everY
ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 1-2 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1
ผู้เขียน : ฝูหลี (符黎)
แปลโดย : Bou Ptrn
ผลงานเรื่อง : 望春冰 (Wang Chun Bing )
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 1
แขนเสื้อสะบัดหิมะ
ฟ้ายังไม่สาง หิมะเพิ่งหยุดตก เสียงกวาดหิมะดังซ่าๆ อันอ้างว้างบนถนนยาวคล้ายสามารถกลบเสียงล้อรถม้าของเฟิ่งปิงได้ เขามาไม่ตรงเวลาจึงมีเพียงหัวหน้าทหารรักษาการณ์ประตูเมืองมาต้อนรับด้วยตัวเอง เขาจับคานหน้ารถทอดมองออกไป ถนนของเมืองฉางอันยังคงราบเรียบเป็นระเบียบ ทอดยาวจากเบื้องหน้าของเขาไปจนถึงตำหนักไท่จี๋อันสูงส่ง เมื่อสายตาเลื่อนขึ้นไปก็มองเห็นท้องฟ้าขาวซีดไร้ขอบเขตเบื้องหลังตำหนักแห่งนั้น
หนึ่งร้อยแปดย่านเป็นราวกับกระดานหมากล้อม ในอดีตเขาเคยเป็นหมากขาวดำที่ถูกโยนลงในกระดาน แต่บัดนี้เขาไม่ใช่อีกแล้ว
เวลานี้เขาเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง
เขารู้สึกผ่อนคลายสบายอารมณ์กับการเดินทางครั้งนี้อย่างยิ่ง หลังถูกส่งไปประจำการทางใต้ห้าปีกว่า ฟ้าดินกว้างใหญ่ค่อยๆ ทำให้เขาปล่อยวางเรื่องในอดีตเมื่อห้าปีก่อนลงได้ รู้สึกว่าฉางอันก็มีเพียงเท่านี้ ชื่อเสียงลาภยศเป็นเรื่องรอง เทียบไม่ได้กับการอ่านพระสูตรและท่องเที่ยวไปตามภูเขาแม่น้ำ
หัวหน้าทหารรักษาการณ์ประตูเมืองพาเขามาถึงจวนที่พักอันเป็นเรือนเงียบสงบซึ่งแยกออกมาอย่างโดดเดี่ยว สิ่งที่น่ายินดีที่สุดคือมีลำธารสายหนึ่งทะลุไหลผ่านเรือนทั้งหมด สายน้ำใสกระจ่างไหลรินอยู่ข้างเท้า แม้จะยังมีน้ำแข็งลอยบนผิวน้ำและหิมะทับถมประปราย ทั้งยังมีเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นหลายใบ เขารู้สึกประหลาดใจต่อการต้อนรับเช่นนี้อยู่บ้าง แต่หัวหน้าทหารรักษาการณ์ประตูเมืองอธิบายทันทีว่าสถานที่ที่เขาอยู่เป็นเพียงเรือนหลังหนึ่งในจวนนี้เท่านั้น
มีสถานที่ให้อยู่อาศัยก็ไม่เลวแล้ว เมื่อก่อนอาศัยอยู่ในคฤหาสน์สิบอ๋องที่ย่านซิ่งหนิงเกือบสิบปี แม้คฤหาสน์จะใหญ่ แต่มีเหล่าเชื้อพระวงศ์อาศัยอยู่เต็มนับว่าอึดอัดยัดเยียด ชายคาเรือนซ้อนทับกัน เรือนตะวันออกตีลูกหรือเรือนตะวันตกไกวเปลล้วนได้ยินอย่างชัดเจน ทว่าที่นี่กลับยังเงียบสงบอยู่บ้าง
ในเรือนตกแต่งอย่างเรียบง่าย เด็กรับใช้นามว่าชุนสือวางห่อของลงแล้วจึงเริ่มทำความสะอาด เฟิ่งปิงเองก็เข้าไปช่วย แต่ชุนสือเอ่ยขัดด้วยโทสะ “ในเมื่อท่านเข้าเมืองฉางอันมาแล้ว ก็ต้องจำสถานะของตนเองเอาไว้!”
เฟิ่งปิงแย้มยิ้มแล้วก้าวเท้าเดินไปนอกประตู ไม่รบกวนเจ้าตัวอีก ชุนสือเชื่อมาตลอดว่านายท่านถูกปรักปรำ เมื่อเดือนแปดเขาได้รับราชโองการให้ถือโอกาสการประชุมราชสำนักครั้งใหญ่ที่จะมาถึงนี้เดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อเข้าเฝ้าและพูดคุยกันฉันพี่น้อง ชุนสือก็ยิ่งคิดว่าฮ่องเต้องค์ใหม่จะพลิกคดีคืนความบริสุทธิ์ให้นายท่านของตน และการมาฉางอันครั้งนี้อาจจะไม่ต้องกลับไปเหลาโจวอีก
ตั้งแต่ตอนนั้นชุนสือก็เหมือนได้รับสถานะในอดีตของตนเองกลับคืนมาอีกครั้ง…ในคฤหาสน์สิบอ๋อง ชุนสือเคยเป็นบริวารที่เฉลียวฉลาดที่สุดข้างกายองค์ชายสี่หลี่เฟิ่งปิงผู้สูงศักดิ์ เขาฝึกฝนมาเนิ่นนานก็เพื่อเวลานี้
หลังอ่านหนังสือไปครู่หนึ่ง เฟิ่งปิงก็กลับห้องไปนอนชดเชย ผ่านไปไม่นานบรรยากาศในเรือนก็คึกคักขึ้นมา มีทูตจากหลายพื้นที่ทยอยกันมาถึงจวนที่พักแห่งนี้ กล่องใส่เครื่องบรรณาการกองเต็มในลานเรือน อีกฝ่ายยังเข้ามาทักทายเขาด้วยความกระตือรือร้น พวกเขาต่างมาจากเขตเจี้ยนหนานและเมืองเหอจง เมื่อได้ยินว่าเขามาจากหลิ่งหนานจึงประหลาดใจอยู่บ้าง “เดินทางจากเหลาโจวมาถึงเร็วเพียงนี้เชียวหรือ”
เฟิ่งปิงเอ่ยด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน “ตั้งแต่ได้รับราชโองการตอนเดือนแปด พวกเราก็ออกเดินทางทันที มิกล้าล่าช้า”
ทูตเมืองเหอจงสังเกตเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ยิ่งมองก็ยิ่งสงสัย “ท่านคือ…คือองค์…”
“ข้าน้อยสามัญชนหลี่เฟิ่งปิง” เขาค้อมกายตอบ
ทูตเขตเจี้ยนหนานเองก็จำได้แล้วในที่สุด “ใช่จริงด้วย!…เหตุใดท่านเดินทางลำพัง ไม่มาด้วยกันกับทูตของเหลาโจวหรือ”
“พูดไปก็น่าอาย” เฟิ่งปิงแย้มยิ้ม “พวกเราพลัดหลงกันระหว่างทาง…หากเขาเดินทางรวดเร็ว อีกไม่นานก็คงถึงแล้ว”
โดยปกติแล้วเขาแทบจะไม่ยิ้มเลย ในวัยเกือบสามสิบปีเช่นนี้ เขามีใบหน้าอ่อนโยน คิ้วเรียวยาวกดต่ำลง ในดวงตาอันกระจ่างใสคล้ายแฝงแววโศกเศร้าอยู่เสมอ แต่ครั้นเขาแย้มยิ้มออกมาก็ราวกับน้ำแข็งฤดูใบไม้ผลิจะละลาย แม้แต่เศษหิมะปลายกิ่งไม้ก็สลายไปตามลม เปี่ยมด้วยความอบอุ่นราวกับภาพลวงตาที่เขาทุ่มเทสร้างขึ้นมา
บรรดาคณะทูตต่างมองดูจนอึ้งงันไปตามกัน
พวกเขาจำได้แล้ว ก่อนต้องโทษองค์ชายสี่หลี่เฟิ่งปิงเคยเป็นคนอมโรค วันๆ เอาแต่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์สิบอ๋อง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก อดีตฮ่องเต้มีโอรสสี่พระองค์ มีราชนิกุลอีกนับพัน เขาถอนตัวออกจากการแย่งชิงอำนาจแต่เนิ่นๆ เพราะเจ็บป่วย ไม่ได้โดดเด่นและไม่ได้รับความโปรดปราน แต่คนเช่นนี้กลับติดตามอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อกระทำความผิดฐานวางแผนก่อกบฏ คนเราไม่อาจตัดสินผู้อื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกได้จริงๆ
ทูตจากเมืองเหอจงไปมาหาสู่เมืองหลวงเป็นประจำ คนผู้นี้มีความคิดฉับไวเป็นพิเศษ จึงมองเขาด้วยสายตาแฝงแววบางอย่างที่ยากจะเอ่ย ผิวพรรณของเขาขาวมาก รอบเอวผอมบางเหมือนเพิ่งหายจากการป่วยไข้อันยาวนาน ท่าทางบอบบางอ่อนช้อย แต่เรือนร่างกลับสูงสง่า สองตาหลุบลงราวกับเทพเซียนก้มมองโลกิยะ เพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็ทำให้คนรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าไประดับหนึ่ง
เดิมยังอยากพูดอีกหลายประโยค แต่ราชโองการกลับมาถึงเสียก่อน ทูตคนอื่นๆ ที่ขดอยู่ในห้องต่างออกมาคุกเข่าอย่างเนืองแน่นเต็มลานเรือน
ขุนนางท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นกงกง* ในวังหลวงมาก่อน แต่เฟิ่งปิงกลับรู้จักดี กงกงแซ่หยวนผู้นี้เคยเป็นศิษย์ของผู้บัญชาการฝ่ายกิจการราชวัง แต่วันนี้กลับถือตราของรองผู้บัญชาการฝ่ายกิจการราชวังมาด้วย ชัดเจนว่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งแล้ว หยวนกงกงกระแอมให้คอโล่ง จากนั้นอ่านราชโองการให้คณะทูตที่เพิ่งมาถึงวันนี้ไปรับราชโองการที่สำนักการปกครอง
ทูตที่มาเข้าพักก่อนพลันรู้สึกโล่งอก ผู้ที่เพิ่งมาถึงวันนี้มีเพียงเฟิ่งปิงกับทูตสองคนจากเมืองเหอจงและเขตเจี้ยนหนาน แต่เฟิ่งปิงไม่รู้ว่าตนเองถูกนับรวมด้วยหรือไม่ หยวนกงกงกลับค้อมกายให้เขา จากนั้นยิ้มตาหยี “คุณชายหลี่หรือ”
เฟิ่งปิงตะลึงงัน ที่แท้คำเรียกขานของเขาถูกกำหนดไว้แล้ว
‘คุณชายหลี่’
“คุณชายหลี่ได้รับราชโองการให้เข้าเฝ้า ก็ควรไปรับราชโองการที่กรมพิธีการเช่นกัน” หยวนกงกงยิ้มพลางเอ่ย “เช่นนั้นก็ไปพร้อมกับทูตทั้งสองท่านเถิด”
ภายใต้ฉากหลังอันยิ่งใหญ่ของตำหนักไท่จี๋ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ประตูและกำแพงของสำนักการปกครองเผยความสง่างามน่าเกรงขามออกมาราวกับมีบัญชาสวรรค์หนุนหลัง ทหารยามตรวจดูป้ายแสดงนามของพวกเขาแล้วจึงปล่อยให้เข้าไป ทว่ากลับไม่มีผู้ใดมานำทางให้ ขณะที่ทูตทั้งสองคนกำลังสับสนทิศทางอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกสูงๆ ต่ำๆ นั้น เฟิ่งปิงกลับเดินตรงไปยังโถงหลักซึ่งเป็นที่อยู่ของเสนาบดีกรมพิธีการได้อย่างแม่นยำ
สองคนที่ด้านหลังจ้องมองหน้ากัน พวกเขาก็พลันนึกขึ้นมาได้
เผยตันอดีตสามีขององค์ชายสี่หลี่เฟิ่งปิง คือเสนาบดีกรมพิธีการและผู้ว่าราชการเสมอขุนนางสำนักราชเลขาธิการและสำนักตรวจสอบ* คนปัจจุบัน
คดีกบฏเมื่อห้าปีก่อน แม้แต่ชาวประมงที่อยู่ไกลโพ้นทะเลก็เคยได้ยินเรื่องราวที่ชวนให้ตกตะลึงที่สุดในคดีนี้ ครึ่งเดือนก่อนเกิดคดี ผู้ช่วยสำนักหอพระสมุดเผยตันได้ถวายฎีกาต่ออดีตฮ่องเต้ เพื่อขอหย่าร้างกับองค์ชายสี่ ตัดขาดความสัมพันธ์ ไม่พบหน้ากันอีกตลอดกาล
แม้จะได้ชื่อว่าหย่าร้าง แต่ความจริงคือการทอดทิ้ง
หลังหย่าร้างครึ่งเดือน คดีองค์รัชทายาทวางแผนก่อกบฏก็ถูกเปิดเผย องค์ชายสี่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายเดียวกับองค์รัชทายาท แต่เห็นแก่ที่ไม่เคยกระทำความผิดจึงเพียงถูกขังไว้ในคุก เมื่อถึงช่วงอภัยโทษเนื่องในวาระปีใหม่ อดีตฮ่องเต้เมตตา ลดขั้นองค์ชายสี่เป็นสามัญชน ไว้ชีวิตเขา และเนรเทศเขาไปยังเหลาโจวซึ่งอยู่ทางใต้สุด
และหลังจากคดีนี้ผ่านพ้นไป เผยตันกลับกอดต้นขา** ขององค์รัชทายาทองค์ใหม่ไว้แน่น นับจากนั้นมาก็เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เขาออกจากสำนักราชเลขาธิการที่ไร้อนาคตกระโดดเข้าสู่สามฝ่าย*** ผ่านการฝึกปรือจากกรมปกครองและกรมโยธา จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการ เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งผู้ว่าราชการเสมอขุนนางสำนักราชเลขาธิการและสำนักตรวจสอบ ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี กลายเป็นอัครมหาเสนาบดีที่เยาว์วัยที่สุดในราชสำนัก
ชาวบ้านร้านตลาดมีความเห็นต่อเรื่องการหย่าร้างของสามีภรรยาคู่นี้เป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเป็นสามีภรรยากันมาสามปี แต่เมื่อเผชิญความยากลำบากกลับทำตัวเห็นแก่ตัว เพื่ออนาคตและชีวิตของตนเองแล้ว เผยตันถึงกับโหดเหี้ยมไร้เยื่อใยเช่นนี้ แม้แต่หัวใจของคนผู้นี้ก็คงเป็นสีดำ!
อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเช่นนั้นเจ้าจะให้เขาทำอย่างไรเล่า เขาเป็นจ้วงหยวน**** ที่โดดเด่นทุกด้าน กลับแต่งกับคนอมโรคที่ไม่เอาไหนทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่คู่ควรกับความสามารถของเผยหลาง***** เลย ซ้ำยังพัวพันเรื่องวางแผนก่อกบฏกับองค์รัชทายาทอีก หย่าได้ก็รีบหย่าดีกว่า!
ทั้งสองฝ่ายเถียงกันไปเถียงกันมา สุดท้ายผู้ที่มาไกล่เกลี่ยมักบอกว่าเดิมสามีภรรยาก็คือนกร่วมป่า ขณะภัยพิบัติมาเยือนต่างต้องบินหนี โทษใครไม่ได้ทั้งสิ้น มาดื่มชากันเถอะ
…แต่ดีที่วันนี้เผยตันไม่ได้มาด้วยตัวเอง
เฟิ่งปิงเดินเข้าสู่โถงหลัก ผู้ที่มาต้อนรับเขาคือผู้ช่วยเสนาบดีกรมพิธีการ อีกฝ่ายอ่านราชโองการของฮ่องเต้ตามหน้าที่ หลักใหญ่ใจความคือปลอบโยนพวกเขาที่ต้องเดินทางมาจากแดนไกลอย่างเหน็ดเหนื่อย ควรพักผ่อนให้หายเหนื่อยสักหน่อย หากขาดแคลนสิ่งใดสามารถไปขอรับที่กองงานต้อนรับของกรมพิธีการได้ด้วยตนเอง ทั้งยังกำชับพวกเขาว่าขณะอยู่ในเมืองหลวงให้เที่ยวเล่นพักผ่อนอย่างสบายใจ อย่าก่อเรื่องวุ่นวาย หลังกลับไปยังท้องถิ่นแล้วก็ต้องไม่พูดวิพากษ์วิจารณ์เหลวไหล เฟิ่งปิงค้อมกายฟังอย่างนอบน้อม ความจริงสายตาของเขากลับจับจ้องไปยังโครงไม้รับหลังคาที่ด้านหลังผู้ช่วยเสนาบดีอยู่ตลอด
ภายใต้โครงไม้รับหลังคานั้นคือห้องโถงอันสง่างาม ซึ่งประดับด้วยภาพเหมือนของขุนนางเลื่องชื่อแต่ละยุคสมัย ดอกล่าเหมย* กิ่งหนึ่งเสียบอยู่ในแจกันกระเบื้องเคลือบสีขาวใต้ภาพเหมือน เขารู้ว่าสองฝั่งของห้องโถงคือสถานที่ที่เสนาบดีและรองเสนาบดีของกรมพิธีการใช้จัดการงานของทางการในแต่ละวัน แต่เผยตันดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี โดยปกติแล้วควรไปประชุมที่สำนักราชเลขาธิการ อาจมาที่นี่ไม่บ่อยนัก
เขาเหม่อลอยอยู่เช่นนั้น กระทั่งเฉินฉิว ทูตจากเมืองเหอจงมาเรียกเขา
“คุณชายหลี่? คุณชายหลี่!”
เฟิ่งปิงรั้งสายตากลับมา ชั่วขณะนั้นเขาเหมือนกระต่ายตกใจ ในดวงตาที่มองไปยังเฉินฉิวแดงเรื่ออยู่บ้าง
เฉินฉิวฉีกยิ้ม “คุณชายหลี่คงไม่ได้มาฉางอันนานมากแล้ว จะไปชมทิวทัศน์ของเมืองฉางอันด้วยกันหรือไม่”
ทิวทัศน์ของเมืองฉางอันย่อมดีเยี่ยม
ท้องฟ้าสดใสหลังหิมะตก ย่านตลาดราวกับกำลังเหยียดแขนบิดขี้เกียจและอ้าปากหาว เสียงตะโกนเร่ขายดังแว่วอยู่ในหมอกขาว เด็กที่สวมเสื้อกันหนาวสีแดงสีเขียวพากันวิ่งเล่นทั่วตรอก หกล้มบนพื้นหิมะก็ไม่เจ็บ คล้ายกับว่าทุกสิ่งล้วนทื่อชาไปหมดเพราะหิมะ
ทูตจากเขตเจี้ยนหนานบอกลาไปก่อนแล้ว เฉินฉิวไล่บริวารกลับไปแล้วพาเฟิ่งปิงไปยังตลาดตะวันออกตามลำพัง ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวแฝงไว้ซึ่งบรรยากาศของการลงโทษและเข่นฆ่า วันนี้คล้ายมีการคุมตัวประหารนักโทษพอดี บนถนนเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ล้วนเป็นชาวบ้านที่มาดูความครึกครื้น เฉินฉิวเดินไปถึงกลางทางก็หันมามองเขาด้วยความลังเล “วันนี้ตลาดตะวันออกจะมีการประหาร…”
เฟิ่งปิงตอบเรียบๆ ว่า “เช่นนั้นพวกเราไม่ต้องไปร่วมดูความครึกครื้นจะดีกว่า”
เขาคิดว่าเฉินฉิวกลัวเลือด จึงเดินเข้าไปใต้ชายคาของร้านค้าก่อน แต่เฉินฉิวกลับคิดว่าเฟิ่งปิงนึกถึงเรื่องในอดีตเมื่อห้าปีก่อน คนสนิทและพรรคพวกหลายพันคนขององค์รัชทายาทต่างถูกคุมตัวไปตัดเอวที่ตลาดตะวันออก ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ มีดประหารยกขึ้นแล้วฟันลง ฟันลงแล้วยกขึ้นอีกครั้ง สังหารอยู่ครึ่งเดือนจึงหมดสิ้น…แม้ตอนนั้นหลี่เฟิ่งปิงจะถูกขังอยู่ในคุกหลวงและไม่มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์ก็ตาม
เฉินฉิวรู้สึกว่าองค์ชายสี่ผู้นี้น่าสนใจเล็กน้อย…เฉยชาเหมือนควันบางเบา บุรุษเช่นนี้กลับออกเรือนกับบุรุษคนหนึ่ง…ที่ผ่านมามีเพียงจ้วงหยวนอภิเษกกับองค์หญิง เผยตันคือคนแรกที่ ‘อภิเษก’ กับองค์ชาย เฉินฉิวเติบโตที่เมืองหลวง นิสัยกล้าได้กล้าเสียไม่สนธรรมเนียมของเขาถูกบ่มเพาะขึ้นมาภายใต้เงาของกำแพงวังหลวง เขามิได้รู้สึกว่าการคบหากับสามัญชนที่เคยวางแผนก่อกบฏมีสิ่งใดไม่เหมาะสม แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นอยากขุดคุ้ยความลับในปีนั้นออกมามากกว่าเดิม จึงตามเข้าไปอย่างไม่ลังเล เดินเอามือไพล่หลังตามเฟิ่งปิงพลางวิจารณ์สินค้าละลานตาของเมืองฉางอัน
เมื่อถึงร้านผ้าไหมแห่งหนึ่ง เฟิ่งปิงหยุดฝีเท้าลงแล้วมองไปยังผ้าปักที่แขวนอยู่บนชั้นสูง จากนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย เฉินฉิวเห็นว่านั่นคือผ้าทอสู่จิ่น* สีแดงทับทิมปักลายดอกไม้ทรงกลม สีสันสดใสราวกับเงาเมฆพันเกี่ยว แลดูงดงามจับตาอย่างยิ่ง จึงเอ่ยว่า “คุณชายหลี่ชอบหรือ”
เฟิ่งปิงส่ายหน้า “ข้าเคยมีเสื้อผ้าชุดหนึ่ง สีสันเช่นนี้”
เจ้าของร้านที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “ร้านเราสามารถสั่งตัดได้ ท่านอยากดูฝีเข็มของร้านสักหน่อยหรือไม่” จากนั้นหยิบชุดกระโปรงตัวหนึ่งมา ตัดเย็บจากผ้าทอสู่จิ่นสวยสดงดงาม “ไอ้หยา แม้นี่จะเป็นรูปแบบของสตรี แต่ทั้งสองท่านลองดูว่าฝีเข็มละเอียดหรือไม่ ฝีมือการเย็บช่ำชอง! ขอเพียงทั้งสองท่านสั่งการ ไม่ว่ารูปแบบใดร้านเราก็สามารถตัดได้ทั้งสิ้น…”
อารมณ์ชั่ววูบผุดขึ้นในใจทำให้เฉินฉิวรับชุดกระโปรงตัวนั้นมาจากมือเจ้าของร้าน เจ้าของร้านตกตะลึง บุรุษทั่วไปไม่มีทางบุ่มบ่ามเช่นนี้…จากนั้นเฉินฉิวก็ถือชุดกระโปรงไปเทียบบนร่างเฟิ่งปิง ซ้ำยังยกยิ้มมุมปาก “สีสันเช่นนี้ดูเหมาะกับคุณชายหลี่มากจริงๆ”
เฟิ่งปิงพลันถอยไปด้านหลังสองก้าว เมื่อเงยหน้ามองไปยังเฉินฉิว สายตานั้นเย็นชาขึ้นเล็กน้อย
เขาพลันเข้าใจความปรารถนาดีที่มาอย่างกะทันหันของคนผู้นี้แล้ว
เขาเป็นหัวข้อสนทนาหนึ่ง ห้าปีผ่านไปแล้วเขาก็ยังคงเป็นใบชาใบหนึ่งที่ลอยอยู่ในจอกชาของเมืองหลวง ช่วยเพิ่มรสชาติอย่างที่สุด
เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจ เพียงแค่รู้สึกว่าน่าขันเท่านั้น เขาเคยออกเรือนกับบุรุษคนหนึ่ง ทั้งยังเคยถูกบุรุษผู้นั้นทอดทิ้ง พวกเขาชอบเห็นท่าทางที่เขาตกอกตกใจและจมอยู่กับเรื่องในอดีตหลังผ่านไปห้าปี ราวกับว่าการทำเช่นนี้สามารถเพิ่มความทอดถอนใจได้มากขึ้น
แต่ชุดกระโปรงตัวนั้นสวยงามจริงๆ พลิ้วไหวอ่อนช้อย สามารถสะท้อนเรื่องราวความหลังของเขา เฟิ่งปิงสูดหายใจเข้าลึกหนึ่งเฮือก ยิ้มด้วยใบหน้าขาวซีดพลางเอ่ยว่า “ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มาเมืองหลวงสักรอบหนึ่ง อยากซื้อของขวัญให้สตรีในบ้านสักหน่อย แต่ผ้าทอสู่จิ่นคือของท้องถิ่น ต้องมีเอกลักษณ์ของฉางอันเล็กน้อยจึงจะดี”
เฉินฉิวซึ่งคิดไม่ถึงว่าเฟิ่งปิงจะตอบอย่างสุภาพเช่นนี้ตะลึงไปเล็กน้อย รอจนเฟิ่งปิงเดินหน้าต่อจึงไล่ตามไปอีกครั้ง “ในบ้านคุณชาย…มีสตรีหรือ”
หลังถามคำถามนี้ เขาแทบอยากกัดลิ้นของตนจริงๆ ในบ้านผู้ใดบ้างไม่มีสตรี แต่คำว่า ‘สตรี’ ของเขาหมายถึงอย่างอื่น
ดังคาด คำถามนี้ดิ้นหลุดง่ายเกินไป เฟิ่งปิงเอียงศีรษะยิ้มน้อยๆ “มีสิ อยู่ไกลถึงเหลาโจว กำลังรอข้ากลับบ้าน”
เฉินฉิวตะกุกตะกัก คนทั้งสองพูดคุยพลางเดินเล่นในตลาดตะวันออกโดยที่ไม่ไปร่วมชมความครึกครื้นตรงจุดที่ฝูงชนเบียดเสียดที่สุด…ซึ่งคาดเดาว่าบริเวณนั้นคือจุดที่กำลังประหารชีวิต พอตกกลางคืนยังไปกินข้าวที่เหลาสุราชื่อดังในย่านฉงเหริน สีหน้าของเฟิ่งปิงเฉยชาอยู่ตลอด มองไม่ออกว่าไม่มีความสุข แต่ก็ไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย
ย่านฉงเหรินคือสถานที่ที่ชนชั้นสูงในเมืองหลวงรวมตัวกัน ควันเครื่องหอมอบอวล เสียงเพลงขับขานตลอดคืน หากมองไปนอกหน้าต่างห้องส่วนตัวของเหลาสุราจะสามารถมองเห็นชายคาโค้งของตำหนักไท่จี๋ ด้านบนประดับด้วยจันทร์ดวงกลมรามกับจานแก้วผลึก
วันนี้คือวันที่สิบหกเดือนสิบเอ็ดแล้ว
“ทางโน้น” เฉินฉิวดื่มสุราเล็กน้อย ทั้งยังมีความกล้าขึ้นมานิดหน่อย เขายื่นมือชี้ไปยังจุดหนึ่งของย่านฉงเหริน “นั่นคือคฤหาสน์ของอัครมหาเสนาบดีเผย ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันพระราชทานให้! มีเก้าห้องสามลาน โอ่อ่าอย่างยิ่ง หากจุดโคมขึ้นมา แม้แต่วังหลวงก็คงหม่นหมอง!”
เฟิ่งปิงเอ่ยเบาๆ “ท่านทูตเฉินเลอะเลือนแล้ว จะเอาไปเทียบกับวังหลวงได้อย่างไร”
แต่สายตากลับมองไปยังจุดที่เขาชี้ นั่นคือคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่ง ภายใต้แสงจันทร์สามารถมองเห็นศาลาและอาคารได้รางๆ มีสระน้ำกว้างหนึ่งสระ กระแสคลื่นสงบราวกับกระจกที่คล้ายว่ากำลังจะจับตัวเป็นน้ำแข็งสะท้อนแสงจันทร์กระจ่างฟ้า แต่คฤหาสน์ทั้งหลังแทบไม่ได้จุดโคมไฟ หรืออาจจุดแล้วแต่ถูกกำแพงบดบังจนมองไม่เห็น ราวกับสัตว์ยักษ์ที่ซ่อนตัวในความมืดมิด
“อัครมหาเสนาบดีเผยซื่อสัตย์และขยันขันแข็งเพื่อบ้านเมือง คงยังไม่ได้กลับบ้าน” เฉินฉิวยิ้มอย่างกระดากอาย
เฟิ่งปิงเอ่ย “วันนี้ข้าไปที่กรมพิธีการในสำนักการปกครองมา แต่เขากลับไม่อยู่”
เขาพูดอย่างเป็นธรรมชาติคล้ายไม่สนใจอดีตสามีผู้นั้นเลย แต่ในคำพูดยังแฝงความคุ้นเคยอันแปลกประหลาด เฉินฉิวไม่รู้จะต่อความอย่างไร เฟิ่งปิงเองก็ตระหนักได้ว่าตนเองพูดจาไม่เหมาะสมจึงหลุบตาลง
บางครั้งเขาก็มักจะลืมว่าตนเองหย่าร้างกับเผยตันแล้ว
หากมิได้หย่าร้าง เดิมเผยตันก็คงไม่ได้นั่งบนตำแหน่งสูงอย่างเสนาบดีหกกรมและอัครมหาเสนาบดีแห่งแผ่นดิน
แต่เมื่อผ่านการชำระล้างของระยะเวลาห้าปีที่ไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ ความรู้สึกของเขาก็ค่อยๆ ถูกลบล้างไปแล้ว ใต้เทือกเขาอู่หลิงเมฆหมอกสายลมเย็นเยียบปกคลุมไปทั่ว ในครรลองสายตามีเพียงเทือกเขาที่สูงเสียดเมฆ บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าเผยตันเอย องค์รัชทายาทเอย ต่างเป็นเรื่องเมื่อชาติที่แล้ว
แต่พอเอ่ยปากยังเหมือนสนใจอย่างมาก เขาไม่ชอบเป็นเช่นนี้
เขาเองก็ดื่มสุราเช่นกัน ระหว่างทางกลับบุรุษเมามายทั้งสองประคับประคองกัน ความขุ่นเคืองใจตอนกลางวันกลับหายไปแล้ว เอาแต่เอ่ยคำพูดไร้สาระคนละคำสองคำ แล้วจึงเหยียบแสงจันทร์กลับไปเช่นนี้ เมื่อถึงลานเรือนจึงบอกลากับเฉินฉิวในที่สุด
โดยรอบเงียบเหงาลงแล้ว เขาหันกายมองเห็นลำธารใต้ทางเดิน พลันนึกสนุกขึ้นมาจึงถกชายชุดย่อตัวลงเล็กน้อย จากนั้นกระโดดข้ามไป หลังโงนเงนอยู่ครู่หนึ่งก็ยืนได้อย่างมั่นคง จากนั้นก็หันหน้าไปมองสายน้ำอย่างภาคภูมิใจ
ไม่เลวจริงๆ แม้จะดื่มสุราจนเมาแล้วก็ยังข้ามมาได้
สุราในคืนนี้ออกฤทธิ์ค่อนข้างช้า ทำให้เขานอนหลับจนตะวันขึ้นสูงสามลำไผ่* ทั้งยังรู้สึกไม่สบายตัว เขากุมขมับลุกขึ้นอย่างงัวเงีย ชุนสือกลับไม่อยู่ เขาจำต้องล้างหน้าบ้วนปากและเก็บของด้วยตัวเอง เพิ่งเดินออกจากประตูกลับเห็นทูตสิบกว่าคนพร้อมกับผู้ติดตามพากันล้อมต้นอู๋ถง** ที่เหี้ยนโกร๋นอยู่กลางลานเรือน กล่องหลายใบต่างถูกเปิดออก แสงแดดหลังหิมะตกสาดส่องลงมา ขณะที่ผู้คนต่างเม้มริมฝีปากไม่เอ่ยสักคำ เพียงจ้องมองคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง
พอคนที่ยืนอยู่ตรงกลางเห็นเขาจึงเอ่ยเสียงสะอื้น “นายท่าน!”
กลับเป็นชุนสือ เขาสวมชุดธรรมดา ท่าทางทำตัวไม่ถูก
เฟิ่งปิงตกตะลึง ก่อนเดินจ้ำอ้าวเข้าไป “เกิดอะไรขึ้น”
“ผ้าทอสู่จิ่นที่ข้าเอามาถวายบรรณาการ” เฝิงเฉิงนวดหว่างคิ้ว ก่อนเอ่ยอย่างเหนื่อยล้า “เมื่อวานยังไม่ทันเก็บเข้าห้อง เช้านี้ลองตรวจนับดู กลับพบว่าหายไปแล้ว”
เฟิ่งปิงตกตะลึง
ชุนสือใบหน้าแดงก่ำ เขาอายุแค่สิบแปดปี นิ้วมือกำชายเสื้อเอาไว้ แม้แต่สีหน้าน้อยใจก็กลั้นไม่อยู่ “นายท่าน ใต้เท้าทั้งหลายต่างสงสัยว่าข้า…ว่าข้าเป็นคนขโมย…”
ด้านหนึ่งมีคนเอ่ยว่า “เดิมท่านทูตเฝิงเห็นเจ้าทำลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างกล่อง ก็เพียงแค่ถามเจ้าเล็กน้อย ผู้ใดจะรู้ว่าเจ้ากลับตอบไม่ได้ พวกเขาจึงเกิดความสงสัยขึ้นมา”
“ข้าแค่เดินผ่านลานเรือน ทำลับๆ ล่อๆ ที่ใดกัน พวกท่านมาจับข้าเอาไว้…” ชุนสือแย้งด้วยเหตุผล จากนั้นเบะปาก พลันยกมือขยี้ตาอีกครั้ง “หากข้าขโมยเครื่องบรรณาการจริง เหตุใดยังกล้าออกมาให้เห็นหน้าอีก”
“คำพูดนี้ฟังดูดีไม่น้อย” มีคนหัวเราะพรืด “แต่ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่ายิ่งปิดยิ่งเปิดเผย”
แล้วก็มีคนหนึ่งที่ดูคล้ายต้องการให้เรื่องสงบเอ่ยว่า “ไอ้หยา อย่าปรักปรำคนดี มิสู้ค้นที่อยู่ของเด็กรับใช้ผู้นี้ดูสักหน่อย หากค้นไม่เจอย่อมคืนความบริสุทธิ์ให้เขา”
“ใช่แล้วๆ รายชื่อเครื่องบรรณาการของท่านทูตเฝิงถูกถวายขึ้นไปนานแล้วกระมัง ไม่มีทางขาดตกบกพร่อง มิฉะนั้นคงมีความผิดฐานหลอกลวงฮ่องเต้!”
“ตอนนี้ไม่รู้ว่าไปซื้อผ้าทอสู่จิ่นมาแทนก่อนได้หรือไม่”
“เช่นนี้ก็คือการหลอกลวงฮ่องเต้มิใช่หรือ อีกทั้งผ้าทอสู่จิ่นที่ทางการเฉิงตูทอขึ้นต่างมีหมายเลขกำกับ มิอาจปลอมแปลงได้”
ชุนสือถูกบีบให้นิ่งเงียบอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงใช้สายตาชำเลืองมองเฟิ่งปิง เฟิ่งปิงใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากบางไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อยทำให้ชุนสืออกสั่นขวัญแขวน นายท่านเป็นโรคปอดตั้งแต่เล็ก หลังแต่งงานจึงดีขึ้นอยู่สองสามปี จากนั้นยังถูกเนรเทศไปยังพื้นที่ที่ไข้ป่าระบาดของหลิ่งหนาน ได้ลิ้มรสความยากลำบากมากมาย โรคเก่าจึงกำเริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้หัวใจของชุนสือแทบถูกขยี้จนแหลก รู้สึกละอายใจถึงขีดสุด เขาพลันถกชายชุดคุกเข่าให้เฝิงเฉิง “ท่านทูตเฝิง! ข้าน้อยไม่กล้าแตะต้องเครื่องบรรณาการ ท่านทูตเฝิงโปรดตรวจสอบ! ข้าน้อย…ข้าน้อยย่อมเอาสัมภาระออกมาให้ท่านทูตตรวจสอบได้”
มีคนเสริมหนึ่งประโยคทันที “เอาออกมาแล้วอย่างไร ในห้องต่างหากที่ซ่อนง่ายกว่า”
ชุนสือรีบหันหน้าเอ่ยว่า “มีบางอย่างที่ท่านทูตท่านนี้ไม่ทราบ ข้านอนอยู่นอกห้องนอนนายท่าน ย่อมไม่กล้าเอาสิ่งของไปซ่อนในห้องนอน”
อีกฝ่ายแค่นเสียงเหอะคราหนึ่ง
ในยามนี้เองเฉินฉิวก็ก้าวออกมา “ทุกท่านต่างเป็นทูตที่มีหน้ามีตาในท้องถิ่น ใครก็ไม่อยากให้ห้องนอนของตนเองถูกคนรื้อค้นกระมัง แต่เครื่องบรรณาการนี้สูญหายไป ซ้ำยังเกี่ยวข้องกับเกียรติยศบ้านเมือง…มิสู้เช่นนี้ดีกว่า ท่านทูตเฝิงไปค้นในห้องคุณชายหลี่เพียงลำพัง พวกเราจะไม่ชมความสนุกแล้ว ดีหรือไม่ คุณชายหลี่ ท่านคิดเสียว่าเป็นการช่วยเหลือสหาย ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรต้องละอาย”
เฉินฉิวพูดอย่างเป็นกลาง พวกเจ้ากี้เจ้าการที่ตั้งใจจะดูสภาพห้องนอนของหลี่เฟิ่งปิงทั้งหลายต่างสะบัดแขนเสื้อด้วยความขุ่นเคืองทันที เฟิ่งปิงไม่มีอะไรต้องละอายจริงๆ สิ่งที่ทำให้เขาหน้าซีดขาวคือท่าทีของคนเหล่านี้ หากเครื่องบรรณาการสูญหายจริง ให้กรมพิธีการมาค้นหาทั้งเรือนเขาก็ไม่มีความเห็นต่าง แต่ไยต้องค้นเขาโดยพลการก่อน แม้เขาจะเป็นสามัญชนที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ แต่ผ่านไปห้าปีแล้ว ความผิดของเขาถูกชำระล้างในการอภัยโทษนานแล้ว เหตุใดพวกเขาจึงสงสัยคนข้างกายของเขาก่อน
เขาหันหน้าไปด้านข้างแล้วไอออกมาสองสามครั้ง ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวนวลปิดปากเบาๆ พักหนึ่งจึงหลีกทาง “เช่นนั้นก็เชิญท่านทูตเฝิงไปพูดคุยในห้องข้า”
เฝิงเฉิงขมวดคิ้วแน่น เห็นได้ชัดว่าการทำเครื่องบรรณาการสูญหายย่อมมีความผิดใหญ่หลวง เรื่องดังกล่าวทำให้เขาไม่ว่างสนใจเรื่องอื่นแล้ว เพียงประสานมืออย่างรีบๆ แล้วเดินไปในห้องเฟิ่งปิง จากนั้นเฟิ่งปิงก็ตามเข้าไปแล้วปิดประตู ไม่วายมีคนชะเง้อชะแง้ แต่ถูกเฉินฉิวขวางเอาไว้ทั้งหมด เฉินฉิวเอ่ย “ดูเหมือนไม่ว่าอย่างไร ในเรือนนี้ต้องมีโจรอย่างแน่นอน ทุกท่านยังไม่ไปตรวจนับกล่องของตนเองอีกหรือ”
กลุ่มคนต่างไม่ฟังคำพูดของเขา เอาแต่ปักหลักไม่ยอมไป ชุนสือขดตัวอยู่นอกประตู เขาไม่ได้เอาไปก็คือไม่ได้เอาไป เรื่องนี้เขามั่นใจ แต่เขาเป็นห่วงคุณชาย ใบหูที่หนาวจนแดงฉานนึกอยากไปลองฟังเสียงที่ด้านในดูสักหน่อย
แต่ผ่านไปเนิ่นนานเฝิงเฉิงก็มิได้ออกมา ซ้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มคนยังค่อยๆ ดังขึ้น เฉินฉิวขมวดคิ้วเดินเข้าไปเคาะประตู “ท่านทูตเฝิง? หลี่หลาง?”
เป็นเฝิงเฉิงที่ตอบ “ท่านทูตเฉินเชิญเข้ามา”
เฉินฉิวผลักประตูออก จึงเห็นกล่องหลายใบถูกเปิดอยู่บนพื้น เฝิงเฉิงนั่งอยู่ด้านข้าง บนโต๊ะมีชุดกระโปรงสีแดงทับทิมปักลายดอกไม้ทรงกลมวางอยู่ เฉินฉิวตกตะลึง ชั่วขณะนั้นเขาคิดไปว่าเมื่อวานหลี่เฟิ่งปิงลอบซื้อชุดกระโปรงตัวนั้นมา
เฝิงเฉิงพลิกด้านในของชุดกระโปรงออกมา ในนั้นปักหมายเลขหลายตัวไว้อย่างประณีต เฝิงเฉิงเงยหน้าเอ่ยกับคนที่อยู่อีกด้านหนึ่งอย่างเย็นชา “เหตุใดในสัมภาระของคุณชายหลี่จึงมีเครื่องบรรณาการของเขตเจี้ยนหนานในรัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบห้า”
แม้การหยิบเครื่องบรรณาการโดยพลการคือโทษมหันต์ แต่หากเพียงแค่หยิบเครื่องบรรณาการที่ยังไม่ได้เข้าท้องพระคลังของปีนี้ นั่นก็เป็นเพียงการลักของหลวง มีโทษเพียงจำคุก
แต่หากหยิบเครื่องบรรณาการที่เข้าท้องพระคลังไปนานแล้ว นั่นถือว่าเป็นการลักทรัพย์สินส่วนพระองค์ มีโทษเนรเทศสองพันห้าร้อยหลี่*
เฟิ่งปิงมองชุดกระโปรงตัวนั้น มือข้างหนึ่งเกาะขอบหน้าต่างเอาไว้ ออกแรงจนนิ้วมือเผยข้อต่อกระดูกสีขาวซีดออกมา เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา “นั่นคือสิ่งที่อดีตฮ่องเต้พระราชทาน”
เฝิงเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
พวกเขาต่างรู้ว่าเฟิ่งปิงเป็นใคร เมื่อบอกว่าอดีตฮ่องเต้พระราชทานจึงไม่มีช่องโหว่ให้โจมตีได้ แต่เฝิงเฉิงกลับตอบสนองอย่างรวดเร็ว “ในปีนั้น…หลังคดีใหญ่ ทรัพย์สินส่วนตัวของท่านล้วนถูกริบ เครื่องบรรณาการชิ้นนี้ก็ควรถูกริบคืนไปนานแล้ว เช่นนี้เป็นเพราะท่านซ่อนมันไว้ไม่ได้ส่งเข้าหลวง หรือว่าในปีนั้นท่านรายงานทรัพย์สินส่วนตัวไม่หมดและไม่ตรงตามจริง?”
ถึงแม้เฟิ่งปิงจะรู้ดีว่าพอตนเองกลับเมืองหลวงจะต้องเผชิญหน้ากับการตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘เรื่องในปีนั้น’ มากมาย แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมาถึงอย่างรวดเร็วและเถรตรงเพียงนี้ เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง “มันไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของข้า เดิมมันคือผ้าผืนหนึ่งที่ถวายเข้าวังในรัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบห้า ต่อมาในรัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบเจ็ด อดีตฮ่องเต้พระราชทานให้…เผยตัน เผยตันแค่นำไปตัดเป็นเสื้อผ้าเท่านั้น”
“เรื่องนี้ยิ่งน่าแปลก” เฝิงเฉิงไม่เลิกไม่รา “สิ่งของที่อดีตฮ่องเต้พระราชทานให้อัครมหาเสนาบดีเผย เขาคงไม่มีทางมอบให้คนอื่น…”
“ท่านทูตเฝิง” เฉินฉิวรีบดึงแขนเสื้อของเขา “ระวังคำพูดด้วย!”
พูดถึงเพียงคดีเก่าของหลี่เฟิ่งปิงยังพอทำเนา แต่ไม่อาจใส่ร้ายอัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักตามอำเภอใจ
เฝิงเฉิงจึงหุบปากฉับ สายตาสังเกตเฟิ่งปิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับสังเกตเครื่องใช้ของราชวงศ์ก่อน
รูปร่างของเครื่องใช้นี้แม้จะยังคงสวยงาม แต่มันกลับเต็มไปด้วยรอยร้าว เปิดเผยเครื่องเคลือบอันเปราะบางที่ด้านในออกมา
หลี่เฟิ่งปิงผู้นี้ดูเหมือนไม่มีแรงตอบโต้แม้แต่น้อย
ในที่สุดเฝิงเฉิงก็เอ่ยว่า “เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง ข้าต้องกลับไปรายงานในวังให้ตรวจสอบราชโองการของอดีตฮ่องเต้ หรือให้ศาลต้าหลี่แห่งกรมอาญาตรวจสอบด้วยสักหน่อย ว่าขณะริบทรัพย์ของคดีใหญ่ในปีนั้นมีความผิดพลาดหรือไม่”
“ร้ายแรงเพียงนี้เชียว?” เฉินฉิวพลันส่งเสียง “มีบางอย่างที่ท่านทูตเฝิงไม่ทราบ ฝ่าบาทมักพระราชทานตามพระประสงค์ ไม่แน่ว่าจะต้องทำบัญชีประทับตรา อีกทั้งเรื่องนี้ผ่านไปตั้งกี่ปีแล้ว…หกเจ็ดปีแล้วกระมัง” เขายังขยับเข้าไปตักเตือนเฝิงเฉิงอย่างค่อนข้างเอาใจใส่ว่า “ท่านลองคิดดูว่าห้องเอกสารของสำนักพระราชวังจะมีฝุ่นกองอยู่เท่าไร! แต่ท่านทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อชุดกระโปรงตัวเดียว สามฝ่ายยังพอว่า ยังต้องลำบากฝ่ายในอีก หากรบกวนฝ่าบาทจะทำอย่างไร…ส่วนศาลต้าหลี่นั้น ได้ยินมาว่าผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ดุร้ายอย่างยิ่ง หากท่านนำเรื่องขี้ปะติ๋วนี้ไปรบกวนเขา นี่…”
เฝิงเฉิงคล้ายถูกเขาโน้มน้าว สายตาเปล่งประกายระยิบระยับ แต่มือกลับกำชุดกระโปรงตัวนั้นแน่นกว่าเดิม
เฉินฉิวไม่เข้าใจจริงๆ เฝิงเฉิงเป็นเพียงขุนนางท้องถิ่นระดับต่ำคนหนึ่ง มาฉางอันไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว กลับยังจะก่อเรื่องรบกวนฝ่ายใน นี่คือหลักการอันใดกัน แต่พอคิดว่าเขาทำเครื่องบรรณาการสูญหายก็รู้สึกว่าน่าสงสารยิ่ง จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ลองหาที่อื่นดูหรือยัง แน่ใจหรือว่าคุณชายหลี่เป็นคนขโมย มิสู้พวกเรารายงานเรื่องนี้ต่อกองงานต้อนรับของกรมพิธีการ ให้พวกเขามาตัดสินจะดีกว่าหรือไม่”
เฝิงเฉิงลุกขึ้น ยังคงใช้ผ้าผืนเดิมห่อชุดกระโปรงตัวนั้นเอาไว้ “คนละเรื่องกัน เครื่องบรรณาการชิ้นนี้ข้าต้องนำกลับไป”
เอ่ยจบเขาจึงถือห่อของจากไป ขุนนางในลานเรือนเห็นในมือเขามีสิ่งของกลับออกมาด้วยก็อดมิได้ที่จะสะดุ้งเฮือก คิดว่าเขาหาเจอแล้ว
เฉินฉิวกระทืบเท้าแล้วหันหน้ามองเฟิ่งปิง เมื่อครู่เฟิ่งปิงเอ่ยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค เหมือนไม่รู้จะแก้ต่างให้ตนเองอย่างไร ทั้งที่เมื่อวานเขายังไม่ใช่เช่นนี้
เฉินฉิวเกาศีรษะก่อนไอแห้งๆ หนึ่งครั้ง “ในปีนั้นเผย…อัครมหาเสนาบดีเผยมอบเสื้อผ้าของสตรีให้ท่านด้วยหรือ”
เฟิ่งปิงเหลือบตาขึ้นมองเขาเสมือนตื่นจากภวังค์ ทั้งยังหลุบตาลงไปทันที “เป็นเพียง…ความสุขเล็กน้อยในห้องหับ”
ความจริงเฉินฉิวคาดเดาไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าเฟิ่งปิงจะตอบเช่นนี้จริงๆ คนที่เบื้องหน้าไม่นับว่ารูปโฉมสะดุดตา แต่เมื่อมองดูมากเข้ากลับไม่อาจเคลื่อนสายตาออกได้อีก ราวกับหมอกที่เบาบางกลุ่มหนึ่ง เฉินฉิวอยากรู้เนื้อในของหมอกนั้น มันคงเย็นเยียบ แต่ก็อาจร้อนผ่าว…เผยอวิ่นวั่งเคยเห็นหรือไม่ นั่นก็คือ ‘ความสุขในห้องหับ’ ของพวกเขาใช่หรือไม่
เฉินฉิวอดมิได้ที่จะเดินไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยว่า “หลี่หลางไม่ต้องร้อนใจ เฝิงเฉิงผู้นั้นหาเรื่องใส่ตัว คงไม่ลงเอยด้วยดี…” เฟิ่งปิงพลันหันไหล่ออก หลบฝ่ามือที่ยื่นมาของเฉินฉิว
“ขอบคุณท่านทูตเฉิน” เฟิ่งปิงเอ่ยอย่างสงบ “ท่านทูตเฝิงเพียงแค่กังวลเรื่องภารกิจของตัวเองเท่านั้น”
เฉินฉิวยังอยากพูดอีกมาก แต่ถูกเฟิ่งปิงตัดบท “ข้าอยากคุยกับชุนสือสักหน่อย”
ประตูห้องปิดลงแล้ว
ในห้องเงียบเหงา
เขาเพิ่งมาที่นี่วันที่สอง ภายในห้องก็อบอวลไปด้วยกลิ่นยาเสียแล้ว เมื่อวานชุนสือต้มยาอยู่หลังม่าน ยังไม่ทันทำยาของวันนี้ เฟิ่งปิงก็รู้สึกลำคอแห้งผาก เหมือนน้ำหิมะที่ตากแดดจนแห้งเหือด
“เจ้าใส่อะไรไว้ในสัมภาระของข้า เจ้ายังจำได้หรือไม่” เฟิ่งปิงถามอย่างเนิบนาบ
ชุนสือมองเห็นเรื่องเมื่อครู่ทั้งหมดแล้ว ใบหน้าเขาขาวซีด คุกเข่าพึ่บลงไป เฟิ่งปิงหันหลังให้เขาอยู่ ไหล่ทั้งสองข้างต่างสั่นไหว “เหตุใดเจ้าต้องเอามันมาด้วย”
“สิ่งของในอดีตของท่าน ส่วนใหญ่ขายกินไปในยามยากแล้ว มีเพียงชิ้นนี้ที่ท่านเก็บไว้อย่างดีเสมอ…ข้าคิดว่าไม่อาจทิ้งมันไว้ที่เหลาโจว เช่นนั้นจึง…” สุ้มเสียงของชุนสือเบาลงเรื่อยๆ เขารู้ดีว่าตนเองลากนายท่านเข้าสู่สถานการณ์อย่างไร ตนเองก็รู้สึกอับอายเช่นกัน
ความเดือดดาลของเฟิ่งปิงยังไม่ทันระบายออกก็เปลี่ยนเป็นความงุนงงอย่างลึกล้ำ “เจ้าคิดเช่นนี้จริงหรือ”
“นายท่าน” มีคำพูดมากมายไหลผ่านในลำคอของชุนสือ สุดท้ายเขาเงยหน้ามองเฟิ่งปิงด้วยความโศกเศร้า “ข้ายังหวังว่า…หวังว่าท่านจะล้างมลทินได้”
เฟิ่งปิงรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยจริงๆ
เขาไปหยิบจอกชาด้วยตัวเอง “เฝิงเฉิงบอกว่าเขาจะรายงานสำนักพระราชวัง ค่อยรายงานศาลต้าหลี่”
ชุนสือตกตะลึง
“เจ้าว่าเรื่องนี้จะทำให้เขาตกใจหรือไม่”
ชุนสือสับสน ทั้งโกรธตัวเองจนแทบร้องไห้ “ท่านทูตเฝิงผู้นั้น…เขาทำเครื่องบรรณาการหายเอง แต่กลับจะลากพวกเราไปรับโทษแทน! หากความไปถึงหูคุณชายเผย…”
คนผู้นั้นก็จะเสียหน้าอย่างมาก
สามัญชนเฟิ่งปิงถูกเนรเทศห้าปี ยังอาลัยอาวรณ์อดีตสามีที่เป็นอัครมหาเสนาบดี ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้รับความเมตตาให้เข้าเฝ้า จึงรีบนำของเก่ามาเมืองหลวงด้วยหวังจะสานสัมพันธ์ในอดีตอีกครั้ง
เฟิ่งปิงหัวเราะอย่างเย็นเยียบ นิ้วมือถูขอบจอกชาพลางพึมพำกับตัวเองว่า “ครั้งนี้คงทำให้เขาได้หน้าแล้ว”
* กงกง เป็นคำเรียกทั่วไปสำหรับใช้เรียกขันทีหรือข้ารับใช้ชายในราชสำนักจีน
* ผู้ว่าราชการเสมอขุนนางสำนักราชเลขาธิการและสำนักตรวจสอบ เป็นตำแหน่งที่ปรากฏขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ถังโดยถังเกาจง มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ถือเป็นอัครมหาเสนาบดีโดยพฤตินัย
** กอดต้นขา เป็นสำนวน หมายถึงประจบประแจง อาศัยกำลังของผู้อื่นเพื่อไปถึงเป้าหมาย
*** สามฝ่าย ในที่นี้มาจากระบบการบริหารบ้านเมืองของจีนที่แบ่งออกเป็นสามฝ่ายหกกรม สามฝ่ายได้แก่ สำนักการปกครอง สำนักราชเลขาธิการ และสำนักตรวจสอบ ส่วนหกกรมได้แก่ กรมปกครอง กรมอากร กรมพิธีการ กรมทหาร กรมอาญา และกรมโยธา
**** จ้วงหยวน (จอหงวน) คือตำแหน่งของผู้ที่สอบขุนนางได้เป็นอันดับหนึ่ง โดยการสอบขุนนางในสมัยโบราณ (เคอจวี่) แบ่งเป็นฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ สอบเลื่อนทีละระดับขั้น เริ่มจากระดับอำเภอหรือจังหวัดเรียกว่าการสอบถงซื่อ ผู้สอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ มีสิทธิ์เข้าร่วมสอบเซียงซื่อในระดับมณฑล หากสอบผ่านจะได้เป็นจวี่เหริน ซึ่งต้องเข้ามาสอบระดับฮุ่ยซื่อที่เมืองหลวงเพื่อขึ้นเป็นจิ้นซื่อจึงได้เข้าไปเป็นขุนนาง เมื่อผ่านการสอบทั้งสามระดับ จะได้เข้าสอบหน้าพระที่นั่งคือการสอบเตี้ยนซื่อ เพื่อคัดเป็นบัณฑิตเอกสามขั้น ซึ่งบัณฑิตเอกขั้นหนึ่งมีสามคน เรียงตามคะแนนเรียกว่าจ้วงหยวน ปั่งเหยี่ยน และทั่นฮวา
***** หลาง เป็นคำที่ใช้เรียกชายหนุ่มอายุไม่มาก
* ดอกล่าเหมย คำว่า ‘ล่าเหมย’ แปลตรงตัวว่าเหมยเดือนสิบสอง เป็นไม้ดอกที่ออกดอกในฤดูหนาว ส่วนมากเป็นสีเหลือง แต่ก็มีที่สีชมพูหรือแดง
* ผ้าทอสู่จิ่น เป็นผ้าแพรของมณฑลเสฉวน ทอจากเส้นไหมย้อมสี เหนียวและทนทาน ลวดลายสีสันหลากหลาย เป็นหนึ่งในผ้าไหมที่ขึ้นชื่อของจีน
* ตะวันขึ้นสูงสามลำไผ่ เป็นสำนวน หมายถึงเวลาสาย
** ต้นอู๋ถง เป็นไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบชนิดหนึ่ง ใบลักษณะคล้ายฝ่ามือ ดอกเป็นช่อสีเหลือง ไม้เนื้อเหนียวใช้ทำเครื่องดนตรี
* หลี่ (ลี้) เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน เทียบได้กับระยะทางประมาณ 500 เมตร
Comments



