everY
ทดลองอ่าน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1 บทที่ 9-12 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1
ผู้เขียน : อีตั่วเสี่ยวชงฮวา (一朵小葱花)
แปลโดย : เฉินซุ่นเจิน
ผลงานเรื่อง : 暗恋对象是猫?
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่ การทำร้ายเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว
การทำร้ายทางจิตใจ อาการป่วยทางจิต และการค้ามนุษย์
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 9
แมวขี้อ้อน
ในเวลานี้เอง
เจ้าเหมียวซึ่งมีความสามารถในการฟื้นตัวอันน่าอัศจรรย์ก็เปี่ยมไปด้วยพลังงานอีกครั้ง ทั้งยังแสดงความน่ารักสารพัดรูปแบบต่อหน้าเฉียวโม่ในเครื่องเป่าขนได้ด้วย
“เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว…”
แถมยังร้องเพลงแมวได้อีกต่างหาก
เฉียวโม่ถูกเจ้าเหมียวออดอ้อนจนอดยิ้มไม่ได้ เขายิ้มจนดวงตาหยีโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
เจ้าเหมียวชอบใจที่เห็นเฉียวโม่ยิ้ม มันจึงยิ่งร้องเพลงอย่างตั้งใจ หางของมันแกว่งไปมาอย่างมีจังหวะ ดูมีความสุขมากจริงๆ
เฉียวโม่หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้พร้อมเอ่ยชมไม่ขาดปาก “ร้องเพราะจริงๆ เลยนะ เสี่ยวเฮย นายฉลาดจังเลย ทำไมถึงร้องได้ทุกเพลงเลยล่ะ” เขาถึงกับชมอีกหลายประโยค น้ำเสียงราวกับกำลังโอ๋เด็กน้อย
เจ้าเหมียวดูจะชื่นชอบเสียงตัวเองเป็นพิเศษ
“เมี้ยว…เมี้ยววว…”
จู่ๆ เสียงเป่าลมของเครื่องเป่าขนกลายเป็นจังหวะดนตรีแสนแปลกใหม่ ฟังแล้วมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
พอขนเจ้าเหมียวแห้งสนิท เฉียวโม่ก็อุ้มมันออกจากเครื่องอบขน
ตราบใดที่ไม่ต้องคุยแบบเผชิญหน้ากับใคร เฉียวโม่ก็จะพูดคล่องเสียจนไม่มีอะไรมาขวางกั้น เขาสามารถชมเจ้าเหมียวโดยไม่หวงถ้อยคำสักนิดว่า “เสี่ยวเฮย นายต้องเป็นแมวที่ร้องเพลงเพราะที่สุดในโลกแน่ๆ”
เจ้าเหมียวซุกไซ้เขาอย่างภาคภูมิใจ ดวงตากลมโตใสแจ๋วเป็นประกาย
ช่างเป็นคู่ที่คนหนึ่งกล้าชม อีกตัวหนึ่งก็กล้ารับจริงๆ
เฉียวโม่ถามอย่างสบายๆ “อยากกินหอยเชลล์แห้งไหม”
“เมี้ยวๆ!” อยากกิน!
เฉียวโม่ลูบหัวเจ้าเหมียวเบาๆ มันก็รีบเงยหน้าขึ้นทันที ทำท่าเหมือนขอหอมหนึ่งฟอด มันติดนิสัยนี้ไปแล้ว เพราะเฉียวโม่ชอบหอมมันบ่อยๆ เวลาโอ๋มัน
ทุกครั้งที่ได้หอม เจ้าเหมียวก็จะเชื่อฟังเป็นพิเศษ
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เฉียวโม่ยกมุมปากยิ้ม ก้มหน้าลงหอมหน้าผากมันอย่างใจกว้าง กลิ่นตัวมันหอมฟุ้งกำลังดี
เจ้าเหมียวส่งเสียงครางออกมาอย่างพอใจ เข้าไปใกล้เฉียวโม่แล้วหรี่ตาลง แสดงออกว่ารู้สึกสบายใจอย่างมาก
ทันใดนั้นมือถือของเฉียวโม่พลันดังขึ้น เป็นข้อความจากจุดรับพัสดุของชุมชน บนหน้าจอแสดงรหัสรับของหนึ่งชุด เขาไม่แน่ใจว่าพัสดุชิ้นไหนมาถึงกันแน่ จึงป้อนหอยเชลล์แห้งให้เจ้าเหมียวพลางตรวจสอบข้อมูลพัสดุในมือถือ
หน้าเว็บโหลดเสร็จ เฉียวโม่จ้องดูให้ชัด ที่แท้ปลาแห้งที่ส่งล่าช้ากล่องนั้นก็มาถึงแล้ว
เจ้าเหมียวที่กินหอยเชลล์เสร็จแล้วเดินวนรอบข้อเท้าของเฉียวโม่พร้อมกับส่งเสียงร้อง “เมี้ยวๆ” เพื่อขอเพิ่มอีก เขาใจอ่อนจึงป้อนปลาแห้งตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ในบ้านให้มัน
แสงแดดนอกบ้านเจิดจ้า เฉียวโม่ควานหาหมวกแก๊ปมาใส่ เตรียมลงไปรับพัสดุ
เจ้าเหมียวที่อยู่ข้างข้อเท้าของเฉียวโม่เพิ่งจะกินปลาแห้งไปได้หนึ่งคำ เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะออกจากบ้านก็รีบตามไปติดๆ แล้วหย่อนก้นลงนั่งตรงหน้าประตู
มุมปากของมันยังมีเศษปลาติดอยู่ “เมี้ยว…”
เฉียวโม่มองสำรวจมันด้วยความลังเล วันนี้เจ้าเหมียวติดเขาเข้าขั้นผิดปกติ เขารู้สึกเหมือนว่ามันเปลี่ยนไป แต่ก็เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย…
เจ้าเหมียวรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวก็หันกลับมารบเร้า “เมี้ยว?”
แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเหมียวมักจะตามเฉียวโม่ออกไปรับพัสดุอยู่เสมอ แถมยังชอบให้เขาอุ้มไปด้วยทุกครั้ง ว่าง่ายจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่พักหลังมานี้ทันทีที่เจ้าเหมียวได้ยินเฉียวโม่เปิดประตู มันก็มักจะพุ่งตัวออกไปเหมือนนักวิ่งร้อยเมตรที่กำลัง ‘แหกคุก’ เสมอ
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียวโม่หูตาไวคว้ามันกลับมาได้ทัน คาดว่ามันคงได้หายไปแล้วแน่ๆ
ความไว้ใจระหว่างเฉียวโม่กับเจ้าเหมียวเริ่มสั่นคลอนขึ้นมาแล้ว
สิ่งเดียวที่เฉียวโม่กลัวคือเจ้าเหมียวจะหายไป หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเขาก็อุ้มมันขึ้นมาท่ามกลางเสียงร้องเมี้ยวๆ ไม่หยุด แล้ววางมันลงบนโซฟาอย่างมั่นคง
“ฉันออกไปคนเดียวก็พอ”
เจ้าเหมียวเอียงคอน้อยๆ จงใจทำเป็นฟังไม่รู้เรื่อง
เฉียวโม่ถูกมองจนรู้สึกอึดอัด เขากระแอมไอ แล้วสื่อสารกับเจ้าเหมียวราวกับว่ามันเป็นมนุษย์ “นายเป็นเด็กดีรอฉันอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวก็จะมีของอร่อยๆ ให้กินแล้ว”
แต่เจ้าเหมียวกลับโมโห
มันไม่อยากเชื่อเลยว่าเฉียวโม่จะทิ้งมันไว้ข้างหลัง แล้วออกไปข้างนอกคนเดียว?!
มันไม่อนุญาต!
เจ้าเหมียวกระโดดลงจากโซฟา ส่งเสียงเมี้ยวๆ อย่างร้อนรนไม่หยุด มันเดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ สุดท้ายก็เดินไปนั่งแหมะที่หน้าประตูอย่างองอาจ ใบหน้าของมันดูเศร้าหมองและกังวลมากที่เฉียวโม่ต้องออกไปรับพัสดุเพียงคนเดียว
ถึงอย่างไรมันก็เคยเจอมากับตัว…
ชุมชนแห่งนี้ดีทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเดียวคือแมวจรเยอะเกินไป ซึ่งแต่ละตัวก็หน้าไม่อายเหลือเกิน พอเห็นเฉียวโม่ก็จะรีบวิ่งเข้าไปออดอ้อนขอให้ลูบบ้างล่ะ ไม่ก็ขอให้อุ้มขอให้ป้อนขนม ทั้งที่ไม่รู้จักกันเลยสักนิด มีสิทธิ์อะไรมาอ้อนกันแบบนั้นเล่า
ไม่มีคุณธรรมแมวเลยสักตัว!
ต้องดูอย่างตัวมันสิ เมื่อเลือกเฉียวโม่แล้วก็จะสนิทสนมกับเฉียวโม่แค่คนเดียว ไม่มีวันเปลี่ยนใจ!
เจ้าแมวตัวนี้ใจคอคับแคบเป็นที่สุด มันรับไม่ได้เวลาเห็นเฉียวโม่ไปแตะต้องแมวตัวอื่น จึงเหลือบตาขึ้นมองอย่างขุ่นเคือง มองเฉียวโม่ที่ยังคงยืนกรานจะออกไปโดยไม่พามันไปด้วยแล้วพลันรู้สึกโมโหจนหายใจไม่ทัน มันแยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดว่า “เมี้ยว?!” นี่นายปันใจให้แมวตัวอื่นแล้วใช่ไหม?!
เฉียวโม่สะดุ้งกับคำถามภาษาแมวที่น้ำเสียงฟังดูรุนแรง พลอยยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่ “นายดุจังเลยนะ”
เจ้าเหมียวสีหน้าแข็งทื่อ ในใจเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
มันปิดปากเงียบ
โชคดีที่เจ้าเหมียวตัวนี้เป็นแมวที่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์
พอรู้ว่าใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล มันก็เปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อนทันที
มันก้มหน้าลงอย่างหมดแรง ลดระดับความดุลงครึ่งหนึ่ง แล้วนอนแหมะลงบนพื้น ทำท่าทางน่าสงสารสุดฤทธิ์ ถ้าจำเป็นมันก็จะกลิ้งตัวเบาๆ แล้วค่อยๆ ซุกตัวไปที่มุมหนึ่งพร้อมร้องเสียง ‘งือๆ’ ออกมา
ท่าทางทั้งหมดนั้นลื่นไหลราวกับว่ามันมีพรสวรรค์ด้านการแสดง
มันค่อยๆ คลานไปบนพื้น พอเฉียวโม่ย่อตัวลงมา มันก็ฉวยจังหวะนั้นพุ่งตัวเข้าไปซุกในอ้อมแขนของเขาทันทีพร้อมกับสะอื้นไห้ “เมี้ยวๆๆ” ไม่หยุด
เฉียวโม่เป็นคนซื่อๆ จึงโดนเจ้าแมวหลอกจนหัวหมุน ไม่เพียงแต่ไม่ทันสังเกตเห็นว่าทั้งหมดคือแผนการของมัน แต่ยังคงปลอบใจอย่างจริงใจอยู่พักใหญ่ จากนั้นเจ้าเหมียวก็ลุกขึ้นด้วยดวงตาเปียกชื้น ยกสองขาหน้าขึ้นวางบนอกของเฉียวโม่ โน้มตัวไปดมๆ แก้มเขา ก่อนจะมอบ ‘จุ๊บ’ ที่อ่อนโยนเหมือนการแตะแผ่วเบาให้
เฉียวโม่ยังคงใจแข็งในช่วงแรก แต่หลังจากเจ้าเหมียว ‘จุ๊บ’ อีกสองสามครั้งเขาก็เริ่มหวั่นไหว
เขาโดนเจ้าเหมียวจัดการเสียอยู่หมัด บ่นพึมพำว่า “ช่วงนี้นายไม่ยอมให้ฉันอุ้มเลยด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็มาติดฉันขนาดนี้…ฉันเลยยังไม่ชินเท่าไหร่”
เจ้าเหมียวก้มหน้าลงเล็กน้อย ทันใดนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าดูรู้สึกผิด จากนั้นก็ ‘จุ๊บ’ เฉียวโม่อีกครั้ง
มันกำลังขอโทษ
“เมี้ยว เมี้ยว…”
มันยิ่งส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสารขึ้นเรื่อยๆ ฟังแล้วแทบให้ความรู้สึกเหมือนแมวที่กำลังจะถูกทิ้ง เฉียวโม่ได้ยินก็ทนไม่ไหว พูดอย่างประนีประนอมว่า “ก็ได้ พวกเราออกไปด้วยกัน”
อารมณ์ของเจ้าเหมียวพลิกจากมืดครึ้มเป็นแจ่มใสทันตา หูตั้งขึ้นทันที
เฉียวโม่หันหลังไปหยิบสายจูงจากลิ้นชัก ส่งสัญญาณให้เจ้าเหมียวอยู่นิ่งๆ
“เมี้ยว!” เจ้าเหมียวตกใจ ยังไงมันก็เคยเป็นมนุษย์มาตั้งยี่สิบปี จะให้ใส่ของแบบนี้ได้ยังไง
เฉียวโม่จับมันไว้อย่างไม่แรงไม่เบา “ถ้านายไม่ใส่ก็ออกไปกับฉันไม่ได้นะ”
เจ้าเหมียวผู้น่าสงสารหมดแรง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แมวจรในชุมชนมาออดอ้อนเฉียวโม่ มันก็เลย ‘เต็มใจ’ เดินไปข้างหน้าเขาอย่างจำใจ ยอมให้เฉียวโม่ใส่สายจูงอย่างว่าง่าย
บางทีสายจูงอาจเป็นสิ่งที่แมวเกลียดจริงๆ ก็ได้ มันสะดุ้งตกใจ สติสัมปชัญญะของมนุษย์กลับคืนมาอีกครั้ง
“เมี้ยว?”
เยี่ยนฉือรู้สึกถึงรสชาติของปลาแสนอร่อยที่ยังคงค้างอยู่ในปาก รู้สึกอยากกินอีกหน่อย เขาสำลัก มองไปรอบๆ ด้วยสายตาเฉียบคมทันที ท่าทางระแวดระวังเหมือนตอนที่เพิ่งรู้สึกตัว
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ปลาแห้งครึ่งตัวที่นอนอ้างว้างอยู่บนพื้นไม่ไกล
เยี่ยนฉือพูดไม่ออก ใส่ชามให้ฉันหน่อยไม่ได้หรือไงนะ พื้นมันสกปรกจะตายไป!
เยี่ยนฉือบ่นอยู่ในใจไม่หยุด สายจูงบนตัวเขาถูกเฉียวโม่ผูกไว้อย่างแน่นหนาแล้ว เยี่ยนฉือจับต้นชนปลายไม่ถูก ก่อนที่เขาจะทันได้แสดงความโกรธออกมา ก็เห็นเฉียวโม่อุ้มเขาขึ้นมาและพาไปที่ประตูแล้ว
เยี่ยนฉือตะลึง ?!
ก่อนคิดต่อว่า โอกาสมาถึงแล้ว!
เขาตื่นเต้นสุดขีด รีบนอนลงในอ้อมกอดของเฉียวโม่อย่างเชื่อฟัง ยอมกล้ำกลืนฝืนทน ทำตัวเป็นหลานชาย* อย่างไม่มีข้อแม้
เฉียวโม่มองเจ้าเหมียวที่ขยับตัวอย่างกระสับกระส่ายเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป มือขวาเขากำลูกบิดประตูไว้แล้วก็ปล่อย
“เสี่ยวเฮย”
“เมี้ยว?” เยี่ยนฉือเงยหน้ามอง
เฉียวโม่กำชับอย่างจริงจัง “ออกไปคราวนี้ห้ามไปทะเลาะกับลูกแมวตัวอื่นนะ”
พูดให้ชัดคือห้ามไปทำร้ายแมวตัวอื่น
“เมี้ยว?” แค่นี้เองเหรอ?
เยี่ยนฉือยังนึกว่าเรื่องอะไรซะอีก ตอนนี้เขาก็ไม่ใช่แมวจริงๆ สักหน่อย เขารู้จักแยกแยะน่า อีกอย่างอีกเดี๋ยวพวกเขาก็จะล่ำลากันแล้ว
เขาร้องตอบส่งๆ ไปสองที แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“เมี้ยว เมี้ยว!” อย่าลีลา รีบเปิดประตูเลย!
เยี่ยนฉือจะกระตือรือร้นขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเยี่ยนฉือคิดหนีออกจากอพาร์ตเมนต์ตลอดเวลา แต่สำหรับเขาแล้วการหนีนั้นเหมือนเป็นแค่การเพ้อฝัน
ทั้งหมดก็เพราะเฉียวโม่เป็นเจ้าของแมวที่มีความรับผิดชอบอย่างมาก
เฉียวโม่ได้ติดตั้งตาข่ายป้องกันแบบง่ายๆ ไว้ตรงหน้าต่างทุกบานที่สามารถเปิดได้ รวมทั้งมุมต่างๆ ของระเบียง เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าเหมียวกระโดดออกไปนอกหน้าต่างจนได้รับบาดเจ็บ
หนึ่งในนั้นมีหน้าต่างบานเล็กบานหนึ่งที่เคยถูกละเลย เฉียวโม่ยังแกะพัสดุส่งด่วนต่อหน้าเยี่ยนฉือ จากนั้นก็ติดตั้งตาข่ายป้องกันด้วยตัวเอง
เยี่ยนฉือพยายามจะขัดขวาง แต่กลับถูกเฉียวโม่จับใส่กรงแมวโดยอ้างว่าเขาซุกซนเกินไป เขาวิ่งพล่านอยู่ในกรง ประเดี๋ยวพัก ประเดี๋ยวด่า แล้วก็ดื่มน้ำให้ชุ่มคอ และวันเวลาก็ผ่านไปแบบนั้น
ในช่วงจังหวะคับขันเยี่ยนฉือเคยตัดสินใจอย่างกล้าหาญ…เขาจะเดินออกทางประตูหน้าอย่างสง่าผ่าเผย
แต่จนใจที่ประตูบ้านของเฉียวโม่ไฮเทคเกินไป…
เยี่ยนฉือก้มลงมองแผ่นเนื้อเล็กๆ ของอุ้งเท้าตัวเอง
จบกัน ดูเหมือนเขาจะกดปุ่มพวกนั้นไม่ไหว
แต่ไม่เป็นไร แค่หนีออกไปเอง ถ้าใช้วิธีนี้ไม่ได้ ก็ยังมีวิธีอื่นอีก
เยี่ยนฉือมั่นใจในตัวเองมาก คิดว่าเฉียวโม่คงตอบสนองช้ากว่าแมวแน่นอน เขาสังเกตเงียบๆ เตรียมจะพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสูงสุดทันทีที่เฉียวโม่เปิดประตู
ใครจะคิดว่าเฉียวโม่ที่ดูเหยาะแหยะกลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่วซะเหลือเกิน
ภายใต้สายตาของเฉียวโม่ เยี่ยนฉือไม่เคยหนีออกไปได้เลยสักครั้ง
ทุกครั้งที่ ‘การแหกคุก’ ของเขาล้มเหลว เฉียวโม่ยังมาคุยกับเขาด้วยเหตุผล แต่ถ้าเยี่ยนฉือยังคงร้อง ‘เมี้ยวๆ’ ใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ยอมให้ความร่วมมือ หรือทำตัวหยิ่งยโสเกินไป วันนั้นเฉียวโม่ก็จะห้ามไม่ให้เขากินปลาแห้ง
รู้สึกเหมือนเจ้านายเศรษฐีที่รังแกคนงานตัวเล็กๆ ยังไงยังงั้นเลย
โหดร้ายมาก!
เยี่ยนฉืออยากจะกรีดร้องโวยวาย ซึ่งเขาคลุ้มคลั่งและสติหลุดไปแล้วเรียบร้อย!
เขาเกลียดกรงเล็บที่ไร้พลังของตัวเอง!
เขาเกลียดปากอันตะกละตะกลามของตัวเอง!
เพื่อที่จะแปลงร่างกลับไปเป็นมนุษย์ไวๆ เขาจึงฉวยโอกาสตอนที่เฉียวโม่ออกไปทิ้งขยะในแต่ละวันแอบเข้าไปในห้องน้ำ แล้วปิดประตูเบาๆ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่ในห้องน้ำ แล้วผ่อนลมหายใจออก จากนั้นก็ย่อตัวยืดอก ยกอุ้งเท้าหน้าทั้งสองขึ้นมา
เขาทำท่าแบบเด็กเบียว* ที่คิดว่าตัวเองจะปล่อยพลังแปลงร่าง ตะโกนเสียงดัง ‘เมี้ยว!’
การแปลงร่างล้มเหลว
‘เมี้ยววว…’
การแปลงร่างยังคงล้มเหลว!
ล้มเหลวอยู่ทุกวัน!
เยี่ยนฉือคิด ไม่สิ…ท่านี้ก็เห็นๆ อยู่ว่าไป๋อี้หนิงเป็นคนสอนฉันมา
ไป๋อี้หนิงเคยบอกว่าน้องชายฝาแฝดของตัวเองในวัยเด็กสุขภาพไม่ดี มักจะกลายร่างเป็นลูกแมวอย่างควบคุมไม่ได้ พี่ชายร้ายกาจของเขาก็เลยสอนวิธีนี้ไว้ บอกว่าตราบใดที่มนุษย์สายพันธุ์แมวมีพลังใจมากพอ ก็จะสามารถควบคุมการแปลงร่างได้อย่างแน่นอน
แมวใหญ่สอนแมวเล็ก พูดคุยกันประสาแมวอาบน้ำร้อนมาก่อน ตามหลักแล้วไม่มีผิดแน่
เยี่ยนฉือหอบหายใจ พิงข้างโถส้วมอย่างหมดแรง สงสัยว่าตัวเองจะโดนหลอกเข้าให้แล้ว
แต่เขาก็จนตรอกเต็มที ถึงขั้นยอมลองทุกวิถีทาง ไม่อยากปล่อยมือจากความหวังแม้เพียงเสี้ยวเดียว
เขากัดฟันเชื่อว่าถ้าวันนี้ไม่สำเร็จก็ยังมีพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ไม่ไหวก็ยังมีวันมะรืน
สักวันหนึ่งต้องสำเร็จแน่นอน!
เพียงแต่ตอนที่แมวแปลงร่างกลับเป็นคนเขาจะเปลือยทั้งตัว เยี่ยนฉือเลยแอบเล็งไว้แล้วว่าจะขโมยเสื้อกับกางเกงตัวไหนของเฉียวโม่มาใส่
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงเฉียวโม่ให้ได้ต่างหาก ไม่อย่างนั้นถ้าอีกฝ่ายมาพบเห็นเข้า คงตกใจถึงขั้นเป็นลมล้มพับ หรืออาจกลายเป็นข่าวใหญ่โตครึกโครมขึ้นหน้าหนึ่งเลยก็ได้
เยี่ยนฉือตัดสินใจได้แล้วก็สูดหายใจเข้าลึก เขาจะเสี่ยงขนาดนั้นไม่ได้ เขาไม่มีทางเสี่ยงเอาความปลอดภัยของเหล่ามนุษย์สายพันธุ์แมวไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายเด็ดขาด
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เยี่ยนฉือยังไม่รู้
วันหนึ่งที่เขากำลังฝึกแปลงร่าง ประตูห้องน้ำที่ควรจะปิดอยู่กลับแง้มออกเล็กน้อย
ตรงช่องว่างระหว่างประตู กล้องมือถือกำลังแอบจับภาพลูกแมวที่พยายามแปลงร่างอย่างขยันขันแข็ง
ผู้แอบถ่ายไม่ได้ตกใจจนสลบ ทั้งยังไม่ได้คิดจะส่งเจ้าเหมียวขึ้นหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแต่อย่างใด เขาแค่อุทานออกมาว่า ‘เสี่ยวเฮยของฉันเป็นแมวที่น่ารักที่สุดในโลกเลย’
* ทำตัวเป็นหลานชาย หมายถึงการแสร้งทำตัวอ่อนแอ หวาดกลัวต่อสิ่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
* เบียว มาจากคำว่า ‘จูนิเบียว’ ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึงผู้ที่ชอบทำตัวเด่น เพ้อเจ้อ คิดว่าตนเองเจ๋ง หรือคิดว่าตนเองมีพลังพิเศษ
Comments



