ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 3-4 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 3-4 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1

ผู้เขียน :  ฝูหลี (符黎)

แปลโดย : Bou Ptrn

ผลงานเรื่อง : 望春冰 (Wang Chun Bing )

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

  

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 3

หนามต้นไม้ย่อมต้องทิ่มแทง

 

ไม่ง่ายเลยกว่าชุนสือจะถือห่อยาออกมาได้ ครั้นเห็นนายท่านของตนยืนนิ่งรออยู่นอกประตู บนร่างเต็มไปด้วยหิมะ จึงรีบสวมหมวกกันลมให้เขาอย่างปวดใจ ทั้งยังกางร่มพยุงเขาเดินกลับไป

นายท่านแทบไม่เคยทำสีหน้าเย็นชาเช่นนี้มาก่อน ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง แม้แต่ใบหน้าที่สงบมาตลอดก็แฝงความเย็นชาหลายส่วน ราวกับกำลังประลองกำลังกับใครอยู่

ห้าปีก่อน ขณะนายท่านถูกลากไปบังคับให้สารภาพผิดที่คุกหลวงก็มีสีหน้าเช่นนี้

เมื่อกลับไปต้มยาในที่พัก นายท่านกินยาเข้าไปพร้อมกับอาหารเย็น แต่กลับอาเจียนออกมาอีก

“ยานี้ไม่ถูกต้อง” หลังเฟิ่งปิงล้างหน้าบ้วนปากหลายครั้ง ใบหน้าก็ขาวซีดเหมือนกระดาษ

ชุนสือตกใจ รีบหยิบห่อยามาฉีกดู เฟิ่งปิงหยิบผงยาขึ้นส่องดูกับแสงไฟอย่างละเอียด แม้แต่แสงไฟก็เหมือนกลายเป็นคราบติดอยู่บนปลายนิ้วของเขา

“นี่คือยาในรายการต้องห้าม” เฟิ่งปิงค่อยๆ เอ่ย “หมอหลวงซุนปรุงยาอย่างละเอียด มักผสมชะเอมเทศลงไปเพื่อเสริมรส ข้าแค่ชิมก็รู้แล้ว นอกจากนี้ยังเติมฟ้าทะลายโจรเข้าไปด้วย”

ชุนสือตกตะลึง ถือเทียบยาไว้ในมือพลางอ่านดูอยู่ครึ่งวัน ก่อนถามออกไปอย่างเลื่อนลอยว่า “เช่นนั้นจะมีอันตรายหรือไม่”

เฟิ่งปิงส่ายหน้า “ฟ้าทะลายโจรคลายร้อนได้ ชาวบ้านก็มักใช้กัน”

ชุนสือตบศีรษะ “ในโรงยาของหมอหวงกลับมียาของสำนักหมอหลวง เห็นได้ว่าหมอหวงปราดเปรื่อง!”

เฟิ่งปิงหลุดหัวเราะออกมา ความขุ่นมัวที่มีในใจแต่เดิมพลันผ่อนคลายขึ้นบ้างแล้วเพราะการพูดขัดจังหวะของเขา “นี่เจ้าโง่จริงๆ หรือว่าหลอกข้า”

ชุนสือหน้าจ๋อยไปแล้ว “หากข้ารู้ว่าเป็นยาของสำนักหมอหลวง คงไม่มีทางปิดบังท่านเด็ดขาด”

เฟิ่งปิงยื่นมือไปขยี้เส้นผมของเขาจนยุ่งเหยิงก่อนจะปล่อยมือ ชุนสือมีความกลัดกลุ้มแต่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย เฟิ่งปิงยกยิ้มบางๆ “ข้าเจอกับเผยตันนอกโรงหมอ เขาบอกว่าเขาขอสมุนไพรชั้นดีหลายชนิดมาจากกองโอสถ”

ชุนสือเบิกตากว้าง ปากอ้าตาค้างไปแล้ว

“ตอนนั้นข้าปฏิเสธเขาไปแล้ว” เฟิ่งปิงหลุบตาลง “แต่ที่แท้การพูดคุยกับข้าเป็นเพียงการตบตาของเขา สมุนไพรเหล่านั้นเขาได้มอบให้หมอหวงไปนานแล้ว”

“…”

“ข้าลืมไปแล้วว่าเขาเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นนี้มาตลอด”

ชุนสือไม่พูดคำใดอีก เขาเพียงขยับไปชงชาร้อนจอกหนึ่งเงียบๆ ส่งให้เฟิ่งปิงถือไว้ในมือ แล้วเขี่ยถ่านในเตาเล็กเพื่อเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แต่เฟิ่งปิงกลับเหมือนตกอยู่ในห้วงความคิดอะไรสักอย่าง…ห้าปีที่ผ่านมาเขามักเป็นเช่นนี้ เมื่อครู่ยังยิ้มอยู่ แต่ไม่ทันไรรอยยิ้มนั้นก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอย เขามองหิมะและดวงจันทร์นอกหน้าต่างพลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ความจริงข้าไม่ได้แค้นเขา แต่ข้าไม่อยากเจอเขาอีกต่อไปแล้วจริงๆ”

พบกันอีกมีประโยชน์อันใดเล่า เขาไม่มีอะไรมอบให้เผยตันได้แล้ว

ในอดีตเขาก็ไม่เคยมี เผยตันต้องการอนาคตสดใส มิตรสหายมากมาย ภรรยาโฉมงาม บ้านเรือนกว้างขวาง แต่เขาไม่อาจมอบให้ได้สักอย่าง เผยตันนั่งอยู่บนตำแหน่งลอยในสำนักราชเลขาธิการสามปี เป็นจ้วงหยวนที่น่าน้อยใจที่สุดของราชวงศ์นี้

พวกเขาแต่งงานกันสามปี แม้จะไม่เอ่ยคำหวานขณะอยู่ด้วยกันแต่ก็นับว่าปรองดอง ทว่าวันที่เผยตันจากไป แม้แต่ตัวก็ไม่โผล่มาให้เห็น เพียงจ้างรถม้าสองคันขนสิ่งของที่เขาทิ้งไว้ในคฤหาสน์สิบอ๋องออกไป คนขนของเดินไปมาผ่านโถงกลางและห้องหับ กล่องที่เปิดได้ต่างถูกเปิดออกทั้งหมด ม่านผ้าไหมสีแดงสะบัดไหวตลอดเวลา เสียงฝีเท้าหนักซ้อนทับกันทำลายความงดงามทั้งหมดในห้องน้อยไปแล้ว เฟิ่งปิงยืนเอามือกอดอกอยู่ข้างธรณีประตูสีแดง ถูกลมพัดจนไอแต่ยังคงยืนตัวตรง

ตอนนั้นเขายังคิดอย่างแปลกใจอยู่บ้างว่าที่แท้เผยตันก็เกลียดเขาถึงเพียงนี้

…แต่ถึงกระนั้นเฟิ่งปิงก็ไม่ได้โกหก เขาไม่แค้นเผยตันจริงๆ เขามักรู้สึกว่าหากเคียดแค้นก็เปลืองตัวเปล่าๆ ในคุกหลวงของฉางอัน เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เปลืองตัวเพื่อเผยตันอีก เพราะมันช่างไร้ความหมายสิ้นดี อีกทั้งเรื่องก็ผ่านไปตั้งห้าปีแล้ว…

ข้าเดินออกมาจากเงามืดในปีนั้นนานแล้ว

“ชุนสือ” เฟิ่งปิงเอ่ยเสียงเบา “ช่วยข้าหาลูกกลมใส่เครื่องหอมที่สลักจากงาช้างจากหลิ่งหนานลูกนั้นให้หน่อย…”

“พรุ่งนี้ข้าจะไปเยี่ยมอัครมหาเสนาบดีเผย”

 

วันถัดมาหิมะยังคงตกหนัก

ในย่านฉงเหริน ชนชั้นสูงรวมตัวกัน จวนหรูเรียงราย แลดูสงบและโอ่อ่ากว่าที่อื่น

เฟิ่งปิงแต่งกายเรียบร้อยเหมาะสม สวมหมวกผ้าโปร่งและเสื้อนวมสีขาว ตรงเอวคาดเข็มขัดครามและแขวนถุงหอม สวมรองเท้าป่านที่ทำขึ้นใหม่ ทั้งเหมาะสมกับสถานะสามัญชนและสะอาดสะอ้านสง่างาม ไม่ถึงขั้นถูกผู้คนดูถูก เขาเคาะห่วงเคาะประตูของคฤหาสน์อัครมหาเสนาบดีเผย ยังคงเป็นบ่าวชราที่คุ้นเคยผู้นั้นมาเปิดประตู

บ่าวชราย่อมรู้จักเขา มองเพียงปราดหนึ่งก็พาเข้าไปด้านใน

จวนพระราชทานหลังนี้กว้างขวางอย่างแท้จริง หลังผ่านลานเรือนสามลานไปก็มองเห็นสระน้ำสระหนึ่ง มีศาลาตั้งอยู่หลังหนึ่ง ยามนี้มีเพียงยอดแหลมอันเย่อหยิ่งปรากฏออกมาท่ามกลางลมหิมะพร่ามัว เมื่ออ้อมผ่านสระน้ำยังต้องเข้าสู่สวนดอกไม้แห่งหนึ่ง หลังสวนมีศาลาน้อยแปดเหลี่ยม บ่าวชราหยุดฝีเท้าลงหน้าศาลา

“นายท่าน คุณชายหลี่มาเยือน” บ่าวชราค้อมกาย

เฟิ่งปิงเงยหน้า เห็นเผยตันกำลังยืนวาดภาพอยู่หน้าโต๊ะหนังสือในศาลา เมื่อได้ยินเสียงพูด มือที่ถือพู่กันพลันชะงัก จากนั้นเผยตันก็หันกายมา

ชั่วขณะนั้นเฟิ่งปิงมองเห็นประกายลิงโลดในดวงตาของเขา เหมือนความสุขอันใหญ่ยิ่งมาเยือน แต่เขาก็ปกปิดเอาไว้ทันที ห้านิ้วกำพู่กันแน่นแล้วโยนลงบนโต๊ะ

ไม่รู้ว่าภาพวาดนั้นถูกทำลายไปแล้วหรือไม่

เฟิ่งปิงก้มหน้าเอ่ยว่า “ข้าน้อยขอให้อัครมหาเสนาบดีเผยโชคดี”

“โชคดีรึ” เผยตันแย้มยิ้ม หัวใจของเฟิ่งปิงตกวูบ กลับได้ยินเขาเอ่ยอีกว่า “ประเสริฐ ขอให้ท่านโชคดีเช่นกัน”

เผยตันเอ่ยพลางเดินลงจากศาลาน้อย หันหน้ามองเขาแวบหนึ่งก่อนสั่งการว่า “ไปที่หอตงหน่วน”

เฟิ่งปิงยังไม่ทันปฏิเสธ เผยตันก็ก้าวเท้าไปแล้ว

หอตงหน่วนตั้งอยู่ทางตะวันออกของสวนดอกไม้ ประตูหน้าต่างปิดสนิทตลอดทั้งวัน อีกทั้งใต้ดินมีการจุดไฟเพื่อสร้างความร้อน พอเฟิ่งปิงเดินเข้าไปจึงรู้สึกอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ แสงไฟทุกแห่งในหอสว่างไสว บนเพดานยังทำหน้าต่างกระจกให้แสงแดดเย็นเยียบลอดเข้ามา ส่องสว่างโต๊ะหนังสือ ราวแขวนเสื้อ ตั่งน้อย และเตากำยาน แม้ของใช้ในชีวิตประจำวันแต่ละอย่างจะสวยหรู แต่ทุกชิ้นล้วนกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ หากเดินไม่ระวังก็อาจเหยียบหนังสือเล่มหนึ่งได้ คาดว่านี่ก็คือสถานที่ที่เผยตันอาศัยอยู่ในยามปกติ

เดิมเฟิ่งปิงคิดไม่ถึงว่าตนเองจะได้เข้ามาในสถานที่ส่วนตัวเช่นนี้ เขาคิดว่าเพียงพูดคุยทักทายในห้องโถงไม่กี่ประโยคก็พอแล้ว

ในหอมีสองชั้น ผ้าม่านบางบนบันไดไม้สลักลายพลิ้วไหว เขาเดาว่าบนนั้นคือห้องนอน ใต้ผ้าม่านผืนนั้น เขามองเห็นกล่องที่เปิดออกใบหนึ่ง บนฝากล่องมีชุดสีแดงทับทิมตัวหนึ่งพาดอยู่ เมื่อเพ่งตามองไปกลับเป็นชุดกระโปรงที่ทำขึ้นจากผ้าทอสู่จิ่นของเขา

เขาถอยหลังสองก้าวทันที มิกล้ามองดูอีก

เผยตันไม่รู้ตัวเลย เขาไปชงชาที่ด้านหลังก่อนจะยกออกมาวางไว้บนโต๊ะ “ในนี้รกมากหน่อยแต่ดีที่อบอุ่น ขอคุณชายหลี่อย่ารังเกียจ”

เผยตันยิ้มให้เขา เฟิ่งปิงเองก็ได้แต่ยิ้มตอบไปตามมารยาท “ลำบากอัครมหาเสนาบดีเผยแล้ว แต่อีกไม่นานข้าน้อยก็จะไปแล้วล่ะ”

จากนั้นเผยตันก็เอ่ยว่า “เมื่อวานเห็นท่านไม่คุ้นเคยกับชาเสินเฉวียนเสี่ยวถวน วันนี้เลยเปลี่ยนเป็นชาปี้เจี้ยนจากสยาโจว น่าจะสดชื่นขึ้นบ้าง”

เฟิ่งปิงย่นจมูก ชาเสินเฉวียนเสี่ยวถวนมาจากอวิ๋นหนาน เมื่อวานใช่ว่าเขาจะไม่ได้กลิ่น แต่เป็นเพราะกลิ่นชาตีกับกลิ่นยาต่างหาก เขาไม่อยากพูดมากเพียงนั้นจึงทำเพียงยกจอกดื่มเรื่อยเปื่อยไปหนึ่งอึกแล้วเอ่ยว่า “เป็นชาดี”

สายตาของเผยตันเคลื่อนตามมือของเขาที่วางลงบนโต๊ะและยกขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาที่สงบราวกับทะเลสาบฤดูสารทใต้ขนตายาวมักชวนให้จิตใจสั่นไหวได้เสมอ “คุณชายหลี่มีอะไรจะพูดกับข้าหรือ”

“…อืม” ชาใสคืนรสหวานให้กับลำคอ เฟิ่งปิงนิ่งเงียบ ก่อนตัดสินใจเข้าประเด็น เขาหยิบกล่องสีทองใบเล็กที่เตรียมไว้ออกมา “ของขวัญนี้ อัครมหาเสนาบดีเผยโปรดรับไว้”

เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ทำให้เผยตันตกใจ ขนตาสั่นไหวเหมือนเงาของกระเรียนตระหนกที่ทอดลงบนทะเลสาบน้ำนิ่ง ริมฝีปากบางยกยิ้มเล็กน้อย “คุณชายหลี่หมายความว่าอย่างไร”

เฟิ่งปิงวางกล่องเล็กไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็กดสลักเบาๆ ฝากล่องเปิดออกเผยให้เห็นงาช้างแวววาวไร้ตำหนิที่แกะสลักเป็นพระโพธิสัตว์กวนอินเก้าพักตร์ ด้านบนมีต้นโพธิ์เป็นร่มเงา ด้านล่างมีดอกบัวเป็นฐาน รวมทั้งลูกกลมใส่เครื่องหอมสีขาวโพลนที่อยู่ด้านใน เฟิ่งปิงหยิบออกมาอย่างระมัดระวังแล้วถือไว้ด้วยสองมือ เผยตันจึงพบว่าสิ่งนี้มีจุดที่พิเศษยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าจะมองจากตำแหน่งใด พระโพธิสัตว์กวนอินเก้าพักตร์องค์นั้นต่างจะนั่งตัวตรง ไม่มีวันเอนเอียง

เฟิ่งปิงเอ่ยเสียงเบา “นี่คืองาช้างแกะสลักอันประณีตจากแถบกว่างโจว หลิ่งหนาน ข้าคิดว่าแม้แต่ในทรัพย์สินส่วนพระองค์ก็พบเห็นของเช่นนี้ได้น้อยนัก ลูกกลมเล็กๆ ที่อยู่ด้านในทำจากสำริด สามารถเปิดออกมาเติมเครื่องหอม ไม่ว่าจะรมเตียงหรือพกติดตัว ล้วนไม่ต้องกังวลว่าจะหก”

รมเตียงหรือพกติดตัว

เผยตันไม่ได้มองลูกกลมใส่เครื่องหอมนั้น แต่กลับมองเฟิ่งปิง เขาจงใจเอ่ยคำพูดนี้หรือ…ไม่รู้ว่าเป็นเพราะในหอมีความอบอุ่นหรือไม่ บนใบหน้าอันขาวซีดของเฟิ่งปิงจึงปรากฏสีแดงจากแสงเทียนเล็กน้อย แต่ยามนี้เฟิ่งปิงกลับเหลือบตามองเขาเช่นกัน

เผยตันรั้งสายตากลับอย่างเร่งรีบ แสร้งกระแอมกระไอสองครั้ง ก่อนเอ่ยเบาๆ ว่า “ขอบคุณความปรารถนาดีของคุณชายหลี่ ตัน…ไม่ขอปฏิเสธ”

เขาเปลี่ยนคำเรียกขานตัวเองแล้ว ทั้งยังพยายามยื่นมือมารับลูกกลมใส่เครื่องหอมนั้น แต่เฟิ่งปิงกลับใส่มันกลับไปในกล่อง “อัครมหาเสนาบดีเผยช่วยฝ่าบาทจัดการราชกิจนานัปการ ทำงานหนักจนจิตใจเหนื่อยล้า หากใช้สิ่งนี้มาใส่เครื่องหอม ต้องสามารถสงบจิตใจ นำความสงบสุขมาสู่บ้านเมืองได้แน่”

เผยตันสายตาแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “เหตุใดท่านจึงมอบสิ่งนี้ให้ข้า”

เฟิ่งปิงไม่คุ้นเคยกับการประจันหน้ากับเขา บัดนี้เด็กหนุ่มเมื่อห้าปีก่อนโตแล้ว บนใบหน้าหล่อเหลามีความเฉียบคมหลังผ่านโลกเพิ่มขึ้นมา แต่ขณะนี้กลับปรากฏแววอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด ถึงขั้นมีความสุขหลายส่วน เฟิ่งปิงเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่และไม่อยากไปคาดเดา จึงเพียงเอ่ยอย่างสงบว่า “ข้ามาขอบคุณที่อัครมหาเสนาบดีเผยมอบยาให้เมื่อวาน”

เผยตันเบิกตาเล็กน้อย จากนั้นปล่อยหัวเราะออกมา เอ่ยเหมือนจนปัญญาว่า “ใส่ชะเอมเทศอีกแล้วใช่หรือไม่”

เฟิ่งปิงส่งเสียงอืม

“หวานสักหน่อยก็ดี” เผยตันเอ่ย “เมื่อก่อนท่านมักไม่ชอบยาขม หมอหลวงซุนจึงใส่ชะเอมเทศหนักมือขึ้นเรื่อยๆ ท่านยังจำได้หรือไม่”

เฟิ่งปิงตอบว่า “จำไม่ได้แล้ว”

เผยตันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ย “แต่ข้ากลับจำได้ชัดเจน”

ในสายตาของเขาเหมือนมีตะขอยื่นออกมา หมายหยั่งเชิงสีหน้าของเฟิ่งปิง แต่เฟิ่งปิงไม่อยากแม้กระทั่งแสดงสีหน้าให้เขาดู ขณะนี้ตนเองคงด้านชาเหมือนหุ่นดินไปแล้วอย่างแน่นอน

เขาไปเหลาโจวมาห้าปี รู้นานแล้วว่ายาที่รักษาโรคนั้นไม่นับว่าขมเลย

เผยตันจิบชาอึกหนึ่ง ริมฝีปากชุ่มชื้นเผยยิ้มน้อยๆ เอ่ยว่า “จะว่าไปแล้ว อีกสามวันข้าจะจัดงานเลี้ยงที่หอซีฮุยย่านเซิ่งเย่ คุณชายหลี่เป็นบุคคลสำคัญที่ฝ่าบาทเรียกตัว หากยอมมาเป็นเกียรติย่อมเป็นโชคดีสามชาติของข้า”

“อีกสามวันหรือ” เฟิ่งปิงถามตามสัญชาตญาณ

“อีกสามวัน” เผยตันยื่นมือข้างหนึ่งออกมานับ “ข้าจะอายุยี่สิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว”

หลังได้รับของขวัญ สีหน้าท่าทางของเขาก็ดูเหมือนเด็กมากกว่าเดิม ท่านั่งตามอำเภอใจกว่าเดิม สายตาที่มองเฟิ่งปิงเปล่งประกายระยิบระยับ แต่เฟิ่งปิงกลับลุกขึ้นแล้วแข้งขาอ่อนยวบเล็กน้อย หนำซ้ำชายเสื้อยังไปเกี่ยวเตากำยานที่ด้านข้างจนเกือบล้ม ต้องรีบไปพยุงไว้

เขาหลบสายตาของเผยตัน

สามปีที่พวกเขาแต่งงานกัน ทุกวันเกิดของเผยตันล้วนมีเฟิ่งปิงอยู่เป็นเพื่อน คนทั้งสองฉลองวันเกิดด้วยกัน แต่ต่อมาพวกเขาหย่าร้าง เผยตันเจริญก้าวหน้าขึ้นทีละก้าว คนที่อวยพรวันเกิดให้เขาคงมากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วไยเขาต้องไปเข้าร่วมความสนุกนี้ด้วย

เขาใช้แขนเสื้อเช็ดเถ้ากำยานที่หกออกมาจากเตากำยานป๋อซาน* แต่ยิ่งเช็ดกลับยิ่งสกปรก เทือกเขาทองเหลืองแผ่ความร้อนอันไร้สิ้นสุดออกมาจนเขาวิงเวียน เขายังจำได้อีกว่าขณะเกิดคดีก่อกบฏ องค์รัชทายาทถูกประหาร กองกำลังเสินเช่อค้นหาผู้สมรู้ร่วมคิดทั่วเมืองฉางอัน ตอนนั้นเขากับเผยตันหย่าร้างกันยังไม่ถึงหนึ่งเดือน กล่องในบ้านยังไม่ทันจัดเก็บก็ถูกเปิดค้นทั้งหมด สุดท้ายกลับพบหุ่นไม้ถงมู่หลายตัวและตำราลึกลับที่เกี่ยวกับการทำนายและเวทมนตร์หลายเล่มในซอกเตียงนอนของเขา

ศาสตร์แห่งการทำนายคือสิ่งต้องห้ามในราชวงศ์นี้ ยิ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงไสยศาสตร์มนตร์ดำ ภายหลังยังมีข้ารับใช้ในบ้านเฟิ่งปิงทยอยออกมายอมรับผิด บอกว่าเห็นนายท่านของตนจุดธูปทำพิธีกับตา

เผยตันอดีตสามีของเขารับราชโองการสืบคดี ราชโองการประทับตราสีแดงฉบับแล้วฉบับเล่าในวังส่งลงมาอย่างไม่อาจท้วงติง ส่งข้ารับใช้ของเฟิ่งปิงเข้าคุกหลวงคนแล้วคนเล่า เสียงร้องไห้โหยหวนกว่าวันที่องค์รัชทายาทก่อกบฏเสียอีก ราวกับเสียงก้องกังวานอันยืดยาวของคดีใหญ่อันไร้สิ้นสุด เฟิ่งปิงไม่อยากเชื่อ เขาไปหาเผยตันที่สำนักราชเลขาธิการ รออยู่นอกสำนักสามวันสามคืนก็ไม่เห็นเผยตันออกมาพบหน้า เขายังคิดไปขอร้องเสด็จพ่อ แต่เสด็จพ่อก็ไม่สนใจเขาเช่นกัน ถูกทหารรักษาพระองค์พาตัวไปนอกประตูวังกลางฤดูสารท หลังเข้าคุกหลวงก็ถูกบังคับให้รับสารภาพความผิดที่ไม่เป็นธรรมทุกวัน พวกเขาไม่กล้าใช้เครื่องมือลงโทษเฟิ่งปิง จึงบีบให้เขาไม่ได้นอน ให้กินรำข้าวบูด ซ้ำยังปล่อยหนูเข้าไปในห้องขังของเขา เฟิ่งปิงมองดูคนอื่นในคุกหลวงถูกลากออกไปทีละคน ทั้งข้ารับใช้และญาติพี่น้องของพวกเขาต่างถูกพาไปยังตลาดตะวันออกและไม่ได้กลับมาอีก…

เขาทนอยู่ที่นั่นตลอดทั้งฤดูหนาว กระทั่งได้รับอภัยโทษในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ

ห้านิ้วของเขาจิกเข้าไปในช่องว่างของเตาป๋อซาน ท่ามกลางความมึนงงเขาได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบา เผยตันจับมือของเขาออกมาประคองไว้แล้วตรวจดูอย่างละเอียดพลางเอ่ย “ท่านอย่าเอาเล็บไปเผาไฟสิ”

เผยตันกลับเข้ามาใกล้เขาเช่นนี้แล้ว ตามนิ้วมือของคนทั้งสองคือเถ้ากำยานร้อนระอุ หน้าผากของเขาเกือบกระแทกกับไหล่ของเผยตัน เขาพลันถอยหลังแล้วชักมือของตนเองกลับมา แล้วจึงค่อยรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เล็บอย่างช้าๆ ทันทีที่มองไปยังเผยตัน ในดวงตาของเขาถึงขั้นมีน้ำตาของความเจ็บปวดเอ่อคลอ แต่เพียงชั่ววูบก็จางหายไปอีกครั้ง

เขาไม่ได้แค้นเผยตัน ตอนนั้นอีกฝ่ายหลบซ่อนตัว แม้ว่าจะดูใจจืดใจดำแต่หาได้เหยียบย่ำซ้ำเติมไม่ ทว่าเหตุใดเขาต้องอวยพรวันเกิดให้เผยตัน

เหตุใดเผยตันจึงกล้าให้เขามาอวยพรวันเกิดให้!

ในใต้หล้าไม่มีเหตุผลที่น่าขยะแขยงเช่นนี้อีกแล้ว

เฟิ่งปิงหลับตาลง

“ข้าน้อยมีความผิดติดตัว ไม่เหมาะที่จะไปรบกวนงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่” สุ้มเสียงของเขาราวกับคมดาบที่ชักขึ้นมาจากใต้ธารน้ำแข็ง ดังออกมาอย่างแหบพร่า “หลังการประชุมประจำปี ข้าน้อยจะออกจากฉางอัน หายไปจากโลกของอัครมหาเสนาบดีเผยตลอดกาล นับจากนี้ขอให้อัครมหาเสนาบดีเผยมีความสุขดุจทะเลตงไห่ อายุยืนเทียบเท่าเขาหนานซาน”

เผยตันตกตะลึง

ความสับสนและความคาดหวังลึกๆ เมื่อครู่หายไปจากนัยน์ตาของเขา เหมือนว่าเขาต่างหากคือคนที่ถูกทอดทิ้ง

นี่ทำให้เฟิ่งปิงรู้สึกว่าน่าขัน การหย่าร้างในครานั้น เผยตันบอกในฎีกาที่ถวายอย่างชัดเจนว่าจะตัดขาดกับเขา ไม่พบกันอีกตลอดกาล

เขาพูดซ้ำทีละคำ “ข้ามาครั้งนี้เพราะอยากบอกอัครมหาเสนาบดีเผยว่าตลอดระยะเวลาไม่กี่เดือนจากนี้ ข้าจะไม่เพิ่มความยุ่งยากใดๆ ให้ท่านอีก คดีเครื่องบรรณาการก่อนหน้านี้เป็นความสะเพร่าของข้า วันหน้าหากมีคนสงสัยและตรวจสอบข้า อัครมหาเสนาบดีเผยสามารถปล่อยไปตามเรื่องได้”

“ปล่อยไปตามเรื่องหรือ” เผยตันพลันเอ่ย “แม้แต่ชุดกระโปรงตัวนั้นท่านก็นำมาเมืองหลวงด้วย ข้าจะปล่อยไปตามเรื่องได้อย่างไร”

เฟิ่งปิงหน้าขาวซีด “ข้าบอกไปแล้วว่าเป็นความสะเพร่าของข้า…”

“แต่หากคนตาดีมองเห็น ก็ล้วนแต่คาดเดาว่าท่านมาเอาใจข้า” เผยตันขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกก้าว ก่อนจ้องเขาเขม็ง

เฟิ่งปิงคาดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะไร้ยางอายเช่นนี้ จึงสบตากับเขาอย่างเฉยชา “อัครมหาเสนาบดีเผยเองก็คาดเดาเช่นนี้หรือ”

เผยตันหยุดชะงักราวกับถูกคนต่อยหน้า แม้ไม่ได้บาดเจ็บถึงชีวิต แต่การบาดเจ็บเลือดไหลนี้ช่างน่าอายยิ่ง ใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด เฟิ่งปิงรู้ว่าเขาสูงส่งสง่างามมาตลอด แต่เมื่อพบว่าตนคิดไปเองฝ่ายเดียว จึงทำให้การคาดเดาอันเย่อหยิ่งของเขาถูกตีกลับสู่ความเป็นจริง

เฟิ่งปิงรู้สึกถึงความสุขสะใจอย่างโหดร้าย

“เช่นนั้นท่าน…” สุ้มเสียงของเผยตันเบาลงจนแหบพร่าอยู่บ้าง “เหตุใดต้องนำมันมาด้วย”

เฟิ่งปิงมองหน้ากลับอย่างเฉยชา “อัครมหาเสนาบดีเผยอยากรู้จริงหรือ เป็นเพราะเด็กรับใช้ของข้าไม่รู้เรื่อง ใส่มันมาในสัมภาระของข้า เขาคิดว่าสามารถใช้มันเป็นของขวัญในเมืองหลวงได้”

“ชุนสือรึ” เผยตันเอ่ยอย่างรวดเร็ว “ชุนสือรู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่ข้ามอบให้ท่าน ตัดตามรูปร่างของท่าน…”

“เผยอวิ่นวั่ง” ในที่สุดเฟิ่งปิงก็ราวกับชิงความได้เปรียบกลับมาได้ แม้แต่คำพูดที่ขาดช่วงก็เปลี่ยนเป็นสงบอ่อนโยน “พวกเราไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กันนานแล้ว”

“อะไรคือไม่มีความสัมพันธ์” เผยตันน้ำเสียงอ่อนลงแต่ยังเบิกตาเอ่ยคำพูดไร้สาระ “ท่านมาที่ฉางอัน ผู้คนต่างรู้ว่าสองเรามีความสัมพันธ์กัน”

เฟิ่งปิงหายใจหลายเฮือก กลั้นอาการไอที่กำลังจะออกมาเอาไว้ ค่อยๆ เอ่ยอีกว่า “เผยอวิ่นวั่ง ท่านเติบโตในตระกูลมีชื่อเสียง พากเพียรเรียนรู้จนสอบติดขุนนาง ท่านมีปณิธานยิ่งใหญ่ของท่าน ในปีนั้นข้าไม่ได้รับความโปรดปรานถึงขั้นต้องติดคุก ท่านไม่อยากติดร่างแหไปกับข้า ข้าก็มิได้แค้นท่าน แต่ว่า…”

“…ท่านไม่แค้นข้าหรือ” เผยตันพลันเอ่ย

เฟิ่งปิงเม้มริมฝีปาก

สายตาของเผยตันค่อยๆ เยือกเย็นลง เหมือนเด็กที่กระโดดออกมาจากในหัวใจของเขาเมื่อครู่ถูกกดกลับไปอีกครั้ง เขาตั้งกำแพงอันน่าเกรงขามและไม่อาจรุกล้ำของอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบันขึ้นมาอีกครา

น้ำในกาใบเล็กเดือดปุดๆ อีกรอบหนึ่ง เผยตันกลับไปนั่งลงที่หน้าโต๊ะอีกครั้ง ถกชายชุดคลุมต้มชาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว

เขาคือบุรุษที่สง่างาม ขณะทำเรื่องประเภทนี้จึงอยู่ในลักษณะเคร่งขรึมอ่อนโยน ชวนให้เลื่อมใสมาตลอด เฟิ่งปิงมองเขาด้วยสายตาสับสน พักหนึ่งจึงกลับไปนั่งเช่นกัน

“คดีของเซี่ยงฉง ท่านคิดอย่างไร” เผยตันกลับถามออกมา

เฟิ่งปิงตกตะลึง

เผยตันรอคำตอบจากเขาเงียบๆ อย่างสง่างาม

“เขา…” เฟิ่งปิงคาดคะเนน้ำเสียงของเผยตัน “เขาอาจบังเอิญเจอโจรภูเขา และอาจ…ตายเพราะข้า”

เผยตันเลิกคิ้ว “ที่แท้ท่านก็รู้”

เฟิ่งปิงกัดฟัน

“ท่านมาฉางอันครั้งนี้ มีคนนับไม่ถ้วนลอบจับจ้องอยู่” เผยตันยกป้านกระเบื้องเคลือบสีขาวดูน่ารักขึ้น แล้วเทน้ำเดือดลงไปอย่างเชื่องช้า “บางคนเชื่อว่าองค์รัชทายาทโยวเค่อยังมีพรรคพวกหลงเหลือ พวกเขาสงสัยท่าน และบางคนก็คือพรรคพวกที่หลงเหลืออยู่ขององค์รัชทายาทโยวเค่อ พวกเขาแค้นท่านเพราะในปีนั้นพรรคพวกองค์รัชทายาทถูกประหารหลายพันคน แต่ท่านกลับรอดชีวิต ซ้ำยังได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”

เฟิ่งปิงมองสายน้ำสีใสเล็กๆ ด้วยความประหลาดใจอยู่เงียบๆ

เผยตันเหลือบตาขึ้น ขนตายาวนั้นราวกับรอยยิ้มอำมหิตเย็นชา “ไม่รู้ว่าเฝิงเฉิงผู้นั้นเสียสติอะไร จึงคิดว่าจะสามารถหาหลักฐานว่าท่านเป็นโจรกบฏได้จากชุดกระโปรงตัวหนึ่ง แต่เขาก็คาดเดาโรคขี้ระแวงของฝ่าบาทได้ถูกจริงๆ อย่างน้อยข้าก็ไม่กล้ารายงานคดีนี้ขึ้นไป”

เฟิ่งปิงเอ่ยว่า “ข้าควรขอบคุณท่านหรือ”

“ท่านควรแค้นข้า” เผยตันส่ายหน้า “เพราะข้าเป็นคนให้ฝ่าบาทเรียกท่านกลับเมืองหลวงมาเอง”

เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของเฟิ่งปิงอย่างมาก เขาไม่อาจปกปิดสายตาตกตะลึงและแฝงด้วยความขุ่นเคืองของตนได้

เขาใช้ชีวิตที่เหลาโจวอยู่ดีๆ เหตุใดต้องดึงเขาเข้ามาในวังวนของฉางอันอีกครั้ง

“หากให้ข้าลองเดา” เผยตันใช้พัดแตะคาง สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ในใจท่านคงกำลังคิดว่าข้าใช้ชีวิตที่เหลาโจวอยู่ดีๆ เหตุใดต้องดึงข้าเข้ามาในวังวนของฉางอันอีกครั้ง”

เฟิ่งปิงเบิกตาโพลง ความรู้สึกตื่นเต้นในขณะนี้ทำให้นัยน์ตาที่เป็นดั่งน้ำนิ่งของเขาราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นบ้างแล้ว แต่เขาด่าคนไม่เป็น ได้แต่กลั้นความขุ่นเคืองไว้แล้วเอ่ยว่า “ท่าน…ท่านยุ่งเรื่องชาวบ้าน”

เผยตันดันจอกชาไปเบื้องหน้าเขาเบาๆ “ท่านคิดว่าเหลาโจวปลอดภัยมากอย่างนั้นหรือ ภูเขาสูงหุบเขาชัน ไข้ป่าระบาด มีแต่ปีศาจต่างเผ่าอยู่ทั่วทุกแห่ง หากมีคนคิดทำร้ายท่าน ไม่ต้องเปลืองแรงกระทั่งเป่าฝุ่นเลย ท่านลองคิดดูเองว่าเคยพบเจออันตรายอะไรบ้าง”

เฟิ่งปิงไม่อยากคิด เขาสับสนอยู่บ้าง แม้แต่ชาก็ไม่อยากดื่มเพราะเผยตันเป็นคนต้มชานี้ “การกลับมาฉางอันก็มีอันตรายเช่นกัน ซ้ำยังต้องถูกคนเหยียดหยาม ถูกท่านเหยียดหยาม มีผลดีต่อข้าสักนิดหรือไม่”

เผยตันนิ่งเงียบ

กลิ่นหอมสดชื่นของใบชาโชยมา ยอดอ่อนสีเขียวคลี่กางออกในน้ำ ราวกับจันทร์กระจ่างบนลำธารเขียว

“ใช่ ไม่มีผลดีต่อท่าน” สุดท้ายเผยตันก็ยอมรับ “มีแต่ผลดีกับข้าทั้งสิ้น ข้ายุ่งเรื่องชาวบ้าน ข้าเพียงอยากเรียกตัวท่านจากใต้มาเหนือ มาให้ข้าเหยียดหยามถึงที่ ไม่ได้หรือ”

เขาล้มเลิกการอธิบายแล้ว พูดอย่างปล่อยเลยตามเลย เฟิ่งปิงจึงไม่สนใจฟังและลุกขึ้นหมายผละไป ซึ่งเผยตันก็หาได้รั้งเขาเอาไว้ไม่ เมื่อเฟิ่งปิงเปิดประตูก็พบบ่าวชราผู้นั้นกำลังเดินผ่านมาพอดี คนทั้งสองประจันหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างตกตะลึง

บ่าวชรารีบค้อมกาย “คุณชายหลี่คุยเสร็จแล้วหรือ อัครมหาเสนาบดีเผยเตรียมอาหารกลางวันไว้แล้ว คุณชายโปรดไปกินอาหารที่เรือนเว่ยเยวี่ยก่อน”

พายุหิมะปะทะใบหน้า ช่วยปลุกให้เฟิ่งปิงได้สติขึ้นมาบ้าง เขาพลันตระหนักได้ว่าตนเองเผลอลืมตัวไป แต่ไม่เป็นอะไร คำพูดเมื่อครู่ของเผยตันนั้นลืมตัวยิ่งกว่าเขาเสียอีก เขาหันหน้าไปก็เห็นเผยตันคลุมชุดคลุมและลุกขึ้นแล้ว เหมือนเดิมทีกำลังมองเขาอยู่ แต่ขณะที่เขาหันไปกลับเคลื่อนสายตาออกอย่างเฉยชา

“อัครมหาเสนาบดีเผยช่างมีความตั้งใจอันดีจริงๆ” เฟิ่งปิงถากถาง

บ่าวชราผู้นั้นกลับไม่เข้าใจ “ใช่แล้ว อัครมหาเสนาบดีเผยเห็นคุณชายมา จึงสั่งการข้าน้อยไปเชิญพ่อครัวชื่อดังจากเหลาสุราด้านนอกมาจัดเตรียมให้คุณชายอย่างเต็มที่ หากเป็นยามปกติ อัครมหาเสนาบดีเผยประหยัดอดออม กลางวันเพียงแค่ต้มผักไม่กี่อย่างกินกับข้าน้อยเท่านั้น…”

“สวมเสื้อแพรเลิศหรูเดินเหินยามวิกาล* ทำให้ใครดูกัน” เฟิ่งปิงยิ้มอย่างเย็นชา

บ่าวชราเข้าใจแล้วว่าบรรยากาศของคนทั้งสองไม่ถูกต้องจึงหุบปากทันที แล้วมองไปทางด้านในประตูอย่างขอความช่วยเหลือ

ในที่สุดเผยตันก็เดินออกมา ในมือมีร่มเพิ่มขึ้นมาสองคัน เขายื่นให้เฟิ่งปิงหนึ่งคัน ซึ่งเฟิ่งปิงก็ยื่นมือรับไว้เงียบๆ จากนั้นเผยตันจึงพาตัวเองเดินนำอยู่ด้านหน้า

เดินผ่านสวนดอกไม้ อ้อมผ่านสระน้ำแข็ง ค่อยผ่านระเบียงทางเดินหลายสายแล้วออกจากประตูใหญ่

เฟิ่งปิงปรับอารมณ์เสร็จแล้วจึงคืนร่มให้เผยตันขณะหยุดอยู่ข้างสิงโตหินหน้าประตู “ขอบคุณอัครมหาเสนาบดีเผยที่มาส่ง อัครมหาเสนาบดีเผยโปรดรั้งอยู่เพียงตรงนี้เถิด” ว่าพลางสวมหมวกกันลม ขนอ่อนสีขาวปัดอยู่ตรงแก้มของเฟิ่งปิง เขาพ่นลมหายใจเฮือกหนึ่งเบาๆ ก็เป่ามันให้ลอยออกไปได้

เผยตันจ้องมองเขาในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล สายตาที่ไม่หลบเลี่ยงทำให้เฟิ่งปิงรู้สึกกระอักกระอ่วน เขาไม่รู้ว่าสามีภรรยาที่หย่าร้างกันแล้วบนโลกนี้คู่อื่นนั้นมีผู้ใดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเช่นนี้หรือไม่

“เรื่องเมื่อห้าปีก่อน” เผยตันอ้าปาก เอ่ยเสียงแหบห้าว “ข้าผิดต่อท่าน ข้าคิดไม่ถึงว่าท่านจะพัวพันกับคดีใหญ่จริงๆ หาไม่…หาไม่แล้วข้าไม่มีทางหย่าร้างกับท่าน”

เฟิ่งปิงยักไหล่เหมือนผ่อนคลาย “ข้ารู้”

เป็นคำพูดที่ซ้ำซากยิ่งนัก นักเล่าเรื่องทุกคนในตลาดต่างพูดเช่นนี้

บอกว่าเผยตันหย่าร้าง มิใช่เพราะเห็นแนวโน้มล่วงหน้าก็เป็นเพราะโชคช่วย

เผยตันคล้ายยังอยากพูดอะไรอีก แต่ทันใดนั้นเองรถม้าคันหนึ่งก็แล่นผ่านหน้าประตู คนบนรถเลิกม่านออก เรียกด้วยความประหลาดใจ “หลี่หลาง?…อ๊ะ อัครมหาเสนาบดีเผย!”

กลับเป็นเฉินฉิว เขาบอกให้สารถีหยุดรถทันที หมายลงจากรถมาทำความเคารพ แต่เฟิ่งปิงกลับรู้สึกว่าตนเหมือนคนจมน้ำที่ถูกอีกฝ่ายช่วยชีวิต พ่นลมหายใจเฮือกหนึ่งออกมายาวๆ ก่อนเผยรอยยิ้มจริงใจครั้งแรกของวันนี้ “ท่านทูตเฉิน สะดวกให้ข้าติดรถไปด้วยหรือไม่”

เฉินฉิวยังไม่ทันตอบสนอง เฟิ่งปิงก็จับคานลากรถหมายขึ้นไปแล้ว เฉินฉิวรีบยื่นมือไปพยุงเขา เห็นบนร่างเขามีหิมะจึงยกมือปัดออกให้อย่างลวกๆ ม่านรถตกลงมา เฉินฉิวจำต้องเลิกม่านเอ่ยกับเผยตันอีกว่า “เช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อน ขอให้อัครมหาเสนาบดีโชคดี!”

เผยตันยิ้มบางพลางค้อมกาย หน้าต่างรถจึงปิดลงอีกครั้ง

ฟ้าดินกลับสู่ความเงียบเหงาอ้างว้างอย่างเชื่องช้า

ลุงอู๋รอเขาอยู่หลังประตู

เผยตันก้าวเท้าเดินไป ลุงอู๋จึงเอ่ยว่า “นายท่าน อาหารกลางวัน…?”

เผยตันยิ้มพลางเอ่ย “ไป ไปเรือนเว่ยเยวี่ย”

กาลก่อนสงสารไฟมืดมัว บัดนี้หวาดกลัวจันทร์กระจ่าง

 

* เตากำยานป๋อซาน เป็นเตาที่มีส่วนฐานเป็นขาตั้ง และมีฝาซึ่งทำเป็นรูปภูเขาสามารถเปิดได้

* สวมเสื้อแพรเลิศหรูเดินเหินยามวิกาล เปรียบเปรยว่ามีชีวิตร่ำรวยสุขสบายแต่กลับไม่มีใครมารับรู้ด้วย

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 1-2

บทที่ 1 ฤดูเหมันต์ ผืนดินถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้า ทั้งเมืองฉางอันจมอยู่ในสายหมอกเหน็บหนาวขาวพร...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 3-4

บทที่ 3 หนึ่งก้านธูปให้หลังจิงเจ๋ออารักขาเจ้านายขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสามของโรงน้ำชาอย่างทุลักทุเล ประตูหน้าต่างปิดสนิท ...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 5-6

บทที่ 5 “?” เขาไม่ตื่นเกร็งลนลานแต่อย่างใด น้ำเสียงราบเรียบผ่อนคลาย นิ่งคิดอย่างตั้งใจจริง ทำให้ชั่วขณะหนึ่งเจียงจื้ออีน...

คู่พันภพบรรจบรัก

ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 1

บทที่ 1 นั่นคือโรงเรียนประถมที่อยู่ชายขอบเมืองแห่งหนึ่ง ฝนฤดูใบไม้ผลิตกลงมาหลายวันแล้ว ทำให้ใบไม้สีเขียวอ่อนในสวนของโรงเ...

community.jamsai.com