everY
ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 1-2 #นิยายวาย
บทที่ 2
เงานกหลวน* ในกระจก
สองวันให้หลัง เฝิงเฉิง ทูตจากเขตเจี้ยนหนานรายงานต่อสำนักพระราชวังจริงๆ บอกว่าในสัมภาระของสามัญชนหลี่เฟิ่งปิงมีเครื่องบรรณาการของเจี้ยนหนานเมื่อเจ็ดปีก่อน เรื่องราวสำคัญอย่างยิ่ง เขามิกล้าละเลย ขอให้ทำการตรวจสอบ
สำนักพระราชวังถึงกับงงงันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายก็ได้แต่ส่งคนไปตรวจสอบแล้วพบว่าผ้าทอสู่จิ่นผืนนั้นเผยตันซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยสำนักหอพระสมุดในรัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบเจ็ดได้รับพระราชทานมา บัดนี้เผยตันเป็นอัครมหาเสนาบดี กงกงหลายคนของสำนักพระราชวังหารือกันครึ่งค่อนวัน ตัดสินใจโยนเผือกร้อนลวกมือ** นี้ให้ศาลต้าหลี่
แม้ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ดุร้าย แต่มิได้โง่เขลา เรื่องแบบนี้เป็นได้ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ เขาย่อมไม่อยากเป็นตัวหลักในการออกหน้า แต่เฝิงเฉิงถวายฎีกาไม่ปิดผนึก เรื่องในอดีตที่ผ่านมานานแล้วเรื่องนี้คงเผยแพร่ไปทั่วทั้งสามฝ่ายอย่างอึกทึกครึกโครมแล้ว ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่สับสนอยู่นาน สุดท้ายจึงตัดสินใจไปหยั่งเชิงเผยตันก่อน
หากอัครมหาเสนาบดีเผยอยากให้ลงโทษ เขาก็จะลงโทษ หากอัครมหาเสนาบดีเผยเห็นแก่สัมพันธ์เก่าก่อน เขาก็จะยกขึ้นสูงๆ แล้ววางลงเบาๆ
ใครจะรู้ว่าหลังส่งชุดกระโปรงที่เป็นของกลางตัวนั้นเข้าไปในที่ทำการสำนักการปกครอง อัครมหาเสนาบดีเผยกลับบอกว่าหลายวันก่อนในจวนเขาถูกปล้น ทำเสื้อผ้าหายไปหลายชุด ขอบคุณศาลต้าหลี่ที่ช่วยนำกลับมา
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่อ่านความคิดของชนชั้นสูงไม่ออก แต่คิดว่าในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ตัดสินความผิดฐานลักขโมยแก่เฟิ่งปิงไปตามความต้องการของอัครมหาเสนาบดีเผย แต่สิ่งที่ขโมยไม่ใช่เครื่องบรรณาการ และไม่เกี่ยวข้องกับคดีเมื่อหลายปีก่อน โทษทัณฑ์จึงเบาลงอย่างมาก เขายังใช้ความคิดอีกครั้ง ถึงอย่างไรเฟิ่งปิงก็มีสถานะพิเศษ ไม่อาจลงโทษ จึงได้แต่คุมตัวเด็กรับใช้ของอีกฝ่ายมาโบยห้าสิบไม้
ชุนสือกลับไปยังจวนด้วยท่าทางกะโผลกกะเผลก แต่กลับเข้มแข็งยิ่งนัก บอกว่าถึงอย่างไรพวกเราก็เคยเข้าคุกหลวงมาแล้ว การลงโทษของศาลต้าหลี่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เฟิ่งปิงไม่ออกความคิดเห็น เพียงให้เขาถอดกางเกงออกแล้วทายาให้ ในที่สุดน้ำเสียงของชุนสือก็อ่อนลง นอนคว่ำไปกับเตียง สุดท้ายถึงร้องไห้ออกมา
ชุนสือถูกโบยแทนนายท่านไปห้าสิบไม้
ศาลต้าหลี่เชี่ยวชาญการลงโทษ การโบยแม้จะไม่บาดเจ็บถึงกระดูก แต่ก็ตีจนหนังแตกเนื้อปริ โลหิตชุ่มโชกและเจ็บปวดแสนสาหัส ไม่ง่ายเลยกว่าจะห้ามเลือดได้ อีกทั้งขณะทายาก็ยังดิ้นทุรนทุรายอีกพักหนึ่ง ชุนสือเจ็บจนน้ำตาอาบแก้ม มองเห็นนายท่านของตนอย่างเลือนราง
ท่ามกลางแสงสลัว นายท่านยังคงดูสงบนิ่ง แต่แรงมือที่ทายาให้เขากลับเบาลงเรื่อยๆ
ชุนสือเข้ามาในคฤหาสน์อ๋องตั้งแต่อายุสิบปี ปีนี้อายุสิบแปดแล้ว ตอนนั้นเขาถูกขายอยู่ที่ตลาดตะวันตกของฉางอัน พบองค์ชายสี่กับเผยจ้วงหยวนที่เพิ่งแต่งงานใหม่พอดี ทั้งสองจึงไถ่เขาออกมา…พูดให้ถูกต้องคือองค์ชายสี่เป็นคนซื้อ เผยจ้วงหยวนไม่เต็มใจนัก
ระหว่างทางเขายังได้ยินองค์ชายสี่ทะเลาะกับสามีของตนเองด้วย
เผยจ้วงหยวนหน้าตาน่ามอง ราวต้นหยกเล่นลม* ผิวขาวริมฝีปากแดงทั้งยังเยาว์วัย แววตาเป็นประกาย แผ่กลิ่นอายเฉียบคมดุดัน ยามที่เขาเอ่ยวาจายิ่งเย็นชาโหดเหี้ยม ‘บนโลกนี้มีคนยากไร้มากมาย หรือว่าท่านต้องไปช่วยทุกคน? คฤหาสน์อ๋องของท่านพื้นที่คับแคบ จะให้ที่พักพิงคนยากไร้ทั้งแผ่นดินได้หรือ’
องค์ชายสี่เฟิ่งปิงกัดริมฝีปาก ลูบแขนของอีกฝ่ายเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า ‘แต่เขาน่าสงสารจริงๆ นี่นา’
เผยจ้วงหยวนหันหน้ามองเขา พักหนึ่งจึงแค่นเสียงออกมาเบาๆ ไม่เอ่ยคำใดอีก
องค์ชายสี่กลับขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม เอ่ยกับเขาเสียงแผ่วว่า ‘ข้ารู้ว่าท่านต้องทนลำบากอยู่ในคฤหาสน์อ๋อง…’
เผยจ้วงหยวนถึงกับไม่รู้จะวางตัวเช่นไร ‘พูดอะไรของท่านน่ะ’
ขนตาขององค์ชายสี่สั่นไหว สุ้มเสียงเบาลง ชุนสือจึงไม่ได้ยินคำพูดหลังจากนั้นแล้ว
ต่อมาเขาเคยคิดว่าหรือเผยจ้วงหยวนจะไม่ชอบอยู่ที่คฤหาสน์สิบอ๋อง อีกฝ่ายคือจ้วงหยวนใหม่ที่ได้รับพระราชทานงานเลี้ยงที่ทะเลสาบชวีเจียงและจารึกชื่อบนเจดีย์ห่านป่า อายุเพิ่งสิบเจ็ดปี แต่ความทะนงโอหังกลับทะยานฟ้า คฤหาสน์สิบอ๋องเล็กเพียงนั้น แคบเพียงนั้น เสียงดังและแออัดเพียงนั้นช่างไม่คู่ควรกับเขาเลย
ชุนสือก้มหน้าลง จู่ๆ ก็เอ่ยประโยคหนึ่งออกมาอย่างไม่มีหัวไม่มีหางว่า “ข้าเห็นคฤหาสน์ใหม่ของอัครมหาเสนาบดีเผยแล้ว นายท่าน”
มือของเฟิ่งปิงหยุดชะงัก “หืม?”
ชุนสือกลับนิ่งเงียบอีกเนิ่นนาน
เฟิ่งปิงพิศมองอย่างละเอียดพลางถามเขาว่า “เจ็บหรือไม่”
ชุนสือส่ายหน้า เขาเคยได้รับการลงโทษที่โหดร้ายกว่านี้หลายเท่า ทั้งในคุกหลวงของฉางอัน และในโรงหัตถการที่เหลาโจว บัดนี้ไม่ใช่ว่ายังกระโดดโลดเต้นได้อยู่หรือ เขาไม่อยากให้นายท่านเป็นห่วงจึงคลานเข้าไปอย่างระมัดระวัง เอาคางเกยบนต้นขาของนายท่านพลางเอ่ยอย่างน่าสงสาร “ข้าไม่เจ็บ และข้าก็ไม่ได้ขโมยของจริงๆ”
“ข้ารู้” เฟิ่งปิงเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“นายท่าน” ชุนสือยังไม่ถอดใจ เขาเงยหน้าขึ้นและพูดว่า “ข้ายังรู้สึกว่า…คุณชายเผยเป็นคนใจอ่อน”
เฟิ่งปิงขมวดคิ้ว
ชุนสือเอ่ยอีก “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านต้อง…อะไรกับเขา ข้าแค่จะบอกว่าถึงอย่างไรก็เคยมีความสัมพันธ์ต่อกัน เขาคงไม่ถึงขั้น…กำจัดให้สิ้นซาก การรายงานของท่านทูตเฝิง เดิมทีเป็นได้ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ แต่คุณชายเผยเองก็มิได้สืบสาวราวเรื่อง ท่านว่าใช่หรือไม่ อีกทั้งเขาคุมกรมพิธีการ ดูแลเรื่องเครื่องบรรณาการทั่วสารทิศ เครื่องบรรณาการเอย ทูตเอย ต่างอยู่ในฝ่ามือของเขามิใช่หรือ หากเขาต้องการทำอะไร…”
เฟิ่งปิงมือหนักกว่าเดิมจนชุนสือร้องโอ๊ยออกมาทันที “ก้น ก้นข้า!”
เฟิ่งปิงเอ่ยอย่างเย็นชา “พวกเรามีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าเป็นโชคดีแล้ว เจ้ายังคิดเหลวไหลอะไรอีก”
ชุนสือกะพริบตาที่น้ำตาคลอ “นายท่าน ขะ…ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านอยู่ที่เหลาโจว…ที่นั่นสภาพอากาศเลวร้าย ไม่ดีกับโรคของท่านเลยสักนิด” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ข้าไม่ได้มีความคิดอื่นใด เพียงแต่ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้กลับฉางอัน…แม้จะเป็นสามัญชนก็ดีแล้ว ไม่ต้องมีตำแหน่งใหญ่โต หวังเพียงจะรักษาโรคให้ท่านได้”
มือของเฟิ่งปิงอ่อนโยนขึ้นอีกครั้ง ทายาเหนียวเหนอะหนะลงบนบั้นเอวของเด็กรับใช้แล้วค่อยๆ นวดให้ “ข้ารู้ว่าเจ้าจงรักภักดี” แสงเทียนสีเหลืองสลัวทอดลงบนใบหน้าเขา ดูสงบและเลือนราง “อยู่ที่เมืองหลวงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับลิขิตฟ้า แต่เผยตันไม่อาจเป็นตัวแทนของลิขิตฟ้า”
ชุนสือพึมพำอยู่สองสามประโยคอย่างไม่พอใจ
“เจ้าคิดว่าเขาจะใจอ่อนหรือ” เฟิ่งปิงเอ่ยอีก “ข้าเป็นสามีภรรยากับเขามาสามปี รู้ดีว่าเขาเพียงคิดคำนวณทุกอย่างอย่างละเอียดก็เท่านั้น”
ชุนสือตกตะลึง
“คดีชุดเก่าตัวนั้น สุดท้ายแล้วก็อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังกับศาลต้าหลี่ ไม่เกี่ยวข้องกับกรมพิธีการของเขา เขาไม่สะดวกก้าวก่าย หากเขาสอบถามด้วยสถานะอัครมหาเสนาบดี เรื่องย่อมต้องทราบถึงฝ่าบาทแน่ เดิมทีเรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาเสื่อมเสียและถึงขั้นอาจทำให้ฝ่าบาทสงสัยได้ ดังนั้นเผยตันต้องทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ออกหน้าในฐานะผู้เสียหาย ทำให้ศาลต้าหลี่รีบปิดคดี ลงโทษพวกเราสถานเบา ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนเที่ยงตรงและเข้าใจธรรมชาติของคนอยู่ไม่น้อย”
ต่อหน้าคนนอกเฟิ่งปิงไม่มีทางพูดมากเพียงนี้เด็ดขาด ยามนี้พูดไม่หยุดปากแต่น้ำเสียงกลับเฉยชาขึ้นเรื่อยๆ ราวกับรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ไร้ซึ่งความน่าสนใจ
ชุนสือฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่แล้วจู่ๆ ก็กลับส่ายหน้า “เขาเข้าใจคนตรงที่ใดกัน ชื่อเสียงของเขาในหมู่ชาวบ้านเสื่อมเสียอย่างยิ่ง ผู้คนต่างบอกว่าเขานึกถึงแต่บ้านเมืองไม่นึกถึงตัวเอง ไร้ยางอาย เนรคุณ!”
เขาเอ่ยคำพูดด้วยโทสะทำให้เฟิ่งปิงหัวเราะออกมา เอายาสมุนไพรป้ายไปบนใบหน้าของเขา ชุนสือโกรธจัด “ท่านเพิ่งลูบก้นข้านะ!” แต่เขากลับไม่รู้ว่าใบหน้าของตนเลอะเทอะหมดแล้ว ได้แต่ยื่นมือไปจิ้มรักแร้ของเฟิ่งปิง เฟิ่งปิงบ้าจี้อย่างยิ่ง หัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไป นายบ่าวทั้งสองก่อความวุ่นวายขึ้นมา สุดท้ายจบลงด้วยการที่ชุนสือสะดุดกางเกงตัวเองล้มลง แสงไฟวูบไหว คล้ายกับทั้งสองเพิ่งคืนดีกันได้
พวกเขาคิดว่าความวุ่นวายครั้งนี้นับว่าสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ทว่าผ่านไปอีกสองวันกรมพิธีการส่งคนมาตรวจนับเครื่องบรรณาการจากหัวเมืองต่างๆ หมายเก็บเข้าท้องพระคลัง พวกเขาจึงรู้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ
เพราะเสนาบดีกรมพิธีการเผยตันเดินทางมาด้วยตัวเอง
เฟิ่งปิงไม่ใช่ทูตจึงไม่ได้พกเครื่องบรรณาการติดตัว เพียงแค่ออกมาทำความเคารพพร้อมคนอื่นๆ พอเงยหน้าก็มองเห็นเขาแล้ว
เฟิ่งปิงไม่นึกเลยว่าการพบกันอีกครั้งหลังจากการพลัดพรากอันเนิ่นนานของคนบนโลกจะเกิดขึ้นแบบลวกๆ
เผยตันหาได้เดินเข้าไปในเรือนไม่ เพียงยืนอยู่บนระเบียงทางเดินยาวเหยียดที่เชื่อมระหว่างสองลานเรือน มองดูขุนนางของกองงานต้อนรับและกองงานกิจการต่างแคว้นยุ่งวุ่นวายอย่างดูดาย ยังมีผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับที่ดูแลเรื่องเครื่องบรรณาการคอยรับใช้อยู่ด้านข้าง วันนี้หิมะตกลงมาอีกครั้ง เผยตันสวมเสื้อคลุมทับชุดขุนนางที่ปักลายห้ามงคล มีละอองหิมะสีขาวละเอียดตกอยู่บนอกและแขนเสื้อ
เผยตันหันหน้าเล็กน้อยเพื่อฟังผู้ช่วยเสนาบดีพูด สีหิมะขับเน้นผิวพรรณของเขาให้ขาวกว่าเดิม สองตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ไม่เอ่ยคำและไม่แย้มยิ้ม
เฟิ่งปิงก้มหน้าลง เมื่อทำความเคารพเสร็จจึงถอยหลัง สองก้าว สามก้าว ถอยเข้าไปในห้องของตนแล้วปิดประตู
ชุนสือเองก็ถูกทำให้ตกใจจนหน้าซีด เขาถอยกลับมาจากระเบียงทางเดิน เอ่ยอย่างตัวสั่นงันงกว่า “นี่…เหตุใดจึงรบกวนผู้สูงศักดิ์ที่สูงส่งถึงเพียงนี้ได้!”
เฟิ่งปิงหลับตาลง อยากสูดหายใจเข้าลึกแต่กลับไอออกมาอีก ชุนสือรีบยกน้ำมาให้เขา จากนั้นก็ไปที่หลังม่านเพื่อดูยาของวันนี้
“ดูเหมือนว่าสุดท้ายท่านทูตเฝิงจะหาผ้าทอสู่จิ่นของเขาไม่เจอ” เขาเอ่ย
เฟิ่งปิงที่ถูกลากให้มารับเคราะห์แทนก็ปลีกตัวออกมาได้นานแล้ว…และเป็นเผยตันเองที่ดึงเขาออกมา
เฟิ่งปิงพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “เหตุใดท่านทูตเซี่ยงจึงยังไม่มา นี่ก็จวนจะสิ้นปีแล้ว…”
ชุนสือร้องโอ้ออกมาเสียงหนึ่ง “จริงด้วย!”
ท่านทูตเซี่ยงคือเซี่ยงฉงทูตจากเหลาโจว แรกเริ่มพวกเขาเดินทางมาด้วยกัน แต่พลัดหลงกันที่นอกด่านถงกวน เดิมเฟิ่งปิงคิดว่าจากด่านถงกวนถึงฉางอันนั้นใกล้กันมาก จึงรุดมาเองก่อน ไม่คาดว่าเซี่ยงฉงจะยังมาไม่ถึงสักที
เฟิ่งปิงรู้สึกหนักใจเล็กน้อย เซี่ยงฉงจะพบเจออันตรายระหว่างทางหรือไม่ ขุนนางผู้เดินทางมาเมืองหลวงเพื่อประชุมราชสำนักที่พกเครื่องบรรณาการจำนวนมากมาด้วยนั้นย่อมต้องระวังเป็นพิเศษ
ผ่านไปไม่นานก็มีบ่าวชรามาเคาะประตูห้องของเฟิ่งปิง
“คุณชายหลี่” บ่าวชราผู้นั้นเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “อัครมหาเสนาบดีเผยเรียกท่านไปสอบถาม”
บ่าวชราผู้นั้นเฟิ่งปิงเองก็รู้จัก เป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้เผยตัน ขณะพวกเขาหย่าร้างได้มีการแบ่งสันปันส่วนทรัพย์ศฤงคารทั้งบ้าน เผยตันนำไปน้อยมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบ่าวชราผู้นี้ แต่ต่อมาเกิดคดีกบฏ นอกจากชุนสือแล้วผู้ที่ติดตามเฟิ่งปิงล้วนถูกสังหารด้วยยาพิษ นับเป็นโชคชะตาที่ยากจะคาดเดา
เฟิ่งปิงพยักหน้า ยอมให้ชุนสือยัดเตาอุ่นมือทองแดงใบหนึ่งให้เขา ในเตาใส่สมุนไพรหลายชนิด ดมแล้วทำให้จิตใจสงบ ชุนสือเอ่ยอีกว่า “คุณชายอย่าลืมดื่มยาหลังกลับมา”
โดยไม่ได้มองบ่าวชราผู้นั้นอีกแม้แต่ปราดเดียว
บ่าวชราค้อมกายต่ำกว่าเดิม จากนั้นหมุนกายผละไป เฟิ่งปิงตบไปที่มือของชุนสือเบาๆ ก่อนติดตามบ่าวชราเดินผ่านลานเรือนไปด้านใน ผ่านสวนเล็กๆ แห่งหนึ่ง สุดท้ายมาถึงเรือนขุนนาง
นั่นคือเรือนที่ขุนนางเฝ้าจวนอาศัยอยู่ ซึ่งขณะนี้ได้ถูกเผยตันยึดครองแล้ว เขานั่งตัวตรงอยู่ด้านบน เจ้าบ้านกลับนั่งอยู่ด้านล่าง ผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับของกรมพิธีการก็อยู่ด้านข้างเช่นกัน เฟิ่งปิงตกตะลึงไปชั่วขณะ
เผยตันโบกมือให้คนยกน้ำชามาให้เฟิ่งปิง
เฟิ่งปิงนั่งลงแล้ว จอกชาส่งกลิ่นหอมสดชื่นออกมา แต่เมื่อผสมกับกลิ่นยาในอกเสื้อของเขากลับเหม็นมาก ดังนั้นเฟิ่งปิงเพียงแค่จิบเล็กน้อยแล้ววางลง
“ฝ่าบาททรงเมตตา” เผยตันเอ่ยปากช้าๆ คำพูดเริ่มต้นประโยคนี้ไม่ต่างกับที่เฟิ่งปิงคาดนัก “เห็นแก่มิตรภาพพี่น้องในวันวาน จึงให้คุณชายหลี่กลับเมืองหลวงมาเข้าเฝ้า พระมหากรุณาธิคุณกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ใช่สิ่งที่สองเราจะอาจเอื้อม”
เฟิ่งปิงเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นลุกขึ้นทำความเคารพอีกครั้ง
เขาหมอบกราบลงเต็มตัว หน้าผากโขกลงบนอิฐปูพื้นอันหยาบกระด้างอย่างมั่นคง “กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาท”
เผยตันเอียงกายเล็กน้อย “คุณชายหลี่โปรดลุกขึ้น”
เฟิ่งปิงกลับยืนกราน “กระหม่อมถูกเนรเทศไปอยู่ป่าเขา รู้สึกสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง รู้ตัวว่าถึงตายหมื่นครั้งก็ไม่เพียงพอที่จะลบล้าง แต่กลับได้รับความเมตตาจากฝ่าบาท ฝ่าบาททรงมีเมตตากรุณา ความสงบและเกียรติยศ เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอดสามรุ่น เป็นโชคดีของกระหม่อม และเป็นโชคดีของพสกนิกร”
เขาเอ่ยคำสรรเสริญที่แม้แต่ตนเองก็ยังรู้สึกเลี่ยนจบ รักษาท่าโขกศีรษะเอาไว้อย่างเรียบร้อย
เนิ่นนานที่ในห้องโถงนี้เงียบกริบไร้เสียงพูดคุย ราวกับแม้แต่เสียงหิมะตกด้านนอกก็กลายเป็นเสียงที่ดังที่สุดในหู มีลมพัดผ่านห้องโถง เตาอุ่นมือในแขนเสื้อของเฟิ่งปิงเอียงเล็กน้อย กลิ่นยาโชยออกมา ทำให้ขุนนางหลายคนย่นจมูก
ในที่สุดเผยตันก็เอ่ยปาก กลับพูดซ้ำประโยคเดิมว่า “คุณชายหลี่โปรดลุกขึ้น”
น้ำชาถูกเปลี่ยนอีกครั้ง เผยตันไม่เอ่ยคำอีก ให้ผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับสอบถามอย่างมีมารยาทว่า “ทูตจากเหลาโจวเซี่ยงฉง เดินทางมากับผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ติดตามหนึ่งร้อยห้าคน รถม้าหกสิบคัน จนกระทั่งบัดนี้ยังมาไม่ถึงเมืองหลวง ฝ่าบาททรงเป็นห่วงยิ่ง ได้ยินว่าคุณชายหลี่เดินทางมาพร้อมกับท่านทูตเซี่ยง คงจะมีเบาะแสกระมัง”
เป็นเรื่องนี้จริงดังคาด เฟิ่งปิงเองก็สงสัย “พวกเราเดินทางด้วยกันจนถึงนอกด่านถงกวน มีอยู่วันหนึ่งเกิดเดินทางล่าช้ากว่ากำหนด จำต้องค้างแรมอยู่ในป่า วันถัดมาท่านทูตเซี่ยงก็หายไปแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้ากับเขาแยกกันไปค้นหา หาอยู่ครึ่งค่อนวันก็หาไม่พบ…กระทั่งกลางคืนข้าจึงกลับไปยังจุดที่ค้างแรมอีกครั้ง แม้แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาและเสบียงของท่านทูตเซี่ยงก็หายไปหมด ข้าคาดว่าพวกเขาคงพบท่านทูตเซี่ยงแล้ว จึงเดินทางมาที่ฉางอันก่อน คิดว่าจะได้พบหน้ากันที่นี่”
ขณะเขาพูด ราชอาลักษณ์ที่อยู่ตรงข้ามก็จดบันทึกอย่างรวดเร็ว ผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับยังถามรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่อีกจำนวนหนึ่ง เขาตอบด้วยสีหน้าสงบ หาได้โป้ปดไม่ ผู้ช่วยเสนาบดีพิจารณาเขาครึ่งค่อนวัน ทั้งยังหันไปมองเผยตัน จากนั้นเผยตันถึงพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
ดังนั้นผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับจึงบอกกับเฟิ่งปิงว่า “ที่จริงบรรดาผู้ติดตามของเซี่ยงฉงมาถึงฉางอันตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้ว แต่ไปรายงานคดีคนหายที่กรมอาญา เจ้าหน้าที่ของกรมอาญาทำการค้นหาตามทาง พบซากศพของเซี่ยงฉงในป่าของเขาเสียวซานนอกด่านถงกวน ถูกสัตว์ป่ากัดจนจำหน้าไม่ได้”
เฟิ่งปิงส่งเสียงหาออกมาเสียงหนึ่ง เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของเขา เสียงอุทานเบาๆ นี้แฝงไว้ซึ่งความหวาดผวา วันนั้นเขากับชุนสือค้นหาเซี่ยงฉงทั่วเขาเสียวซาน แต่กลับไม่เคยคิดว่าด้านในอาจมีสัตว์ป่า
“กรมอาญาได้ทำการชันสูตรซากศพแล้ว ท่านทูตเซี่ยงหาได้ถูกสัตว์ป่าทำร้ายไม่” ผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับมองดูสีหน้าของเขาระหว่างเอ่ยต่ออีกว่า “แต่ถูกคนรัดคอตาย ก่อนโยนศพเข้าป่าร้าง”
สีหน้าของเฟิ่งปิงแปรเปลี่ยนไป
เขาพลันเข้าใจจุดประสงค์ที่ตนเองถูกเผยตันเรียกมาแล้ว…
เผยตันสงสัยเขา
เฟิ่งปิงหน้าตาโศกเศร้า “ข้า…ข้ากับท่านทูตเซี่ยงเดินทางด้วยกันมาเกือบสามเดือน ได้รับความห่วงใยและดูแลจากเขามากมาย หากไม่มีเขา ข้าจะเดินผ่านอันตรายตลอดเส้นทางมาอย่างปลอดภัยได้อย่างไร ใครจะคิดว่าเขาจะ…” เขาคุกเข่าลงอีกครั้ง “ขุนนางทุกท่านโปรดสืบคดีนี้จนถึงที่สุด หาตัวฆาตกรตัวจริงออกมาให้ได้ ข้าน้อยยินดีเชิญวิญญาณให้ท่านทูตเซี่ยง ส่งเขากลับบ้านเกิด”
“เซี่ยงฉงคือทูตเหลาโจว เป็นแขกผู้มีเกียรติของเมืองหลวง แม้คุณชายหลี่ไม่พูด ฝ่าบาทก็ย่อมมองเห็นรายละเอียดเล็กน้อยได้เอง” เผยตันพลันเอ่ยปาก
เขาตัดบทการแสดงความรู้สึกที่จริงครึ่งเท็จครึ่งของเฟิ่งปิง
เฟิ่งปิงก้มหน้าอยู่จึงไม่อาจมองใบหน้าเผยตัน ได้แต่จ้องรองเท้าของอีกฝ่ายเอาไว้ เป็นรองเท้าลิ่วเหอ* สีดำปักลายเมฆ ตกแต่งด้วยเชือกประดับไข่มุกแดง แต่ถูกชายชุดคลุมบังอยู่ครึ่งหนึ่ง เผยออกมาเพียงปลายรองเท้าที่ดูเย็นชา
เฟิ่งปิงรู้ว่าเผยตันชอบสิ่งของที่หรูหราโดดเด่นมาตลอด บนเกี้ยวครอบผมต้องฝังไข่มุก บนแส้ม้าต้องพันด้วยด้ายทอง เขายังมีเข็มขัดหยกเขียวเส้นหนึ่ง มักพันรอบเอวผอมเกร็งของเขาอย่างสะดุดตา
ท่ามกลางสมบัติเหล่านี้ของเผยตัน กลับมีสิ่งที่ล้าสมัยและไม่สะดุดตาที่สุด นั่นก็คือหลี่เฟิ่งปิงอดีตสามีของเขา
เผยตันมองสีหน้าที่ค่อยๆ มืดมนของเฟิ่งปิง กำจอกชาในมือแน่นจนนิ้วมือร้อนผ่าว
“เหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดตอนหลัง” เผยตันเอ่ยอีก “บัดนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือถึงแม้ทูตเหลาโจวไม่อยู่ แต่พิธีถวายเครื่องบรรณาการไม่อาจขาดคน”
เฟิ่งปิงสงสัยอยู่บ้าง แต่มิกล้าต่อความตามอำเภอใจ
“พระประสงค์ของฝ่าบาทคือหวังว่าท่านจะเข้าร่วมการประชุมราชสำนักได้” เผยตันเอ่ยว่า “แต่ท่านไม่มีตำแหน่ง เดิมทีกรมพิธีการเองก็ไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร สามฝ่ายหารือกัน คิดว่าหากให้ท่านขึ้นไปแทนที่เซี่ยงฉงก็คงจะดีกว่า เช่นนั้นท่านจะยืนเข้าเฝ้าอยู่ตำแหน่งของเซี่ยงฉง เมื่อถึงคราวต้องกราบทูลต่อพระพักตร์ก็ยังได้รับพระราชานุญาตจากฝ่าบาทด้วย”
เฟิ่งปิงแทบฟังความหมายของอีกฝ่ายไม่เข้าใจ หมายความว่าจะให้เขาไปแทนที่เซี่ยงฉง เข้าร่วมการประชุมราชสำนักด้วยฐานะทูตเหลาโจวเช่นนั้นหรือ แต่นี่ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนัก เขาไม่ได้รับการเลื่อนขั้นแต่อย่างใด เพียงได้ยืนอยู่ท่ามกลางทะเลมนุษย์ที่เข้าเฝ้าฝ่าบาท จับจองที่ยืนไว้ตำแหน่งหนึ่งเพื่อให้พิธีอันยิ่งใหญ่นี้ไม่ถึงขั้นวุ่นวายก็เท่านั้น
เผยตันมองผู้ใต้บังคับบัญชาแวบหนึ่ง ผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับรีบกล่าวเสริม “เข้าร่วมการประชุมราชสำนักไม่ใช่เรื่องเล็ก ก่อนประชุมมีพิธีเข้าเฝ้า หลังการประชุมยังมีงานเลี้ยง คุณชายหลี่ นี่ล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ท่านต้องให้ความสำคัญ”
เฟิ่งปิงได้แต่ต้องลุกขึ้น ไม่รู้ว่าคำนับใหญ่ไปกี่ครั้ง โขกศีรษะขอบคุณ จากนั้นจึงรับหน้าที่อันแปลกประหลาดนี้มาอย่างงุนงง
ทว่าเผยตันกลับยิ้มออกมา
ราวกับว่าการทำให้เฟิ่งปิงเก้อเขินนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง เขายิ้มจนสองตาหยีโค้ง ประกายเย็นชาในดวงตาหายไป เหลือไว้เพียงการสัพยอกที่ไม่ทำร้ายคน ผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับตกตะลึง แต่เฟิ่งปิงที่ทำความเคารพอยู่ด้านล่างกลับมองไม่เห็นรอยยิ้มที่ว่า
ไม่เช่นนั้นเขาย่อมรู้สึกว่ารอยยิ้มนี้ช่างคุ้นเคยนัก
ถึงอย่างไรเผยตันก็เพิ่งอายุย่างเข้ายี่สิบห้าปี ในตอนที่เขาอายุน้อยกว่านี้ เขาสามารถยิ้มอย่างไร้ที่ติและน่ารักยิ่งกว่านี้ได้
ผู้ช่วยเสนาบดีกองงานต้อนรับยังคงพูดกำชับซ้ำแล้วซ้ำอีก กระทั่งเฟิ่งปิงไอขึ้นมา
พอเขาไอ เผยตันจึงขมวดคิ้ว
เดิมเฟิ่งปิงอยากกลั้นเอาไว้ แต่วันนี้ยังไม่ได้ดื่มยา ลำคอจึงแห้งผาก เลือดลมตีขึ้นมา ยิ่งอยากกลั้นเอาไว้กลับยิ่งกลั้นไม่อยู่ กลายเป็นการเสียมารยาท เขาหันข้างค้อมกายหมายจะขออภัย แต่สุ้มเสียงกลับถูกขัดจังหวะด้วยการไอ จึงรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าปิดปากเอาไว้สุดชีวิต ลำคอยืดยาวออกมาราวกับนกที่ใกล้จะตาย
เผยตันลุกขึ้น “วันนี้พอเท่านี้ก่อน หากยังมีเรื่องอะไรอีก วันหลังนึกขึ้นได้ค่อยสั่งการ” เอ่ยจบเขาก็ผละจากที่นั่ง เดินตรงไปด้านนอก
สิ่งที่แปลกคือเพียงเผยตันออกจากที่นี่ไป เสียงไอของเฟิ่งปิงก็หยุดลงทันที
เขาก้มหน้ามองผ้าเช็ดหน้าซึ่งทำจากผ้าไหมในฝ่ามือแล้วรู้สึกน่าขันอย่างยิ่ง ยารักษา การไอ การคำนับใหญ่ ทุกสิ่งล้วนราวกับเขาตั้งใจจะใช้อุบายเจ็บกายเบื้องหน้าอดีตสามี ทุกสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความบังเอิญทั้งหมดนี้กลับถูกตอกย้ำให้กลายเป็นจริงเพราะความไม่อาลัยอาวรณ์ของเผยตัน
เขาถอนหายใจ
เฟิ่งปิงกลับไปในห้อง หลังดื่มยาที่ชุนสือต้มไว้ให้จึงรู้สึกหายใจได้สะดวกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงบอกเรื่องที่เซี่ยงฉงประสบภัยให้ชุนสือฟัง
ชุนสือฟังแล้วทั้งหวาดกลัวทั้งทอดถอนใจ ซ้ำยังจับแขนของเฟิ่งปิงเอาไว้แล้วเอ่ยถามต่อ “คุณชายเผยมาสืบด้วยตัวเองเช่นนี้เป็นเพราะสำคัญมากใช่หรือไม่”
“อืม” เฟิ่งปิงหลุบตาลงเล็กน้อย มองดูชามยาที่ว่างเปล่า รสขมยังคงค้างอยู่ในลำคอ ครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยว่า “ฉางอันไม่เหมือนท้องถิ่น ทุกเรื่องล้วนต้องมีกฎเกณฑ์ ยามนี้เจ้าไม่อาจเรียกเขาว่าคุณชายอีก ต้องเรียกเขาว่าอัครมหาเสนาบดีเผย”
ชุนสือตกตะลึง มิได้โต้แย้ง เพียงก้มหน้าลงไปแล้วพึมพำว่า “เช่นนั้น…หวังว่าอัครมหาเสนาบดีเผยจะคืนความยุติธรรมให้ท่านทูตเซี่ยงได้ เขายังเคยแบ่งปลาให้พวกเรากินด้วย”
เฟิ่งปิงยกยิ้มมุมปากอย่างเบาบาง
ชุนสือไม่รู้เลยว่านายท่านของตนเองต่างหากคือคนที่น่าสงสัยที่สุด
เขายุ่งวุ่นวายพักหนึ่ง พลันพบว่ามียาหลายชนิดใช้ไปหมดแล้ว ควรซื้อมาเพิ่ม ขณะบอกกับเฟิ่งปิง เฟิ่งปิงเองก็กำลังอยากออกไปเดินเล่นด้านนอกพอดี นายบ่าวทั้งสองจึงสวมเสื้อคลุมและหมวกกันลม มุ่งหน้าไปยังตลาดตะวันออกด้วยกัน
“ได้ยินว่าหมอหวงผู้นี้คือยอดฝีมือทางวิชาแพทย์ เก่งกว่าหมอหลวงเสียอีก!” ชุนสือยิ้มพลางเอ่ย
เมื่อไปถึงหน้าประตูโรงหมอสกุลหวงกลับเห็นผู้คนล้นหลาม แม้จะเป็นวันที่หิมะตกก็ยังมีชาวบ้านต่อแถวรอตรวจวินิจฉัยอยู่ไม่น้อย ซ้ำยังมีข้ารับใช้จากครอบครัวผู้สูงศักดิ์ที่แต่งกายสวยหรูเข้าๆ ออกๆ ตลอดเวลา เฟิ่งปิงนำเทียบยามาเอง เมื่อก่อนตอนอยู่ที่ฉางอันจะให้สำนักหมอหลวงเขียนให้ เมื่อไปที่เหลาโจวยังทยอยให้หมอในพื้นที่แก้ไขเล็กน้อย เฟิ่งปิงให้ชุนสือถือเทียบยาเข้าไป เขาต้องการเพียงซื้อยา อาจไม่จำเป็นต้องต่อแถว ส่วนตนเองรออยู่ใต้ชายคาข้างถนนลำพัง ด้วยความเบื่อหน่ายจึงเดินไปที่ร้านหนังสือด้านข้างแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดดู
สิ่งที่ขายดีที่สุดตลอดกาลในร้านหนังสือคือชุดรวมข้อสอบเคอจวี่* แต่ละปี ต่างวางอยู่บนตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุด ถูกผู้สัญจรที่ผ่านไปผ่านมาพลิกเปิดจนกระดาษงอ เฟิ่งปิงเพียงเหลือบตามองก็เห็นสมุดเล่มเล็กของรัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบห้า เหมือนมีอะไรดลใจให้ยื่นมือไปหยิบมา
ปกในแสดงชื่อแซ่ของผู้สอบได้คะแนนสูงในแต่ละวิชาของปีนั้น คนแรกก็คือเผยตัน นามรองอวิ่นวั่ง สอบได้จิ้นซื่อ**
ปีนั้นเผยตันเพิ่งอายุสิบเจ็ดปี แม้มาจากตระกูลดังแห่งเหอตง แต่บิดาจากโลกไปในสงครามที่ปะทะกับเกาลี่*** ตั้งแต่เขาอายุได้ห้าปี จากนั้นมารดาก็ตามไปติดๆ ราชสำนักพระราชทานป้ายคำขวัญ ‘จงรักภักดีทั้งตระกูล’ แผ่นหนึ่ง เขาจึงอ่านหนังสือเติบโตขึ้นมาภายใต้ป้ายคำขวัญนั้น แต่สิ่งเหล่านี้เฟิ่งปิงเพิ่งรู้ในภายหลัง รัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบห้า ครั้งแรกที่เฟิ่งปิงพบกับเผยตัน เฟิ่งปิงเพียงรู้สึกว่าเหตุใดบนโลกนี้จึงมีเด็กหนุ่มที่สะดุดตาเช่นนี้ได้ ราวกับเป็นไข่มุกล้ำค่าตั้งแต่เกิด ไม่เคยผ่านความยากลำบากใดๆ ในโลกมนุษย์
เฟิ่งปิงถอดหมวกกันลมออก ยื่นนิ้วมือที่เย็นจนเป็นสีแดงออกมาจากใต้เสื้อคลุมแล้วพลิกหน้าหนังสือเบาๆ
หัวข้อการสอบจิ้นซื่อคือ ‘จงอภิปรายสาเหตุที่ซุ่นไม่สังหารเซี่ยง’
เซี่ยงคือน้องชายต่างมารดาของซุ่น ทำการลอบสังหารซุ่นหลายครั้ง แต่ซุ่นกลับไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย อดีตฮ่องเต้ให้เหล่าอัจฉริยะอภิปรายหัวข้อนี้
การสอบเพื่อเป็นจิ้นซื่อนั้นนับเป็นการทดสอบความรู้ทั่วไปที่ยากที่สุดในราชวงศ์นี้ ถึงขั้นมีคำเรียกขานว่า ‘จิ้นซื่อหนุ่มวัยห้าสิบ’* แต่เผยตันกลับสอบได้ เขาแต่งกายภูมิฐานขี่ม้าพ่วงพีเดินผ่านถนนจูเชวี่ย ราวกับพานอัน** ในราชวงศ์ก่อน ถูกสายตาชื่นชมของชาวบ้านชายหญิงฉุดดึงจนแทบเดินไม่ออก หน้าขบวนและในรถเต็มไปด้วยดอกไม้สดผลไม้งามถูกโยนมา ชื่อของเขาถูกสลักอยู่บนเจดีย์ห่านป่าใหญ่ในเมืองฉางอันตลอดกาล สายลมและแสงแดดพัดผ่านใบหน้าภาคภูมิใจริมทะเลสาบชวีเจียง
เฟิ่งปิงรู้ว่าเผยตันอาฆาตเขามาตลอด
ราชโองการพระราชทานสมรสถูกส่งลงมาอย่างกะทันหัน บีบบังคับให้เผยตันแต่งงานกับตนเอง ต่อมาจึงเข้าสู่สำนักราชเลขาธิการ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยขั้นห้า มีตำราอยู่เป็นเพื่อนทั้งวัน เขาหักปีกที่กำลังจะบินสูงของเผยตัน เปลี่ยนทิวทัศน์อันสวยงามในวันที่เผยตันสอบติดให้กลายเป็นเรื่องตลก
“ไอ้หยา อัครมหาเสนาบดีเผย! อัครมหาเสนาบดีเผยมาแล้ว!” เสียงอุทานของเจ้าของร้านหนังสือขัดจังหวะความคิดของเฟิ่งปิง เขาตกใจจนสะดุ้ง เผลอปัดหนังสือตกลงบนพื้น ต่อมามันก็ถูกคนตรงหน้าเก็บขึ้นมาแล้วปัดเศษหิมะที่ด้านบนเบาๆ
เฟิ่งปิงทนไม่ไหวแล้ว หันกายกำลังจะผละไป กลับได้ยินคนผู้นั้นหัวเราะเสียงหนึ่ง
เขาต้องมองเห็นเนื้อหาของหนังสือแล้วแน่นอน
เจ้าของร้านหนังสือขยับเข้ามา ยื่นพู่กันด้ามหนึ่งให้ แล้วเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “อัครมหาเสนาบดีเผย ลงนามบนหนังสือเล่มนี้ให้หน่อยได้หรือไม่ ไม่ง่ายเลยที่ข้าน้อยจะได้พบอัครมหาเสนาบดีเผยสักครั้ง บทความของท่านข้าน้อยล้วนท่องกลับหลังได้อย่างลื่นไหล!”
เผยตันไม่ตอบ มือหนึ่งกางร่ม อีกมือหนึ่งถือหนังสือไปปัดไหล่ของเฟิ่งปิง ดังนั้นเฟิ่งปิงเลยต้องหมุนตัวกลับมาอย่างไม่มีทางเลือก แล้วจึงเห็นเขายิ้มอย่างแจ่มใส
“หากคุณชายท่านนี้ชอบ ข้าจะลงนามให้คุณชายดีหรือไม่”
ไร้ยางอายเกินไปแล้ว
ดีที่โดยรอบไม่มีใครรู้จักเฟิ่งปิง เขาเม้มริมฝีปาก เอ่ยอย่างจืดชืดว่า “ไม่ต้อง” แล้วเดินไปยังทิศทางของโรงหมอ ทว่าหน้าโรงหมอมีคนมากมายเบียดเสียดกัน ซ้ำยังมีคนเหยียบเท้าเขาอีก ยิ่งรู้ว่าเผยตันตามอยู่ด้านหลังก็ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน สุดท้ายเผยตันจำต้องยื่นมือออกไปสกัดเขาออกจากคลื่นมนุษย์
ลมหายใจอุ่นร้อนของเผยตันแทบจะรดปลายจมูกของเขา
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเขาไม่ได้ทำความผิด เหตุใดต้องลนลานเช่นนี้
เฟิ่งปิงเดินเข้าไปในตรอกสายหนึ่ง สุ้มเสียงที่ด้านหลังกลับไล่ตามมาอย่างเฉยชา “วันนี้คุณชายไออย่างรุนแรง สมุนไพรในจวนคงขาดแคลนกระมัง”
เฟิ่งปิงพลันชะงัก
ด้านหน้าคือกำแพงสูงของตรอกน้อย เสียงผู้คนในตลาดอันคึกคักจอแจดังแว่วมาไม่ขาด พายุหิมะหมุนวนอยู่กลางอากาศแต่กลับถูกร่มคันหนึ่งบังเอาไว้ พื้นที่ใต้ร่มคับแคบและเงียบสงัด แม้แต่ลมหายใจของตัวเขาเองก็ก่อตัวเป็นไอขาว ลอยขวางกั้นหนทางเบื้องหน้าของตนเอง
อากาศหนาวมากจนเฟิ่งปิงอดมิได้ที่จะก้มหน้าเป่ามือ “ขาดเพียงตู๋หัว* ชนิดเดียว”
เผยตันเงียบไป
เผยตันฉลาดหลักแหลม เห็นได้ชัดว่าเขาฟังเข้าใจ พวกเขาเคยทะเลาะกันในคฤหาสน์อ๋องเมื่อหลายปีก่อน แต่น้อยครั้งนักที่เฟิ่งปิงจะชนะจ้วงหยวนผู้นี้
ร่มเป็นสีเขียวไม้ไผ่ หิมะโปรยปรายลงบนผิวร่ม เงามืดวูบวาบตกลงบนใบหน้าเฟิ่งปิง เผยตันเอ่ยปากพูด แต่กลับไม่มีท่าทีจะทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกผิดคาด
“ก่อนข้าไปที่จวน” เผยตันคล้ายค่อยๆ ครุ่นคิด “ข้าแวะไปที่กองโอสถมารอบหนึ่ง คัดเลือกสมุนไพรชั้นดีมาหลายชนิด ล้วนเป็น…สิ่งที่เมื่อก่อนท่านชอบใช้ ยาของชาวบ้านเทียบยาหลวงไม่ได้ ท่านลองดูก็จะรู้ว่ามันดีกว่า”
“ขอบคุณความปรารถนาดีของอัครมหาเสนาบดีเผย” เฟิ่งปิงเอ่ย “ข้าน้อยอยู่ที่เหลาโจวห้าปี สิ่งที่ชอบใช้ในอดีต บัดนี้คงรับไม่ไหวแล้ว”
เผยตันเอ่ย “ท่านไม่จำเป็นต้องทำให้ร่างกายของตัวเองลำบาก”
เฟิ่งปิงเหนื่อยมากแล้ว
เขารับมือกับเผยตันในทางราชการมาแล้วรอบหนึ่ง ไม่คาดคิดว่ายังต้องมารับมือคนผู้นี้ในเรื่องส่วนตัวอีกครั้ง เผยตันเย่อหยิ่งอวดดี พูดจาทิ่มแทงจนเขาเจ็บปวดอยู่เสมอ ตอนนี้แม้เขาจะไม่สนใจอะไรแล้วแต่ก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
เขาไม่ต้องการความห่วงใยเหล่านี้ พวกเขาหย่าร้างกันนานแล้ว บัดนี้คนหนึ่งอยู่บนฟ้าคนหนึ่งอยู่ใต้ดิน ไม่จำเป็นต้องมีการบรรจบพบเจอใดๆ
เขาตัดใจแน่วแน่ หันกายกลับตั้งใจเบียดผ่านข้างกายเผยตันออกไป เขารูปร่างผอม เผยตันยื่นมือจับไหล่ของเขาเอาไว้ แต่กลับเหมือนจับกระดูกท่อนหนึ่ง ขณะที่เผลอเหม่อลอยอยู่ชั่วครู่เฟิ่งปิงก็หนีไปนอกตรอกน้อยแล้ว
การสัมผัสเพียงชั่วขณะทำให้ห้านิ้วของเผยตันเหมือนประทับตราอันร้อนระอุลงบนหัวไหล่เฟิ่งปิง เขาจากไปโดยไม่พูดไม่จา แม้แต่หมวกกันลมก็ไม่ได้สวม ทั้งศีรษะเต็มไปด้วยหิมะ
อีกทั้งตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้เหลือบมองเผยตันเลยแม้แต่ปราดเดียว
* นกหลวน เป็นนกเทพที่อยู่ในตระกูลพญาหงส์ตามตำนานความเชื่อของชาวจีน
** เผือกร้อนลวกมือ หมายถึงเรื่องราวหรือปัญหาที่แก้ไขได้ยาก รับมือได้ยาก
* ต้นหยกเล่นลม เป็นสำนวนที่ใช้อุปมาถึงชายหนุ่มรูปงาม อ่อนโยนและสง่างาม
* รองเท้าลิ่วเหอ หรือรองเท้าหกตะเข็บ เป็นเครื่องแต่งกายของฮ่องเต้หรือชนชั้นสูงในสมัยโบราณของจีน ประกอบด้วยชิ้นส่วน 7 ชิ้น เมื่อเย็บเข้าทรงจะมี 6 รอยต่อ
* การสอบเคอจวี่ คือระบบการสอบขุนนางในสมัยโบราณ แบ่งเป็นฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ โดยสอบเลื่อนทีละระดับขั้น
** จิ้นซื่อ เป็นคำเรียกผู้ที่สอบผ่านการสอบเคอจวี่ในระดับฮุ่ยซื่อ จิ้นซื่อจะมีสิทธิ์ในการสอบหน้าพระที่นั่งหรือเตี้ยนซื่ออันเป็นการสอบระดับสูงสุด
*** เกาลี่ หมายถึงเกาหลี
* จิ้นซื่อหนุ่มวัยห้าสิบ หมายถึงแม้สอบได้จิ้นซื่อในวัยห้าสิบปีก็ยังนับว่าสอบได้เร็ว บ่งบอกถึงความยากของการสอบนี้
** พานอัน เป็นนักปราชญ์และนักกวีที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันตก โดดเด่นในเรื่องหน้าตาหล่อเหลา
* ตู๋หัว เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีรสเผ็ดและขม มีฤทธิ์ในการขับลมชื้น
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



