everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 89-90 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ
อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน
และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 89 สุขสันต์วันปีใหม่
ในอินเตอร์เน็ตลือกันเป็นวงกว้างว่ารายการเครซี่แบนด์อาจจะมีคลิปพิเศษในคืนข้ามปี เลยมีแฟนคลับกลุ่มหนึ่งมาซุ่มรออยู่นอกค่ายในคืนข้ามปี เพราะหวังว่าจะจับภาพพวกเขาตอนออกไปและกลับมาจากทำงานได้
แฟนคลับที่เคยได้ข้อมูลวงในเรื่องเข่าเหลิ่งเมี่ยนคราวก่อนก็รีบมาดักรอที่ประจำเหมือนกัน เธอตั้งกล้องไว้ตรงมุมเล็กๆ ทางประตูตะวันออก เผื่อว่าจะได้ภาพคู่จิ้นเด็ดๆ บ้าง
คิดไม่ถึงว่าพอตั้งกล้องเสร็จจะมีกระเป๋าสีดำใบหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้าจนเกือบโดนกล้องของเธอ หญิงสาวจึงเผลอรับกระเป๋าใบนั้นไว้ มันไม่หนักเหมือนเป็นกระเป๋าเปล่า
อึดใจต่อมาก็พลันมีเงาของใครคนหนึ่งทาบทับลงบนตัวเธอ พอแฟนคลับสาวเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเป็นหนานอี่อีกแล้ว
หนานอี่ทำท่าเหมือนประหลาดใจ เลิกคิ้วสูง
“ก็ว่าทำไมกระเป๋าผมตกพื้นแล้วไม่มีเสียง”
แฟนคลับสาวกอดกระเป๋าไว้ พูดแบบลิ้นพันกัน “หนานอี่ คุณๆๆ”
หนานอี่กระโดดลงมาจากกำแพง อาจเพราะผู้หญิงคนนี้ชอบฉินอีอวี๋ ดูท่าจะชอบนักร้องหนุ่มมาตลอด เขาจึงไม่มีความรู้สึกต่อต้าน และสามารถทำตัวเป็นธรรมชาติด้วยได้
หนานอี่ทำหน้านิ่งเดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองจากอ้อมแขนของเธอ เขาเลียนเสียงพูดตะกุกตะกักของแฟนคลับสาวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“คุณๆๆ ทำให้ฉินอีอวี๋อดเข่าเหลิ่งเมี่ยน”
พูดจบมือเบสหนุ่มก็เดินตรงไปทางมอเตอร์ไซค์
“คุณหนีออกจากค่ายอีกแล้วนะ!”
“ใช่ ช่วยรูดซิปปากไว้ด้วย”
“งั้นก็ให้ข้อมูลฉันอีกสิ!”
“ไม่” ขณะที่หนานอี่ขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ มือก็หยิบหมวกกันน็อกมาด้วย
“ทำไมอะ ฉินอีอวี๋ว่าคุณเหรอ”
หนานอี่หัวเราะเหมือนได้ยินเรื่องตลกชวนขำ แต่ไม่นานเขาก็ใส่หมวกกันน็อก แม้เสียงตอบจะดังอู้อี้อยู่ในหมวกแต่ก็ได้ยินชัดเจน
“เขานิสัยดีมาก”
เงาดำกับมอเตอร์ไซค์สีดำซิ่งฝุ่นตลบหายไปบนถนนสีเทาขาวในฤดูหนาว แฟนคลับสาวยืนนิ่งอยู่ที่เดิมนานมากกว่าจะฉุกคิดได้ว่าตอนหนานอี่ยื่นมือมาเอากระเป๋าจากเธอ บนนิ้วเขาเหมือนจะมีอะไรวิบวับล้อแสงแดดเป็นประกายล่อตา
ใช่แหวนหรือเปล่านะ
เธอน่าจะถ่ายภาพเก็บไว้!
ถึงการแอบหนีออกจากค่ายรอบนี้จะเป็นเรื่องกะทันหัน แต่หนานอี่ก็นัดแนะใครต่อใครเอาไว้ล่วงหน้าก่อนออกเดินทางเรียบร้อยแล้ว เพราะเขาตั้งใจว่าจะรีบรบรีบจบ แล้วจะได้กลับไปแต่งเพลง ช่วงใกล้ปีใหม่แบบนี้ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็จัดแต่งสถานที่เป็นธีมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แม้แต่ปากซอยเล็กๆ ก็ยังมีการนำป้ายขนาดยักษ์เขียนคำว่า ‘happy new year 2025’ ล้อมด้วยดอกไม้สดโทนสีแดงมาตั้งให้คนผ่านทางจำนวนไม่น้อยได้มาถ่ายรูปเช็กอินกันที่ด้านหน้า รอยยิ้มของแต่ละคนดูเต็มไปด้วยความสุข
หลายปีมานี้ทุกครั้งที่ถึงช่วงนี้ความสุขสันต์และการวาดหวังของมวลชนจะเป็นเหมือนคลื่นสึนามิที่โถมพัดใส่เขา เพราะความเจ็บปวดของเขานั้นช่างเล็กจ้อยเสียเหลือเกิน ทั้งยังแปลกแยกจากคนอื่นราวกับหยดหมึกสีดำลงไปในคลื่นสมุทร แล้วถูกคลื่นพัดจนไม่เหลือร่องรอยใดๆ
การยืนอยู่ในรอยต่อวันสุดท้ายของปีทำให้หนานอี่รู้สึกเหมือนเสียเวลาไปอีกปีหนึ่ง เมื่อความตั้งใจและเวลาที่เขาทุ่มเทลงไปสูญสลายกลายเป็นฟองอากาศ ตัวเขายังคงไม่บรรลุเป้าหมาย บรรยากาศส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะยังมีเหยื่อรายใหม่เกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ และในฐานะ ‘เหยื่อรายเก่า’ หนานอี่ยังคงจมอยู่ในวัฏจักรที่ไม่เคยหยุดพักนี้ โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย
มือถือของเขาดังขึ้น เป็นแจ้งเตือนอีเมลจากฉีโม่ที่เขาไม่ได้ติดต่อมาหลายวัน หนานอี่จึงเปิดมือถือเช็กอีเมลที่มีเนื้อความสั้นๆ
เท่าที่อ่านดูคร่าวๆ ถือว่าเป็นข่าวดีที่หาได้ยากในช่วงนี้
‘ฉันได้แฟลชไดรฟ์จากอาจารย์โจวเมิ่งมาแล้ว ดูทรงน่าจะกู้ยาก แต่ฉันจะพยายาม ส่วนข้อมูลในโน้ตบุ๊กฉันกู้สำเร็จเรียบร้อย ไฟล์ใหญ่กว่าที่คิดมาก ฉันเลยแตกมันเป็นไฟล์ใส่รหัสไว้หลายๆ ไฟล์ แนบมาพร้อมอีเมลที่ส่งให้นาย รหัสยังใช้รหัสเดิม ถ้าดูเสร็จแล้วบอกฉันด้วยว่ายังจะส่งข้อมูลพวกนี้ให้สื่อตามแผนเดิมอีกไหม’
หนานอี่นิ่งกว่าที่คิด เขาไล่ดาวน์โหลดไฟล์แนบมาทีละไฟล์ แต่มือเบสหนุ่มสังเกตเห็นว่าไฟล์สุดท้ายเป็นไฟล์เปล่า พอคลิกเปิดก็เด้งไปที่หน้าลิงก์หนึ่งอัตโนมัติ เมื่อเขาคลิกลิงก์ดูก็พบว่าเป็นอีการ์ดแบบย้อนยุคใบหนึ่ง แถมยังเล่นเพลงสุขสันต์วันปีใหม่ด้วย
เรื่องนี้ทำให้เขาประหลาดใจมาก เพราะการพูดคุยระหว่างพวกเขาจะมีเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับแผนน้อยมาก ส่วนใหญ่เรื่องที่พวกเขาคุยกันจะเป็นความอาฆาตบาดลึก ทำให้คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความสุขแบบนี้แลดูเหมือนหนังสยองขวัญเสียมากกว่า
หนานอี่ปิดอีการ์ดแล้วล็อกหน้าจอ
“ขอโทษทีนะพ่อหนุ่ม”
มือเบสหนุ่มรับรู้ได้ว่ามีคนมาตบไหล่เรียกเลยหันหน้าไป ก่อนจะเห็นว่าเป็นสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่ง ผมเผ้าขาวโพลน หน้าตาดูใจดี
เขาถอดหูฟังแล้วได้ยินคุณปู่ถามว่าช่วยถ่ายรูปให้พวกเขาหน่อยได้ไหม
“ได้สิครับ”
หนานอี่รับมือถือของอีกฝ่ายมาช่วยสองสามีภรรยาสูงวัยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในคืนข้ามปี มือเบสหนุ่มมองมือของพวกเขาที่กำลังคล้องแขนและประสานฝ่ามือเข้าด้วยกันโดยมีแหวนแต่งงานเนื้อเงินแบบเรียบอยู่บนมือแล้วก็พลันรู้สึกอบอุ่นสบายใจ
“เธอถ่ายรูปสวยจริงๆ ขอบใจนะ” คุณปู่เอามือถือไปให้ภรรยาที่อยู่ข้างๆ ดู “สวยไหม คุณดูสิ ข้างหลังมีดอกไม้ด้วยนะ…”
เมื่อเจ้าของร้านที่อยู่ข้างหลังตะโกนมาว่า “คุณลูกค้าที่ออเดอร์ไว้เมื่อกี้ ออเดอร์ของคุณได้แล้วค่ะ” หนานอี่จึงหมุนตัวเดินกลับไปที่ร้านอีกครั้ง
แต่ใครจะรู้ว่าพอเขาหมุนตัวเสียงของคุณปู่ก็ดังไล่หลังมาว่า “แฮปปี้นิวเยียร์นะ”
หนานอี่หยุดเดิน
เขาค้นพบว่าวันนี้ไม่เหมือนกับวันวาน ราวกับว่าตัวตนของเขาถูกขีดเขียนขึ้นใหม่ อะไรหลายอย่างถูกกลืนหาย โดยส่วนที่เหลือคือการเฝ้ามองและยอมรับอย่างสงบ
หลังเดินแยกออกมาหนานอี่ก็เก็บของที่ซื้อมาใส่กระเป๋า ในมือหิ้วถุงกระดาษทรงแคบใบเดียวไปขึ้นรถ ซึ่งในระหว่างที่ขี่รถผ่านถนนสายนี้เขาก็มองผ่านหน้าต่างร้านเสื้อผ้าเข้าไปเห็นคู่สามีภรรยาสูงวัยคนเมื่อครู่เลยจอดรถแล้วกดแตร ก่อนจะเปิดหน้ากากหมวกกันน็อก
คู่สามีภรรยาสูงวัยหันหน้ามาเห็นดวงตาของเขาก็ชะงักไปหนึ่งวินาที ก่อนจะยิ้มอย่างประหลาดใจแล้วเดินเข้ามาหา
“เธอเองเหรอพ่อหนุ่ม”
หนานอี่ที่ยังสวมหมวกกันน็อกอยู่ผงกศีรษะ ก่อนจะยื่นถุงกระดาษในมือให้พวกเขา
“แฮปปี้นิวเยียร์ครับ”
พอเขาขี่รถออกไป คู่สามีภรรยาสูงวัยที่รักใคร่กันก็เปิดถุงกระดาษดู ก่อนจะพบว่าข้างในมีดอกกุหลาบสีแดงที่บานกำลังดีอยู่หนึ่งดอกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
ฉินอีอวี๋ที่กลับมาหลับเอาแรงที่ห้องพักถูกปลุกด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ
อาจเพราะบนดาดฟ้าอากาศหนาวจัด หรือไม่ก็เป็นเพราะคำพูดเพ้อเจ้อของหนานอี่ตอนเมาเมื่อคืนมันฝังใจเขามาก ส่งผลให้พอหลับไปแล้วเขาก็ฝันถึงแต่อากาศหนาวจัด ราวกับว่าได้ไปอยู่ที่ไซบีเรียแล้วจริงๆ ทำให้ทุกลมหายใจเข้าออกเหมือนมีมีดมากรีดโพรงจมูก มันทั้งเจ็บและได้กลิ่นสนิมเหม็นคาว
เขาวิ่งไล่ตามหมาป่าสีเทาดำตัวหนึ่งที่เหมือนกำลังเอาชีวิตรอดอยู่ในทุ่งมอสส์กลางหิมะอันเวิ้งว้าง ท่ามกลางอากาศหนาวจนตัวแทบแข็ง สุดท้ายก็เผลอร่วงลงไปในอุโมงค์น้ำแข็ง แต่ใครจะรู้ว่าในนั้นจะไม่มีน้ำเย็นจัดที่หนาวเสียดกระดูก ทว่าเป็นทะเลดอกไม้ที่แสนอบอุ่น
มันเหมือนจริงมาก
ฉินอีอวี๋ลืมตาพึ่บ เขาสูดจมูกดมกลิ่นฟุดฟิดแล้วหันไปพบว่าหนานอี่หายตัวไป และสิ่งที่มาโผล่อยู่ที่ข้างหมอนแทนมือเบสหนุ่มคือห่อของขนาดใหญ่สีดำที่มีโพสต์อิตติดอยู่หนึ่งแผ่น
‘เปิด’
ฉินอีอวี๋ลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ พอเปิดห่อที่น่าจะใหญ่พอซ่อนศพได้นั้นเสร็จก็อึ้งงันอยู่กับที่
เนื่องจากข้างในมีดอกกุหลาบช่อใหญ่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ กลีบดอกซ้อนแน่นไล่สีจากสีขาวไปหาสีชมพู กลิ่นหอมจัด มันสวยจับตาจับใจเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็น สวยแบบไม่เกรงใจใคร เรียกได้ว่าสวยแบบตะโกน
มันคือดอกกุหลาบสายพันธุ์ลีโอเฟร์เร่ที่ฉินอีอวี๋เคยแอบเอาไปเสียบผมของหนานอี่
บนดอกไม้ที่อัดแน่นมีการ์ดสีดำเสียบอยู่หนึ่งใบ ตัวอักษรเขียนด้วยลายมือสีเงิน
‘ถึงฉินอีอวี๋
ขอแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ที่การแสดงหวนคืนวงการประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แฮปปี้นิวเยียร์คุณมือกีตาร์
จากเจ้าผีน้อย
2024.12.31’
ฉินอีอวี๋เริ่มยิ้มซื่อบื้อออกมาอย่างไม่มีเหตุผล นักร้องหนุ่มเอาหน้าซุกช่อดอกไม้เพื่อสูดกลิ่นหอมอยู่นานมาก เพราะมันทำให้เขาเหมือนได้ย้อนกลับไปยังทะเลดอกไม้ในความฝัน
นี่หนานอี่แอบออกไปซื้อมาเหรอ
พอตื่นเต็มตาฉินอีอวี๋ก็ได้กลิ่นหอมๆ อีกกลิ่นหนึ่งเลยลุกจากเตียงแล้วเดินไปที่โต๊ะ ก่อนจะพบว่ามีแป้งเย็นย่างกระทะแบบห่อกลับอยู่หนึ่งชาม ถุงที่ใส่โดนความร้อนจับจนเป็นฝ้า กลิ่นหอมนั้นลอยมาแตะจมูก
ในสายตาของหนานอี่เหมือนจะไม่มีแนวคิดเรื่องโรแมนติกหรือไม่โรแมนติก เชยหรือไม่เชย มือเบสหนุ่มแค่รู้สึกว่าหลังดูโชว์จบก็ต้องมอบดอกไม้เพื่อแสดงความยินดี ของที่คนรักไม่ได้กินก็ต้องหามาให้ทดแทน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ควรค่ากับการปีนข้ามกำแพงออกไปสักครั้งหรือแหกกฎสักครั้ง ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นไปยืนอยู่หน้าร้านขายดอกไม้หรือหน้าแผงลอยริมทางก็คงไม่มีความรู้สึกบริสุทธิ์ใจขนาดนี้ คงมีแต่หนานอี่คนเดียวที่เป็นแบบนั้น ซึ่งมันเท่มาก
เท่พอๆ กับตอนที่เขาปีนภูเขาข้ามดอยไปหาฉินอีอวี๋เพื่อมอบหมอนใบเล็กๆ ใบหนึ่งให้
ความต่างอยู่ที่ฉินอีอวี๋คาดหวังเหลือเกินว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย ในขณะที่พอหนานอี่เอาของมาวางให้เหมือน ‘โยนหินทิ้ง’ เสร็จก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่รอดูผลลัพธ์
เหมือนอย่างตอนนี้ที่เขามุดกลับเข้าไปเขียนเพลงในห้องซ้อมอีกครั้ง
“อินโทรแบบนี้เอามาทำเป็นท่อนฮุคที่ซ้ำๆ เป็นระบบหรืออาจจะเล่นวนไปทั้งเพลงเลยก็ได้” หนานอี่ยืนอยู่ข้างเปียโนไฟฟ้าเพื่อใช้เปียโนเล่นทำนองสั้นๆ ท่อนหนึ่ง เขาหันไปมองเหยียนจี้ที่อยู่ข้างๆ “แต่ผมอยากได้เสียงซินธิไซเซอร์เย็นๆ”
เหยียนจี้ยิ้ม ยกมือขึ้นลองทำเสียงแบบหนึ่งออกมาแล้วถามว่า “แบบนี้ไหม เป็นซาวนด์โพสต์พั้งก์แบบรัสเซียที่ใช้กันบ่อยๆ”
หนานอี่ก้มหน้าฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเล่นเองหนึ่งรอบ “ขอแบบจริงจังมากกว่านี้อีกนิดนึง ไม่เอาให้เหมือนมนุษย์ ให้เหมือนเครื่องจักรได้จะดีที่สุด”
เหยียนจี้ใช้ความคิด “ฉันพอจะเข้าใจไอเดียนายแล้ว” เขาเปลี่ยนเครื่องซินธิไซเซอร์ที่ให้ซาวนด์บิดเบี้ยวและเยียบเย็น เพื่อใช้วิธีการเล่นเป็นจังหวะที่มีความคมชัดมากกว่าเก่า ให้ความรู้สึกเหมือนกระแสคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ที่ลุ่มหลงแต่ก็เข้มงวด
“ใช่ แบบนี้แหละ” หนานอี่หยิบเบสขึ้นมาใส่เสียงเบสเข้าไปในเมโลดี้ของซินธิไซเซอร์ พอมีคลื่นความถี่ต่ำที่หนักแน่นและเป็นระเบียบเพิ่มเข้ามา กลิ่นอายโพสต์พั้งก์ก็ยิ่งชัดมากขึ้น
ฉือจือหยางใช้สองมือเท้าคาง ก้มหน้าหลับตาฟังอยู่สักพัก แล้วจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา เขาจึงตีกลองเป็นจังหวะสม่ำเสมอแบบถี่ๆ เข้ามาร่วมกับเสียงเบสด้วย
หนานอี่หันไปดูแล้วก็ต้องประหลาดใจที่ได้เห็นว่าฉือจือหยางเปลี่ยนไม้ตีกลองใหม่ เป็นไม้สีเงินเกือบขาวที่ดูสวยงาม เวลาตีจะเหลือบสีรุ้งจางๆ ดูเหมือนจะเป็นเฉดสีเดียวกับหูฟังมอนิเตอร์อันใหม่ของเขาด้วย
แต่เพราะพวกเขากำลังแต่งเพลงกันอยู่ หนานอี่เลยไม่ได้ถามมาก นอกจากตั้งใจฟังเสียงกลองของฉือจือหยาง
พอมีจังหวะกลองที่เย็นชาเข้ามาประสานในของย่านความถี่ต่ำก็ให้ความรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก
“เพราะดี”
เสียงนี้ทำให้สามหนุ่มเงยหน้าขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นคือฉินอีอวี๋ที่กำลังยืนยิ้มน้อยๆ พิงกรอบประตูอยู่
นักร้องหนุ่มพูดทั้งที่ยังมีอมยิ้มแบบแท่งคาอยู่ในปากว่า “ให้ฟีลเหมือนมีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่กลางหิมะแล้วเกิดเครื่องช็อตกะทันหัน แต่มันถูกควบคุมด้วยคำสั่งจึงต้องก้าวเท้าไปข้างหน้าเหมือนเดิม ทั้งที่วินาทีต่อไปตัวมันอาจจะเครื่องช็อตหรือล้มฟาดพื้นแหลกเป็นชิ้นๆ ไปเลยก็ได้”
เหยียนจี้ฟังแล้วเลิกคิ้ว “บรรยายได้เห็นภาพมาก เอาไปเขียนอธิบายในอัลบั้มได้เลย”
ฉือจือหยางเองก็หยุดเล่นเหมือนกัน “คนไม่รู้คงนึกว่านายเป็นคนแต่งเพลง พ่อนักร้องนำจอมโดดงาน”
“ขอบใจที่ชมนะ พ่อมือกลองใจแคบ”
พอฉินอีอวี๋ต่อปากต่อคำกับฉือจือหยางเสร็จก็เดินมาตรงหน้าหนานอี่ “เขียนเพลงที่เราจะใช้แข่งได้แล้วเหรอ”
“ประมาณนั้น แต่ยังรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรไปอีกหน่อย” หนานอี่แหงนหน้าขึ้น เอนตัวพิงโซฟา ก่อนจะถอดแว่นตาออกแล้วบีบสันจมูก
“เขียนเนื้อเสร็จหรือยัง ธีมคืออะไร”
“เพลงรัก” หนานอี่หลุดปากบอกออกไป
สมาชิกทั้งสามอุทานออกมาพร้อมกัน “หา?”
“แต่ฉันว่ามันฟังเหมือนเพลงประกอบหนังสยองขวัญมากกว่า” ฉือจือหยางนิ่งไป “ให้ฟีลแบบหนังที่ไปถ่ายทำที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณว่าฆ่าคนแล้วเอาศพไปซ่อนไว้กลางหิมะ”
หนานอี่ไม่แปลกใจที่ฉือจือหยางคิดแบบนี้ แต่เขายังคงย้ำให้อีกฝ่ายฟังอีกรอบหนึ่งว่า
“เป็นเพลงรัก”
วงเดอะเกรตโมเมนต์ใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเรียบเรียงเพลงจนพอจะได้งานออกมาคร่าวๆ แต่จังหวะที่พวกเขากำลังจะลองเพิ่มเสียงร้องเข้าไปก็ได้รับแจ้งจากทางรายการว่าให้ไปเข้าร่วมการไลฟ์พิเศษเทศกาลปีใหม่
วงเดอะเกรตโมเมนต์เป็นวงแรกที่ทางรายการมาแจ้ง แถมยังมอบหมายภารกิจให้หนานอี่กับฉือจือหยางไปเตรียมสัมภาษณ์ในไลฟ์ก่อน ส่วนเหยียนจี้กับฉินอีอวี๋นั้นถูกแยกให้มาจับการ์ดภารกิจ แล้วแจ้งข่าวให้วงกลุ่มหนึ่งกับกลุ่มสองทราบ
มันช่างบังเอิญเหลือเกินว่าฉินอีอวี๋จับได้กลุ่มสอง ซึ่งเขาสงสัยว่าทางรายการจงใจวางแผนให้ผลออกมาเป็นแบบนี้ เพราะอยากเห็นเขาปะทะกับวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์
แต่ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนนี้เขาก็ได้แต่ยอมถือกล้องโกโปรเดินไปที่ห้องซ้อมของกลุ่มสอง
โชคดีที่ไม่มีเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจอย่างที่คิด หลังจากที่ฉินอีอวี๋เคาะประตูห้องซ้อมของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์แล้ว เหลียงเยวี่ยที่เป็นนักร้องนำคนใหม่ที่มาแทนที่เขาซึ่งอยู่ข้างในก็ลุกมารับการ์ดภารกิจ
สีหน้าของเหลียงเยวี่ยไม่นับว่าดีแต่ก็ไม่ถึงกับแย่ ทว่าเวลาที่เห็นฉินอีอวี๋ เขาก็มักจะมีความรู้สึกเหมือนกับตัวเอกในหนังสยองขวัญที่กำลังกำขวานและต้องกัดฟันเผชิญหน้ากับบอสใหญ่ตัวสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความจริงฉินอีอวี๋ก็พอจะเข้าใจเขา เพราะนับตั้งแต่เหลียงเยวี่ยเข้ามารับตำแหน่งนักร้องนำ เขาก็เจอกับคำวิจารณ์เรื่องเสียงร้องไม่หยุด ยิ่งวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เป็นวงที่ได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ การแสดงก็ยิ่งเยอะ ทำให้เขาถูกเอาตัวมาเปรียบเทียบกับฉินอีอวี๋อยู่บ่อยๆ
ฉินอีอวี๋คิดอยู่ในใจว่าถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเขาที่ทุกนาทีที่ยืนอยู่บนเวทีคือการยืนอยู่ในเงาของคนเก่า เขาขอตายดีกว่า
“ทำไมหนานอี่ไม่มา” อยู่ดีๆ อินลวี่ก็พูดโพล่งขึ้นมาแบบหน้ามึนๆ
ฉินอีอวี๋เองก็ตอบแบบไม่เกรงใจเหมือนกัน “นายเดาดูสิ”
หลังเดินออกจากห้องซ้อมของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ ฉินอีอวี๋ก็ไล่ลำดับไปหาวงแอสแซสซิเนชันกับวงยูลิสซีสไกแดนซ์ที่สนิทกันดี เป็นอันว่าจบภารกิจไปแบบสวยๆ แถมยังปล่อยมุกเล่นกับพวกเขาอีกพักหนึ่งด้วย
“อ้อ หมิ่นหมิ่น ไฟดาวนั่นฉันใช้เสร็จแล้วนะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะเอาไปคืนเธอที่ห้อง”
“ก็ดี ฉันจะได้เอากลับไปแต่งต้นคริสต์มาสที่ห้อง”
สุดท้ายฉินอีอวี๋ก็ไปที่ห้องซ้อมของวงรีดรีม แต่น่าแปลกที่ในห้องซ้อมไม่มีใครอยู่ ฉินอีอวี๋เลยยืนถือการ์ดภารกิจคิดว่าจะไปหาพวกเขาที่ห้องพักดีไหม ทว่าพวกเขาไม่ได้สนิทกัน ฉินอีอวี๋เลยไม่รู้ว่าห้องพักของวงรีดรีมอยู่ชั้นไหน
บังเอิญว่าสวี่ซือเดินออกมาจากห้องซ้อมของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์พอดี พอเขาเห็นฉินอีอวี๋ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องซ้อมของวงรีดรีม อีกทั้งห้องซ้อมยังไม่ได้เปิดไฟก็พอจะเดาเรื่องได้คร่าวๆ
“วงรีดรีมพักอยู่ห้องติดกับฉัน” สวี่ซือบอก “ฉันจะพานายไปเอง”
ฉินอีอวี๋ไม่ปฏิเสธ “ดีเลย”
ช่วงที่อยู่ในลิฟต์สวี่ซือคอยมองแหวนบนมือของฉินอีอวี๋ตลอด มือเบสหนุ่มคิดไปถึงช่อดอกไม้ยักษ์ที่เขาแชร์ในกลุ่มเพื่อนกับการ์ดสีดำที่ถูกปิดไว้เลยมองไม่เห็นข้อความใบนั้น แล้วในใจจินตนาการภาพไปมากมาย แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมา
สวี่ซือพาฉินอีอวี๋มาที่หน้าประตูห้องพักของวงรีดรีมแล้วเคาะประตู แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน แถมประตูก็ไม่ได้ล็อกไว้ เพียงแค่ผลักก็เปิดออกได้
“นั่นห้องใครอะ ไฟเปิดอยู่ มีคนหรือเปล่า” ฉินอีอวี๋ว่า
ถึงจะไม่มีเสียงตอบรับ แต่เพื่อภารกิจพวกเขาจำเป็นต้องเดินเข้าไปข้างใน ฉินอีอวี๋ปิดกล้องโกโปรก่อนเดินเข้าไปในห้อง
ม่านปิดอยู่แต่ไฟห้องน้ำเปิด ฉินอีอวี๋เคาะประตูห้องนอนที่เปิดอ้า เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีคนนอนอยู่บนเตียง แต่ไม่ยอมขานรับ
สวี่ซือเห็นผมสีฟ้าแวบๆ เลยเรียกเบาๆ “อาชิว?”
ฉินอีอวี๋ชิงเดินไปที่โต๊ะข้างหัวเตียง เพราะเขาเห็นว่าบนโต๊ะมีกล่องยา หัวใจของเขาพลันบีบรัดแน่นเพราะเข้าใจว่าเกิดเรื่องแล้ว แต่พอเห็นตัวอักษรบนกล่องยาชัดๆ นักร้องหนุ่มก็ค่อยหายใจคล่องขึ้น
มันเป็นยาที่ใช้กันทั่วไปสำหรับโรคซึมเศร้า โดยนักร้องหนุ่มได้ใช้ตัวบังกล่องยาไว้ไม่ให้สวี่ซือเห็น พร้อมกับบอกอีกฝ่ายว่า “เขาหลับสนิทขนาดนี้ อีกเดี๋ยวค่อยมาเรียกใหม่ละกัน”
“โอเค”
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ฉินอีอวี๋คงรู้สึกแปลกใจไม่มากก็น้อยที่อาชิวป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่พอได้ยินหนานอี่เล่า นักร้องหนุ่มก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดและออกจะเห็นใจอาชิว
จากนั้นฉินอีอวี๋กับสวี่ซือก็เดินออกจากห้องนอนที่ปิดไฟมืดสนิทมายังห้องไลฟ์ที่แสนจะคึกคัก สว่างไสว และกว้างขวางซึ่งทางรายการจัดเตรียมไว้ แต่หัวใจของฉินอีอวี๋กลับเจ็บแปลบขึ้นมาแบบแปลกๆ มือของเขาขยำอกเสื้อจนเป็นรอยยับ
แต่จังหวะที่เขาตั้งใจจะลูบรอยยับที่อกเสื้อให้เรียบ หนานอี่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็เดินหลบหลีกใครต่อใครเข้ามาหาเขา
“เป็นอะไรไป” หนานอี่จ้องหน้าเขา “ไม่สบายตรงไหนเหรอ”
ฉินอีอวี๋ทึ่งในความเฉียบไวของหนานอี่ แต่ยังคงปั้นหน้ายิ้ม “เปล่า แค่ป่วนคนจนเหนื่อยเกินไปหน่อย”
หนานอี่ถอดตัวสายรัดกล้องโกโปรบนข้อมือให้เขาแล้วส่งกล้องคืนให้สตาฟฟ์ ก่อนพาฉินอีอวี๋กลับไปยังที่นั่งของวงเดอะเกรตโมเมนต์
เนื่องจากเป็นการไลฟ์แบบกลุ่มเลยมีคนเยอะมาก ถึงพวกเขาจะมาออกันอยู่ในที่ที่หน้าตาเหมือนห้องโถง แต่ความจริงแต่ละวงจะมีไลฟ์เป็นของตัวเอง
ฉินอีอวี๋กับหนานอี่นั่งอยู่ทางฝั่งขวาในไลฟ์ของวงเดอะเกรตโมเมนต์ติดกับไลฟ์ของวงเอ็กซ์คิวท์พอดี
พอเริ่มไลฟ์ซับกระสุนก็รัวมาทันที
‘ว้าย qyy กับ ny กลับมาแล้ว’
‘เป็นการจับคู่ใบหน้าที่เหมาะสมกันเหลือเกิน ฮือๆๆ’
‘ที่หลังหูของเหยียนจี้มีพลาสเตอร์ติดอยู่หรือเปล่า’
พอเห็นคอมเมนต์นี้หนานอี่ก็หันหน้าไปดู ก่อนจะเห็นว่าที่หลังหูของเหยียนจี้มีพลาสเตอร์แปะอยู่หนึ่งแผ่นจริงๆ ก่อนหน้านี้พลาสเตอร์แผ่นนี้ถูกใบหูบังไว้ เขาเลยมองไม่เห็น
‘ปลาแก้วกู่* ไม่ร้อนเหรอ มีคนตั้งเยอะตั้งแยะยังใส่ผ้าพันคออีก? ตั้งใจปิดอะไรไว้หรือเปล่า’
‘ทำไมแกะสิบตัวไม่นั่งติดกับอาจารย์เหยียนจี้แล้วล่ะ’
‘เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับปิ้งย่างทะเลของพวกเธอหรือเปล่า ทำไมทั้งสี่คนดูแปลกๆ’
“ยินดีต้อนรับนักดนตรีทุกท่านเข้าสู่ไลฟ์พิเศษเทศกาลปีใหม่ครับ! แฮปปี้นิวเยียร์!”
นักดนตรียี่สิบกว่าคนก็ตะโกนพร้อมกันอย่างให้ความร่วมมือเต็มที่ “แฮปปี้นิวเยียร์!”
“อย่างแรกเรามีเรื่องสำคัญเป็นพิเศษมาเตือนทุกท่าน นั่นคือการไลฟ์ครั้งนี้ผู้ชมที่เข้ามาดูไลฟ์ทุกช่องจะสามารถส่งไพ่ทาโรต์สามใบมาได้แบบไม่ซ้ำกัน โดยที่หลังไพ่ทาโรต์จะมี ‘คำศัพท์’ ที่ไม่ซ้ำกันอยู่ เมื่อผู้ชมกดคลิกทุกวงจะต้องเลือกไพ่ทาโรต์ที่ผู้ชมส่งมาให้เยอะที่สุดเพื่อเป็นองค์ประกอบใหม่ที่จะต้องมีในการไลฟ์ครั้งต่อไป”
พอฟังจบฉินอีอวี๋ก็โอดครวญออกมาแบบไม่มีการเกรงใจกันว่า “เอาแล้ว กฎที่เละกว่าชีวิตของฉัน”
‘ฮ่าๆๆ ฉินอีอวี๋ช่างกล้าพูด ระวังไลฟ์จะปลิว’
‘ปิดไลฟ์วงเดอะเกรตโมเมนต์’
เมื่อสตาฟฟ์แจกไพ่ทาโรต์ของจริงให้พวกเขา หนานอี่ก็ยื่นมือออกไปรับ ทำให้ภาพของมือหลุดไปเข้ากล้อง
‘เอ๊ะ บนมือของเสี่ยวอี่มีแหวน!’
‘จริงด้วย! สีทอง แถมใส่นิ้วนางข้างขวา!’
‘นิ้วนี้มองยังไงก็พิเศษหรือเปล่า แต่โผล่มาแค่แวบเดียวเลยเห็นไม่ชัดอะ’
เหยียนจี้รีบตะครุบมือของหนานอี่ลงพร้อมกับสบตาเขา ทำให้หนานอี่ได้สติ เขาแอบหลบกล้องไปจับมือฉินอีอวี๋ เป็นการบอกอีกฝ่ายว่าอย่าโชว์มือออกมา
ฉินอีอวี๋พยักหน้าอย่างว่าง่ายและทำมือโอเคอยู่ด้านล่าง
หนีฉือที่นั่งอยู่ติดกันยกส้มพันธุ์น้ำผึ้งหนึ่งถาดเล็กมายื่นให้เขา “พี่อวี๋ กินไหม หวานมากเลยนะ!”
“กิน!” ฉินอีอวี๋หยิบส้มหลายลูกมาวางลงตรงหน้าหนานอี่
“ขอเยอะๆ เลย!”
‘เอ๋? มือที่โผล่เข้ามาหยิบส้มในไลฟ์ของวงเอ็กซ์คิวท์มันมือใคร หนานอี่เหรอ นี่ใช่แหวนวงเมื่อกี้หรือเปล่า’
‘ไม่ใช่หรอก หนานอี่นั่งกลาง’
‘โอ้ แม่เจ้า นี่มันมือฉินอีอวี๋! เมื่อกี้ฉันได้ยินฉินอีอวี๋บอกว่าจะกินส้ม’
‘พวกเธอสองคนใส่แหวนคู่รักกันเหรอ’
‘หา? ด้อมฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้ วันนี้พวกเธอสองคนจะเปิดตัวกันเหรอ’
‘จริงด้วย แหวนเหมือนกันเป๊ะ! มือที่ยื่นมาหยิบส้มคือมือขวาของฉินอีอวี๋! แขนเสื้อสีเดียวกับเสื้อเลย!’
‘ไลฟ์วงเอ็กซ์คิวท์ได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวง!’
‘ชัวร์ หนีฉือคือบิดาแห่งด้อมฉินหนานของพวกเรา!’
* ปลาแก้วกู่ ภาษาจีนออกเสียงใกล้เคียงกับชื่อของฉินอีอวี๋
Comments



