน่ คนอื่นต่างอยากให้นำร่างของอีโซมังออกไปไว้ข้างนอก แต่ฮวังซูยอนกลับไม่ยอม เธอบอกว่าไม่อยากปล่อยให้ร่างของเพื่อนที่ทรมานเพราะถูกสัตว์ประหลาดโจมตีต้องเข้าไปอยู่ในท้องสัตว์ประหลาด ผมคิดว่าตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีในการตีสนิทฮวังซูยอน จึงเสนอให้พาอีโซมังไปฝังดิน เนื่องจากด้านหลังโรงอาหารมีแปลงดอกไม้เล็กๆ ที่สามารถฝังเด็กผู้หญิงร่างเล็กคนหนึ่งในท่านอนได้พอดี
“แล้วใครจะเป็นคนไปฝัง ถ้าเกิดจู่ๆ เจอสัตว์ประหลาดเข้าล่ะ!”
“ชิ ไอ้พวกตาขาว ฉันนี่ไง เดี๋ยวฉันทำเอง”
ผมบ่นพึมพำแล้วลุกขึ้น คิมแจยองตั้งท่าจะตามมาด้วย แต่หัวหน้าห้องที่อยู่ข้างกันกลับคว้าแขนเขาไว้ไม่ยอมปล่อย สีหน้าคิมแจยองที่ก้มมองอีกฝ่ายดูแข็งกร้าวและเย็นชา
“ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องตามมา นายเชื่อใจลูกพี่คนนี้ใช่ไหมล่ะ”
ผมขยิบตาให้คิมแจยอง หวังว่ามันจะทำให้อารมณ์เขาผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่สีหน้าแข็งกร้าวนั้นกลับไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด ผมรู้สึกว่าการทำความเข้าใจและจัดการหมอนี่นับวันยิ่งยากขึ้นทุกที แต่ตอนนี้การฝังศพอีโซมังเพื่อเพิ่มระดับความโปรดปรานจากฮวังซูยอนนั้นสำคัญกว่า ผมจึงทิ้งคิมแจยองไว้ข้างหลังแล้วเดินไปตรงจุดที่มีศพของอีโซมัง
ต้องขอบคุณสกิลทักษะหัตถ์พระเจ้าที่ทำให้การขุดดินด้วยตะหลิวสแตนเลสกลายเป็นเรื่องง่าย เมื่อฝังอีโซมังลงไปในดินเรียบร้อยและกลับเข้ามาด้านในโรงอาหาร ฮวังซูยอนที่รออยู่หน้าประตูก็จับมือผมแน่นพร้อมหลั่งน้ำตา
“ขอบใจนะ ซอนอึนซู ฉันขอบใจนายจริงๆ”
“…อะไรกัน พวกเราเคยอยู่ห้องเดียวกันเมื่อตอนปีหนึ่งนี่นา”
ผมยิ้มอย่างเก้อเขิน พูดอะไรไม่รู้ที่ไม่เข้ากับตัวเองเลยสักนิด ถึงจะเคยอยู่ห้องเดียวกันตอนปีหนึ่งจริง…แต่ปัญหาคือผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอีโซมังเป็นใคร…
“ฉันจะตอบแทนนายให้ได้เลย”
“อือ ตอบแทนให้ได้ล่ะ”
เมื่อได้ยินว่าเธอจะตอบแทนผม รอยยิ้มจากใจจริงก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าผมทันที ผมอุตส่าห์ทำถึงขนาดนี้แล้ว หวังว่าน่าจะป้องกันไม่ให้ฮวังซูยอนเป็นบ้าได้นะ งานเข้าแน่ถ้าเธอยังจะวิ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดเหมือนที่เห็นในความฝัน โชคดีที่ตอนนี้เธอยังดูเป็นคนปกติอยู่
“อึนซู”
ในขณะที่ยืนคุยกันอย่างอบอุ่นตรงหน้าประตูโรงอาหาร จู่ๆ คิมแจยองก็โผล่มาจากทางด้านหลังแล้วรั้งคอผมไว้ เมื่อผมเบือนหน้าไปมอง ใบหน้าสวยที่แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนก็ปรากฏสู่สายตา แต่ไม่รู้ทำไมใบหน้ายิ้มแย้มนี่ถึงได้ดูน่ากลัวชอบกล คิมแจยองในความฝันคือคนที่สามารถยิ้มแย้มแบบนี้พร้อมกับทำเรื่องโหดร้ายได้โดยไม่ลังเลสักนิด ผมลูบแก้มเพื่อปลอบเขาให้สงบลง เขาถูไถใบหน้ากับมือผมเหมือนลูกหมาลูกแมว
“ออกมาทำไม ฉันบอกให้อยู่ข้างในไง”
มันเป็นท่าทางที่น่าอายชะมัดสำหรับนักเรียนชายตัวโตสองคน แต่ผมต้องทนอายให้ได้เพื่อปลอบโยนคิมแจยองที่ไม่อาจเดาใจได้ถูก โชคดีที่คนอื่นๆ อยู่ในโรงอาหารบุคลากรกันหมด มีแค่ฮวังซูยอนคนเดียวที่มองเราอยู่
“ฉันไม่ชอบที่นี่เลย”
“เฮอะ นายคิดว่ามีใครชอบที่นี่หรือไงล่ะ”
พอผมเอาศอกดันหน้าท้องคิมแจยองที่กำลังบ่นพึมพำ คิมแจยองก็ใช้แรงแขนดึงผมไปกอดไว้แน่นกว่าเดิม ก่อนจะฝังใบหน้าลงบนไหล่ผมแล้วถูไถไปมาเบาๆ ให้ตายเหอะ ขืนทำแบบนี้ฮวังซูยอนก็ยิ่งเข้าใจผิดกันพอดีน่ะสิ! แล้วมันก็เป็นไปตามคาด ฮวังซูยอนเบิกตาโตมองเราสองคนสลับกันไปมา
“พะ…พอดีเราสนิทกันมากน่ะ…”
ผมอ้าปากตั้งท่าจะแก้ตัว แต่ฮวังซูยอนกลับพยักหน้าราวกับเข้าอกเข้าใจทุกอย่างดี เดี๋ยวสิ นี่เธอเข้าใจไปแบบไหนเนี่ย…
“ถ้าโซมังของฉันได้เห็นคงต้องชอบมากแน่ๆ…”
ฮวังซูยอนเช็ดน้ำตาอีกรอบ โซมังต้องชอบมาก?…เด็กสมัยนี้ไม่ได้มีอคติกับเรื่องพวกนี้แล้วหรือไง…หรือเพราะคิมแจยองหน้าสวยเกินไป ผู้ชายสองคนทำแบบนี้กันเลยดูไม่ขัดตา…แม้ปฏิกิริยาของฮวังซูยอนจะดูฝืนๆ แต่ก็ดีกว่าถูกมองว่าแปลกเป็นไหนๆ ผมขยี้หัวคิมแจยองที่ซุกอยู่บนไหล่แรงๆ
“หยุดงอแงแล้วเข้าไปหาข้าวกินกัน”
“อื้อ…”
“กินให้มันเยอะๆ หน่อยเหอะ ตัวเท่ายักษ์แต่กินเท่ามด…”
“ก็มันไม่อร่อยนี่”
“เรื่องมากจริง ใครมาได้ยินเข้าคงคิดว่านายเป็นพวกลูกเศรษฐีแน่ เขากินเอาอร่อยหรือไง กินให้มีชีวิตรอดต่างหาก”
ผมลากคิมแจยองที่เกาะติดหนึบไม่ยอมหลุดให้เดินไปยังโรงอาหารบุคลากร แต่สายตาก็ทันเห็นใครบางคนมองเข้ามาผ่านช่องระหว่างประตูโรงอาหารบุคลากรที่แง้มอยู่เล็กน้อย ใครคนนั้นทำท่าสะดุ้งตกใจก่อนจะผละออกจากประตู
“…สิ่งแปลกปลอม”
ฮวังซูยอนที่เดินตามหลังมาเอ่ยพึมพำด้วยเสียงน่าขนลุก เธอจ้องไปทางโรงอาหารบุคลากรด้วยท่าทีตรงกันข้ามกับที่มองผมโดยสิ้นเชิง
กึก…กึก…
จู่ๆ ฮวังซูยอนก็เริ่มกัดเล็บอย่างบ้าคลั่งแล้วเริ่มพึมพำพูดคำเดิมซ้ำๆ
“ฉันจะฆ่า…ฉันจะฆ่า…ฉันจะฆ่า…”
นัยน์ตาแดงก่ำส่องประกายวาววับท่ามกลางความมืด ภาพที่ฮวังซูยอนเดินโซซัดโซเซเข้ามาหาผมดูราวกับฉากหนึ่งในหนังสยองขวัญ ผมจับแขนคิมแจยองแน่น
อะไรอีกวะเนี่ย น่าขนลุกชะมัด ยัยบ้านี่บ้าอยู่ก่อนแล้วนี่หว่า…
ดูเหมือนว่าแผนการของผมจะสำเร็จไปได้แค่ครึ่งเดียว
เนื่องจากไม่มีกลางวันกลางคืนจึงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเวลาล่วงเลยผ่านมาแล้วกี่วัน เวลาน่าจะผ่านมามากกว่าสี่วันแล้ว กลุ่มผู้รอดชีวิตเลิกคาดหวังว่าทีมกู้ภัยจะมา แม้แต่คุณป้าคิมบกซุนที่คอยสร้างขวัญกำลังใจให้เด็กๆ อดทนต่ออีกสักนิดก็ไม่พยายามชวนคุยอีกต่อไป คล้ายถูกความคิดครอบงำไปเรียบร้อยแล้วว่าต้องตายแน่นอนหากอาหารหมดลงทั้งอย่างนี้ ทุกคนต่างได้กินอาหารกันวันละสองมื้อ ทันทีที่เข็มสั้นชี้ที่เลขเจ็ดซึ่งไม่รู้ว่าบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าหรือหนึ่งทุ่ม แต่ละคนก็จะลุกขึ้นมาอย่างเงียบๆ เพื่อเตรียมอาหาร
อีฮยอนอูซึ่งเป็นผู้นำในการอพยพคนออกจากโรงยิมอย่างขันแข็งกำลังจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดที่ตัดสินใจพลาดจนเป็นเหตุให้คนมากมายต้องตาย ทุกครั้งที่หลับตาลงเพียงชั่วครู่เขาจะฝันเห็นภาพบรรดาผู้ตายกล่าวโทษเขาอย่างแค้นเคือง เพียงไม่กี่วันเท่านั้นแก้มเขาถึงกับซูบตอบจนเห็นได้ชัด คังด็อกโฮคอยปลอบใจอยู่ข้างๆ ว่านั่นไม่ใช่ความผิดของเขา แต่มันกลับไม่เข้าหูเขาเลยสักนิด เขาเอาแต่คิดว่าถ้าเขาตายไปเสียตั้งแต่ตอนนั้นก็คงไม่ต้องทรมานแบบนี้
อีฮยอนอูเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่รอบๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนหดหู่นี้มีแค่สองคนเท่านั้นที่ยังทำตัวเหมือนยามปกติ นั่นก็คือคิมแจยองที่ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ตั้งแต่ตอนอยู่ที่โรงยิม และซอนอึนซูที่ดูเหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างไว้ ซอนอึนซูหาวคำโตเหมือนกำลังเบื่อหน่ายหนักหนากับสถานการณ์ตรงหน้า ตอนที่ทะเลาะกันในคาบพละว่าประหลาดแล้ว ตอนนี้อีกฝ่ายยิ่งดูประหลาดเข้าไปใหญ่
ซอนอึนซูประคบประหงมคิมแจยองเป็นพิเศษ พอเขาย้อนนึกถึงภาพที่ซอนอึนซูปกป้องคิมแจยองสุดชีวิตราวกับว่าถ้าคิมแจยองตาย ตัวเองจะต้องตายด้วยแล้วก็ยากที่จะมองว่าทั้งคู่เป็นแค่เพื่อนธรรมดา สาเหตุที่เขา คังด็อกโฮ และโอฮันบิทสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ระหว่างทางหนีมายังโรงอาหารนั้นเป็นเพราะพวกเขาตามติดอยู่ข้างหลังคิมแจยองอย่างไม่ลดละ และสาเหตุที่ไม่มีใครพูดถึงพลังประหลาดของซอนอึนซูก็เป็นเพราะพวกเขาต่างรอดมาได้ด้วยพลังนั้น
แต่อีฮยอนอูก็ยังมีสิ่งที่อยากถามอยู่มากมาย
รุ่นพี่รู้อะไรอยู่กันแน่
คังด็อกโฮที่ไร้ไหวพริบเหมือนจะตีความการกระทำแปลกๆ ของซอนอึนซูไปผิดทิศผิดทาง อีฮยอนอูมั่นใจว่าซอนอึนซูจะต้องซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่เอาไว้อยู่แน่ แม้จะถูกความรู้สึกผิดและความกลัวบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก แต่อีฮยอนอูก็ยังไม่หยุดจับสังเกตซอนอึนซู
“เหนื่อยเหรอ”
“เอ่อ…ไหวอยู่ครับ”
“อดทนอีกหน่อยนะ”
…อดทนอีกหน่อย? ทนไปแล้วจะได้อะไรล่ะ นอกจากตายพร้อมกันหมดนี่ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไง
การจับสังเกตที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความรู้สึกประหลาดใจกลายเป็นการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยไปแล้วในที่สุด ถึงอีฮยอนอูจะอ่อนไหวต่อสิ่งที่ซอนอึนซูพูดทุกคำ แต่ภายนอกกลับปิดปากแน่นสนิทโดยไม่แสดงพิรุธ ในบรรดาพวกเขา ซอนอึนซูเป็นเพียงคนเดียวที่ต่อกรกับสัตว์ประหลาดได้ หากซอนอึนซูเห็นต่างออกไป ทุกคนที่นี่ย่อมไม่ปลอดภัยแน่นอน ต่อให้นับแค่ช่วงก่อนที่จะถึงวันแห่งหายนะ ข่าวลือยังแพร่ไปทั่วโรงเรียนอยู่เลยว่าซอนอึนซูเปลี่ยนเพื่อนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันให้กลายเป็นผัก แถมยังใช้เงินปิดข่าวจนเงียบสนิท สมองเขาคอยแต่จะนึกถึงข่าวลือนั้นอยู่เรื่อย เขาจึงชักจะสับสนหนักเข้าไปทุกทีๆ
“พี่ฮยอนอู จะไปไหนเหรอครับ”
อีฮยอนอูกำลังจะไปโรงอาหารนักเรียนที่ไม่มีคนเพื่อจัดระเบียบความคิดตัวเองเพียงลำพัง แต่กลับถูกโอฮันบิทคว้าตัวไว้ โอฮันบิท นักเรียนปีหนึ่งคนนี้แม้จะอายุสิบเจ็ดปีแล้ว แต่กลับยังมีผิวกายนุ่มนิ่มเหมือนเด็กน้อย เขาจึงดูเหมือนเด็กมัธยมต้น อีฮยอนอูเคยได้ยินว่าโอฮันบิทเล่นกีฬาประเภทกรีฑาตอนสมัยมัธยมต้น จึงไม่แปลกเลยที่ระหว่างทางมายังโรงอาหารเขาถึงวิ่งตามมาได้สบายๆ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ช่างเป็นเด็กที่เก่งมากจริงๆ
“ฉันจะไปโรงอาหาร พอดีรู้สึกอึดอัดน่ะ”
“ให้ไปด้วยไหมครับ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวอีกสิบนาทีเดี๋ยวฉันกลับมา นายพักผ่อนเถอะ”
Comments



