everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 87-88 #นิยายวาย
บทที่ 88 ความทรงจำใหม่
ตอนตื่นขึ้นมาหนานอี่ปวดหัวหนักมาก
เขาไม่ได้ลืมตาทันทีแต่ยื่นมือออกไปคลำข้างตัวก่อน พอรู้ว่ามันว่างเปล่าก็ตื่นเต็มตาแล้วลุกขึ้นนั่งทันที
ทั้งร่างกายเจ็บร้าวไปหมด ถึงจะหาจุดที่เจ็บชัดๆ ไม่ได้ แต่ข้อดีคือเขารู้สึกตัวเบา หนานอี่ถูกจับเปลี่ยนใส่ชุดนอนสะอาด นอนอยู่บนเตียงของฉินอีอวี๋ แต่เจ้าของเตียงไม่อยู่ และเหมือนจะไม่มีคนอยู่ในห้องน้ำด้วย
นี่เป็นการนอนที่หลับสนิทที่สุดในช่วงนี้ แถมยังเหมือนจะหลับได้ดีกว่าการใช้ยาซะอีก
ภายในห้องมืดมากเพราะฟ้ายังไม่สว่าง ความทรงจำเมื่อคืนไหลทะลักเข้ามาในสมองเหมือนน้ำทะเล ทุกประโยคที่ฉินอีอวี๋พูดไปจนถึงคำพูดเพ้อเจ้อของตัวเองในตอนสุดท้าย
ทำไมภาพไม่ตัดเลยไปนะ…หนานอี่งอตัวพลางซบหน้าลงบนผ้าห่ม
เขาไม่น่าดื่มเยอะขนาดนั้นเลย แถมยังจับฉินอีอวี๋มัด ทำอะไรต่อมิอะไร พูดจาพิลึกกึกกือออกไปก็ตั้งเยอะแยะ
แล้วฉินอีอวี๋ไปไหน เขาคงไม่ขวัญกระเจิงที่หนานอี่พูดจาแปลกๆ อย่างจะฆ่าคนหรือฆ่าตัวตายหรอกใช่ไหม
ความเมาสร้างเรื่องแท้ๆ…
หนานอี่ใช้เวลาอยู่นานมากกว่าจะดึงสติกลับมาได้ และตัดสินใจเผชิญหน้ากับความจริงด้วยการเปิดไฟหัวเตียง
วินาทีที่ไฟสว่าง มือเบสหนุ่มที่กำลังควานหามือถือก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง
มีการ์ดแบบพับครึ่งหนึ่งใบวางอยู่บนหมอนว่างข้างตัวเขา
การ์ดสีแดงดำไดคัตเป็นรูปกีตาร์ทำให้เขารู้สึกคุ้นๆ
นี่มัน…การ์ดเชิญไปร่วมโชว์ทางการสเตจแรกของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ไม่ใช่เหรอ
หน้าการ์ดพิมพ์ฟอนต์ลายมือเป็นชื่อวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ เป็นลายมือของฉินอีอวี๋
หนานอี่ไม่รู้ว่าฉินอีอวี๋ไปหาการ์ดใบนี้มาจากที่ไหน ตอนไหน และทำไมถึงเอามันวางไว้บนเตียงแบบนี้
ถึงจะยังงงอยู่ แต่หนานอี่ก็เอื้อมมือไปหยิบมาเปิดดู พบว่าในการ์ดมีข้อความอยู่สองสามบรรทัด ลายมือหวัดเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากภาพที่เขาวาดไว้ราวกับคนละคน
แต่เรื่องที่น่าแปลกคือลายมือนี้แตกต่างจากลายมือของฉินอีอวี๋ในปัจจุบันอยู่บ้าง เพราะมันดูยโสโอหังกว่า
‘ขอเชิญคุณเพื่อนผีน้อย (นายอ่านไม่ผิดหรอก ฉันรู้ว่านายคอยตามฉันอยู่ตลอด นี่คือฉายาที่ฉันตั้งให้นาย) เข้าร่วมการแสดงสดครั้งแรกของมือกีตาร์คนนี้! ให้ถือบัตรเชิญวีไอพีใบนี้มาเข้างานทางประตูหลัง ไม่ต้องผ่านจุดตรวจความปลอดภัย (p.s. อย่าใส่เครื่องแบบมานะ เพราะถ้ามีคนรู้ว่ารุ่นพี่ปล่อยนายเข้ามา มันจะเป็นเรื่อง ^^)
สถานที่ : ดรีมไอแลนด์ไลฟ์เฮ้าส์’
ตอนที่เห็นวันเวลาที่อยู่ใต้สถานที่ หนานอี่ก็ถึงกับอึ้งงันไปอย่างสิ้นเชิง
‘เวลาแสดง วันที่ 30 เดือนกรกฎาคม ปี 2020 เวลา 18.30 น. (มาให้ถึงก่อนเวลางานนะ อย่าสายล่ะ)’
ผ่านมาสี่ปีตัวอักษรเริ่มกลายเป็นสีเหลืองจนซีด แต่เขากลับไม่เคยรู้เลยว่ามีการ์ดใบนี้อยู่
หนานอี่เพิ่งจะมารู้สึกตัวในภายหลังว่ากำลังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่วเบาและค่อยๆ คลี่คลายออกมาทีละน้อย แต่ก็ไม่สามารถหาคำจำกัดความให้กับความรู้สึกนี้ได้ ได้แต่พยายามจดจ่ออ่านข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่บรรทัดนี้ซ้ำๆ เพราะนี่คือคำเชิญจากเด็กหนุ่มที่ความฝันของเขากำลังจะเป็นจริงในวันเกิดครบรอบสิบแปดปี ทว่าพอหนานอี่อ่านจบกลับพบว่าตัวเองได้พลาดทุกอย่างที่ระบุอยู่ในการ์ดใบนี้ไปแล้ว
เวลาผ่านไปพักใหญ่จนการ์ดถูกปิด พลิกด้านหลังขึ้นมาหนานอี่ถึงเพิ่งเห็นว่าที่ด้านหลังก็มีตัวอักษรอยู่อีก
มันเป็นลายมือของฉินอีอวี๋ในตอนนี้ ตัวอักษรมีความสุขุมขึ้น ลายมือเป็นระเบียบแฝงไว้ด้วยความเฉียบคม
ทว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งกลับต่างออกไป
‘ขอเชิญคุณเพื่อนผีน้อย (แฟนหนุ่มผู้เป็นทั้งมือเบสและนักร้องนำของฉัน) เข้าร่วมการแสดงสดครั้งแรกของมือกีตาร์ผู้หวนคืนวงการคนนี้! ให้ถือบัตรเชิญวีไอพีนี้ขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นบนสุดแล้วเลี้ยวขวา เดินขึ้นบันไดมาที่ดาดฟ้าและคอยหลบกล้องด้วย (p.s. ใส่เสื้อผ้าหนาหน่อยนะ ข้างนอกอากาศหนาวสุดๆ ^^)
สถานที่ : ดาดฟ้าตึก CB
เวลาแสดง วันที่ 31 เดือนธันวาคม ปี 2024 เวลา 06.30 น. (ไม่ต้องมาถึงก่อนเวลา ฉันรอนายได้เสมอ)’
เข็มวินาทีเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนถึงเวลาตีห้า
ฉินอีอวี๋มองเวลาแล้วรีบเปิดลังกระดาษใบใหญ่เพื่อเอาโซฟาบีนแบ็กที่อยู่ข้างในออกมา เขาได้แอบขนโซฟาตัวนี้ออกมาจากห้องนอนเมื่อตอนกลางดึก และไม่ได้มีแค่โซฟาบีนแบ็กอย่างเดียว เพราะฉินอีอวี๋ยังประดับไฟดาวสีทองไว้รอบๆ พื้นที่อีกด้วย
เขาเฟ้นหาสถานที่ที่สามารถมองเห็นวิวนอกตัวตึกแต่ก็ยังมีแผ่นคอนกรีตช่วยบังจนเจอ จากนั้นก็หอบโซฟาบีนแบ็กไปตั้ง แต่ระหว่างที่กำลังจัดแต่งสถานที่ ฉินอีอวี๋ก็พลันได้ยินเสียงประตูหนีไฟเปิดดังแอ๊ด
สองหนุ่มอยู่ห่างกันประมาณครึ่งดาดฟ้า ต่างคนต่างนิ่งงัน
“ทำไมนายมาเร็วขนาดนี้” แม้ฉินอีอวี๋จะตกใจ แต่ก็ยังพูดเสียงเบามาก การถูกจับได้ทำให้เขามีอาการลนลานอย่างหาดูได้ยาก
เขายังจัดสถานที่ไม่เสร็จเลย
หนานอี่ยืนนิ่งอยู่ตรงประตูในชุดเสื้อดาวน์แจ็กเก็ตสีขาวตัวยาว พันผ้าพันคอสีเทา สวมหมวกบีนนี่สีดำที่ดึงลงมาต่ำๆ ดูหล่อมาก แต่ไม่รู้ทำไมฉินอีอวี๋ถึงมองว่ามันน่ารักจับใจ
นักร้องหนุ่มเดินไปจูงมือหนานอี่ พอปิดประตูหนีไฟเสร็จสรรพก็ยื่นมือทั้งสองข้างไปกอดเขาไว้
“ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมถึงตื่นเช้าขนาดนี้”
หนานอี่ส่ายหน้า กระซิบว่า “ผมเห็นการ์ดแล้ว” เขาหยิบการ์ดใบนั้นออกมา “อากาศหนาวมาก ผมไม่อยากให้คุณรอนาน”
หัวใจของฉินอีอวี๋อ่อนยวบ เขาจูบหน้าผากหนานอี่ผ่านหมวกบีนนี่ ก่อนจะจูงมือเบสหนุ่มไปที่โซฟาบีนแบ็ก ใช้มือตบๆ โซฟายับย่นพร้อมกับบอกอีกฝ่ายว่า “นายนั่งตรงนี้”
พอเห็นหนานอี่นั่งลงเรียบร้อย ฉินอีอวี๋ก็ย่อตัวลงมาห่มผ้าให้
“แบบนี้ยังหนาวอยู่ไหม”
หนานอี่ตอบด้วยท่าทางขึงขัง “รุ่นพี่ ผมฮอตมากแล้ว”
ฉินอีอวี๋ชะงักก่อนจะหัวเราะจนตาหยี ผมของเขาฟูฟ่อง ดูเหมือนสมัยเรียนมัธยมปลายมาก นักร้องหนุ่มใช้นิ้วชี้แก้มตัวเองพลางยื่นแก้มไปหาหนานอี่ เป็นการบอกให้หอมแก้มตน
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้หนานอี่ตีความผิดเลยยื่นมือไปตบหน้าเขาแทน
ฉินอีอวี๋ทำตาโต
หนานอี่ทำหน้างง “ก็คุณบอกให้ทำแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”
ฉินอีอวี๋ลูบแก้มตัวเอง “ก็ใช่…มั้ง?”
หนานอี่ยังถือการ์ดรูปกีตาร์เอาไว้ในมือ เขานิ่งไปก่อนจะเอ่ยถามว่า “บัตรเชิญนี่ คุณตั้งใจให้ผมตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ฉันจำได้ว่าตัวเองเขียนการ์ดใบนี้ตอนเดือนพฤษภาคม…” ฉินอีอวี๋ทบทวนความจำ “อา นึกออกแล้ว วันที่ยี่สิบพฤษภาคม เพราะวันนั้นมีคนมาสารภาพรักกับฉันที่หน้าประตูห้องทบทวนที่พวกเราชอบไปกันบ่อยๆ”
หนานอี่ได้ยินแล้วก็อดที่จะเลิกคิ้วไม่ได้
“แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น เพราะคนที่มาสารภาพรักกับฉันมีเยอะมาก ตอนถ่ายรูปหมู่ที่โรงเรียนอนุบาลมีเด็กผู้หญิงเอาหัวมาซบไหล่ฉันด้วยซ้ำ” ฉินอีอวี๋เล่ายิ้มๆ พลางจับมือของหนานอี่ทั้งสองข้างแกว่งไปมา เขาเล่าต่อ “พอฉันปฏิเสธไปแล้วก็เอาการ์ดไปใส่ไว้ในลิ้นชักตรงที่นายชอบนั่ง”
ฉินอีอวี๋ชอบนั่งตรงริมหน้าต่างที่เห็นต้นแม็กโนเลียได้สวยที่สุด ส่วนหนานอี่ชินกับการนั่งหลังเขา ห่างออกไปสองแถว เป็นระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป
“แต่นายกลับไม่เคยไปที่ห้องทบทวนอีกเลย” ดวงตาของฉินอีอวี๋ฉายแววผิดหวัง “ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย พอฉันเคลียร์หนังสือเสร็จก็ไปดูที่ห้องทบทวนอีกครั้ง ปรากฏว่าห้องนั้นถูกล็อก ฉันเลยไปตีซี้กับอาจารย์ฝ่ายอาคารสถานที่เพื่อขอกุญแจมาเปิดประตูเข้าไปดู”
นักร้องหนุ่มเล่าพลางใช้นิ้วดีดการ์ดเชิญ “พบว่าเจ้านี่ยังอยู่ในลิ้นชัก ไม่มีใครเอาไป”
หนานอี่รีบอธิบาย “ตอนนั้นผมย้ายโรงเรียน…”
“ฉันรู้” ฉินอีอวี๋ลูบศีรษะหนานอี่ “ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันทำเซอร์ไพรส์คนแล้วล่มไม่เป็นท่า โคตรไม่อยากจะเชื่อ ตอนนั้นฉันคิดในใจว่านายคงไม่ใช่ผีจริงๆ หรอกนะ บางทีฉันอาจจะมีซิกซ์เซ้นส์อะไรพวกนั้น ถึงได้มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”
หนานอี่ยิ้มบางๆ แต่ไม่นานความรู้สึกเสียใจก็เอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณเลยเก็บมันกลับไป”
“ก็แหงสิ ในเมื่อไม่มีใครเอาไปและฉันก็ทำใจทิ้งมันไม่ได้ ฉันเลยสอดมันไว้ในหนังสืออ่านนอกเวลาแล้วเอากลับบ้าน โชคดีที่ฉันเก็บหนังสือเล่มนั้นไว้ ฉันเลยไปค้นมันมาจากบ้านของโจวไหวได้”
ฉินอีอวี๋พูดยิ้มๆ “ฉันไม่ค่อยเก็บอะไรไว้เกินสี่ปี แถมการ์ดใบนี้ก็ไม่สะดุดตา โชคดีที่มันยังอยู่” เขาพูดตาประกาย “ในที่สุดมันก็ได้กลับมาหาเจ้าของแล้ว”
บางครั้งฉินอีอวี๋ก็คิดว่าถ้าชีวิตของตัวเองเป็นพลังงานก็น่าจะมีเส้นกราฟที่ขึ้นสุดและลงสุด ถึงจะมีเรื่องดีๆ มากมาย แต่เรื่องเศร้ากลับมีเยอะกว่า แถมไม่มีอะไรที่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขหรือชดเชยได้เลย ทว่าเขาก็ชินกับมันแล้ว
ตอนนี้มีหลุมเล็กๆ หลุมหนึ่งที่ได้รับการเติมเต็มเรียบร้อย
ที่แท้ชีวิตของเขาก็มีช่วงที่ได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาเหมือนกัน
“ขอบคุณที่เชิญผมมา”
หนานอี่โน้มตัวไปจูบปากฉินอีอวี๋ก่อน
“ไม่เป็นไร ตอนนั้นฉันแค่อยากจับโป๊ะนาย” ฉินอีอวี๋หยิกแก้มเขา “ให้นายตกใจเล่นต่างหาก”
ฉินอีอวี๋ใช้มือเท้าโซฟาบีนแบ็กขณะก้มหน้าลงไปจูบปลายจมูกของหนานอี่ จูบเสร็จก็หยัดตัวขึ้นเดินไปที่เก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโซฟาบีนแบ็กไปประมาณสามเมตร จากนั้นนักร้องหนุ่มก็กระแอมให้คอโล่ง
“ยินดีต้อนรับหนานอี่สู่การแสดงสดเพื่อหวนคืนสู่วงการของฉัน! ในเมื่อตอนนี้ทุกคนมากันครบแล้ว มือกีตาร์ก็เตรียมตัวเรียบร้อย เราก็เริ่มกันเลยเถอะ”
ฉินอีอวี๋หยิบกีตาร์ไม้สีขาวแบบเล่นสลับมือตัวหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเก็บกีตาร์ที่อยู่หลังเก้าอี้แล้วนั่งลง
ไม่รู้ทำไมทั้งที่เขาเริ่มเล่นกีตาร์มาตั้งแต่อายุสิบกว่าปี ผ่านการแสดงน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน เคยยืนอยู่ในงานเทศกาลดนตรีต่อหน้าผู้ชมนับหมื่น แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังไม่เคยหวั่นใจเหมือนอย่างตอนนี้
“แย่ล่ะสิ ฉันตื่นเต้นมาก นายรีบเชียร์ฉันหน่อย”
หนานอี่ผงกศีรษะ “สู้ๆ นะ”
“ผีน้อยคนดี” ฉินอีอวี๋ถอดถุงมือแล้วจับกีตาร์
ฟ้ายังไม่สาง ท้องฟ้าจึงเป็นสีกรมท่าเข้มเหมือนน้ำหมึก พวกเขาอยู่บนยอดตึกสูงแถบชานเมือง มีโรงงานสีขาว ทางด่วนยกระดับสีเทา ไฟทางทอดยาวล้อไปตามถนนหลวง กังหันลมผลิตไฟฟ้าที่หมุนติ้วกลางลมหนาว และทิวเขาสีดำสลับซับซ้อน ทุกอย่างเงียบสงบ
แต่ตัวฉินอีอวี๋กลับเหมือนย้อนกลับไปในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนระอุ ในไลฟ์เฮ้าส์มืดๆ นักร้องหนุ่มยืนอยู่บนเวทีพร้อมสะพายกีตาร์ หันหน้าเข้าหาผู้ชมนับร้อยหน้าเวที ทว่าสิ่งที่เขาคิดคือผู้ชมที่ตนตั้งใจเชิญมาเป็นพิเศษกลับไม่ได้มา เด็กน้อยที่ชอบตามหลังเขาคนนั้น เจ้าผีน้อยตัวเปียกม่อล่อกม่อแล่ก และนับตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมาเวลาที่ฉินอีอวี๋เดินไปบนถนนใหญ่ที่มีแสงไฟสว่างไสว เต็มไปด้วยเสียงอึกทึก มีผู้คนจ้องมองมากมาย แต่ตัวเขากลับรู้สึกเหมือนสูญเสียเงาของตัวเองไป
โชคดีที่โชคชะตาช่วยให้พวกเขาหมุนเวียนมาบรรจบกันอีกครั้ง
“ฉันเพิ่งสลับมือเล่นได้ไม่นาน อาจจะเล่นได้ไม่ค่อยดีนะ”
หนานอี่ประหลาดใจเพราะคิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋ที่เป็นคนมั่นหน้าว่าทุกคนต้องชอบตัวเองจะรู้จักถ่อมตนแบบนี้
“คุณเป็นมือกีตาร์ที่เทพที่สุด” เขาพูดเสียงจริงจัง
ฉินอีอวี๋ยิ้ม “เรื่องนี้ฉันรู้อยู่แล้ว”
นักร้องหนุ่มพูดพลางก้มหน้าลงดีดสายกีตาร์แล้วพูดเบาๆ ว่า “เพลงนี้เป็นเพลงที่คนพิเศษมากๆ คนหนึ่งแต่ง ฉันลองใส่เนื้อเข้าไปแล้ว แต่รู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยเข้าเลยจะเล่นเวอร์ชั่นออริจินัลเหมือนเดิม”
หนานอี่งง เพราะน้อยครั้งมากที่ฉินอีอวี๋จะเล่นเพลงของคนอื่น ส่วนใหญ่เขาจะเล่นเพลงที่ตัวเองแต่ง ยิ่งเป็นโมเมนต์สำคัญอย่างการ ‘หวนคืนวงการ’ แบบนี้ ทำไมเขาถึงเลือกที่จะเล่นเพลงที่คนอื่นแต่งล่ะ
แต่ไม่นานเมื่อเสียงกีตาร์ดังหนานอี่ก็เข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร มือเบสหนุ่มฟังเพลงไปเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ เขาต้องเข้าใจผิดแน่ๆ
จนฉินอีอวี๋ฮัมเพลงเบาๆ ในช่วงที่ไม่มีเนื้อร้อง เขาจะใช้คำว่า ‘ดา ดี ดา ดา’ แทนเหมือนกันเป๊ะ
หนานอี่เผลอนิ่วหน้า เขาอยากมองเห็นภาพที่เกิดขึ้นชัดๆ แต่สายตาเจ้ากรรมกลับพร่ามัวมากขึ้นเรื่อยๆ แสงจากไฟดาวที่รายล้อมอยู่สาดจ้าเป็นลำยาวหายลับไปในความมืด เปลี่ยนให้ที่นี่กลายเป็นห้องหนังสือในฤดูหนาวที่มีแสงแดดส่องลอดเข้ามา
ความรักกับดนตรีกับเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ เพราะมันสามารถทำให้เขามองเห็นคนที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้เห็นอีก
“เธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก”
“ทำให้ฉันเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิต”
ในชั่วพริบตาหนึ่งภาพของแฟนหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าได้ทับซ้อนกับภาพของคุณน้าผู้จากไปของเขา ทำให้หนานอี่รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปตอนเป็นเด็ก พอเขาโตขึ้นมาหน่อยก็ชอบไปรบเร้าคุณน้าที่เป็นพวกผัดวันประกันพรุ่งว่าเมื่อไหร่จะแต่งเพลงนี้เสร็จซะที
‘ยังมีเวลาอีกเยอะน่า น้าจะแต่งเพลงนี้ให้เสร็จแน่นอน แหม อย่าเร่งน้าสิ เจ้าเปี๊ยก’
คุณน้าครับ ความจริงคนเราไม่มีเวลามากขนาดนี้หรอกนะ
แต่ไม่เป็นไร ผมยอมยกโทษให้เรื่องที่คุณน้าผิดคำพูด และยอมยกโทษให้เรื่องที่คุณน้าแต่งเพลงช้า
เพราะทุกอย่างเป็นเหมือนเพลงที่คุณน้าแต่ง คือชีวิตมักมีความเปลี่ยนแปลง
หลังจากที่คุณน้าจากไป มีคนที่รักผมมากๆ คนหนึ่งมาเล่นเพลงที่ไม่มีใครรู้จัก
ในชั่วพริบตานี้เองหนานอี่ได้ก้าวออกมาจากความฝันที่แสนเจ็บปวดแต่งดงาม เขาหันหน้าไปเช็ดน้ำตาเงียบๆ เสียงของฉินอีอวี๋มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นเสียงที่หนานอี่เคยฟังมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และเป็นเสียงที่อยู่เคียงข้างเขาในทุกค่ำคืนอันแสนยาวนาน
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินอีอวี๋เล่นเพลงหวานๆ แบบนี้
ไม่มีเวที ไม่มีแสงไฟที่จัดมาอย่างดี ฉินอีอวี๋ใส่เสื้อแจ็กเก็ตสีดำแบบเรียบ นิ้วพันพลาสเตอร์ บนคอมีโชกเกอร์ที่หนานอี่ถักขึ้นให้เขาจากสายเบส ห้อยจี้ที่เป็นปิ๊กกีตาร์ของตัวเขาเอง ปิ๊กกีตาร์อันเล็กรูปหัวใจสีแดงขยับตามจังหวะการเล่นกีตาร์ของนักร้องหนุ่ม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉินอีอวี๋เป็นคนมีพรสวรรค์ เพราะแค่เขาเล่นกีตาร์สบายๆ ก็ได้ท่อนโซโล่ที่ไม่มีใครสามารถแกะตามได้ แต่ตอนนี้นักร้องหนุ่มกลับทำตัวติดดิน ร้องเพลงนี้โดยไม่ใส่ลูกเล่นและไม่มีการประดิดประดอยใดๆ
เพลงที่มีคนแต่งให้หนานอี่เป็นเพลงแรกในชีวิตของเขา
“ปีศาจน้อยตัวนิ่ม รีบมาขี่ไหล่ฉันสิ”
“อย่าร้องไห้นะ อย่าร้องไห้ อย่าหลงทาง…”
เมื่อร้องมาถึงประโยคสุดท้าย ฉินอีอวี๋ถึงค่อยเงยหน้าขึ้นสบตากับหนานอี่ ดวงตาของเขาก็มีรอยชื้นเหมือนลูกสัตว์ตัวน้อยเหมือนกัน
“เธอมีสองตาสวยงามดั่งเพชร และมีหัวใจที่เปล่งประกายดุจทองคำ”
โน้ตสุดท้ายหายไปในอากาศพร้อมกับตัวล็อกความทรงจำที่ปิดลง เส้นขอบฟ้าเริ่มกลายเป็นสีฟ้าอ่อน เมื่อรัตติกาลมลายหายไปพร้อมเพลงนี้
ฉินอีอวี๋วางกีตาร์ลง ก่อนจะลุกขึ้นยืน ฝ่ามือของเขาชื้นเหงื่อ สีหน้าฉายแววอึดอัดใจที่มองเห็นได้ชัดมาก และในวินาทีต่อมาหนานอี่ก็เดินมากอดเขา
พวกเขาต่างมีคำพูดที่อยากพูดมากมาย แต่ทุกถ้อยคำกลับติดอยู่ในลำคอเช่นเดียวกัน
ทั้งคู่กอดกันเงียบๆ อยู่นานมาก ฉินอีอวี๋ได้ยินหนานอี่ที่อยู่ในวงแขนของเขาพูดว่า “ขอบคุณ” นักร้องหนุ่มจึงลูบหลังอีกฝ่ายแล้วตอบว่า “ขอบใจ”
จากนั้นเขาก็ถามหนานอี่ว่า “จากนี้เราจะช่วยกันเขียนเพลงนี้ให้จบ โอเคไหม”
“อืม”
หนานอี่ผงกศีรษะ
“เดิมที…นี่เป็นเซอร์ไพรส์วันปีใหม่ที่ฉันเตรียมเอาไว้ให้นาย ตั้งใจว่าจะจัดให้นายในคืนข้ามปี จะเล่นให้นายฟังตอนเที่ยงคืน แต่…” ฉินอีอวี๋มีอาการลังเล
หนานอี่เงยหน้าขึ้นถามว่า “ทำไมเหรอ”
“เพราะฉันอยากให้นายเริ่มมีความสุขตั้งแต่วินาทีแรกของปี ถึงจะแค่นิดเดียวก็ยังดี เพื่อที่ว่าต่อจากนี้เวลาที่นายคิดถึงวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคม มันจะไม่ใช่แค่วันที่คุณน้าของนายจากไป แต่เป็นวันที่ฉินอีอวี๋กลับมาเริ่มเล่นกีตาร์ใหม่อีกครั้งด้วย” ในดวงตาของฉินอีอวี๋มีประกายจากน้ำตา “ตัวฉันเองก็เป็นคนสำคัญของนายเหมือนกัน จำเอาไว้นะ โอเคไหม”
หนานอี่มองหน้าเขาแล้วพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“ผมจำได้”
เขาไม่คิดจะใช้เพลงเพลงเดียวมากลบฝังความเจ็บปวด ขอเพียงแค่มันสามารถทำให้หนานอี่รักเขา และตัวเขามีความพยายามมากพอ สักวันแผลลึกนี้ย่อมมีวันถูกเติมเต็ม
“นายฟังเพลงนี้แล้วอยากร้องไห้หรือเปล่า” ฉินอีอวี๋กอดหนานอี่ไว้ขณะเอ่ยถาม
“ไม่ครับ” หนานอี่ปฏิเสธโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี
“จริงอะ” ฉินอีอวี๋ช็อก “ฉันจะร้องไห้ให้เสียงร้องของตัวเองอยู่รอมร่อ ถ้าคุณน้ายังอยู่ เขาก็น่าจะร้องไห้ไปกับฉันเหมือนกัน”
“คุณขี้แยอยู่แล้วต่างหาก” หนานอี่พูดจบก็เสริมว่า “เหมือนคุณน้าผมเลย”
“เอาน่า เราสองคนมันก็พอๆ กัน” ฉินอีอวี๋โอบหนานอี่ไว้ “คราวหน้าฉันจะพานายไปหาแม่ แม่ต้องชอบนายมากแน่ เสียดายที่ความรักที่ฉันมีให้มันอยู่ในใจเลยบรรยายออกมาให้เห็นภาพลำบาก”
“คุณเลิกยิงมุกนรกแบบนี้สักทีได้ไหม” หนานอี่เพลียใจ
“ก็ได้ ไม่เล่นแล้ว โชว์คืนวงการของมือกีตาร์ฉินอีอวี๋จบลงเพียงแค่นี้ครับ” นักร้องหนุ่มยิ้มพลางปรบมือ “ตอนนี้พวกเราต้องเคลียร์ที่นี่ให้เหมือนเดิมก่อนจะถูกจับได้”
“เดี๋ยวนี้ผู้ชมก็ต้องช่วยทำงานด้วยเหรอ” หนานอี่ถามยิ้มๆ
“สำหรับฉัน นายไม่ใช่ผู้ชมธรรมดา” ฉินอีอวี๋ใช้นิ้วชี้เขี่ยสร้อยโชกเกอร์บนคอ “แต่เป็นเจ้าของฉันด้วย”
“คุณพูดจาเพ้อเจ้ออะไรน่ะ” หนานอี่ไม่อยากถูกอีกฝ่ายทวนความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องน่าอายเมื่อคืนเลยคว้าปิ๊กที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอกของเขาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “คืนปิ๊กให้ผมเลย”
แต่ฉินอีอวี๋ไม่หลงกล “ฉันไม่ได้พูดเพ้อเจ้อนะ นี่มันของขวัญวันปีใหม่ที่นายให้ฉันไม่ใช่เหรอ นายก็ให้ของขวัญฉันล่วงหน้าเหมือนกัน”
หนานอี่ทำหน้าไม่อยากเชื่อ “คุณรู้ได้ไง”
ใครจะรู้ว่าฉินอีอวี๋จะหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วถือไว้ด้วยสองมืออย่างภาคภูมิใจสุดๆ แถมยังอ่านข้อความที่อยู่ในการ์ดด้วยว่า “สุขสันต์วันปีใหม่ ไม่รู้ว่าไซส์พอดีไหม เพราะผมลองทำดูเล่นๆ” แถมยังจงใจย้ำคำสุดท้ายว่า “ทำดูเล่นๆ~”
“คืนผมมาเลย ใครให้คุณหยิบไป” หนานอี่ยื่นมือไปแย่ง
ฉินอีอวี๋ชูมือขึ้นสูงอย่างฉับไว ไม่ยอมให้อีกฝ่ายคว้าของไปได้
“นายเมาแล้วรื้อห้อง หยิบเจ้านี่ออกมาเอง กล่องกับการ์ดยังอยู่บนพื้นอยู่เลย” นักร้องหนุ่มโอบหนานอี่ “ทำไมนายถึงน่ารักขนาดนี้นะ แถมยังเอาสายเบสตัวแรกมาทำให้ฉันอีกต่างหาก เจ้าลูกหมาป่าเอ๊ย”
ชื่อนี้ทำให้หนานอี่ฉุกคิดถึงเรื่องที่เขาพูดพล่ามไปเมื่อคืนอีกครั้ง เขาดิ้นออกจากอ้อมกอดของฉินอีอวี๋เพื่อหันไปแกะไฟประดับ
“เขินเหรอ” ทีเมื่อคืนล่ะ กล้านัก
“เรื่องที่คุณรับปากผมไว้เมื่อคืน ห้ามลืมด้วย” หนานอี่พูดทั้งที่ยังหันหลังให้
“เรื่องอะไรเหรอ” ความจริงฉินอีอวี๋รู้ว่ามันคือเรื่องอะไร แต่เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วหนานอี่ก็หันมาคว้าสายสร้อยห้อยปิ๊กกีตาร์ พร้อมกับรั้งคอเขาลงมาด้วย
“คุณรับปากผมแล้วว่าจะไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเคร่งเครียดขนาดนี้ ฉินอีอวี๋ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากผงกศีรษะ “โอเค ฉันจำได้ ฉันรับปาก”
หนานอี่เลยปล่อยมือก่อนจะได้ยินฉินอีอวี๋ถามขึ้นอีกครั้ง
“นายพอจะเล่าแผนให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม”
“ไม่ได้”
“งั้นฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากรู้มากและเป็นห่วงสุดๆ ถ้านายไม่ยอมบอก ฉันคงเครียดจนนอนไม่หลับ”
ช่วงนี้เขาคงเครียดมากจริงๆ หนานอี่คิดในใจ เพราะฉินอีอวี๋เริ่มกลับมาละเมออีกแล้ว
ฉินอีอวี๋เดินมาหาหนานอี่แล้วถามเข้าประเด็นว่า “นายคงไม่เอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อหรอกใช่ไหม”
หนานอี่หันหน้าหนี แต่จู่ๆ ก็หลุดขำ “ทำไมคุณถึงคิดแบบนี้”
“เรื่องมันซับซ้อนนิดหน่อย” ฉินอีอวี๋ตอบแบบรวบรัดว่า “ก่อนหน้านี้ฉันไปเจอกับผู้จัดการวงวาไรตี้ออฟมอสส์ เขาเล่าเกร็ดเรื่องหนึ่งให้ฟัง ทำให้สองสามวันมานี้ฉันต้องคิดอยู่ตลอด”
“เรื่องอะไรเหรอครับ” หนานอี่เซอร์ไพรส์ที่ฉินอีอวี๋ตามหาตัวผู้จัดการวงเก่าของคุณน้าเขาเจอ นับว่าคนคนนี้น่ากลัวมาก
“เขาเล่าว่าเมื่อก่อนชอบมีรถหรูมาโผล่ที่ใต้ตึกซ้อมของวงวาไรตี้ออฟมอสส์ แถมในอินเตอร์เน็ตก็ลือกันให้แซ่ดว่าอาชิวมีซัมธิงกับประธานบริษัทเฉิงหง ก่อนหน้านี้ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมนายถึงชอบมองอาชิวนัก ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว เพราะตอนนั้นคุณน้าของนายก็ถูกประธานบริษัทเฉิงหงหมายตาเหมือนกันใช่ไหม”
หนานอี่ไม่พูดอะไร เอาแต่มองหน้าเขา
นั่นทำให้ฉินอีอวี๋กลัวว่าหนานอี่จะเอาตัวเองไปเสี่ยง “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง การที่นายเข้าร่วมการประกวดนี้จะต้องเป็นที่จับตา ยิ่งนายหน้าตาดีขนาดนี้ ถ้าอยากตกใครก็ทำได้ชิลๆ”
หนานอี่ฟังเขาพูดจบก็หัวเราะ ก่อนจะหันหน้ากลับไปแกะไฟประดับต่อ แสงไฟสีทองสาดส่องใบหน้าด้านข้างของเขาให้ดูงดงามจนคนมองไม่อาจละสายตา
“ผมสารภาพตามตรงว่าเคยมีความคิดนี้อยู่เหมือนกัน…”
ฉินอีอวี๋เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาทันที “ห้ามเด็ดขาด!”
“ผมคิดแบบนี้ตอนยังเด็กมาก เมื่อก่อนผมคิดไปถึงขั้นว่าพอโตแล้วผมจะไปเป็นคนขับรถของประธานบริษัทเฉิงหง จะได้ขับรถพาเขาพุ่งลงเหวไปเลย โง่ดีไหมล่ะ”
หนานอี่พูดด้วยน้ำเสียงติดตลก แต่ฉินอีอวี๋ฟังแล้วปวดใจ เพราะการที่หนานอี่ใช้ชีวิตจมอยู่ในความอาฆาตแค้นของตัวเองมาตั้งแต่เล็กจนโต เลยทำให้เขาโตเกินวัยแบบนี้
หนานอี่หันหน้ามามองฉินอีอวี๋ “เฉินซั่นหงมีนิสัยวิตถารอย่างหนึ่งคือเขาชอบญาติของเหยื่อมาก แฟนเก่าของเขาหลายคนไม่ได้มีจุดร่วมแค่เรื่องร้องเพลงได้หรือเล่นกีตาร์เป็น แต่ญาติมิตรเพื่อนสนิทของพวกเขายังเคยถูกเฉินซั่นหงทำร้ายกันทั้งนั้น”
ฉินอีอวี๋ไม่อาจทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้เลย “หรือเขาจะเป็นโรคลิมาซินโดรม*?”
หนานอี่ยิ้ม “เรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เขาแค่ชอบใช้การเอาชนะและการครอบครองเหยื่อมาพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง คุณว่ามันน่าขยะแขยงมากไหมล่ะ”
“นายรู้เรื่องนี้ได้ไง”
“คุณน้าผมเขาสืบเรื่องนี้ได้ มีเคสแบบนี้หลายเคส แต่มีเคสหนึ่งที่ผมติดใจมากคือน้องชายของพนักงานที่ถูกเฉินซั่นหงบีบให้กระโดดตึก เขาเล่นเปียโนเป็น แต่พออยู่กินกับเฉินซั่นหงได้ไม่นานก็ฆ่าตัวตายเหมือนกัน”
นาทีนั้นฉินอีอวี๋พลันเข้าใจได้ว่าทำไมหนานอี่ถึงไม่กลัวการกลายเป็นบุคคลสาธารณะและไม่กลัวเฉินซั่นหงจะรู้ว่าเขาคือหนึ่งในญาติของเหยื่อที่ถูกรถชนตาย
“เพราะแบบนี้นายเลยไม่กลัวเฉินซั่นหงรู้ว่านายเป็นใคร เพราะสำหรับเขา นี่คือจุดที่นายสามารถดึงดูดให้เข้ามาหาได้”
แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังคงรู้สึกว่ามันเสี่ยงมากอยู่ดี “แต่เฉินซั่นหงมีทั้งเงินและอำนาจ แถมมีบุคลิกต่อต้านสังคม นายไม่กลัวจะถูกเขาจับได้ว่านายเข้าหาเขาเพื่อแก้แค้นเหรอ”
ทว่าหนานอี่กลับยิ้ม “จับได้แล้วไง เฉินซั่นหงมีแต่จะคิดว่าเด็กที่เพิ่งอายุเต็มสิบแปดคนหนึ่งจะทำอะไรได้”
ยิ่งเป็นคนที่มีเงินมีอำนาจก็ยิ่งเชื่อว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ในสายตาของพวกเขา หนานอี่ก็เหมือนนักศึกษาชายธรรมดาๆ ที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะ ไม่ต่างจากมดแมลง ไม่มีทางข่มขู่อะไรอีกฝ่ายได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมทั้งเจี่ยงเถียนและเฉินอวิ้นถึงไม่ระวังเขาเลย
หนานอี่พูดจบก็จับมือฉินอีอวี๋ขึ้นมา “คุณวางใจเถอะ ผมเลิกคิดแก้แค้นแบบเอาตัวเองไปสังเวยแล้ว และแผนเอาตัวเข้าล่อเพื่อแว้งกัดในภายหลังก็ไม่มีทางสำเร็จด้วย ดูจากพวกแฟนเก่าของเขาก็รู้”
ฉินอีอวี๋จ้องตาหนานอี่ “ฉันเชื่อนาย แต่นายต้องสัญญากับฉันว่าจะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง”
นักร้องหนุ่มถึงขั้นจับมือขวาของหนานอี่เพื่อบังคับให้เขาชูนิ้วสาบานต่อฟ้า
หนานอี่หลับตาพลางยิ้มอย่างอ่อนใจ แต่ก็ยอมงอนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยอย่างให้ความร่วมมือ “โอเค ผมสาบาน”
แต่พอเขาเปิดปาก นิ้วนางก็ถูกอะไรบางอย่างสวมเข้ามา มือเบสหนุ่มลืมตาทันที ดวงตาฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
นิ้วนางที่เมื่อกี้ยังว่างเปล่า ตอนนี้มีแหวนสีทองวงหนึ่งเพิ่มเข้ามา ประเด็นสำคัญที่สุดคือแหวนสีทองวงนี้ทำมาจากสายกีตาร์ สายกีตาร์เส้นเล็กบางพันรอบโคนนิ้ว ตรงกลางเป็นปลายกลม* ที่กำลังเปล่งประกายแวววาว
แววตาประหลาดใจย้ายจากแหวนไปที่ใบหน้ายิ้มร้ายของฉินอีอวี๋
“เขาสาบานว่าอะไรกันนะ ไม่ว่าจะเป็นยามมั่งมีหรือยากจน ยามเจ็บป่วยหรือแข็งแรง นายจะรักฉัน ซื่อสัตย์ต่อฉัน…”
คำพูดเพ้อเจ้อของเขาทำให้หนานอี่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ต้องยกมือขึ้นปิดปากอีกฝ่าย “คุณพูดจามั่วซั่วอะไรน่ะ”
“ฉันไม่ได้พูดมั่วนะ ฉันท่องมาแล้ว” พอฉินอีอวี๋จูบมือเขา หนานอี่ก็เอามือลงทันที
นักร้องหนุ่มทำหน้าจริงจังมากขึ้น “ตอนแรกฉันว่าจะเก็บไว้ให้นายตอนปีใหม่เหมือนกัน ต้องโทษนายนั่นแหละที่เอาโชกเกอร์มาใส่ให้ฉันก่อน ทำเอาแผนฉันรวนไปหมด”
ตอนที่ฉินอีอวี๋พูดนั้นมีควันขาวลอยออกมาจากปาก ดวงตาสะท้อนแสงจากไฟประดับที่ยังเอาออกไม่หมดจึงเปล่งประกายแพรวพราว
“ถึงแหวนวงนี้จะไม่ได้ทำจากสายกีตาร์ตัวแรกของฉัน แต่มันทำขึ้นจากสายกีตาร์ตัวแรกที่ฉันสลับมือเล่น เพราะนาย ฉันถึงได้กลับมาเป็นมือกีตาร์อีกครั้ง”
ฉินอีอวี๋จูบนิ้วหนานอี่แล้วยกมือของตัวเองให้เขาดู เพื่ออวดแหวนคู่อีกวงที่ไม่รู้ว่าเอามาใส่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งแหวนวงนั้นก็เป็นสีทองเหมือนกัน
มือซ้ายที่สักเพื่อปิดแผลและต่อมาก็ถูกใช้ดีดสายนี้มีประกายวิบวับจากแหวนที่ทำขึ้นจากสายกีตาร์อยู่บนนิ้วนาง
ทั้งคู่ผนึกฝ่ามือเข้าด้วยกัน นิ้วทั้งสิบสอดประสาน
“วันนี้นอกจากฉันจะกลับเข้าสู่วงการกีตาร์แล้ว วันที่สามสิบเอ็ดธันวาคมนี้ยังเป็นวันแรกที่พวกเรามีแหวนคู่วงแรกด้วย นายต้องจำเอาไว้ให้ดีนะ”
* ลิมาซินโดรม (Lima syndrome) คือกลุ่มอาการทางจิตวิทยาที่ผู้กระทำความผิดจะเกิดความเห็นใจหรือรู้สึกดีต่อเหยื่อ
* ปลายกลม (Ball end) หมายถึงปลายสายเครื่องดนตรีที่มีแกนหรือลูกบอลโลหะใส่มา
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



