everY
ทดลองอ่าน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1 บทที่ 9-12 #นิยายวาย
บทที่ 11
แย่แล้ว ฉันถูกบังคับให้รัก!
เยี่ยนฉือตกใจจนรู้สึกว้าวุ่นกับคำว่า ‘รัก’ ของเฉียวโม่ เขาหนีไปหลบใต้ร่มไม้ มองผีเสื้อตัวหนึ่งบินผ่านเหนือศีรษะไป แสงแดดที่เหมือนวงแหวนแสบตาส่องลงมาตรงกลางหน้าผาก ร้อนจัดจนทั้งคนทั้งแมวหายใจไม่ทั่วท้อง
เขาถามอย่างไม่สบอารมณ์
“เมี้ยว?” นายเสร็จแล้วหรือยังเนี่ย
เฉียวโม่ที่อยู่ไม่ไกลเหมือนจะจับความหมายของภาษาแมวได้คร่าวๆ จึงรีบเร่งมือ จัดเรียงปลาแห้งไว้ตามจุดที่ทางชุมชนกำหนด “อีกนิดเดียว!”
พอแดดอ่อนลงหน่อย แมวจรที่หิวโหยพวกนั้นก็จะทยอยกันมาหาอาหารที่นี่
ก่อนจะเลี้ยงเยี่ยนฉือ เฉียวโม่ก็มักจะมาให้อาหารพวกมันอยู่บ่อยๆ ทำให้แมวหลายตัวเข้ามาทำตัวสนิทสนมด้วยทันทีที่เห็นเฉียวโม่ แมวจรพวกนี้เดิมทีก็ไม่ค่อยกลัวคนอยู่แล้ว ใครดีกับพวกมันหน่อย พวกมันก็จะติดหนึบคนคนนั้นเหมือนกาว
ในสายตาของเฉียวโม่ การได้คลุกคลีกับสัตว์ตัวน้อยๆ ผ่อนคลายกว่าการอยู่กับคนมาก
ปลาแห้งในครั้งนี้ถือเป็นคำขอโทษแทนแมวของตัวเองก็แล้วกัน
เฉียวโม่กับเยี่ยนฉือเดินแถวเรียงหนึ่งกันกลับบ้าน ความสัมพันธ์ของทั้งสองในตอนนี้อาศัยแค่สายจูงเส้นเดียวเชื่อมโยงกันอยู่ ซึ่งเย็นยะเยือกจนแทบแตะจุดเยือกแข็ง เฉียวโม่ครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะง้อแมวยังไงดี ส่วนเยี่ยนฉือถึงจะโกรธง่ายแต่ก็หายเร็ว
ประเด็นคือตอนนี้เขาหิวแล้ว
วันนี้เยี่ยนฉือต้องต่อสู้แบบหนึ่งต่อสาม ใช้พลังงานมากเกินไป ทันทีที่กลับถึงบ้าน ท้องเจ้ากรรมที่หิวจนไส้แทบขาดก็ส่งเสียงน่าอับอายออกมา เยี่ยนฉือหันไปมองเฉียวโม่ทันที แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัว เขาก็ละสายตากลับมาเงียบๆ
ในกรณีแบบนี้ เขาคร้านจะสนใจเรื่องงอนง้ออีกแล้ว เพียงยกอุ้งเท้าแมวเดินอย่างสง่างามตรงไปนั่งลงข้างๆ ตู้เก็บปลาแห้งทันที
เขาทะนงตนเกินกว่าจะลดตัวไปขอข้าวใครกิน
ไหนๆ เฉียวโม่ก็อยากขังเขาไว้ อย่างนั้นเขาก็หวังว่าเฉียวโม่ควรหัดสังเกตเสียบ้าง
เฉียวโม่ไม่ได้เย็นชาเหมือนที่คนเขาลือกัน แถมยังอ่านสีหน้าแมวเก่งมากด้วย เขาทำอย่างที่เยี่ยนฉือต้องการโดยยื่นปลาแห้งที่เพิ่งซื้อมาอย่างรู้ใจ แถมยังวางชามอาหารแมวให้ด้วย พร้อมพูดว่า “กินสักนิดดีไหม”
เยี่ยนฉือก้มหน้ากินปลาแห้ง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะยื่นกรงเล็บผลักชามอาหารแมวออกไป
เฉียวโม่ครุ่นคิดหาวิธีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหยิบอาหารแมวออกมาจากกล่องพัสดุสองสามกระป๋อง เขาเปิดกระป๋องหนึ่งอย่างงุ่มง่าม ตักเนื้อบดออกจากกระป๋องครึ่งหนึ่งมาผสมกับอาหารแมว แล้วดันชามอาหารแมวไปข้างหน้า
“แบบนี้ล่ะ”
คราวนี้เยี่ยนฉือไม่แม้แต่จะขยับหัวด้วยซ้ำ เขายังคงจดจ่อกับการเคี้ยวปลาแห้ง กินหมดไปสองตัวติดต่อกัน จากนั้นก็เลียมุมปากอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนส่งสัญญาณขอเพิ่มจากเฉียวโม่
“เมี้ยว”
เฉียวโม่เปิดทูน่ากระป๋องที่เพิ่งซื้อมา ลองวางลงตรงหน้าเจ้าเหมียว
เมื่อเยี่ยนฉือได้กลิ่นหอมก็โน้มตัวลงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดเข้าไปคำหนึ่งอย่างรักษาน้ำใจ แต่แล้วดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นทันที
ไม่เลวเลยนี่!
เยี่ยนฉือกินทูน่ากระป๋องหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่คำ แถมยังอยากกินอีก
เฉียวโม่เข้าใจในทันที
ตกกลางคืน เฉียวโม่บดอาหารแมวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยไม้คลึงแป้งอย่างใจเย็น แล้วผสมลงไปในทูน่ากระป๋อง
เยี่ยนฉือชิมไปคำหนึ่งก็หยุด
เฉียวโม่กลั้นหายใจอย่างเป็นกังวล
เยี่ยนฉือเลิกคิ้ว ทันใดนั้นเขาก็พลิกชามอาหารแมวคว่ำลงอย่าง ‘ดุดัน’ ก่อนร้องเสียงดังด้วยความโกรธ
“เมี้ยว?” นายคิดว่าฉันแยกไม่ออกหรือไง
เฉียวโม่ “…”
วันที่สอง เฉียวโม่ผสมแซลมอนกระป๋องลงในอาหารแมว
เยี่ยนฉือคว่ำชามอีกครั้ง
วันที่สาม เฉียวโม่ผสมเนื้อไก่กระป๋องลงในอาหารแมว
เยี่ยนฉือก็คว่ำชามอีก
เฉียวโม่เช็ดพื้นจนเหนื่อยใจ อดไม่ได้ที่จะดุเจ้าเหมียวไปสองสามประโยค
เมื่อก่อนเวลาที่เจ้าเหมียวทำผิด เฉียวโม่ว่าเข้าหน่อยมันก็เชื่อฟังแล้ว
ตอนนี้เยี่ยนฉือไม่เพียงแต่ไม่ยอมสงบสติอารมณ์ แต่กลับยิ่งแผลงฤทธิ์กับชามอาหารของตัวเองอย่างไร้ความยับยั้งชั่งใจ ในฐานะแมวที่มีขอบเขตด้านศีลธรรม เขาจำต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะหนีไปจากที่นี่
เขาต้องกลายเป็นแมวที่ชวนหงุดหงิดเต็มขั้น เพราะเขาอยากให้เฉียวโม่โยนเขาออกไปด้วยตัวเอง!
เหมือนตอนเด็กๆ ที่เขาจงใจทำแก้วน้ำในบ้านแตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เยี่ยนฟางซานโยนเขาออกจากบ้าน
แม้เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววจะพัฒนาขึ้นเลย ยังคงใช้ลูกไม้เดิมๆ คว่ำชามอาหารแมวไม่หยุด ทั้งที่มันขัดกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขา แต่เฉียวโม่ก็ยังเปลี่ยนให้เขาถึงสามกระป๋อง ทั้งยังช่วยเขาเช็ดพื้นทุกวัน วันละสามเวลา
จนกระทั่งวันที่สี่
เฉียวโม่ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาอุ้มเจ้าเหมียวขึ้นมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เยี่ยนฉือดีใจ สำเร็จแล้วเหรอ
วินาทีต่อมาเฉียวโม่ก็ตบก้นเยี่ยนฉือสองครั้งดังเพียะๆ อย่างฉับพลันปานสายฟ้าแลบ เสียงนั้นดังชัดเจนเป็นพิเศษ
“ไม่กินก็ไม่กินสิ ทำไมต้องจงใจคว่ำชามด้วยล่ะ ช่วงนี้นายดื้อเกินไปแล้วนะ”
แล้วก็ตีเพียะๆ อีกสองที
เยี่ยนฉือมึนงงเพราะถูกตีก้นแบบไม่ทันตั้งตัว เขาไม่เคยถูกใครตีก้นมาก่อนเลย
เฉียวโม่ฟาดไปอีกสามทีอย่างไม่ลดละคิ้วถึงจะคลายลงเล็กน้อย ดูเหมือนว่าการขัดพื้นนี่จะทรมานไม่ใช่เล่น แต่เจ้าเหมียวในอ้อมแขนเฉียวโม่กลับเริ่มดิ้นพราด รวบรวมแรงแล้วพุ่งตัวไปหลบที่มุมห้อง ก่อนจะหันกลับมาคำรามลั่น
“เมี้ยวๆๆ? ม้าววว!” นายแตะต้องก้นฉันตั้งกี่รอบแล้วฮะ? ฝากไว้ก่อนเถอะ!
“เมี้ยววว…” ฉันขอเตือนว่านายเปิดประตูปล่อยฉันไปจะดีกว่านะ ไม่อย่างนั้น…
คำพูดดุดันของเยี่ยนฉือยังไม่ทันจบดีก็ถูกเฉียวโม่อุ้มขึ้นมาอีกครั้งอย่างง่ายดาย
เฉียวโม่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้มลงไปจูบหน้าผากเจ้าเหมียวสองทีอย่างมีชั้นเชิง
เยี่ยนฉือตัวแข็งทื่อ
นี่ถือเป็นการตบก้นแล้วลูบหลังรูปแบบหนึ่ง แต่การ ‘ลูบหลัง’ นี้สำหรับเยี่ยนฉือที่ได้สติสัมปชัญญะของมนุษย์กลับคืนมาแล้วนั้น มันเหมือนการทรมานที่แสนหวาน
เพราะว่าเขาหลงใหลในรูปลักษณ์ของเฉียวโม่จริงๆ เข้าแล้ว…
เขาหงุดหงิดกับตัวเองในเรื่องนี้มาก
หลังจากผ่านช่วงเวลาหลายวันกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเจ้าเหมียว เฉียวโม่ก็เริ่มจับทางได้บ้างแล้ว เขามั่นใจว่าเจ้าเหมียวยังรักเขามาก ถึงจะโกรธก็ไม่เคยกล้ากัดเขาจริงๆ สักที
เขายังค้นพบอีกว่าช่วงหลังมานี้ขอเพียงเขาจูบมัน เจ้าเหมียวตัวนี้ก็จะสงบลง
เฉียวโม่ตระหนักได้ในทันที พร้อมกับได้ข้อสรุปว่า จูบน้อยไปนี่เอง พอจูบมากหน่อยก็เชื่อฟังแล้ว
ในบ้านหลังนี้ ถ้าปัญหาไหนแก้ได้ด้วยการจูบล่ะก็ เฉียวโม่ไม่มีวันพลาดเด็ดขาด
เฉียวโม่โน้มตัวเข้าไปหาอย่างปลื้มอกปลื้มใจ เขาจูบหัว จูบหู แล้วก็จูบแก้มของเจ้าเหมียวดังจุ๊บๆๆ อยู่หลายรอบจนมันเริ่มมึนงงไปหมด
เยี่ยนฉือทรุดตัวลงบนโซฟาด้วยสายตาว่างเปล่า เขาไม่เคยต้องทนกับความอัปยศอดสูแบบนี้มาก่อนในชีวิต
เขาอยากหนี อยากดิ้นพราด แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นเพียงลูกแมวน้อยที่ไม่มีแม้แต่แรงจะมัดไก่ด้วยซ้ำ จึงทำได้เพียงปล่อยให้มนุษย์ผู้ทรงพลังตรึงแขนขาไว้และ ‘เหยียดหยาม’ เขาอย่างโหดร้าย
แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงเป็นข้ออ้างจากปากของเขาเท่านั้น
ใบหน้างดงามของเฉียวโม่โน้มเข้ามาใกล้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า ริมฝีปากอ่อนนุ่มแตะใบหน้าของเขาแล้วผละออก แล้วแตะอีกครั้ง วนแบบนี้ซ้ำๆ จนทำให้จังหวะหัวใจที่เต้นปกติของเขากลายเป็นช้าลง จากช้าลงก็เต้นระรัวอย่างรวดเร็ว ราวกับการตีกลองเคาะฆ้องดังลั่นจนหูแทบหนวก
เยี่ยนฉือกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พอหดคอก็ถูกจุ๊บเบาๆ หนึ่งที เขาเสียจูบแรกของเขาไปซะแล้ว
หัวใจของเยี่ยนฉือแทบจะหลุดออกมาจากคอ มันเต้นแรงเหมือนถูกช็อตด้วยเครื่องกระตุกไฟฟ้า
สมองของเขาทึ่มทื่อไปโดยสิ้นเชิง
จบกัน
“เมี้ยว…” เขาส่งเสียงออกมาจากลำคอแผ่วเบา ฟังดูหวานๆ เนือยๆ เหมือนแมวที่หมดแรงจะอวดดีอีกต่อไป
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะยอมกินอาหารแมวแต่โดยดี และจะกินสามชามต่อมื้อเลยด้วย
เฉียวโม่ฟังไม่เข้าใจ เมื่อเขาเห็นว่าเจ้าเหมียวสงบนิ่งลงก็มั่นใจว่าตัวเองกล่อมมันสำเร็จแล้ว
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก มองสำรวจเจ้าเหมียวอย่างละเอียด
จากนั้นเฉียวโม่ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขายิ้มอย่างเขินอายผิดปกติ
ร่างแมวของเยี่ยนฉือสั่นสะท้าน ลางสังหรณ์ไม่ดีเข้าจู่โจม
มนุษย์กับแมวสบตากัน
สามวินาทีต่อมาเฉียวโม่ก็ซุกทั้งใบหน้าของตัวเองลงบนท้องปุกปุยของเยี่ยนฉือ แล้วสูดกลิ่นอย่างแรงหนึ่งที
นี่คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ‘เติมแมว’
สมองของเยี่ยนฉือระเบิดออกเหมือนภูเขาไฟปะทุ ราวกับมีกระแสน้ำเชี่ยวกรากไหลทะลัก ซัดสาดความคิดของเขาจนราบเป็นหน้ากลอง
ในเวลานี้เองสมองของเยี่ยนฉือมีเพียงประโยคเดียว
แย่แล้ว ฉันถูกบังคับให้รักเขาซะแล้ว
เยี่ยนฉือ จบกัน
เฉียวโม่ เติมแมวแล้วฟินชะมัดเลย อยากสูดอีกจัง!
ที่แท้ความสุขความทุกข์ของคนกับแมวในโลกใบนี้ไม่เคยตรงกันเลย
Comments



