ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 89-90 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 89-90 #นิยายวาย

2 of 2หน้าถัดไป

บทที่ 90 กู้ชาติทางอ้อม

 

ทันใดนั้นซับกระสุนก็สาดมารัวๆ

หนานอี่หรี่ตาอ่านดูอยู่นานมาก ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าหน้าจะมืด เขาอยากหันหน้าไปถลึงตาใส่ฉินอีอวี๋ แต่ก็กลัวจะถูกตีความหนักกว่าเดิมเลยได้แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

นิคที่นั่งอยู่ติดกันกลับหนักยิ่งกว่า เพราะเขาอ่านคอมเมนต์ในไลฟ์ของเอ็กซ์คิวท์ออกมาเลย “แหวนอะไร”

ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานยังคงเป็นเหยียนจี้ที่ออกมาแก้สถานการณ์ด้วยการปั้นหน้ายิ้มอย่างไม่มีพิษภัย เขาชูมือของหนานอี่ขึ้น “อ๋อ ทุกคนกำลังคอมเมนต์กันเรื่องแหวนวงนี้ใช่หรือเปล่าครับ นี่เป็นแหวนที่พวกเราทุกคนในวงทำด้วยกัน พอจะเป็นสินค้าที่ระลึกของวงเดอะเกรตโมเมนต์ในเทศกาลปีใหม่ได้หรือเปล่า”

พอพูดจบเหยียนจี้ก็หันไปมองฉินอีอวี๋ด้วย “ใช่ไหมอีอวี๋”

 

‘จริงอะ’

เหยียนจี้ อย่าหลอกกันนะ!’

 

ฉินอีอวี๋ยังไม่ทันเปิดปาก ฉือจือหยางก็เอ่ยถามด้วยหน้าตาเหลอหลาก่อนแล้วว่า “หา? ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง พวกนายแอบไปทำแหวนกันลับหลังฉันเหรอ”

หนานอี่หลับตา เขาทนอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวจริงๆ

 

ฮ่าๆๆ พวกนายทำอะไรกันโดยไม่ปรึกษาแกะสิบตัวเลย!’

 

แต่ความสามารถในการรับแรงกดดันของเหยียนจี้เหนือกว่าเด็กสามคนที่ยังไม่เคยผ่านโลกแห่งการทำงานมาก มือคีย์บอร์ดหนุ่มจึงยังคงรักษารอยยิ้มน้อยๆ เอาไว้ ขณะตั้งใจอธิบายให้ฉือจือหยางฟังว่า “แหงสิ ก็เมื่อคืนนายเมา”

ประโยคนี้ทำเอาหูของฉือจือหยางเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“หรือไม่จริง?” ฉินอีอวี๋ฉวยโอกาสเล่นตามน้ำ “เมื่อคืนนายเกือบพังเตียงเหยียนจี้แล้ว”

 

‘??? อะไรพังนะ เตียงใครพัง ใครพังเตียงของเหยียนจี้’

ผู้ชายในวงพวกนายนี่น่ากลัวจริงๆ’

‘กลุ่มเซียนนี่เป็นพวกปากโป้งกลับชาติมาเกิดหรือไง’

 

หนานอี่สะกดอารมณ์อยากฆ่าคนไว้ก่อนจะอธิบายว่า “ฉือจือหยางดื่มเยอะเลยไปกระโดดเด้งดึ๋งบนเตียงของเหยียนจี้น่ะครับ”

 

เสี่ยวอี่โกหกไม่เก่งเลยจริงๆ’

 

“แล้วแหวนที่นายทำล่ะ” ฉือจือหยางที่ถูกเบี่ยงประเด็นออกจากตัวไปแล้ว เริ่มซักเหยียนจี้ “ทำไมนายถึงไม่ใส่!”

เหยียนจี้ก็กำลังจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน มือคีย์บอร์ดหนุ่มฝืนยิ้ม “ฉันเล่นคีย์บอร์ด ใส่แล้วไม่สะดวก เลยถอดก่อนออกจากห้องมา”

 

‘ความลับปิดไม่มิด แต่แด๊ดดี้ก็พยายามจะกู้สถานการณ์’

 

จังหวะที่พวกเขากำลังจะตีกัน พาร์ตไพ่ทาโรต์ที่ทางรายการจัดเตรียมไว้ก็ออกโรงมาอย่างได้จังหวะ หลังนับถอยหลังสิบวินาทีบนจอก็มีไพ่ทาโรต์แสนสวยสามใบปรากฏขึ้นมา โดยหลังจากที่แฟนคลับทุกคนคลิกเลือกไพ่กันเรียบร้อยแล้ว ไพ่ใบนั้นก็จะถูกดึงขึ้นมาบนจอตามลำดับการโหวต

คอมเมนต์เรื่องแหวนจึงถูกกลบหายไปอย่างรวดเร็ว

หนานอี่โล่งอก ก่อนจะหันหน้าไปมองมือของฉินอีอวี๋ที่ไต่มาอยู่บนเข่าของเขาเงียบๆ ฉินอีอวี๋งอนิ้วชี้กับนิ้วกลางเคาะตักของหนานอี่เลียนแบบการ ‘คุกเข่า’

หนานอี่อยากหัวเราะแต่ต้องกลั้นไว้ และได้แต่ยื่นมือออกไปดีดมือของฉินอีอวี๋ในท่าเดียวกับที่ใช้ดีดหน้าผากคน

ผลการโหวตไม่ได้โชว์ออกมาให้เห็นทันทีเพื่อเว้นช่วงให้ทุกคนได้ลุ้น ทางรายการได้จัดช่วงของการประกาศผลนี้ไว้ในลำดับสุดท้าย และเริ่มดำเนินการจัดช่วงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอวยพรในเทศกาลก่อน

เวลามีคนอยู่เยอะ หนานอี่จะเริ่มเหม่อ มือเบสหนุ่มก้มหน้าเล่นไพ่ทาโรต์สามใบที่สตาฟฟ์ให้พวกเขามากับฉือจือหยางแบบคนว่างงาน ฉือจือหยางคว่ำหน้าไพ่ลง ใช้นิ้วจับไพ่สลับตำแหน่งอย่างรวดเร็วหลายรอบก่อนบอกให้หนานอี่เลือกไพ่

หนานอี่พยักหน้าแล้วดึงไพ่ออกมาหนึ่งใบ พอพลิกเปิดดูก็เจอไพ่ ‘วงล้อแห่งโชคชะตา’

“เอาใหม่อีกรอบดีกว่า” ฉือจือหยางกระซิบแล้วพลิกหน้าไพ่ลงอีกครั้ง เขาสลับไพ่อย่างคล่องแคล่วพอๆ กับเจ้ามือแล้วใช้ศอกสะกิดข้อมือของหนานอี่

แต่พอหนานอี่ใช้นิ้วเปิดไพ่ ทั้งคู่ก็อึ้งไป

เพราะมันเป็นไพ่วงล้อแห่งโชคชะตาอีกแล้ว

หนานอี่เอามือเท้าคางแล้วเริ่มสำรวจไพ่ใบนี้อย่างจริงจัง ก่อนจะพบว่าด้านบนมีฟันเฟืองเหมือนฟันเฟืองนาฬิกา เหนือฟันเฟืองมีสฟิงซ์ ด้านล่างมีสัตว์ที่มีหัวเหมือนหมาป่า และมุมล่างขวามีสิงโต

ถึงการที่มันโผล่ออกมาซ้ำๆ จะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความหมายของไพ่นั้นก็มีความเชื่อมโยงอยู่บ้าง

หนานอี่ไม่ได้ศรัทธาในศาสตร์ลี้ลับ เขาคิดเสมอว่าศาสตร์ลี้ลับคือความอ่อนแอของคนที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้ ถึงต้องเอาความหวังไปฝากไว้กับการทำเรื่องอ่อนแอ สมองน้อย

แต่จู่ๆ มือเบสหนุ่มก็ฉุกคิดถึงช่วงฤดูร้อนตอนที่เขาอยู่ประถมหก ปีนั้นปักกิ่งอากาศร้อนระอุ เขาไปอยู่บ้านลูกพี่ลูกน้องเป็นเวลาสองสัปดาห์ ช่วงนั้นพี่สาวคลั่งไคล้ในศาสตร์ลี้ลับ ในห้องเลยเต็มไปด้วยหนังสือโหราศาสตร์ แม่มด และเวทมนตร์ เธอซ่อนหนังสือพวกนี้ไว้ใต้เตียงเพื่อไม่ให้คุณลุงจับได้ ทว่าพอพวกผู้ใหญ่ออกไปทำงานเธอก็จะลากหนานอี่มาอ่านหนังสือด้วยกัน

พี่สาวชอบมาเล่าทฤษฎีสลับซับซ้อนกับการตีความที่ดูเพ้อเจ้อให้เขาฟังเป็นประจำ แต่หนานอี่ก็ไม่สนใจ และเอาแต่เปิดหนังสือภาพประกอบเล่มหนึ่งเพื่อค้นคว้าเทวตำนาน

หลายครั้งที่เขาพลิกไปเจอหน้าเดิมๆ เป็นรูปเทพธิดาองค์หนึ่งที่ไม่ได้มีรูปโฉมงดงามตามแบบค่านิยม แต่กลับดูทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจ

‘นี่คือเนเมซิส’ พี่สาวบอก

‘เนเมซิสเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร’ เขาถาม

พี่สาวเกือบจะหลุดปากพูดออกมาแต่ก็ยั้งไว้ แล้วสุดท้ายก็บอกว่าลืม

ตอนนั้นหนานอี่ไม่เชื่อว่าเธอลืม เขาเดาว่าพี่สาวคงคิดว่าเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งคงจำชื่อยากๆ แบบนี้ไม่ได้ พอผ่านไปสักสองสามวันก็คงลืม

แต่หนานอี่ความจำดีเยี่ยมมาตั้งแต่เล็ก พอกลับบ้านเขาก็เอามือถือของแม่มาเสิร์ชหาชื่อนี้

ที่แท้เนเมซิสก็คือเทพีแห่งการล้างแค้น

ในความมืดมนอันคลุมเครือมักจะมีสิ่งอัศจรรย์บางอย่างคอยบอกใบ้และชี้ทาง บางครั้งหนานอี่ก็รู้สึกว่าตัวเขาเหมือนกับวัตถุที่ถูกเฝ้าสังเกตในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ เป็นเหมือนกับหนูทดลองตัวหนึ่งที่ถูกกำหนดเงื่อนไขการทดลองสารพัดและถูกลิขิตให้ต้องเสียสละในท้ายที่สุด

แต่ในสมองของเขากลับมีความคิดเดียวคือต้องทำลายตู้กระจก

ต่อให้ต้องหัวแตกเลือดอาบก็ไม่เป็นไร หรือต่อให้ต้องตายเขาก็จะขอตายแบบที่ไม่ได้ถูกใครลิขิตชะตา

“ยังจะเล่นอีกไหม” ฉือจือหยางกระซิบถาม

“ไม่เล่นแล้ว” หนานอี่ส่ายหน้า พูดเสียงหนักแน่น “เราสองคนไม่เข้าใจศาสตร์พวกนี้ เลือกไพ่ไปก็เท่านั้น”

ทางรายการเริ่มพาร์ตต่อไปแล้ว แต่ในสมองของหนานอี่กลับเริ่มแต่งเพลง จนกระทั่งเห็นว่าคนที่ถูกเลือกไปเล่นเกมคือฉินอีอวี๋ หนานอี่ถึงค่อยได้สติ เขาหันหน้าไปถามเหยียนจี้ “พวกเขาเล่นอะไรอยู่”

 

‘ny ได้สติสักที’

‘เขาเหม่อตลอดทั้งไลฟ์เลย ฮ่าๆๆ ถ้าฉินอีอวี๋ไม่ขึ้นเวที เขาคงเดินวนไปครึ่งสนามฟุตบอลได้เลยมั้ง’

 

“แข่งเก็บสีหน้า” เหยียนจี้ว่า “เมื่อกี้อีอวี๋จับสลากได้ ถ้าเขาทำหน้านิ่งได้ตลอดสามนาทีก็จะชนะ ระหว่างนี้คนอื่นสามารถไปแหย่เขาเล่นหรือพูดอะไรก็ได้ แต่ห้ามโดนตัว ถ้าทำให้อีอวี๋เลิกทำหน้านิ่งได้ คนคนนั้นก็จะชนะ”

ฉือจือหยางถอนหายใจ “น่าจะให้เสี่ยวอี่เล่นเกมนี้ ชนะใสๆ”

“ถ้าชนะแล้วจะได้รางวัลอะไรหรือเปล่า” หนานอี่ถาม

“ได้สิ” เหยียนจี้ตอบ “ทางรายการบอกว่าผู้ชนะจะสามารถเลือกฟุตเทจที่ตัวเองอยากเก็บไว้ได้หนึ่งคลิปพวกเขาจะไรต์มันลงซีดีให้ผู้ชนะ”

รางวัลนี้มันมีดีอะไรเหรอ หนานอี่ไม่เข้าใจ แต่ดูฉินอีอวี๋จะพยายามเล่นเต็มที่ เหมือนอยากชนะจริงๆ

พอเหยียนจี้พูดจบก็หันไปมองฉินอีอวี๋ มือเบสหนุ่มยักไหล่ “แต่ฉันว่าอีอวี๋มีสิทธิ์ชนะนะ”

หนานอี่มองตามสายตาของเหยียนจี้ไป พบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปห้อมล้อมฉินอีอวี๋ไว้ และตั้งท่าจะเล่นงานเขาต่างๆ นานา ทำเหมือนหกสำนักโจมตีวิหารกวางหมิงติง* แต่ถ้าฟังดูดีๆ จะรู้ว่าเป็นการรวมตัวของมุกแป๊ก

แต่ฉินอีอวี๋ไม่ใช่คนนิ่งขรึมอะไร ในชีวิตนี้นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเจอคนเข้ามาปล่อยมุกใส่เยอะขนาดนี้ นักร้องหนุ่มจึงต้องกดมุมปากไว้ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งยวด

 

‘หลับตาปี๋เลย ฮ่าๆๆ เพราะหนีฉือทำหน้าทะเล้นใส่เขาเหรอ’

‘ทนมาได้ถึงตอนนี้ก็สุดยอดแล้ว เพราะถึงยังไงฉินอีอวี๋ก็เป็นคนที่อยู่ไม่สุขที่สุดในปิ้งย่างทะเล’

ฉินอีอวี๋จะซึมซับความเย็นชาจากรูมเมตมาได้ไหมนะ’

อย่าพูดเลย ตอนปลาแก้วกู่ทำหน้านิ่งหล่อมากจริงๆ…หล่อจนดูไม่ออกเลยว่าความจริงแล้วเจ้าตัวโคตรเพี้ยน’

 

หนานอี่เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาจับเวลาบนกระดานของฝ่ายโปรดักชั่น เหลือเวลาอีกสามสิบวินาที

ถ้ายังเล่นกันแบบนี้ต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉินอีอวี๋ต้องแพ้ภายในสิบวินาทีแน่

หนานอี่ใช้ความคิดอยู่พักหนึ่งแล้วลุกขึ้นจากโซฟา

“เฮ้ เสี่ยวอี่ นายจะทำอะไร” ฉือจือหยางกระซิบถามมาจากด้านหลัง

แต่หนานอี่ไม่ได้ยิน เขาเดินไปหากลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ก่อนจะเบียดตัวแทรกเข้าไปแถวหน้า มือเบสหนุ่มปิดไมค์บนตัวด้วยการแกล้งทำเป็นว่ามือเผลอปัดไปโดน

“เฮ้ ขนาดนี้แล้วยังไม่ยิ้มอีกเหรอ นี่เป็นมุกเด็ดก้นหีบของผมเลยนะ! ฉินอีอวี๋ หยวนๆ หน่อยเถอะ!”

“ดูก็รู้ว่าเทรนมาดี เฮ้ ห้ามใช้มือกดมุมปาก”

“พี่อวี๋ ตอนนี้ผมขออวยยศคนหน้าตายที่ดังที่สุดในรายการเครซี่แบนด์ให้พี่เลย”

จะบ้าหรือไง หนีฉือ! ไอ้การเล่นคำแบบนี้มันขำนักหรือไง

ฉินอีอวี๋เกือบเก็บทรงไม่อยู่แล้วจริงๆ แต่วินาทีต่อมาก็มีมือข้างหนึ่งมาจับไหล่บ่าเขา พอนักร้องหนุ่มเงยหน้าก็พบว่าเป็นหนานอี่

 

‘แม่เจ้า หนานอี่เข้ามาแจมด้วย!’

 

ฉินอีอวี๋ “เราทีมเดียวกันไม่ใช่เหรอ”

ยังเหลือเวลาอีกสิบวินาที…

มือของหนานอี่ยื่นออกไปจับผ้าพันคอและปิดไมค์จิ๋วตรงหน้าอกของฉินอีอวี๋ได้พอดี มือเบสหนุ่มโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูฉินอีอวี๋ด้วยระดับเสียงที่นักร้องหนุ่มสามารถได้ยินเพียงคนเดียวหนึ่งประโยค

เหมือนเป็นการเปิดสวิตช์ล่องหน ฉินอีอวี๋ที่พยายามทำหน้านิ่งมาตลอด สองตาเบิกโพลง เขาเงยหน้าขึ้นมองหนานอี่ ก่อนที่มุมปากจะยกสูงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

“อ้าว คุณยิ้ม! แพ้แล้วๆ!”

“ฉินอีอวี๋แพ้แล้ว!”

“ไม่จริง…หนานอี่พูดอะไรกับคุณ ทำไมฉินอีอวี๋ถึงแจกยิ้มเรี่ยราดแบบนี้”

ซับกระสุนรัวมาอย่างบ้าคลั่ง

 

‘โอ้แม่เจ้า พวกเขาจะกระซิบกันทำไม! ฉันอยากได้ยินเหมือนกัน!’

ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าฉินอีอวี๋ดูแฮปปี้ หรือเขาขี้เกียจแข่งแล้วเหมือนกัน? เธอดูสิ ขนาดแพ้เขายังทำหน้าระรื่นเหมือนคนบ้าเลย นี่คืออารมณ์อยากเอาชนะของคุณหรือคะ คุณพี่?

‘โชคดีที่มนุษย์ไม่มีหาง ไม่งั้นตอนนี้ฉินอีอวี๋คงได้สะบัดหางขวับๆ’

‘หนานอี่คงไม่ได้เล่นมุกสไตล์มือเบสหรอกใช่ไหม (คงไม่ใช่หรอก)’

 

ต่อมาสตาฟฟ์ก็ประกาศให้หนานอี่ชนะ

“ขอแสดงความยินดีกับหนานอี่ มือเบสวงเดอะเกรตโมเมนต์ที่ชนะเกมรอบนี้นะครับ! เรื่องรางวัลคุณสามารถไปติดต่อกับตากล้องทีมถ่ายทำได้เลย บอกเขาว่าคุณอยากได้ภาพช่วงไหน พวกเขาจะไรต์ลงซีดีให้คุณ”

 

ฉันก็อยากได้! ฉันอยากได้คัตซีนการแสดงทุกสเตจของฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้’

 

แต่หนานอี่ที่คว้าชัยชนะมาได้กลับพูดเสียงเรียบว่า “ครับ ให้ฉินอีอวี๋เลือกละกัน”

ทุกคนทำหน้าเหวอ “หา?”

แม้แต่ตัวของฉินอีอวี๋เองก็ยังคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ เขายังคงดื่มด่ำอยู่กับความปลื้มปีติเมื่อครู่

“ให้ฉันเลือกเหรอ”

“อืม ผมไม่ได้มาเล่นเกม” หนานอี่ทำหน้านิ่ง “ผมมากู้ชาติทางอ้อม”

 

‘ช่วยด้วยยยยยย ไลฟ์นี้คือสมบัติล้ำค่าตลอดกาลของด้อมฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้’

‘ประโยคนี้เด็ดพอๆ กับที่ ny เคยบอกประมาณว่า ‘ผมทำวงเพื่อฉินอีอวี๋’ ขออวยยศหนานอี่ให้เป็นสองสุดยอดวรรคทองแห่งวงการ Couple Boys’

qyy ยิ้มจนแก้มจะแตก ปลาแก้วกู่ที่น่าสงสารถูกแมวเหมียวหนานอี่ตะปบไว้ในอุ้งมือแล้ว’

 

ฉินอีอวี๋ในเวลานี้กลายเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก ถ้าไม่ใช่เพราะเขาถูกหนานอี่ดึงแขนกลับไปที่โซฟาของวงเดอะเกรตโมเมนต์ นักร้องหนุ่มคงตัวลอยขึ้นไปบนเพดาน

พอคิดถึงคำกระซิบที่หนานอี่บอกเขาตอนเล่นเกมเมื่อกี้ ความอดทนของฉินอีอวี๋ก็กลายเป็นศูนย์ เขาไม่อยากจะทำอะไรอีก นอกจากหาที่ปลอดคนเพื่อซักถามหนานอี่ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงหรือเปล่า

แต่พวกเขากำลังอยู่ในไลฟ์ และนี่เป็นเรื่องที่คุยกันออกอากาศไม่ได้เด็ดขาด

มันเลยกลายเป็นการเล่นเกมที่หนานอี่ทำหน้าต่อหน้าธารกำนัลเท่านั้น

ฉินอีอวี๋ต้องอดทนจนกว่าจะจบไลฟ์

“วงเดอะเกรตโมเมนต์ครับ ไพ่ทาโรต์ที่แฟนๆ เลือกให้พวกคุณคือใบนี้”

หน้าจอฉายภาพไพ่ทาโรต์ที่กำลังถูกสุ่มเลือก และในวินาทีที่ไพ่ใบที่ถูกเลือกพลิกขึ้นมาโชว์ผลลัพธ์ ฉือจือหยางก็เกือบจะสบถคำหยาบออกมา

เพราะมันคือไพ่ ‘วงล้อแห่งโชคชะตา’ เหมือนเดิม

อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนี้

บนไพ่มีฟันเฟืองกับสฟิงซ์…องค์ประกอบที่เป็นภาพซึ่งวาดขึ้นด้วยมือทุกอย่างค่อยๆ หายไปทีละอย่าง จนสุดท้ายก็เหลือแต่ไพ่เปล่าๆ หนึ่งใบ ทว่าอีกหนึ่งวินาทีต่อมาบนไพ่สีขาวก็มีตัวอักษรสีทองตัวหนึ่งผุดขึ้นมาว่า…

 

‘ซ่อน’

 

“นี่คือองค์ประกอบใหม่ที่พวกคุณจำเป็นต้องเพิ่มเข้าไปในการแสดงสดรอบนี้”

ฉือจือหยางจับต้นชนปลายไม่ถูก “อะไรนะ ฉันนึกว่ามันจะเป็นองค์ประกอบทางดนตรีที่เป็นรูปธรรมจ๋าๆ ซะอีก พวกคุณนี่มันช่างหาเรื่องกันจริงๆ!”

เหยียนจี้คิดแล้วพูดยิ้มๆ “งั้นก็ซ่อนอีสเตอร์เอ้กกันเถอะ”

ซ่อน

คำนี้บังเอิญมาเข้าคู่กับเพลงที่หนานอี่กำลังเขียนอยู่พอดี ต่อให้ไม่ต้องเพิ่มองค์ประกอบอะไรเข้ามาเป็นพิเศษ ทุกอย่างก็แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะสิ่งที่เขาอยากนำเสนอจะไม่เปิดเผยตัวตนออกมาชัดๆ แต่จะถูกซ่อนไว้ในเนื้อร้องทุกถ้อยคำ

 

ตอนแรกฉินอีอวี๋เข้าใจว่าพอไลฟ์จบคงไม่มีงานอื่นอีก หัวใจของนักร้องหนุ่มเต้นตุบๆ แต่ใครจะรู้ว่าทีมกล้องจะจัดปาร์ตี้ข้ามปีไว้ให้พวกเขาด้วย

ฉินอีอวี๋ไม่มีอารมณ์จะปาร์ตี้ พอได้ยินว่าหมดคิวถ่าย เขาก็คว้าตัวหนานอี่เผ่นหนีไปทันที

“พวกคุณจะไปไหนน่ะ”

“เปลี่ยนชุด เดี๋ยวตามไป”

พวกเขาซ่อนเร้นเรื่องทุกอย่างไว้ตามคำทำนายของไพ่ทาโรต์ พอกลับถึงห้องนอนที่ไม่มีกล้อง ประเด็นที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนก็พรั่งพรูออกมา ทันทีที่ประตูห้องปิดสนิท ฉินอีอวี๋ก็คว้าเอวหนานอี่มากอดพลางพูดเสียงเครือ

“นายพูดจริงเหรอ”

ถึงตอนนี้หนานอี่ยังคงแสร้งไม่เข้าใจ “เรื่องอะไร”

“ก็เรื่องที่นายบอกฉันตอนเล่นเกมเมื่อกี้ไง” ฉินอีอวี๋เริ่มร้อนรน “นายบอกว่าจูบแรกของนายคือฉัน”

หนานอี่จ้องตาฉินอีอวี๋นิ่งๆ แล้วยิ้ม

“ผมเคยหลอกคุณด้วยเหรอ”

“แต่ช่วงที่เราจูบกันครั้งแรกมันไม่ตรงกับคำตอบที่นายตอบในเกมจริงหรือกล้าเลยนะ” ฉินอีอวี๋ว่า “เห็นอยู่ว่าฉันจูบนายครั้งแรกตอน…”

หนานอี่พูดเสียงเบา “จำวันที่ผมขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงคุณครั้งแรกได้ไหม คุณกอดผมไว้ และพอตื่นผมก็อธิบายเรื่องทั้งหมดให้คุณฟัง”

ความทรงจำของฉินอีอวี๋ถูกดึงกลับไปในอดีตอย่างง่ายดาย

เช้าวันนั้นหนานอี่มาหลับอยู่บนเตียงเขาจริง แถมฉินอีอวี๋ยังเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้โจวไหวฟังด้วย

“ไม่จริงน่า ตอนนั้นนายมุดเข้ามาในอ้อมแขนฉันเองนะ!”

พอฉินอีอวี๋พูดแบบนี้ หนานอี่ก็หมดคำจะพูด เขาคิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะกลับดำเป็นขาวแบบนี้เลยก้มลงไปหยิบมือถือออกมากดส่งอะไรบางอย่าง เสร็จสรรพก็ยกมือถือในมือให้ฉินอีอวี๋ดู

“ดูคลิปที่ผมส่งให้สิ”

ฉินอีอวี๋รับรู้ได้ถึงแรงสั่นในกระเป๋า นักร้องหนุ่มทำหน้างง แต่ก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูคลิปทั้งห้าคลิป ชื่อคลิปแต่ละคลิปเป็นวันที่ ซึ่งทุกคลิปมีจุดร่วมที่เห็นได้เด่นชัดมาก นั่นคือทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาดึกสงัด และตำแหน่งที่ถ่ายภาพทั้งหมดคือในห้องนอนห้องนี้

ฉินอีอวี๋สุ่มเปิดคลิปคลิปหนึ่งดู ไม่นานเขาก็ทำตาโต ก่อนจะหันไปมองหนานอี่

“แม่ง ฉันละเมอจริงๆ”

หนานอี่ยกสองมือขึ้นกอดอกแล้วผงกศีรษะ

“ผมบอกคุณแต่แรกแล้ว”

ตอนนี้หนานอี่รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ไม่เหมือนกับฉินอีอวี๋ที่กำลังช็อก เพราะในรายการสิ่งที่ต้องทำของเขามีเรื่องแชร์คลิปละเมอให้ฉินอีอวี๋อยู่ด้วย เท่ากับว่าตอนนี้หนานอี่สามารถติ๊กเครื่องหมายถูกให้ภารกิจนี้ได้แล้ว

ฉินอีอวี๋เปิดคลิปทุกคลิปดูหนึ่งรอบ โดยคลิปล่าสุดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อน ฉินอีอวี๋ที่กำลังละเมอวิ่งไปที่เตียงของหนานอี่เพื่อกอดเขา

“ฉันละเมอได้ไง” ฉินอีอวี๋ยีผมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วให้ยุ่งหนักกว่าเดิม “แม่งเอ๊ย ฉันป่วยแล้ว ป่วยหนักด้วย นายต้องรับผิดชอบฉันแล้วก็ต้องเลี้ยงดูฉันด้วย”

หนานอี่ “…”

“ไม่ถูกสิ” ฉับพลันฉินอีอวี๋ก็จับประเด็นสำคัญได้ “แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับจูบแรกที่แสนล้ำค่าของเราล่ะ”

หนานอี่โค้งมุมปากเป็นรอยยิ้มบางๆ พูดเสียงค่อย “คนละเมอ นอกจากจะปีนขึ้นเตียงคนอื่นไปกอดเขาแล้ว ยังทำเรื่องอะไรได้อีก คุณลองเดาดู”

ฉินอีอวี๋พลันรู้แจ้งขึ้นมาทันที

“ฟัค ไอ้เดรัจฉานตัวนั้นคือฉันเอง”

แต่ทำไมถึงรู้สึกเป็นปลื้มอยู่นิดๆ นะ

หนานอี่เกือบหลุดขำฉินอีอวี๋

“เรื่องมันเกิดขึ้นวันไหน” ฉินอีอวี๋กระดี๊กระด๊าได้สักพักก็เริ่มร้อนใจ “นายรีบเล่ามาให้ชัดๆ ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง ทำไมฉันถึงละเมอไปจูบนายได้”

“เรื่องนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“ไม่เอาน่า ถึงจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ฉันก็ยังเสียใจมากกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยอยู่ดี”

เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด ฉินอีอวี๋ก็ว้าวุ่นสับสน เรื่องใหญ่ขนาดนี้แต่ตัวเขากลับจำไม่ได้เลยสักนิด บนโลกนี้จะมีใครจูบกับคนที่ตัวเองชอบตอนไม่มีสติเหมือนเขาอีกไหม แถมยังเป็นจูบแรกของพวกเขาด้วย แบบนี้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายดีล่ะ

หนานอี่สนุกกับการแหย่ฉินอีอวี๋เล่นเลยแกล้งทำเป็นพูดว่า “คุณบอกว่าไม่แคร์ไม่ใช่เหรอ แถมยังบอกว่าต่อให้ผมเป็นแฟนกับคนอื่นก็ไม่เป็นไร”

“ก็ไม่เป็นไรจริงๆ เพราะคนที่ไม่ถูกรักย่อมเป็นบุคคลที่สาม” ฉินอีอวี๋พูดออกมาได้แบบไม่อายปาก “ถ้าเป็นนาย ฉันยอมได้ แต่นายไม่เคยบอกฉันเลยว่าพระเอกอีกคนในซีรี่ส์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ก็คือตัวฉันเหมือนกัน มันน่าเหลือเชื่อเกินไป”

คิดถึงตอนที่พวกเขาจูบกันครั้งแรก ฉินอีอวี๋นั้นแสนจะระมัดระวัง แถมพอจูบเสร็จก็ลนจนเผลอหลุดปากพูด ‘ขอบใจ’ ออกไป ทำตัวเหมือนคนปัญญานิ่ม ที่แท้นั่นก็ไม่ใช่จูบแรก มิน่าหนานอี่ถึงได้ช่ำชอง ไม่เขินอายเลยสักนิด

ฉินอีอวี๋เริ่มนึกอิจฉาตัวเองตอนละเมอขึ้นมาแล้ว

“ฉันจูบนายแบบไหน ใช่แบบนี้หรือเปล่า” ฉินอีอวี๋เล็มริมฝีปากของหนานอี่ เขารู้จักตัวเองดีว่าลูกผู้ชายใสๆ แบบเขา ต่อให้ได้แตะเนื้อต้องตัวคนที่ชอบในฝันก็คงไม่กล้าทำเรื่องเกินเลยมากนัก

แต่หนานอี่กลับขำ ยกแขนขึ้นคล้องคอเขาแล้วส่ายหน้า

“ไม่ใช่”

“หา?”

“คุณกดผมลงบนเตียง ล็อกคางผม เลียปาก สอดลิ้นเข้ามา” หนานอี่สาธยายฉากจูบครั้งแรกของพวกเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก แถมระหว่างที่เล่ามือเบสหนุ่มก็นึกรายละเอียดใหม่ๆ ขึ้นมาได้อีก “จริงสิ คุณจับเอวผมด้วย”

ฉินอีอวี๋ฟังจบก็บื้อไปเลย

ในสมองของเขามีแต่คำว่า ‘ทำไมฉันทำถึงขนาดนี้’ กับ ‘คนใสๆ อย่างฉันไม่มีทางทำเรื่องบังคับจูบพรรค์นี้หรอก’ วิ่งเป็นตัวอักษรแอลอีดีซ้ำไปซ้ำมา ฉินอีอวี๋เงียบไปนานมากกว่าจะเอ่ยปากพูดออกมาหนึ่งคำ “ฟัค…”

ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลย

รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนอกใจตัวเองยังไงยังงั้น!

แต่คำบอกเล่าของหนานอี่ก็เป็นเหมือนการยั่วยวนกลายๆ เพราะมันทำให้เขาเริ่มเพ้อฝันถึงจูบแรก ทว่ามันกลับเหมือนมีหมอกมาบังทำให้ภาพไม่ชัดเจน

ทรมานสุดๆ

จังหวะนี้เองอยู่ดีๆ ฉินอีอวี๋ก็ได้ไอเดีย

ในเมื่อหนานอี่อุตส่าห์เก็บหลักฐานมาแฉเรื่องที่เขาละเมอแล้ว เขาก็ทำแบบเดียวกับที่หนานอี่ทำไปเลยสิ…

ต่อมาฉินอีอวี๋ก็กดหนานอี่ลงบนเตียงแล้วเค้นถามอย่างหน้าไม่อายว่า “นายยังมีคลิปจูบอยู่อีกใช่ไหม”

* หกสำนักโจมตีวิหารกวางหมิงติง เป็นสำนวนจากนิยายเรื่องเทพบุตรมังกรหยก หมายถึงการที่บุคคลหลายกลุ่มเข้าโจมตีเป้าหมายเดียวกัน

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

2 of 2หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 1-2

บทที่ 1 ฤดูเหมันต์ ผืนดินถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้า ทั้งเมืองฉางอันจมอยู่ในสายหมอกเหน็บหนาวขาวพร...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทนำ

บทนำ พระเอกไม่อยู่แล้ว มีธุระใดให้จุดธูปถาม วันที่สิบเดือนสาม ด้านในจวนอัครมหาเสนาบดีเต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดไว้ทุกข์ เสียง...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 3-4

บทที่ 3 เช่นนั้นแล้วแม้ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวจะมุ่งมั่นขยันอ่านตำรา แต่ก็เป็นเพียงยามจวนตัวค่อยกอดบาทพระ ไม่มีประโยชน์โพดผ...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 3-4

บทที่ 3 หนึ่งก้านธูปให้หลังจิงเจ๋ออารักขาเจ้านายขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสามของโรงน้ำชาอย่างทุลักทุเล ประตูหน้าต่างปิดสนิท ...

community.jamsai.com