everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 89-90 #นิยายวาย
บทที่ 90 กู้ชาติทางอ้อม
ทันใดนั้นซับกระสุนก็สาดมารัวๆ
หนานอี่หรี่ตาอ่านดูอยู่นานมาก ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าหน้าจะมืด เขาอยากหันหน้าไปถลึงตาใส่ฉินอีอวี๋ แต่ก็กลัวจะถูกตีความหนักกว่าเดิมเลยได้แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
นิคที่นั่งอยู่ติดกันกลับหนักยิ่งกว่า เพราะเขาอ่านคอมเมนต์ในไลฟ์ของเอ็กซ์คิวท์ออกมาเลย “แหวนอะไร”
ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานยังคงเป็นเหยียนจี้ที่ออกมาแก้สถานการณ์ด้วยการปั้นหน้ายิ้มอย่างไม่มีพิษภัย เขาชูมือของหนานอี่ขึ้น “อ๋อ ทุกคนกำลังคอมเมนต์กันเรื่องแหวนวงนี้ใช่หรือเปล่าครับ นี่เป็นแหวนที่พวกเราทุกคนในวงทำด้วยกัน พอจะเป็นสินค้าที่ระลึกของวงเดอะเกรตโมเมนต์ในเทศกาลปีใหม่ได้หรือเปล่า”
พอพูดจบเหยียนจี้ก็หันไปมองฉินอีอวี๋ด้วย “ใช่ไหมอีอวี๋”
‘จริงอะ’
‘เหยียนจี้ อย่าหลอกกันนะ!’
ฉินอีอวี๋ยังไม่ทันเปิดปาก ฉือจือหยางก็เอ่ยถามด้วยหน้าตาเหลอหลาก่อนแล้วว่า “หา? ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง พวกนายแอบไปทำแหวนกันลับหลังฉันเหรอ”
หนานอี่หลับตา เขาทนอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวจริงๆ
‘ฮ่าๆๆ พวกนายทำอะไรกันโดยไม่ปรึกษาแกะสิบตัวเลย!’
แต่ความสามารถในการรับแรงกดดันของเหยียนจี้เหนือกว่าเด็กสามคนที่ยังไม่เคยผ่านโลกแห่งการทำงานมาก มือคีย์บอร์ดหนุ่มจึงยังคงรักษารอยยิ้มน้อยๆ เอาไว้ ขณะตั้งใจอธิบายให้ฉือจือหยางฟังว่า “แหงสิ ก็เมื่อคืนนายเมา”
ประโยคนี้ทำเอาหูของฉือจือหยางเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“หรือไม่จริง?” ฉินอีอวี๋ฉวยโอกาสเล่นตามน้ำ “เมื่อคืนนายเกือบพังเตียงเหยียนจี้แล้ว”
‘??? อะไรพังนะ เตียงใครพัง ใครพังเตียงของเหยียนจี้’
‘ผู้ชายในวงพวกนายนี่น่ากลัวจริงๆ’
‘กลุ่มเซียนนี่เป็นพวกปากโป้งกลับชาติมาเกิดหรือไง’
หนานอี่สะกดอารมณ์อยากฆ่าคนไว้ก่อนจะอธิบายว่า “ฉือจือหยางดื่มเยอะเลยไปกระโดดเด้งดึ๋งบนเตียงของเหยียนจี้น่ะครับ”
‘เสี่ยวอี่โกหกไม่เก่งเลยจริงๆ’
“แล้วแหวนที่นายทำล่ะ” ฉือจือหยางที่ถูกเบี่ยงประเด็นออกจากตัวไปแล้ว เริ่มซักเหยียนจี้ “ทำไมนายถึงไม่ใส่!”
เหยียนจี้ก็กำลังจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน มือคีย์บอร์ดหนุ่มฝืนยิ้ม “ฉันเล่นคีย์บอร์ด ใส่แล้วไม่สะดวก เลยถอดก่อนออกจากห้องมา”
‘ความลับปิดไม่มิด แต่แด๊ดดี้ก็พยายามจะกู้สถานการณ์’
จังหวะที่พวกเขากำลังจะตีกัน พาร์ตไพ่ทาโรต์ที่ทางรายการจัดเตรียมไว้ก็ออกโรงมาอย่างได้จังหวะ หลังนับถอยหลังสิบวินาทีบนจอก็มีไพ่ทาโรต์แสนสวยสามใบปรากฏขึ้นมา โดยหลังจากที่แฟนคลับทุกคนคลิกเลือกไพ่กันเรียบร้อยแล้ว ไพ่ใบนั้นก็จะถูกดึงขึ้นมาบนจอตามลำดับการโหวต
คอมเมนต์เรื่องแหวนจึงถูกกลบหายไปอย่างรวดเร็ว
หนานอี่โล่งอก ก่อนจะหันหน้าไปมองมือของฉินอีอวี๋ที่ไต่มาอยู่บนเข่าของเขาเงียบๆ ฉินอีอวี๋งอนิ้วชี้กับนิ้วกลางเคาะตักของหนานอี่เลียนแบบการ ‘คุกเข่า’
หนานอี่อยากหัวเราะแต่ต้องกลั้นไว้ และได้แต่ยื่นมือออกไปดีดมือของฉินอีอวี๋ในท่าเดียวกับที่ใช้ดีดหน้าผากคน
ผลการโหวตไม่ได้โชว์ออกมาให้เห็นทันทีเพื่อเว้นช่วงให้ทุกคนได้ลุ้น ทางรายการได้จัดช่วงของการประกาศผลนี้ไว้ในลำดับสุดท้าย และเริ่มดำเนินการจัดช่วงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอวยพรในเทศกาลก่อน
เวลามีคนอยู่เยอะ หนานอี่จะเริ่มเหม่อ มือเบสหนุ่มก้มหน้าเล่นไพ่ทาโรต์สามใบที่สตาฟฟ์ให้พวกเขามากับฉือจือหยางแบบคนว่างงาน ฉือจือหยางคว่ำหน้าไพ่ลง ใช้นิ้วจับไพ่สลับตำแหน่งอย่างรวดเร็วหลายรอบก่อนบอกให้หนานอี่เลือกไพ่
หนานอี่พยักหน้าแล้วดึงไพ่ออกมาหนึ่งใบ พอพลิกเปิดดูก็เจอไพ่ ‘วงล้อแห่งโชคชะตา’
“เอาใหม่อีกรอบดีกว่า” ฉือจือหยางกระซิบแล้วพลิกหน้าไพ่ลงอีกครั้ง เขาสลับไพ่อย่างคล่องแคล่วพอๆ กับเจ้ามือแล้วใช้ศอกสะกิดข้อมือของหนานอี่
แต่พอหนานอี่ใช้นิ้วเปิดไพ่ ทั้งคู่ก็อึ้งไป
เพราะมันเป็นไพ่วงล้อแห่งโชคชะตาอีกแล้ว
หนานอี่เอามือเท้าคางแล้วเริ่มสำรวจไพ่ใบนี้อย่างจริงจัง ก่อนจะพบว่าด้านบนมีฟันเฟืองเหมือนฟันเฟืองนาฬิกา เหนือฟันเฟืองมีสฟิงซ์ ด้านล่างมีสัตว์ที่มีหัวเหมือนหมาป่า และมุมล่างขวามีสิงโต
ถึงการที่มันโผล่ออกมาซ้ำๆ จะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความหมายของไพ่นั้นก็มีความเชื่อมโยงอยู่บ้าง
หนานอี่ไม่ได้ศรัทธาในศาสตร์ลี้ลับ เขาคิดเสมอว่าศาสตร์ลี้ลับคือความอ่อนแอของคนที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้ ถึงต้องเอาความหวังไปฝากไว้กับการทำเรื่องอ่อนแอ สมองน้อย
แต่จู่ๆ มือเบสหนุ่มก็ฉุกคิดถึงช่วงฤดูร้อนตอนที่เขาอยู่ประถมหก ปีนั้นปักกิ่งอากาศร้อนระอุ เขาไปอยู่บ้านลูกพี่ลูกน้องเป็นเวลาสองสัปดาห์ ช่วงนั้นพี่สาวคลั่งไคล้ในศาสตร์ลี้ลับ ในห้องเลยเต็มไปด้วยหนังสือโหราศาสตร์ แม่มด และเวทมนตร์ เธอซ่อนหนังสือพวกนี้ไว้ใต้เตียงเพื่อไม่ให้คุณลุงจับได้ ทว่าพอพวกผู้ใหญ่ออกไปทำงานเธอก็จะลากหนานอี่มาอ่านหนังสือด้วยกัน
พี่สาวชอบมาเล่าทฤษฎีสลับซับซ้อนกับการตีความที่ดูเพ้อเจ้อให้เขาฟังเป็นประจำ แต่หนานอี่ก็ไม่สนใจ และเอาแต่เปิดหนังสือภาพประกอบเล่มหนึ่งเพื่อค้นคว้าเทวตำนาน
หลายครั้งที่เขาพลิกไปเจอหน้าเดิมๆ เป็นรูปเทพธิดาองค์หนึ่งที่ไม่ได้มีรูปโฉมงดงามตามแบบค่านิยม แต่กลับดูทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจ
‘นี่คือเนเมซิส’ พี่สาวบอก
‘เนเมซิสเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร’ เขาถาม
พี่สาวเกือบจะหลุดปากพูดออกมาแต่ก็ยั้งไว้ แล้วสุดท้ายก็บอกว่าลืม
ตอนนั้นหนานอี่ไม่เชื่อว่าเธอลืม เขาเดาว่าพี่สาวคงคิดว่าเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งคงจำชื่อยากๆ แบบนี้ไม่ได้ พอผ่านไปสักสองสามวันก็คงลืม
แต่หนานอี่ความจำดีเยี่ยมมาตั้งแต่เล็ก พอกลับบ้านเขาก็เอามือถือของแม่มาเสิร์ชหาชื่อนี้
ที่แท้เนเมซิสก็คือเทพีแห่งการล้างแค้น
ในความมืดมนอันคลุมเครือมักจะมีสิ่งอัศจรรย์บางอย่างคอยบอกใบ้และชี้ทาง บางครั้งหนานอี่ก็รู้สึกว่าตัวเขาเหมือนกับวัตถุที่ถูกเฝ้าสังเกตในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ เป็นเหมือนกับหนูทดลองตัวหนึ่งที่ถูกกำหนดเงื่อนไขการทดลองสารพัดและถูกลิขิตให้ต้องเสียสละในท้ายที่สุด
แต่ในสมองของเขากลับมีความคิดเดียวคือต้องทำลายตู้กระจก
ต่อให้ต้องหัวแตกเลือดอาบก็ไม่เป็นไร หรือต่อให้ต้องตายเขาก็จะขอตายแบบที่ไม่ได้ถูกใครลิขิตชะตา
“ยังจะเล่นอีกไหม” ฉือจือหยางกระซิบถาม
“ไม่เล่นแล้ว” หนานอี่ส่ายหน้า พูดเสียงหนักแน่น “เราสองคนไม่เข้าใจศาสตร์พวกนี้ เลือกไพ่ไปก็เท่านั้น”
ทางรายการเริ่มพาร์ตต่อไปแล้ว แต่ในสมองของหนานอี่กลับเริ่มแต่งเพลง จนกระทั่งเห็นว่าคนที่ถูกเลือกไปเล่นเกมคือฉินอีอวี๋ หนานอี่ถึงค่อยได้สติ เขาหันหน้าไปถามเหยียนจี้ “พวกเขาเล่นอะไรอยู่”
‘ny ได้สติสักที’
‘เขาเหม่อตลอดทั้งไลฟ์เลย ฮ่าๆๆ ถ้าฉินอีอวี๋ไม่ขึ้นเวที เขาคงเดินวนไปครึ่งสนามฟุตบอลได้เลยมั้ง’
“แข่งเก็บสีหน้า” เหยียนจี้ว่า “เมื่อกี้อีอวี๋จับสลากได้ ถ้าเขาทำหน้านิ่งได้ตลอดสามนาทีก็จะชนะ ระหว่างนี้คนอื่นสามารถไปแหย่เขาเล่นหรือพูดอะไรก็ได้ แต่ห้ามโดนตัว ถ้าทำให้อีอวี๋เลิกทำหน้านิ่งได้ คนคนนั้นก็จะชนะ”
ฉือจือหยางถอนหายใจ “น่าจะให้เสี่ยวอี่เล่นเกมนี้ ชนะใสๆ”
“ถ้าชนะแล้วจะได้รางวัลอะไรหรือเปล่า” หนานอี่ถาม
“ได้สิ” เหยียนจี้ตอบ “ทางรายการบอกว่าผู้ชนะจะสามารถเลือกฟุตเทจที่ตัวเองอยากเก็บไว้ได้หนึ่งคลิปพวกเขาจะไรต์มันลงซีดีให้ผู้ชนะ”
รางวัลนี้มันมีดีอะไรเหรอ หนานอี่ไม่เข้าใจ แต่ดูฉินอีอวี๋จะพยายามเล่นเต็มที่ เหมือนอยากชนะจริงๆ
พอเหยียนจี้พูดจบก็หันไปมองฉินอีอวี๋ มือเบสหนุ่มยักไหล่ “แต่ฉันว่าอีอวี๋มีสิทธิ์ชนะนะ”
หนานอี่มองตามสายตาของเหยียนจี้ไป พบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปห้อมล้อมฉินอีอวี๋ไว้ และตั้งท่าจะเล่นงานเขาต่างๆ นานา ทำเหมือนหกสำนักโจมตีวิหารกวางหมิงติง* แต่ถ้าฟังดูดีๆ จะรู้ว่าเป็นการรวมตัวของมุกแป๊ก
แต่ฉินอีอวี๋ไม่ใช่คนนิ่งขรึมอะไร ในชีวิตนี้นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเจอคนเข้ามาปล่อยมุกใส่เยอะขนาดนี้ นักร้องหนุ่มจึงต้องกดมุมปากไว้ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งยวด
‘หลับตาปี๋เลย ฮ่าๆๆ เพราะหนีฉือทำหน้าทะเล้นใส่เขาเหรอ’
‘ทนมาได้ถึงตอนนี้ก็สุดยอดแล้ว เพราะถึงยังไงฉินอีอวี๋ก็เป็นคนที่อยู่ไม่สุขที่สุดในปิ้งย่างทะเล’
‘ฉินอีอวี๋จะซึมซับความเย็นชาจากรูมเมตมาได้ไหมนะ’
‘อย่าพูดเลย ตอนปลาแก้วกู่ทำหน้านิ่งหล่อมากจริงๆ…หล่อจนดูไม่ออกเลยว่าความจริงแล้วเจ้าตัวโคตรเพี้ยน’
หนานอี่เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาจับเวลาบนกระดานของฝ่ายโปรดักชั่น เหลือเวลาอีกสามสิบวินาที
ถ้ายังเล่นกันแบบนี้ต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉินอีอวี๋ต้องแพ้ภายในสิบวินาทีแน่
หนานอี่ใช้ความคิดอยู่พักหนึ่งแล้วลุกขึ้นจากโซฟา
“เฮ้ เสี่ยวอี่ นายจะทำอะไร” ฉือจือหยางกระซิบถามมาจากด้านหลัง
แต่หนานอี่ไม่ได้ยิน เขาเดินไปหากลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ก่อนจะเบียดตัวแทรกเข้าไปแถวหน้า มือเบสหนุ่มปิดไมค์บนตัวด้วยการแกล้งทำเป็นว่ามือเผลอปัดไปโดน
“เฮ้ ขนาดนี้แล้วยังไม่ยิ้มอีกเหรอ นี่เป็นมุกเด็ดก้นหีบของผมเลยนะ! ฉินอีอวี๋ หยวนๆ หน่อยเถอะ!”
“ดูก็รู้ว่าเทรนมาดี เฮ้ ห้ามใช้มือกดมุมปาก”
“พี่อวี๋ ตอนนี้ผมขออวยยศคนหน้าตายที่ดังที่สุดในรายการเครซี่แบนด์ให้พี่เลย”
จะบ้าหรือไง หนีฉือ! ไอ้การเล่นคำแบบนี้มันขำนักหรือไง
ฉินอีอวี๋เกือบเก็บทรงไม่อยู่แล้วจริงๆ แต่วินาทีต่อมาก็มีมือข้างหนึ่งมาจับไหล่บ่าเขา พอนักร้องหนุ่มเงยหน้าก็พบว่าเป็นหนานอี่
‘แม่เจ้า หนานอี่เข้ามาแจมด้วย!’
ฉินอีอวี๋ “เราทีมเดียวกันไม่ใช่เหรอ”
ยังเหลือเวลาอีกสิบวินาที…
มือของหนานอี่ยื่นออกไปจับผ้าพันคอและปิดไมค์จิ๋วตรงหน้าอกของฉินอีอวี๋ได้พอดี มือเบสหนุ่มโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูฉินอีอวี๋ด้วยระดับเสียงที่นักร้องหนุ่มสามารถได้ยินเพียงคนเดียวหนึ่งประโยค
เหมือนเป็นการเปิดสวิตช์ล่องหน ฉินอีอวี๋ที่พยายามทำหน้านิ่งมาตลอด สองตาเบิกโพลง เขาเงยหน้าขึ้นมองหนานอี่ ก่อนที่มุมปากจะยกสูงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“อ้าว คุณยิ้ม! แพ้แล้วๆ!”
“ฉินอีอวี๋แพ้แล้ว!”
“ไม่จริง…หนานอี่พูดอะไรกับคุณ ทำไมฉินอีอวี๋ถึงแจกยิ้มเรี่ยราดแบบนี้”
ซับกระสุนรัวมาอย่างบ้าคลั่ง
‘โอ้แม่เจ้า พวกเขาจะกระซิบกันทำไม! ฉันอยากได้ยินเหมือนกัน!’
‘ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าฉินอีอวี๋ดูแฮปปี้ หรือเขาขี้เกียจแข่งแล้วเหมือนกัน? เธอดูสิ ขนาดแพ้เขายังทำหน้าระรื่นเหมือนคนบ้าเลย นี่คืออารมณ์อยากเอาชนะของคุณหรือคะ คุณพี่?’
‘โชคดีที่มนุษย์ไม่มีหาง ไม่งั้นตอนนี้ฉินอีอวี๋คงได้สะบัดหางขวับๆ’
‘หนานอี่คงไม่ได้เล่นมุกสไตล์มือเบสหรอกใช่ไหม (คงไม่ใช่หรอก)’
ต่อมาสตาฟฟ์ก็ประกาศให้หนานอี่ชนะ
“ขอแสดงความยินดีกับหนานอี่ มือเบสวงเดอะเกรตโมเมนต์ที่ชนะเกมรอบนี้นะครับ! เรื่องรางวัลคุณสามารถไปติดต่อกับตากล้องทีมถ่ายทำได้เลย บอกเขาว่าคุณอยากได้ภาพช่วงไหน พวกเขาจะไรต์ลงซีดีให้คุณ”
‘ฉันก็อยากได้! ฉันอยากได้คัตซีนการแสดงทุกสเตจของฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้’
แต่หนานอี่ที่คว้าชัยชนะมาได้กลับพูดเสียงเรียบว่า “ครับ ให้ฉินอีอวี๋เลือกละกัน”
ทุกคนทำหน้าเหวอ “หา?”
แม้แต่ตัวของฉินอีอวี๋เองก็ยังคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ เขายังคงดื่มด่ำอยู่กับความปลื้มปีติเมื่อครู่
“ให้ฉันเลือกเหรอ”
“อืม ผมไม่ได้มาเล่นเกม” หนานอี่ทำหน้านิ่ง “ผมมากู้ชาติทางอ้อม”
‘ช่วยด้วยยยยยย ไลฟ์นี้คือสมบัติล้ำค่าตลอดกาลของด้อมฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้’
‘ประโยคนี้เด็ดพอๆ กับที่ ny เคยบอกประมาณว่า ‘ผมทำวงเพื่อฉินอีอวี๋’ ขออวยยศหนานอี่ให้เป็นสองสุดยอดวรรคทองแห่งวงการ Couple Boys’
‘qyy ยิ้มจนแก้มจะแตก ปลาแก้วกู่ที่น่าสงสารถูกแมวเหมียวหนานอี่ตะปบไว้ในอุ้งมือแล้ว’
ฉินอีอวี๋ในเวลานี้กลายเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก ถ้าไม่ใช่เพราะเขาถูกหนานอี่ดึงแขนกลับไปที่โซฟาของวงเดอะเกรตโมเมนต์ นักร้องหนุ่มคงตัวลอยขึ้นไปบนเพดาน
พอคิดถึงคำกระซิบที่หนานอี่บอกเขาตอนเล่นเกมเมื่อกี้ ความอดทนของฉินอีอวี๋ก็กลายเป็นศูนย์ เขาไม่อยากจะทำอะไรอีก นอกจากหาที่ปลอดคนเพื่อซักถามหนานอี่ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงหรือเปล่า
แต่พวกเขากำลังอยู่ในไลฟ์ และนี่เป็นเรื่องที่คุยกันออกอากาศไม่ได้เด็ดขาด
มันเลยกลายเป็นการเล่นเกมที่หนานอี่ทำหน้าต่อหน้าธารกำนัลเท่านั้น
ฉินอีอวี๋ต้องอดทนจนกว่าจะจบไลฟ์
“วงเดอะเกรตโมเมนต์ครับ ไพ่ทาโรต์ที่แฟนๆ เลือกให้พวกคุณคือใบนี้”
หน้าจอฉายภาพไพ่ทาโรต์ที่กำลังถูกสุ่มเลือก และในวินาทีที่ไพ่ใบที่ถูกเลือกพลิกขึ้นมาโชว์ผลลัพธ์ ฉือจือหยางก็เกือบจะสบถคำหยาบออกมา
เพราะมันคือไพ่ ‘วงล้อแห่งโชคชะตา’ เหมือนเดิม
อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนี้
บนไพ่มีฟันเฟืองกับสฟิงซ์…องค์ประกอบที่เป็นภาพซึ่งวาดขึ้นด้วยมือทุกอย่างค่อยๆ หายไปทีละอย่าง จนสุดท้ายก็เหลือแต่ไพ่เปล่าๆ หนึ่งใบ ทว่าอีกหนึ่งวินาทีต่อมาบนไพ่สีขาวก็มีตัวอักษรสีทองตัวหนึ่งผุดขึ้นมาว่า…
‘ซ่อน’
“นี่คือองค์ประกอบใหม่ที่พวกคุณจำเป็นต้องเพิ่มเข้าไปในการแสดงสดรอบนี้”
ฉือจือหยางจับต้นชนปลายไม่ถูก “อะไรนะ ฉันนึกว่ามันจะเป็นองค์ประกอบทางดนตรีที่เป็นรูปธรรมจ๋าๆ ซะอีก พวกคุณนี่มันช่างหาเรื่องกันจริงๆ!”
เหยียนจี้คิดแล้วพูดยิ้มๆ “งั้นก็ซ่อนอีสเตอร์เอ้กกันเถอะ”
ซ่อน
คำนี้บังเอิญมาเข้าคู่กับเพลงที่หนานอี่กำลังเขียนอยู่พอดี ต่อให้ไม่ต้องเพิ่มองค์ประกอบอะไรเข้ามาเป็นพิเศษ ทุกอย่างก็แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะสิ่งที่เขาอยากนำเสนอจะไม่เปิดเผยตัวตนออกมาชัดๆ แต่จะถูกซ่อนไว้ในเนื้อร้องทุกถ้อยคำ
ตอนแรกฉินอีอวี๋เข้าใจว่าพอไลฟ์จบคงไม่มีงานอื่นอีก หัวใจของนักร้องหนุ่มเต้นตุบๆ แต่ใครจะรู้ว่าทีมกล้องจะจัดปาร์ตี้ข้ามปีไว้ให้พวกเขาด้วย
ฉินอีอวี๋ไม่มีอารมณ์จะปาร์ตี้ พอได้ยินว่าหมดคิวถ่าย เขาก็คว้าตัวหนานอี่เผ่นหนีไปทันที
“พวกคุณจะไปไหนน่ะ”
“เปลี่ยนชุด เดี๋ยวตามไป”
พวกเขาซ่อนเร้นเรื่องทุกอย่างไว้ตามคำทำนายของไพ่ทาโรต์ พอกลับถึงห้องนอนที่ไม่มีกล้อง ประเด็นที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนก็พรั่งพรูออกมา ทันทีที่ประตูห้องปิดสนิท ฉินอีอวี๋ก็คว้าเอวหนานอี่มากอดพลางพูดเสียงเครือ
“นายพูดจริงเหรอ”
ถึงตอนนี้หนานอี่ยังคงแสร้งไม่เข้าใจ “เรื่องอะไร”
“ก็เรื่องที่นายบอกฉันตอนเล่นเกมเมื่อกี้ไง” ฉินอีอวี๋เริ่มร้อนรน “นายบอกว่าจูบแรกของนายคือฉัน”
หนานอี่จ้องตาฉินอีอวี๋นิ่งๆ แล้วยิ้ม
“ผมเคยหลอกคุณด้วยเหรอ”
“แต่ช่วงที่เราจูบกันครั้งแรกมันไม่ตรงกับคำตอบที่นายตอบในเกมจริงหรือกล้าเลยนะ” ฉินอีอวี๋ว่า “เห็นอยู่ว่าฉันจูบนายครั้งแรกตอน…”
หนานอี่พูดเสียงเบา “จำวันที่ผมขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงคุณครั้งแรกได้ไหม คุณกอดผมไว้ และพอตื่นผมก็อธิบายเรื่องทั้งหมดให้คุณฟัง”
ความทรงจำของฉินอีอวี๋ถูกดึงกลับไปในอดีตอย่างง่ายดาย
เช้าวันนั้นหนานอี่มาหลับอยู่บนเตียงเขาจริง แถมฉินอีอวี๋ยังเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้โจวไหวฟังด้วย
“ไม่จริงน่า ตอนนั้นนายมุดเข้ามาในอ้อมแขนฉันเองนะ!”
พอฉินอีอวี๋พูดแบบนี้ หนานอี่ก็หมดคำจะพูด เขาคิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะกลับดำเป็นขาวแบบนี้เลยก้มลงไปหยิบมือถือออกมากดส่งอะไรบางอย่าง เสร็จสรรพก็ยกมือถือในมือให้ฉินอีอวี๋ดู
“ดูคลิปที่ผมส่งให้สิ”
ฉินอีอวี๋รับรู้ได้ถึงแรงสั่นในกระเป๋า นักร้องหนุ่มทำหน้างง แต่ก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูคลิปทั้งห้าคลิป ชื่อคลิปแต่ละคลิปเป็นวันที่ ซึ่งทุกคลิปมีจุดร่วมที่เห็นได้เด่นชัดมาก นั่นคือทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาดึกสงัด และตำแหน่งที่ถ่ายภาพทั้งหมดคือในห้องนอนห้องนี้
ฉินอีอวี๋สุ่มเปิดคลิปคลิปหนึ่งดู ไม่นานเขาก็ทำตาโต ก่อนจะหันไปมองหนานอี่
“แม่ง ฉันละเมอจริงๆ”
หนานอี่ยกสองมือขึ้นกอดอกแล้วผงกศีรษะ
“ผมบอกคุณแต่แรกแล้ว”
ตอนนี้หนานอี่รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ไม่เหมือนกับฉินอีอวี๋ที่กำลังช็อก เพราะในรายการสิ่งที่ต้องทำของเขามีเรื่องแชร์คลิปละเมอให้ฉินอีอวี๋อยู่ด้วย เท่ากับว่าตอนนี้หนานอี่สามารถติ๊กเครื่องหมายถูกให้ภารกิจนี้ได้แล้ว
ฉินอีอวี๋เปิดคลิปทุกคลิปดูหนึ่งรอบ โดยคลิปล่าสุดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อน ฉินอีอวี๋ที่กำลังละเมอวิ่งไปที่เตียงของหนานอี่เพื่อกอดเขา
“ฉันละเมอได้ไง” ฉินอีอวี๋ยีผมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วให้ยุ่งหนักกว่าเดิม “แม่งเอ๊ย ฉันป่วยแล้ว ป่วยหนักด้วย นายต้องรับผิดชอบฉันแล้วก็ต้องเลี้ยงดูฉันด้วย”
หนานอี่ “…”
“ไม่ถูกสิ” ฉับพลันฉินอีอวี๋ก็จับประเด็นสำคัญได้ “แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับจูบแรกที่แสนล้ำค่าของเราล่ะ”
หนานอี่โค้งมุมปากเป็นรอยยิ้มบางๆ พูดเสียงค่อย “คนละเมอ นอกจากจะปีนขึ้นเตียงคนอื่นไปกอดเขาแล้ว ยังทำเรื่องอะไรได้อีก คุณลองเดาดู”
ฉินอีอวี๋พลันรู้แจ้งขึ้นมาทันที
“ฟัค ไอ้เดรัจฉานตัวนั้นคือฉันเอง”
แต่ทำไมถึงรู้สึกเป็นปลื้มอยู่นิดๆ นะ
หนานอี่เกือบหลุดขำฉินอีอวี๋
“เรื่องมันเกิดขึ้นวันไหน” ฉินอีอวี๋กระดี๊กระด๊าได้สักพักก็เริ่มร้อนใจ “นายรีบเล่ามาให้ชัดๆ ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง ทำไมฉันถึงละเมอไปจูบนายได้”
“เรื่องนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“ไม่เอาน่า ถึงจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ฉันก็ยังเสียใจมากกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยอยู่ดี”
เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด ฉินอีอวี๋ก็ว้าวุ่นสับสน เรื่องใหญ่ขนาดนี้แต่ตัวเขากลับจำไม่ได้เลยสักนิด บนโลกนี้จะมีใครจูบกับคนที่ตัวเองชอบตอนไม่มีสติเหมือนเขาอีกไหม แถมยังเป็นจูบแรกของพวกเขาด้วย แบบนี้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายดีล่ะ
หนานอี่สนุกกับการแหย่ฉินอีอวี๋เล่นเลยแกล้งทำเป็นพูดว่า “คุณบอกว่าไม่แคร์ไม่ใช่เหรอ แถมยังบอกว่าต่อให้ผมเป็นแฟนกับคนอื่นก็ไม่เป็นไร”
“ก็ไม่เป็นไรจริงๆ เพราะคนที่ไม่ถูกรักย่อมเป็นบุคคลที่สาม” ฉินอีอวี๋พูดออกมาได้แบบไม่อายปาก “ถ้าเป็นนาย ฉันยอมได้ แต่นายไม่เคยบอกฉันเลยว่าพระเอกอีกคนในซีรี่ส์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ก็คือตัวฉันเหมือนกัน มันน่าเหลือเชื่อเกินไป”
คิดถึงตอนที่พวกเขาจูบกันครั้งแรก ฉินอีอวี๋นั้นแสนจะระมัดระวัง แถมพอจูบเสร็จก็ลนจนเผลอหลุดปากพูด ‘ขอบใจ’ ออกไป ทำตัวเหมือนคนปัญญานิ่ม ที่แท้นั่นก็ไม่ใช่จูบแรก มิน่าหนานอี่ถึงได้ช่ำชอง ไม่เขินอายเลยสักนิด
ฉินอีอวี๋เริ่มนึกอิจฉาตัวเองตอนละเมอขึ้นมาแล้ว
“ฉันจูบนายแบบไหน ใช่แบบนี้หรือเปล่า” ฉินอีอวี๋เล็มริมฝีปากของหนานอี่ เขารู้จักตัวเองดีว่าลูกผู้ชายใสๆ แบบเขา ต่อให้ได้แตะเนื้อต้องตัวคนที่ชอบในฝันก็คงไม่กล้าทำเรื่องเกินเลยมากนัก
แต่หนานอี่กลับขำ ยกแขนขึ้นคล้องคอเขาแล้วส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
“หา?”
“คุณกดผมลงบนเตียง ล็อกคางผม เลียปาก สอดลิ้นเข้ามา” หนานอี่สาธยายฉากจูบครั้งแรกของพวกเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก แถมระหว่างที่เล่ามือเบสหนุ่มก็นึกรายละเอียดใหม่ๆ ขึ้นมาได้อีก “จริงสิ คุณจับเอวผมด้วย”
ฉินอีอวี๋ฟังจบก็บื้อไปเลย
ในสมองของเขามีแต่คำว่า ‘ทำไมฉันทำถึงขนาดนี้’ กับ ‘คนใสๆ อย่างฉันไม่มีทางทำเรื่องบังคับจูบพรรค์นี้หรอก’ วิ่งเป็นตัวอักษรแอลอีดีซ้ำไปซ้ำมา ฉินอีอวี๋เงียบไปนานมากกว่าจะเอ่ยปากพูดออกมาหนึ่งคำ “ฟัค…”
ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลย
รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนอกใจตัวเองยังไงยังงั้น!
แต่คำบอกเล่าของหนานอี่ก็เป็นเหมือนการยั่วยวนกลายๆ เพราะมันทำให้เขาเริ่มเพ้อฝันถึงจูบแรก ทว่ามันกลับเหมือนมีหมอกมาบังทำให้ภาพไม่ชัดเจน
ทรมานสุดๆ
จังหวะนี้เองอยู่ดีๆ ฉินอีอวี๋ก็ได้ไอเดีย
ในเมื่อหนานอี่อุตส่าห์เก็บหลักฐานมาแฉเรื่องที่เขาละเมอแล้ว เขาก็ทำแบบเดียวกับที่หนานอี่ทำไปเลยสิ…
ต่อมาฉินอีอวี๋ก็กดหนานอี่ลงบนเตียงแล้วเค้นถามอย่างหน้าไม่อายว่า “นายยังมีคลิปจูบอยู่อีกใช่ไหม”
* หกสำนักโจมตีวิหารกวางหมิงติง เป็นสำนวนจากนิยายเรื่องเทพบุตรมังกรหยก หมายถึงการที่บุคคลหลายกลุ่มเข้าโจมตีเป้าหมายเดียวกัน
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



