everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 87-88 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ
อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน
และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 87 ของขวัญปลอกคอ
“ตรวจสอบ?” ฉินอีอวี๋หัวเราะ “ฉันไม่เข้าใจ ตรวจสอบเรื่องอะไร”
หนานอี่บีบคางเขาไว้ พูดทั้งสีหน้าเย็นชา “ห้ามย้อนถาม ตอบผมมาว่าใช่หรือไม่ใช่”
ถึงในใจฉินอีอวี๋จะนึกสงสัย แต่เขาก็ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองถูกจับพิรุธได้ยังไง นักร้องหนุ่มยังคงยิ้มพลางเลิกคิ้วสูง ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า “ใช่” เขาถึงขั้นจงใจพูดยั่วด้วยว่า “ฉันตรวจสอบเรื่องของนายก็จริง แต่ต้องยอมรับว่ามันแทบไม่ได้อะไรเลย”
สีหน้าของหนานอี่เหมือนจะเยียบเย็นกว่าเดิม “คุณรู้อะไรบ้าง”
ความจริงนี่ไม่ใช่ฉากการเปิดใจคุยกันอย่างที่ฉินอีอวี๋วาดหวังไว้ แต่การเปิดใจคุยกับหนานอี่แต่ละครั้งล้วนห่างไกลจากภาพที่เขาคิดไว้ตลอดจนฉินอีอวี๋เริ่มชิน นอกจากนี้ตัวเขารู้ดีว่าถึงตอนนี้หนานอี่จะทำท่าทำทางดูเย็นชา แต่ความจริงอีกฝ่ายกำลังใกล้จะทรุดเต็มที แล้วแบบนี้เขาควรสงวนท่าทีให้หนานอี่มีพื้นที่คุมเกมได้หรือควรผลักดันไปให้สุดเพื่อให้หนานอี่ระบายความในใจออกมาทั้งหมดดี
“บอกมา” หนานอี่จ้องหน้าเขา
สุดท้ายฉินอีอวี๋ก็เลือกอย่างหลัง “ฉันรู้ว่านายเข้าร่วมการประกวดนี้เพราะมีจุดประสงค์อย่างอื่น” นักร้องหนุ่มคอยสังเกตสีหน้าหนานอี่อยู่ตลอด “และฉันรู้ด้วยว่านายตั้งใจจะทำอะไรบางอย่างเพื่อญาติของนาย…”
“พอ” หนานอี่ร้องห้ามออกมาทันที
แต่ฉินอีอวี๋ไม่อยากให้หนานอี่ต้องแบกรับเรื่องทุกอย่างเอาไว้คนเดียวอีก เขาถามว่า “ฉันพูดถูกหรือเปล่า”
หนานอี่ไม่ตอบ มือเบสหนุ่มหลุบตาลงแล้วพลันยิ้มบางๆ ท่ามกลางแสงหรุบหรู่ เส้นผมและเสื้อผ้าของหนานอี่เป็นสีดำสนิท ในขณะที่ลำคอกับกระดูกไหปลาร้าขาวจัด ส่วนดวงตาซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวที่พ้นไปจากโทนสีขาวดำ ตอนนี้ถูกขนตาบดบังไว้ หนานอี่งอขาข้างหนึ่งขึ้นแล้วพาดแขนไว้บนหัวเข่า มือเรียวปิดหน้าไปเกินครึ่ง อำพรางรอยยิ้มของตัวเองไว้
“หนานอี่” ฉินอีอวี๋เรียกชื่อเขาเบาๆ ขืนปล่อยให้เรื่องเป็นแบบนี้ต่อไป นายต้องบ้าแน่
หนานอี่ช้อนตาขึ้นก่อนจะเอามือเท้าคาง เขาหยุดยิ้มขณะที่ตามองฉินอีอวี๋ “คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”
ฉินอีอวี๋แจกแจงสมมติฐานของตัวเองออกมาอย่างละเอียด แต่มีเรื่องเดียวที่เขาพยายามเลี่ยง นั่นคือคดีกราดยิงเมื่อสามปีก่อน
หลังฟังเรื่องทั้งหมดที่เขาเล่าจบ หนานอี่ก็นิ่งไปนานมาก เหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจเรื่องทุกอย่าง แต่ข้อมูลพวกนี้คงมากเกินไปสำหรับคนเมา
ในสมองของหนานอี่มีรายชื่อที่เขาเฝ้าคิดวางแผนจัดการมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาหลายปีวนเวียนอยู่ ก่อนที่รายชื่อพวกนั้นจะจมหายเข้าไปในถ้ำที่ไร้จุดสิ้นสุด กระทั่งฉินอีอวี๋เรียกชื่อเขาอีกครั้งด้วยชื่อ “เสี่ยวอี่”
ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้หนานอี่หูแว่วได้ยินน้ำเสียงคุ้นหูของใครอีกคนแทรกอยู่ในเสียงของฉินอีอวี๋ ซึ่งสองคนนี้ล้วนเป็นคนสำคัญที่สุดของเขา หนานอี่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หนึ่งครั้งเพื่อเรียกสติก่อนหันไปมองฉินอีอวี๋ “คุณคิดยังไง”
“อะไรคือฉันคิดยังไง” ฉินอีอวี๋เสริมว่า “นี่ไม่ใช่การย้อนถามนะ ฉันแค่อยากให้นายพูดให้เคลียร์หน่อย”
“ไม่ผิด คุณเดาถูก” หนานอี่ขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อสัมผัสใบหน้าของฉินอีอวี๋อย่างอ่อนโยนพลางพูดเสียงเบาหวิว “ผมตั้งใจจะแก้แค้น ผมคอยจับตาดูคนพวกนั้นเหมือนปีศาจร้ายหมายเอาชีวิต คอยวนเวียนอยู่รอบตัวพวกเขามานานหลายปีเพื่อเอาคืน การตายมันง่ายเกินไป ผมอยากให้ไอ้พวกสวะ เดนมนุษย์สมองกลวงพวกนั้นพินาศย่อยยับกันให้หมด ผมจะทำให้พวกมันได้รู้รสความเจ็บปวดของการสูญเสียทุกอย่างและทรมานกว่าผมเป็นหมื่นเท่า”
“…”
“คุณคิดยังไงกับเรื่องพวกนี้” หนานอี่ถามพร้อมหัวเราะเบาๆ
ฉินอีอวี๋มองหน้าหนานอี่ด้วยสีหน้านิ่งสนิท เขาอยากบอกว่า ‘นายด่าคนได้โคตรหล่อจริงๆ’ แต่ถ้าเขาพูดแบบนี้ มันคงไม่ค่อยถูกกาลเทศะเท่าไหร่ “ฉันคิดยังไงเหรอ ฉันอยากช่วยนาย”
นักร้องหนุ่มทำหน้าจริงจัง ร่างสูงที่พิงกับหัวเตียงขยับตัวโน้มมาด้านหน้า เข้าไปใกล้จนเกือบจูบหนานอี่ได้ “ฉันช่วยนายได้และฉันมีประโยชน์มาก หนานอี่ ฉันอาจจะยังไม่รู้ว่าแผนของนายคืออะไร แต่ฉันโอเคกับทุกอย่าง นายอยากเปิดโปงพวกนั้น? หรือฆ่าพวกมันทิ้ง? ได้หมดเลย ไม่มีอะไรสำคัญทั้งนั้น ประเด็นสำคัญคือฉันคือดาบที่เหมาะมือนายที่สุด”
ดวงตาของหนานอี่ฉายแววไม่คาดฝัน เขามึนงงจนต้องย่นหัวคิ้ว
“นายเชื่อใจฉันได้” ฉินอีอวี๋ว่า
“คุณอย่าแม้แต่จะคิด” หนานอี่ถอยห่างพลางยื่นมือไปผลักฉินอีอวี๋ให้ออกห่างจากตัว แสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธอย่างชัดเจน
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนฝันร้ายที่เขากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นมากที่สุด แต่ตอนนี้สมองของเขากำลังสับสน เมื่อศักยภาพในการคิดถูกฤทธิ์แอลกอฮอล์กัดกร่อนไปเกินครึ่ง ทำให้เขาคิดหาวิธีหยุดฉินอีอวี๋ไม่ได้
หนานอี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเด็กน้อยที่พอเจอเรื่องเจ็บช้ำน้ำใจแล้วคว้าอะไรได้เป็นต้องปาทิ้ง เขาเลยหาเรื่องพูดไปเรื่อยว่า “ถ้าคุณเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของผมอีก ชาตินี้ผมจะไม่ยอมบอกคุณว่าจูบแรกของผมเป็นใคร”
แต่ใครจะรู้ว่าฉินอีอวี๋ฟังจบแล้วจะยิ้มเหมือนโกรธจนขำ “นายคิดจริงๆ เหรอว่าฉันซีเรียสเรื่องนี้”
หนานอี่กะพริบตาช้าๆ ไม่พูดอะไรต่อ
“จริงอยู่ที่ฉันชอบนายแล้วต้องคิดมากกับเรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อย เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะมีความเห็นแก่ตัว หวังว่าคนที่เราชอบจะเป็นของเราคนเดียว” ฉินอีอวี๋พูดจบก็ยื่นมือออกไปจับเสื้อของหนานอี่ แววตาเปลี่ยนไป “แต่ฉันรักนาย เทียบกับสวัสดิภาพของนายหรือสิ่งที่นายอยากทำจริงๆ แล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ได้มีค่าเลยสักนิด อย่าว่าแต่จูบแรกเลย ต่อให้เป็นคืนแรก ไม่สิ ต่อให้นายไม่ใช่แฟนฉัน แต่เป็นแฟนคนอื่น ขอแค่ฉันรักนาย ฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้นายไปทำเรื่องเสี่ยงๆ พวกนั้นคนเดียวเหมือนกัน!”
คำพูดยาวเหยียดของฉินอีอวี๋ทำให้สมองของหนานอี่แทบหยุดทำงาน ตอนแรกสมองเขาค้างเพราะฉินอีอวี๋บอกว่าไม่ซีเรียส เนื่องจากคำนี้เหมือนก้อนอิฐที่ฟาดใส่ศีรษะของเขา แต่พอฟังๆ ต่อไปอีกสักพัก หนานอี่ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ว่าฉินอีอวี๋ไม่แคร์เขา ในจังหวะที่มือเบสหนุ่มเริ่มหายมึน เขาก็ได้ยินว่า ‘เป็นแฟนคนอื่น’ ตามมาด้วย ‘ฉันรักนาย’ ทำเอาเขางงไปหมด
ผมจะไปเป็นแฟนคนอื่นได้ยังไง ถ้าผมเป็นแฟนคนอื่น คุณก็จะยังรักผมอีกเหรอ คุณยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า
แม้หนานอี่จะไม่เข้าใจคำพูดในช่วงแรก แต่เขาก็ได้ยินคำพูดในประโยคสุดท้ายชัด ที่ฉินอีอวี๋บอกว่าจะไม่ยอมฟังเขา
หนานอี่โมโหจนหน้ามืดเลยหยิบยกคำพูดที่เขาคิดว่าแรงที่สุดขึ้นมาขู่ “ถ้าคุณเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ผมจะ…”
“หยุด” จู่ๆ ฉินอีอวี๋ก็ยกมือที่ถูกมัดขึ้นมาแล้วใช้นิ้วกดริมฝีปากหนานอี่ นักร้องหนุ่มทำหน้าจริงจังระคนอ่อนใจขณะบอกเขาว่า “คุณตำรวจเล่นสนุกได้นะครับ จะสอบปากคำหรือลงโทษอะไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าคุณอารมณ์ไม่ดีจะทำอะไรผมก็ได้ แต่ห้ามพูดคำนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน เพราะพอคุณหลุดปากพูดคำนี้ออกมาแล้ว ผมเสียใจจริงๆ นะ”
หนานอี่มองหน้าเขาโดยไม่พูดอะไร แต่สายตาที่เปลี่ยนไปของมือเบสหนุ่มทำให้ฉินอีอวี๋รู้ว่าหนานอี่ได้ยินสิ่งที่เขาบอก ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มมีน้ำตารื้น ดูเหมือนขวดแก้วใสๆ ที่ถูกทุบแตกกลางแดดจ้า
ฉินอีอวี๋กลัวที่จะเห็นหนานอี่เป็นแบบนี้ที่สุด นักร้องหนุ่มจึงรีบยอมแพ้ทันที “โอเค ฉันรับปาก ฉันรับปากแล้ว อย่าร้องไห้เลยนะ โอเคไหม”
แต่หนานอี่ยังคงมองเขาอยู่แบบนั้นเหมือนเดิม
ฉินอีอวี๋ว่า “แกะเข็มขัดออกให้หน่อยสิ ฉันอยากกอดนาย”
“ไม่”
ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ ฉินอีอวี๋เพลียใจแต่ก็ยังพยายามขยับเข้าไปหาอีกฝ่าย เขายื่นมือทั้งสองข้างที่ถูกมัดไว้ไปคล้องตัวหนานอี่เพื่อดึงมือเบสหนุ่มเข้ามากอด “นายทำอะไรฉันไม่ได้หรอก” พูดจบฉินอีอวี๋ก็จูบเปลือกตาหนานอี่ “ทำไมถึงดื้อนักนะ ถือว่าจับฉันอยู่แล้วใช่ไหม”
เขาพูดพลางเอียงศีรษะ พยายามจะยื่นหน้าไปจูบอีกฝ่าย แต่ขยับเข้าไปยังไม่ทันถึงริมฝีปาก หนานอี่ก็ยกแขนของเขาขึ้นแล้วหนีออกไปจากวงแขนนักร้องหนุ่ม
ฉินอีอวี๋ทำหน้างง กะพริบตาปริบๆ “ยังไม่ได้จูบเลย”
แต่หนานอี่กลับลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เขาเปิดตู้ รื้อค้นของข้างในอยู่เป็นนานสองนาน สุดท้ายก็ได้เนกไทสีดำมาหนึ่งเส้น มือเบสหนุ่มถือเนกไทเส้นนั้นไว้ในมือ มองมันอยู่พักหนึ่งก่อนเดินย้อนกลับมาที่เตียง ท่าเดินของเขาทำให้ฉินอีอวี๋มั่นใจว่าหนานอี่เมาแน่ๆ แถมยังเมาหนักด้วย
“แค่เข็มขัดยังไม่พออีกเหรอ” ฉินอีอวี๋คิดไม่ถึงว่าหนานอี่จะเล่นเขาจริงๆ “หรือนายจะมัดขาฉันด้วย?”
หนานอี่กลับมานั่งที่เตียงโดยไม่พูดอะไรสักคำ ทว่าตอนที่เขายื่นมือมา เป้าหมายกลับไม่ใช่ขา แต่เป็นดวงตา
ฉับพลันนั้นภาพทุกอย่างก็มืดดับ ฉินอีอวี๋มองไม่เห็นอะไรเลย “นายจะปิดตาฉันทำไม ไม่อยากให้ฉันมองนายเหรอ งั้นนายก็เอาฉันไปสอบปากคำในห้องมืดเลยสิ”
ปากของฉินอีอวี๋ยังคงไม่มีหูรูดเหมือนเดิม แต่ระหว่างที่กำลังพูดอยู่ เขาก็กลัวว่าหนานอี่จะรำคาญแล้วหาอะไรมาปิดปากตัวเอง ถึงตอนนั้นเขาจะทำยังไง “ที่รัก ถ้านายไม่อยากฟังฉันพูดก็ปิดปากฉันได้นะ หรือจะจูบฉันก็ได้ แต่อย่าเอาเสื้อมาอุดปากฉันได้หรือเปล่า”
หนานอี่ไม่ตอบ ในห้องเงียบมาก เงียบจนฉินอีอวี๋สงสัยว่าหนานอี่หนีไปแล้วหรือเปล่า หรือมือเบสหนุ่มจะยืนแล้วใช้ดวงตาสวยๆ คู่นั้นมองเขาอยู่ที่ข้างเตียง แต่ไม่นานในห้องก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบ เสียงเหมือนคนรื้อตู้หาของ
“หาอะไรอยู่น่ะ” ฉินอีอวี๋หันหน้าไปทางต้นเสียง “เสี่ยวอี่ แก้มัดให้ฉันหน่อยสิ เดี๋ยวฉันช่วยหา นายดื่มเยอะขนาดนั้น สายตาน่าจะไม่โอเค”
เสียงหาของดังต่อเนื่องอยู่นานมากจนฉินอีอวี๋นึกสงสัยว่าหนานอี่จะค้นทั้งห้องเลยหรือเปล่า และในที่สุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างก็หยุดลง
มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่เตียงจะยวบลงเล็กน้อย ในที่สุดเสียงของหนานอี่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง มือเบสหนุ่มพูดช้ากว่าปกติแต่ฟังดูโรคจิตกว่าเดิม “บางครั้ง…ผมก็อยากมัดคุณไว้จริงๆ จับใส่กุญแจมือ ล่ามโซ่ ขังไว้ในที่ที่จะไม่มีใครหาเจอ”
ปลายนิ้วเยียบเย็นลากจากแก้มของเขาลงไปยังเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอ ต่อไปที่กระดูกไหปลาร้า
ไม่นานฉินอีอวี๋ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างฉีกขาด เสียงนั้นคล้ายกระดาษห่อของ ต่อจากนั้นสองมือของหนานอี่ก็วกกลับมาพร้อมบางสิ่งที่เย็นจัดเหมือนทำจากโลหะ ก่อนจะเอามันมาพันรอบคอเขา ทำเอาฉินอีอวี๋ขนลุกซู่
เขารับรู้ได้ว่ามือของหนานอี่อ้อมไปที่หลังคอเขาเพื่อเกี่ยวตะขอให้ เสร็จสรรพหนานอี่ก็ใช้ปลายนิ้วกดบริเวณคอหอยของนักร้องหนุ่ม คล้ายกำลังยืนยันอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็บอกว่า “พอดีเป๊ะ”
ฉินอีอวี๋ก้มศีรษะลง เนกไทที่ปิดตาอยู่ทำให้เขามองไม่เห็น แต่เมื่อคางสัมผัสกับมือของหนานอี่ นักร้องหนุ่มจึงจูบมืออีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ “นายซื้อปลอกคอให้ฉันจริงเหรอ หนานอี่ ดูท่านายจะชอบอะไรแบบนี้จริงๆ นะ แล้วไงต่อ อยากทำอะไรอีก มีพร็อพอย่างอื่นอีกไหม…”
ไม่รอให้ฉินอีอวี๋พูดจบ นิ้วเรียวของหนานอี่ก็สอดเข้ามาในโพรงปาก หยุดคำพูดที่เหลือไว้
หนานอี่จะเอาแบบนี้จริงเหรอ พอเมาแล้วเขาไม่เหมือนเดิมจริงๆ
ตอนแรกฉินอีอวี๋จับต้นชนปลายไม่ถูกเลยค่อนข้างว้าวุ่น คิดไม่ถึงว่าหนานอี่จะเป็นฝ่ายเอาตัวเองมาประเคนให้ ใจของฉินอีอวี๋ลิงโลดขึ้นมาทันที เขาอมนิ้วของหนานอี่ไปจนถึงโคนนิ้ว โดยที่ลิ้นจำแนกได้ว่านิ้วนี้คือนิ้วมือขวา เป็นนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ซึ่งเป็นปลายนิ้วที่มือเบสต้องใช้เป็นประจำ
มีกลิ่นสนิมเหล็กนิดๆ เป็นกลิ่นที่ติดมาจากการใส่ปลอกคอให้เขาเมื่อกี้หรือเปล่า ปกติปลอกคอมันต้องทำจากหนังไม่ใช่เหรอ ทำไมเจ้าหนูคนนี้ถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ ถึงขั้นทำห่วงคอมาล็อกเขาไว้
ฉินอีอวี๋สังเกตเห็นว่าการล่อลวงของตัวเองได้ผล เพราะนิ้วของหนานอี่สอดเข้ามาในโพรงปากเพื่อกดลิ้นของเขาไว้อย่างหยาบคายผิดไปจากปกติ
แต่ไม่นานมือข้างนั้นก็ดึงออกไป
ฉินอีอวี๋ไอค่อกแค่ก ก่อนจะถามยิ้มๆ ว่า “ชอบไหม” แต่หนานอี่ไม่ตอบ
ในห้องมีเสียงอะไรบางอย่างหล่น คล้ายพวกเสื้อผ้า จากนั้นก็มีเสียงเปิดลิ้นชัก เหมือนหนานอี่จะหยิบอะไรบางอย่างออกมา ฟังจากเสียงดังแกร๊กของฝากล่องที่ถูกเปิด
เนกไทสีเข้มมากจนฉินอีอวี๋มองไม่เห็นอะไรเลย เมื่อความอยากรู้อยากเห็นของเขาถูกตีกรอบ นักร้องหนุ่มก็ไม่เหลือมาดเอ้อระเหยลอยชายอย่างที่ผ่านมาและเริ่มร้อนรนกระวนกระวาย หัวใจเต้นถี่เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนแผ่นหลังมีเหงื่อบางๆ ผุดซึม
บรรลัยแล้ว ท่ามกลางความมืดมิด ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในสมองของฉินอีอวี๋
แต่หนานอี่ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวเขา ไม่แม้แต่จะจูบเขา เอาแต่เมินฉินอีอวี๋อยู่แบบนั้น สุดท้ายก็กลายเป็นฉินอีอวี๋ที่ทนไม่ไหว เพราะแบบนี้มันน่ากลัวเกินไป เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีช่วงเวลาแบบนี้ด้วย
แต่ไม่นานฉินอีอวี๋ก็ได้ยินเสียงหอบเบาๆ ที่ทำให้เส้นประสาทอันตึงเครียดในสมองเกร็งหนักขึ้น
นักร้องหนุ่มเข้าใจว่าตัวเองคิดมากไปหรือไม่ก็หูฝาด แต่มันมีเสียงน้ำดังมาซ้ำๆ
หนานอี่บ้าไปแล้วเหรอ
ฉินอีอวี๋ได้ยินเสียงหอบเบาๆ เหมือนหนานอี่กำลังอดทนต่อความเจ็บปวด เสียงลมหายใจขาดห้วง เดี๋ยวดังเดี๋ยวหาย
ตอนนี้นิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือขวาที่ฉินอีอวี๋อมไว้ในปากก่อนหน้ากำลังพยายามมุดเข้าไปในช่องทางเล็กๆ ด้านล่าง สารหล่อลื่นถูกบีบออกมาเยอะมากจนเปียกโชกไปทั่ว ของเหลวเหนียวเหนอะไหลจากโคนขาลงมาที่ต้นขา ลามไปถึงน่องขาวราวหิมะ
เนื่องจากหนานอี่ทำไม่เป็น แถมตอนนี้ยังเมา ร่างกายท่อนล่างก็ลื่นมาก มือเบสหนุ่มเลยเผลอทำนิ้วหลุดออกมาจากช่องด้านหลัง กว่าจะสอดกลับเข้าไปได้อีกพักใหญ่
ความผิดพลาดนี้ทำให้หนานอี่เงยหน้าขึ้นมองให้ชัดว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่กลับเห็นฉินอีอวี๋คลายเนกไทที่ปิดตาอยู่ออกแล้ว
นักร้องหนุ่มเบิกตาโต เนกไทพาดอยู่ที่หูกับมือที่ยกค้างไว้โดยไม่ได้เอาลง ทำให้เขาดูเหมือนกำลังขวัญกระเจิง
ทว่าหนานอี่กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวราวกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ได้กลืนกินความขัดเขินของเขาไปจนหมด
“ใครให้คุณเอาเนกไทออกฮะ” หนานอี่คอแดงแต่สีหน้ายังคงไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมามากนักเหมือนเช่นเคย มือเบสหนุ่มหยุดชะงักแล้วเอียงศีรษะ เอาหูแนบกับไหล่ซ้าย ก่อนจะเหยียดขาออกไปกดร่างกายส่วนล่างที่พองตัวขึ้นมาของฉินอีอวี๋เหมือนเป็นการลงทัณฑ์
“อื้อ…” เหงื่อผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากของฉินอีอวี๋
“คุณแข็งแล้วเหรอ” น้ำเสียงของหนานอี่ล่องลอยทั้งยังแผ่วเบา หน้าตาจริงจังระคนอยากรู้อยากลอง สายตาเลื่อนกลับมาที่ใบหน้าของฉินอีอวี๋ หนานอี่จ้องหน้าเขาพลางใช้ปลายเท้ากดแรงกว่าเดิม “ใครอนุญาต”
ฉินอีอวี๋ถูกเขาไล่บี้จนสติหลุด “เสี่ยวอี่ นาย…”
“ชู่ว์…ดูอย่างเดียวพอ ห้ามส่งเสียง” หนานอี่ก้มหน้า ชำแรกนิ้วเข้าไปในเป้าหมายแล้วขยับสองสามที แต่ดูเหมือนจะยังไม่สำเร็จ มือเบสหนุ่มรู้สึกเวียนศีรษะและอึดอัดมาก
“ทำไมผมถึงยังไม่มีอารมณ์นะ…” หนานอี่พึมพำเบาๆ เหมือนอยากรู้ต้นตอของปัญหา “เพราะผมตายด้านไปแล้ว? หรือ…นิ้วมีปัญหา”
หนานอี่ที่กำลังเมามีความอดทนต่ำกว่าปกติมาก มือเบสหนุ่มดึงนิ้วออก ยันตัวลุกขึ้นนั่งคุกเข่าบนเตียง ก่อนจะขยับมาอยู่ตรงหน้าฉินอีอวี๋แล้วดึงกางเกงนักร้องหนุ่มให้ร่นต่ำ พร้อมใช้นิ้วเกี่ยวขอบกางเกงชั้นในลงให้ส่วนแข็งขืนที่อยู่ด้านในดีดตัวออกมา
“เสี่ยวอี่ นายดื่มเยอะเกินไปแล้วจริงๆ” มาถึงขั้นนี้แล้วฉินอีอวี๋ไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้อีก เขาไม่เคยเห็นหนานอี่โหมดนี้มาก่อนเลยเพ่งมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคร่งเครียดเป็นพิเศษ
หนานอี่ไม่สนใจอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งกดบนส่วนแข็งขืนของฉินอีอวี๋ ส่วนอุ้งมืออีกข้างก็กุมส่วนหัวเพื่อใช้ของเหลวที่ไหลออกมาทำมือให้เปียก ก่อนรวบโคนแท่งเนื้ออีกครั้ง
มือเบสหนุ่มไม่รู้จักหนักเบาเลยจับค่อนข้างแรง ทำเอาฉินอีอวี๋หลุดเสียงครางฮือ
“เบาหน่อยสิ นายคิดจะทำอะไร…”
“เอาคุณไง” หนานอี่ตอบพลางเคล้นคลึงส่วนนั้นของเขา แต่ปลายยอดยังไม่ทันโดนมือก็ชุ่มด้วยน้ำหล่อลื่นที่มีมากจนไหลย้อยลงมา น้ำเหนียวๆ ใสๆ เปื้อนตำแหน่งที่เป็นส่วนตัวที่สุดของทั้งสองคน
“แบบนี้ไม่โอนะ” ฉินอีอวี๋ยกมือกระตุกเสื้อหนานอี่
“คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” เสื้อไหมพรมของเขาถูกดึงจนเบี้ยว เผยให้เห็นบ่าแดงเรื่อ
“เดี๋ยวก่อน” ฉินอีอวี๋ลดมือลงไปจับก้นหนานอี่พลางพูดเสียงเบา “ถ้าไม่ขยายช่องทางให้ดี เข้าไปแล้วมันจะล่มเอานะ”
“ปล่อย”
“เจ้านายครับ ให้ผมช่วยคุณเถอะนะ” ฉินอีอวี๋เอนร่างกายท่อนบนเข้าไปพรมจูบไหล่เปลือยของหนานอี่ ไล่ไปถึงซอกคอ พูดด้วยน้ำเสียงหอบนิดๆ “โอเคไหม”
นักร้องหนุ่มฉวยโอกาสตอนที่หนานอี่กำลังลังเล ใช้นิ้วคลำไปถึงรอยจีบแล้วกดเบาๆ ก่อนจะสอดนิ้วแรกเข้าไปลึกๆ ไม่นานก็เจอจุดที่อ่อนไหว ฉินอีอวี๋ได้ขยี้จุดนั้นแรงๆ หลายครั้ง
พอได้ยินเสียงหนานอี่เริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่พร้อมทั้งหายใจหอบ ฉินอีอวี๋ก็ยิ้มเลียนแบบหนานอี่เมื่อกี้ “ชู่ว์…นายอยากให้เหยียนจี้กับฉือจือหยางได้ยินหรือไง”
“หุบปาก…” หนานอี่ก้มหน้า ตั้งใจจะจูบปิดปากฉินอีอวี๋ แต่นักร้องหนุ่มกลับหลบแถมยังจงใจใช้นิ้วกระแทกแรงขึ้น ส่วนมือซ้ายที่ถูกมัดติดกับมือขวาก็ขยับนวดเฟ้นถุงเนื้อของอีกฝ่าย
ถึงมือจะขยับได้จำกัดแต่กลับไม่เป็นอุปสรรค มิหนำซ้ำยังร้ายได้มากกว่าเก่า ทำเอาน้ำใสเปียกชุ่มสองมือ ไหลลงมาตามเข็มขัดหนังที่มัดมือเขาอยู่ด้วย
“เปียกขนาดนี้แล้วยังไม่มีอารมณ์อีกเหรอ” ฉินอีอวี๋แทรกอีกนิ้วหนึ่งเข้าไปอย่างมีเจตนาร้าย “นายดื่มไปเยอะแค่ไหนเนี่ย”
เสียงน้ำเฉอะแฉะดังไปทั่วห้อง ซ้ำยังเร็วขึ้นและดังขึ้นทุกทีๆ สมองของหนานอี่พองโตจนคิดอะไรไม่ออก ความเสียวซ่านพุ่งปราดแต่ยังไม่ถึงจุดสุดยอด
“พอแล้ว” มือเบสหนุ่มคว้าแขนฉินอีอวี๋เพื่อบังคับดึงมือเขาออก แต่ตัวเองกลับจับส่วนที่ตั้งตระหง่านของอีกฝ่ายไว้
“เฮ้ย ยังไม่ได้ใส่ถุง” ฉินอีอวี๋ใช้มือกดท้องน้อยของหนานอี่ แม้มันจะไม่มีประโยชน์เลยก็ตาม
“ผมเป็นคนเอาคุณ ไม่ต้องใส่” หนานอี่ก้มหน้าลงมาค้าน
“นายบ้าไปแล้วเหรอ พูดจาเพ้อเจ้ออะไร…”
ฉับพลันส่วนหัวก็แทรกเข้าไปในร่องอ่อนนุ่มชุ่มชื้น มันแทรกตัวเข้าไปไวมาก ทำเอาสองหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดพร้อมกัน โดยเฉพาะหนานอี่ที่เห็นได้ชัดมากว่าหายใจหายคอไม่ทัน
มือเบสหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองถูกผ่าแยกร่างออกเป็นสองซีก เจ็บจนแทบขาดใจ ท่อนเอ็นที่ขยายใหญ่จนสุดทำเอาเขาหายใจไม่ออก แต่แค่นี้มันยังไม่พอ หนานอี่ไม่ยอมแพ้ เอามือจับสะโพกของฉินอีอวี๋พลางกัดฟัน ทิ้งตัวลงนั่งเพื่อให้ตัวตนของอีกฝ่ายสอดลึกเข้าไปในตัวเขาจนไม่อาจจะลึกไปกว่านี้ได้อีก
ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์
“เจ็บหรือเปล่า” ฉินอีอวี๋ชะโงกตัวไปจูบซับเหงื่อบนหน้าผากของหนานอี่ “ตัวแสบ”
แต่หนานอี่กลับตอบว่า “ผมจะกินคุณให้หมดตัว”
ช่องทางคับแคบถูกขยายเต็มที่จนเกือบจะขยับตัวไม่ได้ หนานอี่ใช้มือจับสะโพกของฉินอีอวี๋เป็นหลักเพื่อลุกขึ้น แต่กลับทำได้ยากกว่าที่คิด ไม่นานมือเบสหนุ่มก็เริ่มคุ้นกับความรู้สึกนี้เหมือนจับเคล็ดลับอะไรบางอย่างได้เลยขยับตัวขึ้นลง
ฉินอีอวี๋มองจ้องตำแหน่งที่พวกเขากำลังมีเซ็กซ์กัน พอมองส่วนนั้นที่ขยับเข้าออกแล้วก็อดที่จะหยัดตัวขึ้นไม่ได้ แต่ไม่นานนักร้องหนุ่มก็ถูกหนานอี่บีบคอ
“อย่าขยับ”
หนานอี่ขยับเร็วขึ้นเรื่อยๆ มือเบสหนุ่มคุกเข่าจนเข่าแดง เหงื่อบนหน้าผากไหลรินลงมาเหมือนหยาดน้ำตา
นาทีนั้นฉินอีอวี๋รู้สึกปวดใจเพราะเขารู้ว่าในช่วงระยะเวลาหลายวันมานี้หนานอี่ถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด เรียกได้ว่าตึงเครียดจนสมองพังถึงขั้นต้องการระบายด้วยการทำอะไรบางอย่างให้ตัวเองหลุดพ้นจากวังวนความรู้สึกที่น่าอึดอัดสมควรตายนี้
นักร้องหนุ่มชะโงกตัวไปจูบซับเหงื่อที่หางตาของหนานอี่แล้วคลอเคลียที่สันจมูกของเขา ลมหายใจของทั้งคู่เต็มไปด้วยความปรารถนา ทั้งเร่าร้อนและเร่งเร้าผสมปนเปกัน
“เจ้านายครับ คุณสุดยอดมาก”
ฉินอีอวี๋จูบใบหูของหนานอี่ หายใจหอบไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเขา “เอาเก่งจนทนไม่ไหวแล้ว…”
ฉับพลันนั้นหนานอี่ก็หยุดชะงักเหมือนทนต่อไปไม่ไหวและหลบจูบจากนักร้องหนุ่ม แต่ตัวเขากลับอ้าปากงับแก้มของฉินอีอวี๋แบบไม่แรงมากราวกับคันฟัน หนานอี่ทั้งขบทั้งกัดแก้มของฉินอีอวี๋ไปเป็นทางจนถึงกราม
“ฉันชอบให้นายเอาฉัน” มือของฉินอีอวี๋เลิกชายเสื้อของหนานอี่ขึ้น เวลาอยู่บนเตียงเขาชอบมองท้องน้อยของหนานอี่ อาจเพราะมือเบสหนุ่มมีไขมันน้อยมาก ที่ท้องเลยมีกล้าม แถมผิวยังบาง เวลาเกร็งท้องเลยจะมีเส้นเลือดปูดขึ้นมา
ทุกครั้งที่กระแทกแรงๆ จะเห็นกล้ามท้องของหนานอี่ขยับเป็นลายเส้นชัดขึ้นเรื่อยๆ หนานอี่ไม่ชอบส่งเสียง ไม่ค่อยออดอ้อนด้วย นี่จึงเป็นการแสดงออกถึงแรงอารมณ์ของเขาที่มากที่สุดแล้ว
“สวยมาก” ฉินอีอวี๋ต้องมนตร์สะกดของหนานอี่อย่างจัง “ทำไมถึงสวยขนาด หืม?”
เห็นได้ชัดว่าคำนี้ทำให้หนานอี่หมดความยับยั้งชั่งใจ ทิ้งตัวกระแทกลงมาให้ตัวตนของฉินอีอวี๋เข้าไปลึกแบบสุดๆ มือเบสหนุ่มร้องคราง ตัวอ่อนเหมือนถูกไฟช็อต เขาจับขาของฉินอีอวี๋ไว้แล้วแอ่นตัวไปด้านหลัง ทั้งยังหนีบเข่าทั้งสองข้างเข้าหากันตามสัญชาตญาณ
หนานอี่ตัวสั่นเทิ้ม เอวของเขาบางมาก พอแอ่นตัวไปข้างหลัง ส่วนนั้นที่อยู่ข้างในก็ดุนผิวท้องของเขาผ่านกล้ามท้องแน่นๆ จนเห็นเป็นเนินเล็กๆ
ฉินอีอวี๋ลองกระแทกตัวใส่ ทำเอาหนานอี่ตัวสั่น กัดปากแน่นกว่าเดิม
“เดี๋ยวนะ” เขายื่นมือข้างหนึ่งออกไปลองดึงขาของเขา
“ยังจะรออะไรอีก” ฉินอีอวี๋ยกมือขึ้นใช้ฟันปลดล็อกคลายพันธนาการที่หนานอี่สร้างขึ้นแล้วจับมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้ บังคับให้นั่งดีๆ ก่อนกระแทกตัวขึ้นซ้ำๆ อย่างแรง
หนานอี่เกือบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ กระทั่งส่งเสียงร้องออกมา แต่ไม่นานสติที่เหลืออยู่ก็สั่งให้เขากัดริมฝีปากล่างของตัวเอง
“กลัวใครได้ยินเหรอ ไม่เป็นไรหรอก” ฉินอีอวี๋ทำรุนแรงกว่าเดิม อัดสะโพกเข้าหาอีกฝ่ายไม่เป็นจังหวะ “ถึงอัดคลิปได้ พวกเขาก็ไม่กล้าโพสต์หรอก”
นักร้องหนุ่มจงใจพูดยั่วหนานอี่ “หรือต่อให้พวกเขาโพสต์ไปก็ไม่เป็นไร พวกเราเปิดตัวกันเลย โอเคไหม”
“เปิดตัว…” หนานอี่มีอาการใจลอย สลัดมือฉินอีอวี๋ออกแล้วโน้มตัวลงมา “ไม่เอา”
“ทำไมไม่เอา” ฉินอีอวี๋ไม่ชอบคำนี้เลยขยำก้นหนั่นแน่นทั้งสองข้างอย่างแรง ก่อนจะกระแทกตัวเสียงดัง “เขารู้กันทั้งโลกแล้วว่านายเอาฉัน ยังจะไม่ให้สถานะฉันอีกเหรอ”
“คุณ…”
“เจ้านาย” ฉินอีอวี๋ใช้มือข้างหนึ่งจับส่วนนั้นของหนานอี่ “ทำกับฉันมันดีมากใช่ไหม ที่นายดื่มจนเมาแอ๋แบบนี้ก็เพื่อทำให้ตัวเองแข็งล่ะสิ”
หนานอี่เหมือนอยากจะยื่นมือไปปิดปากเขา แต่เพราะถูกฉินอีอวี๋กระแทกแรงจนตัวโยน มือที่ยื่นออกไปเลยเผลอไปฟาดหน้าเขาแทน
สองหนุ่มเหวอไปชั่วอึดใจหนึ่งโดยเฉพาะฉินอีอวี๋ นักร้องหนุ่มกะพริบตาปริบๆ แต่กลับรู้สึกดียิ่งกว่าเดิม
เขากอดเอวหนานอี่แน่นพลางนวดข้างเอว ก่อนจะยืดตัวขึ้น “ตีอีก เร็วสิ”
“โรคจิต…” หนานอี่ด่า “ประสาทกลับ”
“เร็ว…”
ฉินอีอวี๋ไม่เพียงอ้อนขอฝ่ามือไม่สำเร็จ แต่ยังถูกหนานอี่ปิดปากด้วย ร่างกายของทั้งคู่โยกคลอนไปตามจังหวะ ขนาดจะจูบกันก็ยังไม่ค่อยถนัด เพราะฟันกระทบกับห่วงปาก ทำเอาหนังศีรษะของฉินอีอวี๋ชาวาบ ลิ้นกับส่วนนั้นรุกล้ำสอดเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายอย่างแรงจนหนานอี่ครางฮือ
การทำให้คนขี้เกียจพูดร้องครางได้ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก ฉินอีอวี๋รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะหน้ามืด รับรู้ได้ว่าหนานอี่กำลังจะหลอมละลาย เนื้อตัวถึงได้อ่อนระทวยทั้งยังร้อนระอุแบบนี้ เขารู้สึกตัวเบาเหมือนกำลังจะตาย
วินาทีต่อมาหนานอี่กลับยกมือขึ้นถอดเสื้อออกเหมือนร้อนเหลือเกิน แต่พอถอดเสื้อเสร็จกลับยังไม่ยอมเอามือลง อีกฝ่ายปลดตะขอสร้อยห้อยปิ๊กกีตาร์ที่สวมอยู่ทั้งที่ตัวยังโยกคลอนเพื่อถอดสร้อยออก
“ไม่เอาปิ๊กอันนี้แล้ว?” ยิ่งฉินอีอวี๋พูดเสียงเบาเท่าไหร่ นักร้องหนุ่มก็ยิ่งขยับตัวแรงขึ้นเท่านั้น “นายไม่เอาฉันแล้วเหรอ”
แต่ใครจะรู้ว่าอึดใจต่อมาหนานอี่ที่กำลังจะสติหลุดกลับเอาสร้อยเส้นเล็กเส้นนั้นมาจ่อกับ ‘ห่วง’ ที่คอของฉินอีอวี๋ มือเบสหนุ่มหรี่ตาลงพลางว่าเขาด้วยน้ำเสียงตำหนิ “เบาหน่อย ผมเล็งไม่ถูก”
เสียเวลาไปมากกว่าจะใส่ได้ โซ่สีเงินร้อยผ่านช่องว่างเล็กๆ ช่องหนึ่ง จากนั้นหนานอี่ก็เอาปลายทั้งสองด้านมาติดล็อกเข้าด้วยกัน
เขาพันสร้อยไว้กับมือ พอหนานอี่ดึงสร้อย คอของฉินอีอวี๋ก็ขยับตาม
มันกลายเป็นห่วงคล้องคอไปแล้วจริงๆ
“คุณเป็นของผม” หนานอี่หัวเราะคิกคัก “ผมจะไม่เอาคุณได้ไง…”
ฉินอีอวี๋อยากดูให้รู้ชัดๆ ว่าหนานอี่ตั้งใจจะทำอะไร แต่พอเขาก้มหน้าลงไปเห็นอะไรบางอย่าง ฉินอีอวี๋ก็ช้อนตัวอีกฝ่ายขึ้นอุ้มทันที
หนานอี่ทำหน้าเหวอ รู้สึกเหมือนฟ้าเคลื่อนดินพลิกกลับ แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากสร้อย แถมยังจับมันเอาไว้แน่น
“จะไปไหน…”
“ไปส่องกระจก”
ตอนฉินอีอวี๋ออกเดินก็ได้กระแทกตัวเข้าหาหนานอี่อีกหลายครั้ง ทำเอาหนานอี่เกือบจะเสร็จสม แต่ฉินอีอวี๋กลับเหมือนจงใจดึงตัวเองออกมาก่อน หนานอี่หน้ามืดไปชั่วขณะ ทว่าในที่สุดขาทั้งสองข้างก็หย่อนลงแตะพื้น ตัวเขาถูกฉินอีอวี๋กดไว้กับหน้าอ่างล้างมือ
เสียงแป๊ะดังขึ้น เมื่อฉินอีอวี๋เปิดไฟในห้องน้ำ ภายใต้แสงไฟโทนอุ่น นักร้องหนุ่มหรี่ตาดูกระจก พอเห็นวัตถุที่อยู่บนคอก็ชะงักไป
เพราะมันคือโชกเกอร์ที่ทำจากสายเบส
สายเบสสามเส้นถักทอเข้าด้วยกัน พันรอบคอเขาไว้เหมือนรอยสักที่เขาสักเพื่อหนานอี่
หัวใจของฉินอีอวี๋เต้นเร็วสุดขีด เขาเคยวาดฝันเอาไว้หลายแบบ แต่ไม่เคยคิดถึงภาพโชกเกอร์ที่ทำจากสายเบสมาก่อน
เขาโน้มตัวไปรวบผมของหนานอี่ขึ้นแล้วจูบหลังคอกับข้างหูของมือเบสหนุ่ม “นี่เป็นของขวัญที่นายให้ฉันเหรอ คุณมือเบส”
ฉินอีอวี๋พูดพลางดึงหนานอี่ขึ้นมาก่อนจะดันตัวไปให้แนบติดผนัง จากนั้นก็ยกขาข้างหนึ่งของเขาขึ้นเพื่อแทรกตัวเข้าไป โดยที่มือซ้ายจับสะโพกของหนานอี่ไว้ “นายทำเองเหรอ ไปเอาสายเบสมาจากไหน”
หนานอี่ถูกฉินอีอวี๋กระแทกใส่จนพูดไม่ออกอยู่เป็นนานสองนาน เขารู้สึกว่าร่างกายตัวเองเหมือนมีน้ำรั่วไหลลงไปตามขา
“พูดสิ” ฉินอีอวี๋เอาปิ๊กกีตาร์ที่แกว่งหน้าอยู่ตรงหน้าอกตัวเองยัดคืนใส่มือของหนานอี่
“เบสตัวแรก…คุณเคยเห็นแล้ว เบสตัวที่ผมเล่นที่ห้องพักคุณ…”
“เบสตัวแรก” ฉินอีอวี๋ทวนคำพูดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะจูบหนานอี่ “ฉันชอบมาก นายมัดฉันไว้ได้เลย ฉันเป็นของนายแล้ว”
ฉินอีอวี๋ขยับสะโพกอย่างแรงและเร็วจนสมองของหนานอี่ว่างเปล่าขาวโพลน ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ แถมยังมีฤทธิ์แอลกอฮอล์กับฤทธิ์พิศวาสเข้ามาผสม ทำให้เขาเริ่มพูดพล่ามเสียงอู้อี้ เดี๋ยวก็ ‘ฆ่าผมเลย’ เดี๋ยวก็ ‘ช่วยผมด้วย’
ฉินอีอวี๋พลิกตัวหนานอี่แล้วสอดใส่เข้าไปในร่างกายอีกฝ่ายจากทางด้านหลัง เนื้อก้นหนั่นแน่นถูกกระดูกสะโพกกระแทกจนเกิดเสียงดัง “นายอยากให้ฉันทำอะไรกันแน่ ฆ่านายเหรอ”
ฉินอีอวี๋ทั้งจูบทั้งเลียตรงสะบักหลังของหนานอี่ ก่อนที่นักร้องหนุ่มจะเข้าไปใกล้หูของอีกฝ่ายเพื่องับติ่งหู และวาดมือไปกดท้องน้อยของหนานอี่อย่างแรง “เวลาเอากันห้ามเอาจนถึงตาย นายว่าถูกไหม”
หนานอี่ยืนไม่อยู่ เขาถูกกระทำจนกระบอกตาปวดร้าวเหมือนน้ำตาจะไหลออกมา นี่เขาบ้าไปแล้วเหรอ ถึงได้ถูกทำจนร้องไห้ แบบนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว “เร็ว…เร็วขึ้นอีก…”
“ฉันเก่งขนาดนั้นเลย?” ฉินอีอวี๋เร่งความเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับอยากจะสอดเข้าไปให้ถึงจุดที่ลึกที่สุด “ก้นจะไม่พังหรือไง”
หนานอี่ส่ายหน้าอย่างหมดแรง นิ้วมือซ้ายจิกลงตรงบริเวณหลังไหล่ของฉินอีอวี๋ แต่มือขวายังคงเกี่ยวสร้อยห้อยปิ๊กเส้นนั้นไว้เพื่อคอยดึงคอของอีกฝ่าย หนานอี่พูดจาไม่ได้ศัพท์ ฉินอีอวี๋ต้องใช้เวลาอยู่หลายวินาทีกว่าจะเข้าใจ “พังก็…ช่างมัน…”
การที่หนานอี่มีแนวโน้มจะทำร้ายตัวเองแบบนี้ทำให้ฉินอีอวี๋ปวดใจ เขากอดคนตรงหน้าแน่น จูบลิ้นที่หนานอี่ยื่นออกมาแล้วพูดย้ำซ้ำๆ ว่า “ฉันรักนาย”
ทันใดนั้นนักร้องหนุ่มรับรู้ได้ว่าร่างกายท่อนล่างถูกรัดอย่างแรง หนานอี่ตัวสั่นเทิ้มอยู่ในวงแขนของเขา มือเบสหนุ่มทรุดฮวบเหมือนหมดแรง แต่ฉินอีอวี๋รับไว้ได้
ทว่าหนานอี่ยังไม่หลั่ง
ฉินอีอวี๋ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยรู้สึกสับสนนิดหน่อย “ที่รัก นายเป็นอะไร เจ็บไหม”
หนานอี่ส่ายหน้าเบาๆ อยู่กับอกเขา “เสร็จแล้ว…”
“ยังไม่เสร็จสักหน่อย” ฉินอีอวี๋บ่นเบาๆ เขาอุ้มหนานอี่กลับไปที่เตียง ก่อนจะป้อนน้ำให้อีกฝ่ายดื่มสองสามอึก ไม่นานหนานอี่ก็เหมือนจะอาการดีขึ้น
“ยังไม่จบ…” หนานอี่ผลักฉินอีอวี๋ให้นอนลงเพื่อขึ้นคร่อมอีกครั้ง ช่องทางเบื้องล่างยังแฉะอยู่เลยสอดเข้าไปได้สะดวก
“นาย…ฉันกลัวว่าตัวนายจะ…” ฉินอีอวี๋พูดยังไม่ทันจบก็ถูกหนานอี่จูบปิดปาก หลังจุมพิตร้อนแรงสิ้นสุดลง หนานอี่ก็ถอยห่างออกไปมองเขาด้วยดวงตาฉ่ำชื้น มือเบสหนุ่มซบหน้าลงบนไหล่เขา “ผมหมดแรงแล้ว คุณทำต่อที”
ฉันก็ทำมาตั้งแต่ต้น ฉินอีอวี๋คิดอย่างช่วยไม่ได้
“ทำเร็วๆ แบบเมื่อกี้ได้ไหม” หนานอี่ถาม “หรือเร็วกว่านั้นก็ได้”
“โอเค” ฉินอีอวี๋หอมแก้มหนานอี่ “แต่มันจะนานเกินไปหรือเปล่า นายต้องนอนพักผ่อนอีก”
“ขออีกนิดนึง” หนานอี่จูบปลายจมูกฉินอีอวี๋ สองตาแดงเรื่อ “ผมนอนไม่หลับ อยากให้คุณทำไปเรื่อยๆ ได้ไหม”
ฉินอีอวี๋หัวใจเต้นแรง
“ได้สิ” นักร้องหนุ่มพูดเอาใจคนในอ้อมแขน “ที่รัก ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายเอง”
หนานอี่หอบหายใจแรงอยู่ที่ข้างหูเขาและพูดอะไรบางอย่างเสียงอู้อี้ ตอนนั้นฉินอีอวี๋กำลังจมดิ่งจนจิตวิญญาณล่องลอย โสตประสาทจึงขาดความเฉียบไว ไม่เหมือนในตอนปกติ
จนเวลาผ่านไปพักใหญ่เขาถึงเพิ่งนึกได้ว่าชื่อที่หนานอี่เรียกคือชื่อเล่นของตัวเอง
“จิ่วจิ่ว…จิ่วจิ่ว ผมรักคุณ…อย่าทิ้งผมไปนะ”
ฉินอีอวี๋ไม่กล้าทำแรงเพราะกลัวว่าหนานอี่จะแหลกสลายอยู่ในอ้อมกอดของเขา “ฉันไม่ทิ้งนายหรอก เชื่อฉันนะ”
หนานอี่เอวเล็กบางจนฉินอีอวี๋สามารถประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ด้านหลังของอีกฝ่ายได้ ถึงทั้งคู่จะเป็นคนตัวสูงมาก แต่กลับสามารถหันหน้ากอดกันได้อย่างง่ายดาย พอหนานอี่เข้ามาอยู่ในวงแขนของเขาก็อ้อนขอให้ฉินอีอวี๋จัดการตัวเองให้พังยับ เหมือนอยากลืมเรื่องทุกอย่าง
แต่หนานอี่อยากลืมมันจริงๆ เหรอ
รอบนี้หนานอี่หลั่งออกมาใส่เสื้อของฉินอีอวี๋ นักร้องหนุ่มจึงถอดเสื้อออก ฉินอีอวี๋กอดหนานอี่ไว้เพื่อรักเขาไปพร้อมๆ กับฟังเขาพูดไปเรื่อย
“ฉินอีอวี๋…พอผมฆ่าเฉินอวิ้นกับพ่อของเขาและคุณฆ่าพ่อของคุณแล้ว…เราก็เลิกทำวงเฮงซวยนี่แล้วไปพเนจรกันดีไหม”
“เอาสิ” ฉินอีอวี๋หัวเราะเบาๆ “หนีไปไหนกันดี”
มือเบสหนุ่มพูดออกมาราวกับไม่จำเป็นต้องคิดเลย เขาร่ายเหมือนกับคนเมาที่สำรอกออกมา
“หนีไปไหนก็ได้…เวลาไม่มีเงินก็ทำการแสดงเปิดหมวก คุณถือกีตาร์ ส่วนผมจะสะพายเบสของผม วางหมวกไว้บนพื้นให้คนโยนเหรียญใส่ ถ้าใครถามว่าทำไมกีตาร์ของคุณถึงไม่มีเสียง ผมก็จะไม่กระทืบเขา…แค่ให้เงินมาก็พอ”
ฉินอีอวี๋หัวเราะ ทุกการเคลื่อนไหวพลันอ่อนโยนขึ้นเหมือนกลัวว่าจะขัดจังหวะอีกฝ่าย “ฉันจะกระทืบมันเอง ถ้าใครกล้าว่าเบสของเสี่ยวอี่ไม่มีเสียงก็สมควรตาย”
“อย่าเลย เดี๋ยวเขาแจ้งตำรวจ…” หนานอี่หายใจเข้าลึกๆ ถึงจะหอบแต่ก็ยังพูดต่อว่า “พอรวมเงินได้เราก็หนีกันต่อ…ไปรัสเซียกันดีไหม หรือจะไปไซบีเรีย…เวลาที่เราไปอยู่ในที่อากาศหนาวจัดๆ จะไม่ค่อยมีสติ พอไม่มีสติก็จะนึกเรื่องเฮงซวยพวกนี้ไม่ออก…”
ฉินอีอวี๋สังเกตเห็นว่าหนานอี่ร้องไห้ มือเบสหนุ่มน้ำตาไหลเงียบๆ ไม่รู้ว่าเพราะเสียใจหรือเพราะเสร็จสม แต่เขารู้ว่าหนานอี่ไม่ชอบคนรู้ทันเลยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นและช่วยจูบซับน้ำตาจนแห้ง “ถ้าวันไหนถูกตำรวจจับล่ะ”
“ถ้าถูกจับได้?” หนานอี่สูดจมูก หัวเราะอย่างเลื่อนลอยอยู่ในวงแขนของฉินอีอวี๋ “เราก็มาจบชีวิตตัวเองกัน คุณไม่ชอบติดคุกหรอก ผมรู้ ผมติดคุกไหว แต่ถ้าได้ไปอยู่ใต้พื้นหิมะกับคุณคงดีกว่า”
ฉินอีอวี๋รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้เลยใช้รอยยิ้มกลบเกลื่อน “หนานอี่ นายนี่เพี้ยนจริงๆ มีแต่คนเพี้ยนที่ชอบคนเพี้ยนจริงด้วย”
“แหงสิ” ท่ามกลางความสับสน หนานอี่จูบเปลือกตาของฉินอีอวี๋ ขยับตัวเข้ามากระซิบถามเสียงสั่นแล้วปลดปล่อยออกมา
“โอเค” ถึงปากของฉินอีอวี๋จะพูดแบบนี้ แต่เขากลับไม่ได้ทำอย่างที่พูด นักร้องหนุ่มกดหนานอี่เอาไว้ใต้ร่างเพื่อกระแทกเขาแรงๆ อีกหลายครั้งกว่าจะถอนตัวออกมาปลดปล่อยใส่ท้องน้อยที่หดเกร็งของอีกฝ่าย
“คนโกหก…” หนานอี่ลูบท้องตัวเอง “คุณมันคนโกหก”
“ทำไมถึงอยากไปที่หนาวๆ อย่างไซบีเรีย…” ฉินอีอวี๋รวบตัวหนานอี่เข้ามากอดและตบหลังเขาเบาๆ
เสียงของหนานอี่เปลี่ยนเป็นเบาหวิว “ใครใช้ให้คุณชอบพูดว่าผมเหมือนหมาป่าล่ะ ช่วงนี้…ผมชอบฝันถึงหิมะที่ไซบีเรีย มีป่าต้นสนด้วย เห็นแล้วผมรู้สึกว่าตัวเองน่าจะอยู่ที่นั่นหรือตายที่นั่นได้ แต่คุณล่ะ คุณคงอยู่ที่นั่นไม่ได้ แถมคุณยังไม่ใช่หมาป่า…”
เขารู้สึกว่าฉินอีอวี๋ควรจะอยู่ในทุ่งหญ้าที่มีแดดจ้ามากกว่าจะอยู่กับเขาจนหนาวตาย
“ฉันไม่ใช่เหยื่อของนายหรือไง นายอุตส่าห์เล็งฉันมาตั้งหลายปี” ฉินอีอวี๋ลูบหมุดคิ้วของหนานอี่ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวฉันเป็นอะไร สิงโตหรือจิ้งจอก แต่ก็ช่างมันเถอะ ฉันเป็นอะไรก็ได้ เอาเป็นว่านายอยู่ป่าไหนก็หาพื้นที่เลี้ยงฉันไว้ด้วยละกัน”
หนานอี่ฟังแล้วก็หลุดขำ เขาประคองใบหน้าของอีกฝ่ายขึ้นมามองด้วยสายตาอ่อนละมุนอย่างที่สุด “ผมกลัวว่าจะเลี้ยงคุณไม่รอด”
ฉินอีอวี๋ก้มศีรษะลงมาใช้มือบีบสันจมูกของหนานอี่ แต่สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว ทำน้ำตาหยดหนึ่งหยดใส่ขนตาล่างของหนานอี่ ก่อนที่หยดน้ำตาจะไหลรินลงไปถึงมุมปาก
“เสี่ยวอี่ ฉันเลี้ยงง่ายมากนะ แค่จูบก็อยู่ได้แล้ว”
Comments



