everY
ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 3-4 #นิยายวาย
บทที่ 4
เงียบงันและรื่นเริง
ทันทีที่ม่านรถตกลงมา เฟิ่งปิงก็ปกปิดสีหน้าเหนื่อยล้าเอาไว้ไม่อยู่ พิงผนังรถอย่างเหม่อลอย
เฉินฉิวมองดูสภาพของเขาก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “คุณชายหลี่…เหตุใดจึงมาหาอัครมหาเสนาบดีเผยถึงจวน”
เฟิ่งปิงใคร่ครวญแล้วตอบว่า “เพียงแค่ได้รับการดูแลจากเขาเมื่อวันก่อน จึงไปขอบคุณ”
เฉินฉิวส่งเสียงอ้อแล้วกลับไปนั่ง พักหนึ่งจึงเอ่ยปากอย่างกลั้นไม่อยู่อีกว่า “ท่านรู้กระมังว่าท่านไม่ควรติดต่อกับขุนนางใหญ่ หากฝ่าบาททรงทราบ…”
“ข้าไม่มีทางพบเขาอีกแล้ว” เฟิ่งปิงเอ่ยเบาๆ “เรื่องในวันนี้ หากฝ่าบาททรงถาม ท่านพูดตามจริงได้เลย”
เฉินฉิวเอ่ยด้วยความกระดากอาย “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนี้”
หมายความเช่นนี้หรือไม่ มีเพียงตัวเขาที่รู้ดีแก่ใจ เฟิ่งปิงหันหน้าไปอย่างเฉยชา
ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันมีนามว่าเฟิ่งเทา เป็นพี่รองของเขา อุปนิสัยสุขุมและใจกว้าง ครอบครัวมารดาของพี่รองเคยต้องโทษประหารทั้งตระกูล พี่รองจึงไร้ซึ่งที่พึ่งในราชสำนัก แต่นิสัยของอีกฝ่ายกลับนำพาสหายมาไม่น้อย ในคฤหาสน์สิบอ๋องมีเพียงเรือนของพี่รองที่คึกคักที่สุด แต่นั่นล้วนเป็นเรื่องในอดีต
บัดนี้เผยตันบอกว่าฝ่าบาทมีโรคขี้ระแวง
ปีก่อนเฟิ่งปิงอยู่ที่เหลาโจว เคยมีอยู่วันหนึ่งที่ทางการเปิดยุ้งฉาง แจกจ่ายเสบียงและอภัยโทษ ชาวบ้านต่างได้รับของกันถ้วนหน้า พวกเขาแต่ละคนล้วนยิ้มแย้มเบิกบานอย่างมีความสุข เขาจึงรู้ว่าฮ่องเต้องค์ใหม่ที่เพิ่งครองราชย์ไม่นานได้แต่งตั้งองค์รัชทายาทแล้ว ซ้ำยังจัดพิธีแต่งตั้งอย่างยิ่งใหญ่ ฝ่าบาทมีพระชนมพรรษาสามสิบห้าพรรษา มีรัชทายาทพระชนมายุสี่พรรษาเพียงองค์เดียว ผู้คนต่างเห็นได้ว่าพระองค์ทรงโปรดปรานดั่งดวงใจ
ตอนเด็กเฟิ่งปิงเองก็เคยได้รับความโปรดปรานช่วงหนึ่ง ขณะเขาเพิ่งเกิด ฉีซูเฟยผู้เป็นมารดาคือสตรีที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในวัง เสด็จพ่อประทับอยู่ที่ตำหนักหลิวปัวทั้งวันทั้งคืน ฝ่าบาทกับหมู่เฟย* ต่างผลัดกันหยอกล้อเขาที่อยู่ในเปล ตอนนั้น…จากที่มารดาเล่าให้ฟังว่าเวลาต่อมา…ในราชสำนักยังถึงขั้นหวั่นใจ คิดว่าเสด็จพ่อจะเปลี่ยนองค์รัชทายาท แต่หัวใจของฮ่องเต้นั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เขาป่วยหนักตอนอายุสามปี ทิ้งโรคปอดเรื้อรังเอาไว้ หลังจากนั้นเสด็จพ่อไม่เคยมาหาอีกเลย เหล่าขุนนางใหญ่ที่เคยประจบประแจงต่างหันหลังให้ และเพื่อทำให้โอรสสวรรค์เปลี่ยนพระทัยแล้ว มารดามักบีบให้เขากลับไปนั่งในเปลเหมือนทารก หมุนกลองป๋องแป๋งเสียงดังป๋องแป๋งๆ ให้เขาดู ทั้งที่เขาพูดเป็นแล้วแท้ๆ แต่มารดากลับต้องการให้เขาหุบปาก ต่อมาเมื่อเขาโตแล้ว เขาคิดว่าทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง หากต้องการเอาใจเสด็จพ่อ มารดาก็ควรให้เขาเรียนหนังสือให้มาก หากเขาเชี่ยวชาญตำรับตำราเหมือนเช่นเผยจ้วงหยวน บางทีมารดาอาจจะไม่ตาย…
เขาย้ายออกจากตำหนักหลิวปัวตอนอายุสิบห้าปี เข้าไปอาศัยอยู่ในคฤหาสน์สิบอ๋องและค่อยๆ ห่างเหินกับมารดา ฤดูหนาวปีถัดมากลับได้ยินว่ามารดาติดโรคระบาดจากนอกวัง ไม่มีผู้ใดไปเยี่ยมนางได้ สุดท้ายเขาเองก็ไม่รู้ว่ามารดาตายอย่างไร
มีอยู่ครั้งหนึ่งเฟิ่งปิงเคยบอกกับเผยตันว่าเขาสอบได้จิ้นซื่อ จารึกชื่อในเจดีย์ห่านป่า บิดามารดาของเขาจะต้องภูมิใจในตัวเขามากอย่างแน่นอน
เผยตันเพียงแค่แย้มยิ้ม ‘ท่านไม่ภูมิใจหรือ’
เฟิ่งปิงตกตะลึง ‘อะไร’
เผยตันจึงเก็บรอยยิ้มกลับคืน เอ่ยเหมือนน้อยใจ ‘พ่อแม่ข้าต่างไม่อยู่แล้ว ไหนเลยจะมีความคิดมากเพียงนั้น’
เฟิ่งปิงไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงคิดฟุ้งซ่านขึ้นมาได้มากมายเพียงนี้ อาจเพราะเพิ่งออกมาจากจวนของเผยตัน เรื่องสำคัญในใจเขาจบสิ้นลงแล้ว แต่ไม่มีคนรอบข้างมองออก เขาจึงต้องการสิ่งอื่นมาปรับอารมณ์ ทั้งที่ประตูหน้าต่างรอบรถม้าปิดสนิททว่าเขากลับรู้สึกเย็น แรงสั่นสะเทือนและความโคลงเคลงเหมือนเส้นทางที่เขาถูกเนรเทศจากฉางอันไปเหลาโจว เส้นทางสี่พันห้าร้อยหลี่ที่ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
แม้มารดาจะบ้าคลั่ง แต่เฟิ่งปิงกลับยังคงจำอ้อมกอดของมารดาได้ อ้อมกอดอันอ่อนนุ่มและโอบรับทุกสิ่ง ต่อมาเผยตันเองก็กอดเขาเช่นกัน แต่กลับกอดอย่างรุนแรง บางครั้งยังรัดแน่นจนเขาหายใจไม่ออก อกของเผยตันแข็งยิ่งทว่าร้อนระอุ ทุกครั้งที่เขาไอตอนกลางคืน เผยตันจะใช้มือขวาตบหลังให้เขา มือซ้ายจะเอื้อมไปหยิบชาตรงหัวเตียงมาป้อนให้เขา…ชาคือสิ่งที่ต้องเตรียมไว้เสมอ…
“…นายท่าน? นายท่าน!”
ใครกำลังเรียกเขากัน
ใบหน้าร้อนรนของชุนสือฉายผ่านไปมาเบื้องหน้า จากนั้นค่อยๆ รวมเข้าด้วยกันเป็นภาพที่ชัดถนัดตา เฟิ่งปิงอยากตอบรับ แต่ลำคอกลับแห้งผากจนพูดไม่ออก ชุนสือรีบจับเขาเอาไว้แล้ววางชาในมือลง ทั้งยังลดสุ้มเสียงเอ่ยด้วยท่าทีราวกับหวาดกลัวอย่างยิ่ง “นายท่าน ฝ่าบาทมาเยี่ยมท่านแล้ว!”
เฟิ่งปิงกวาดมองโดยรอบ จึงพบว่าเขาอยู่บนเตียงของห้องนอนในจวนที่พักแล้ว
เขาค่อยๆ หวนนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานตนเองนั่งรถม้าของเฉินฉิวกลับมา หลังใช้ชีวิตหนึ่งวันอันแสนธรรมดาเสร็จก็เข้านอน จนถึงขณะนี้…ตะวันก็ขึ้นสูงสามลำไผ่แล้ว
ชุนสือกังวล “ท่านโดนลมเย็นจากข้างนอกใช่หรือไม่”
เฟิ่งปิงดื่มน้ำชาให้คอชุ่มชื่นแล้วถึงเอ่ยอย่างเชื่องช้า “ข้าพูดอะไรส่งเดชหรือไม่”
ชุนสือรีบตอบ “ไม่มีขอรับ”
เฟิ่งปิงถามอีก “ฝ่าบาทเล่า”
ชุนสือเผยสีหน้าแปลกประหลาด “อยู่ในลานเรือน ฝ่าบาทมาตั้งแต่เช้าตรู่ บัดนี้กริ้วเสียแล้ว ท่านทูตทุกท่านพากันคุกเข่าเป็นแถบ”
“เพราะอะไร” เฟิ่งปิงขมวดคิ้ว
“ฝ่าบาทบอกว่าพวกเขารังแกท่าน”
เฟิ่งปิงเม้มริมฝีปากเอาไว้ ขมวดหัวคิ้วแน่นกว่าเดิมจนกลายเป็นอักษรชวน (川) เขาเลิกผ้าห่มออก ให้ชุนสือประคองลงจากเตียง รู้สึกว่าถึงแม้ตนเองหมดแรงแต่ยังฝืนยืนหยัดได้ หลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านจึงออกจากประตูไปรับเสด็จ
เป็นเหมือนที่ชุนสือบอกจริงๆ บนพื้นหิมะใต้ต้นอู๋ถงกลางลานมีทูตสิบกว่าคนคุกเข่าอยู่ ส่วนฝ่าบาทสวมเสื้อคลุมลายมังกรดำปักดิ้นทอง กำลังหันหลังว่ากล่าวพวกเขาอยู่
“…แม้เขาจะเป็นสามัญชน แต่มีสายเลือดเดียวกับเรา เป็นหน่อเนื้อขัตติยะ พวกท่านกล้าเบียดเบียนเขาเช่นนี้ได้อย่างไร! เฝิงเฉิง ท่านออกมา”
เฝิงเฉิงคลานเข่าสองสามก้าว ร่างกายสั่นไหวเล็กน้อย
ฝ่าบาทหันกายมา ครั้นมองเห็นเฟิ่งปิงดวงตาก็ลุกวาว “น้องสี่!”
คำว่าน้องสี่นี้ราวกับแช่งให้เฟิ่งปิงอายุสั้นลง เขาคุกเข่าลงไปตรงๆ ก้มหน้าด้วยความละอายแล้วเอ่ยอย่างสำรวมว่า “ข้าน้อยหลี่เฟิ่งปิงถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”
ฝีเท้าอันเร่งร้อนเหยียบย่ำหิมะบนพื้น หลี่เฟิ่งเทายื่นสองมือออกมาหมายพยุงเขาขึ้น “สองเราพี่น้องพบกันไม่จำเป็นต้องมากพิธี พี่รองได้ยินว่าเครื่องบรรณาการในที่พักถูกขโมย เดิมไม่นับเป็นคดีร้ายแรง ใครจะรู้ว่ากลับพัวพันถึงน้องสี่เสียได้ พี่รองไม่สบายใจจึงลองมาดูสักหน่อย”
เผยตันบอกว่าเขาไม่กล้ากราบทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท แต่เห็นได้ชัดว่าพระเนตรพระกรรณของโอรสสวรรค์นั้นฉับไวเพียงใด ข่าวที่เผยแพร่ไปทั่วทั้งสามฝ่ายไหนเลยจะปิดบังคนผู้นี้ได้ ยามนี้เฟิ่งปิงคิดอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนเลยแม้แต่น้อย
แต่เขาไม่ยอมลุกขึ้น “ฝ่าบาท ข้าน้อยมีความผิด”
“อันใด” มือที่ยื่นออกมายังไม่ทันตกลงไป ฝ่าบาทหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ข้าน้อยใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยากมาห้าปี อิจฉาความร่ำรวยในเมืองหลวงอย่างยิ่ง กลับทำเรื่องอย่างการลักขโมยเพราะขาดสติชั่ววูบ ข้าน้อยขโมยสิ่งของของเผย…ของอัครมหาเสนาบดีเผยไป เรื่องทั้งหมดมีคำให้การ อีกทั้งศาลต้าหลี่ได้ปิดคดีไปแล้ว”
ฝ่าบาทจ้องมองเขาพักหนึ่ง แล้วก็พลันหัวเราะออกมาเบาๆ “เราคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเสียอีก แม้แต่อัครมหาเสนาบดีเผยยังไม่คิดเล็กคิดน้อย แล้วเรามีอะไรให้คิดเล็กคิดน้อยกัน”
คำพูดนี้พูดอย่างคลุมเครือ สีหน้าเฟิ่งปิงเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว อับอายจนต้องกัดริมฝีปาก ระหว่างนั้นฝ่าบาทเดินไปด้านข้างอีกสองก้าว เอ่ยกับทูตทุกคนอย่างเชื่องช้าว่า “ทุกท่านเดินทางมาไกล ต่างเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ในใจเรารู้สึกซาบซึ้ง แต่เราเองก็อยากให้พวกท่านจำไว้ว่าเบื้องหลังพวกท่านคือขุนนางและชาวบ้านของแต่ละเขตแต่ละมณฑล อยู่เมืองหลวงไม่อาจละเลยคำพูดและการกระทำ มิฉะนั้นจะเดือดร้อนกันทั้งหมด เขตเจี้ยนหนานทำเครื่องบรรณาการหาย เดิมทีไม่นับเป็นอะไร แต่การรายงานคดีกบฏคือการใส่ร้ายและแจ้งความเท็จ เฝิงเฉิง ท่านมีสิ่งใดจะพูดหรือไม่”
เฝิงเฉิงพลันเงยหน้า จ้องฝ่าบาทด้วยดวงตาที่แทบจะเป็นสีแดงโลหิต แน่นอนว่าไม่เคยมีคนกล้าทำเช่นนี้มาก่อน ขุนนางข้างกายฝ่าบาทถีบเขาจนล้มลงทันที บังคับให้เขาก้มหน้าคุกเข่าลงบนพื้นหิมะดังเดิม
“กระหม่อม…” ไม่รู้ว่าถูกถีบโดนจุดสำคัญอะไร เฝิงเฉิงเจ็บจนเกลือกกลิ้ง “กระหม่อมรู้ผิด! กระหม่อมรู้ผิด!”
“น้องสี่” ฝ่าบาทเปลี่ยนมาเอ่ยกับเฟิ่งปิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าว่าเฝิงเฉิงควรถูกลงโทษเช่นไร”
เฟิ่งปิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ข้าน้อยไม่รู้กฎหมาย มิกล้าแสดงความเห็นส่งเดช”
ฝ่าบาทส่งเสียงอืมอย่างคล้ายเย็นชา แต่ก็คล้ายผ่อนคลาย “ลากออกไป”
เสียงร้องไห้ขอความเมตตาของเฝิงเฉิงค่อยๆ ไกลออกไป ฝ่าบาทยิ้มพลางปลอบใจกลุ่มคนในลานเรือนหลายประโยค ในที่สุดก็เตรียมจากไป ขณะที่กลุ่มคนต่างลอบโล่งอก ฝ่าบาทกลับหันหน้ามาอีกคราและถามเฟิ่งปิงที่คุกเข่าบนพื้นว่า “ดูเหมือนน้องสี่จะไม่สบาย ไม่รู้ว่าเมื่อวานไปพบเจอผู้ใดมา”
เฟิ่งปิงหลุบตาลง ขบฟันบนกับฟันล่างจนรู้สึกเจ็บ
ฝ่าบาทยิ้มอย่างใจกว้างอีก “เจ้ากับเผยอวิ่นวั่งเคยเป็นสามีภรรยากัน ไม่ได้พบหน้ากันนานแล้วจึงข่มอารมณ์ไม่อยู่ เราเข้าใจได้ แต่บัดนี้ถึงอย่างไรเขาก็เป็นอัครมหาเสนาบดีของเรา เจ้าอย่าลักพาตัวเขาไปเหลาโจวก็แล้วกัน”
คำพูดนี้ทำให้ลานเรือนที่มีหิมะโปรยปรายตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง
ไม่มีผู้ใดกล้าขยับ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำ เฟิ่งปิงคุกเข่าตัวตรง แม้แต่คำว่า ‘ข้าน้อยมิกล้า’ ก็พูดไม่ออก สายลมที่แฝงเศษหิมะเหมือนตบใบหน้าของเขาหลายฉาด นำมาซึ่งความเจ็บปวดอันเย็นเยียบ เบื้องหน้าของเขาปรากฏภาพซ้อน
เขาแบ่งสติส่วนหนึ่งมาครุ่นคิดว่าตนเองทำผิดไปแล้วใช่หรือไม่ ไม่ควรไปมอบของขวัญให้เผยตันใช่หรือไม่…เพียงเขายุ่งเกี่ยวกับคนผู้นั้นก็จะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวในทันที
หลี่เฟิ่งเทาแย้มยิ้มแล้วเดินไปด้านนอก จากนั้นหยวนจิ่วหลินรองผู้บัญชาการฝ่ายกิจการราชวังจึงเตรียมไปพยุงเฟิ่งปิงขึ้นมา แต่กลับได้ยินฝ่าบาทกระชากเสียงเอ่ยว่า “เขาชอบคุกเข่าก็ให้เขาคุกเข่าไป”
หยวนจิ่วหลินรั้งมือกลับทันทีราวกับถูกฟ้าผ่า
โอรสสวรรค์เสด็จกลับวัง ทูตในจวนต่างออกไปส่งเสด็จ ตอนที่กลับมาก็ยังเห็นเฟิ่งปิงคุกเข่าอยู่ในลาน
เฉินฉิวอยู่ท่ามกลางฝูงชน อยากเข้าไปพูดอะไรสักหน่อย แต่กลับถูกคนที่ด้านข้างดึงแขนเสื้อเอาไว้ “นั่นคือพระบัญชา”
ในที่สุดเฉินฉิวก็เพียงแค่เดินผ่านข้างกายเฟิ่งปิงไปเงียบๆ
กลางดึก ในที่สุดชุนสือก็สบโอกาสลอบนำข้าวชามหนึ่งมาส่งให้เฟิ่งปิง บนข้าวโปะด้วยมันเทศต้มหั่นชิ้น
เฟิ่งปิงคุกเข่าจนสองขาสูญเสียความรู้สึกไปแล้ว พลบค่ำยังเริ่มมีหิมะตกลงมาปกคลุมบนร่างเขาหลายชั้นจนตัวเขาแทบจะจมลงไป ขณะเขาพุ้ยข้าวเงียบๆ ชุนสือจึงถือไม้ขนไก่มาปัดหิมะบนร่างเขาออกไปอย่างระมัดระวัง เช่นนี้จึงมีฝนหิมะร่วงกราวลงมาอีก ทำให้ชุนสือร้องไห้ออกมาท่ามกลางฝนหิมะ
“ล้วนต้องโทษข้า ทั้งหมดนี้จะไม่โทษข้าได้หรือ…” ชุนสือเอ่ยอย่างโศกเศร้า “หากไม่ใช่เพราะข้ายุ่งเรื่องชาวบ้าน เดิมทีท่านกับอัครมหาเสนาบดีเผยก็ไม่มีทางพบหน้ากัน…”
“เป็นเคราะห์ที่หลบไม่พ้น” สุ้มเสียงของเฟิ่งปิงแหบพร่าราวกับเครื่องสายขาด
เผยตันอาจเป็นเคราะห์ภัยในชีวิตเขา
ฝ่าบาทกำลังเตือนเขาว่าอย่าเข้าใกล้อัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน อย่าบังเกิดความกระหายอำนาจที่ไม่ควรมี และอย่าอาศัยเรื่องราวอันน่าหลงใหลในอดีตเหล่านั้นมายั่วยวน
เขาไม่มีทางพบเผยตันอีกแล้ว เดิมทีก็ไม่ควร เขากระชับชุดคลุมบนร่างแน่นขึ้นทับซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่า แต่น้ำจากหิมะที่ละลายกลับยังคงไหลลงมาตามท้ายทอย ไหลผ่านแผ่นหลังซึมเข้าหัวใจของเขา ชุนสือนำยาและชาร้อนมาให้ เวลาผ่านไปถึงช่วงกลางดึกเฟิ่งปิงก็เกิดไอขึ้นมาอีก เขาตกอยู่ในภวังค์ คิดว่าตนยังอยู่บนเตียงจึงยื่นมือคิดจะหยิบจอกชา แต่กลับคว้าถูกหิมะเย็นเยียบเต็มมือ กระตุ้นจนเขาได้สติขึ้นมา ยามนั้นดวงจันทร์เหนือลานเรือนค่อยๆ เว้าแหว่งแล้วโค้งเล็กน้อยเหมือนกับรอยยิ้มแสนเย็นชา
หลังวันแรกผ่านไป จึงเป็นวันที่สองและวันที่สาม
การดูแลของชุนสือโจ่งแจ้งขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับว่าขุนนางในจวนที่พักเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเฟิ่งปิงดี ฝ่าบาทอาจลืมไปนานแล้วว่าตนเองเคยมีรับสั่งเช่นนี้ แต่ก็ไม่อาจให้ ‘น้องสี่’ ของฝ่าบาทคุกเข่าจนตายไปจริงๆ
ตัวเฟิ่งปิงนั้นกำลังครุ่นคิดว่าจะมีคนที่คุกเข่าจนตายจริงหรือ หัวเข่าอันเปราะบางทั้งสองจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของคนได้จริงหรือ
เที่ยงวันที่สาม ระหว่างเหล่าทูตต่างนอนกลางวัน ชุนสือก็ลอบเข้ามาอย่างลับๆ อีกครั้ง ครั้งนี้เขายังพาคนผู้หนึ่งมาด้วย
นั่นก็คือเฉินฉิว
เฉินฉิวทอดมองรอบด้าน จากนั้นย่อตัวลงยื่นของว่างให้เขาพลางถอนหายใจเอ่ยว่า “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าคิดว่าท่านควรทราบ”
เฟิ่งปิงเหลือบตาขึ้น แสดงความตื่นเต้นตามมารยาท ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือด หนาวจนสีหน้าชาด้าน แต่กลับปรากฏชีวิตชีวาเสมือนวาระสุดท้าย
“วันนี้คือวันเกิดอัครมหาเสนาบดีเผย” เฉินฉิวเอ่ย “ฝ่าบาทจะพระราชทานสิ่งของให้เขา แต่เขากลับถวายฎีกาขอรับโทษเสียก่อน บอกว่าตนดูแลเรื่องในบ้านไม่ดี ทำให้ราชสำนักเสื่อมเสีย ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษ”
เฟิ่งปิงสำลักออกมา ชุนสือก็รีบยกน้ำมาให้เขา
ดูแลเรื่องในบ้านไม่ดีหรือ ช่างน่าขันจริงๆ
“ฝ่าบาทกลับมิได้ลงโทษเขา เพียงแค่หยอกล้อไม่กี่ประโยค บอกว่าอัครมหาเสนาบดีเผยคิ้วงาม”
คิ้วงามคือการพาดพิงเรื่องราวในสมัยราชวงศ์ฮั่นที่จางฉ่างเขียนคิ้วให้ภรรยา จางฉ่างเป็นผู้ว่าการนครหลวง เคยถูกกล่าวโทษด้วยเรื่องวาดคิ้วให้ภรรยาว่าไม่ใส่ใจกิจในเรือนและประพฤติตัวไม่เหมาะสม ชุดกระโปรงที่เฝิงเฉิงส่งมอบก่อให้เกิดความวุ่นวายในสามฝ่าย แต่เผยตันแบกรับความผิดด้วยตัวเอง เปลี่ยนคดีความเป็นเรื่องส่วนตัว นับเป็นกลยุทธ์การถอนตัวประเภทหนึ่งที่ใช้ได้เช่นกัน
“อัครมหาเสนาบดีเผยทำเช่นนี้ อีกไม่นานฝ่าบาทก็คงให้อภัยท่านแล้ว” เฉินฉิวดูเขากินจนเสร็จจึงเก็บกล่องของว่างแล้วลุกขึ้น ทั้งยังเอ่ยกับชุนสือว่า “หลบไปก่อนจะดีกว่า”
ชุนสือเฉลียวฉลาด ตอนบ่ายจึงไม่โผล่หน้ามาอีก ขุนนางในจวนที่พักมาส่งเฟิ่งปิงกลับห้องนอนด้วยความเคารพนอบน้อมตามคาด เฟิ่งปิงยืนไม่ไหวแล้ว ได้แต่นอนดื่มน้ำแกงอยู่บนเตียง พอห่มผ้าห่มจึงรู้สึกถึงความเย็นเสียดกระดูก ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากเขียวคล้ำ ชุนสือตื่นตระหนก เพิ่มปริมาณยาให้เขา หลังต้มเสร็จจึงมาตรวจดู แต่นายท่านกลับหลับไปอีกแล้ว
เฟิ่งปิงอดหลับอดนอนมาอย่างหนัก แต่เขาก็มิได้หลับสนิท งีบเพียงสองชั่วยาม* พอถึงยามพลบค่ำในลานเรือนมีเสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นมา เขาลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”
ชุนสือเช็ดเหงื่อบนเครื่องนอนให้เขาโดยไม่พูดอะไร
เฟิ่งปิงรวบรวมสมาธิสดับฟัง พอได้ยินคำพูดอย่างเช่น ‘หอซีฮุย’ กับ ‘ย่านเซิ่งเย่’ จึงเข้าใจ “งานเลี้ยงวันเกิดของเผยตันสินะ”
ชุนสือขุ่นเคืองใจ “เขาเชิญท่านทูตทั้งแคว้นไป ใหญ่โตยิ่งนัก!”
เด็กน้อยเอ๋ย หลังผ่านครั้งนี้ไป อย่างไรก็ไม่มีทางพูดดีเกี่ยวกับเผยตันอีกแล้ว เฟิ่งปิงบีบใบหน้าของเขาอย่างขบขัน โดยที่ชุนสือนั้นก็จำต้องยอมรับ
“รอพวกเขาไปกันหมดแล้ว” เฟิ่งปิงเอ่ยเสียงอ่อนโยน “พวกเรานายบ่าวค่อยดื่มให้เต็มที่ เป็นอย่างไร”
ชุนสือเบิกตาด้วยความประหลาดใจ จากนั้นลดสุ้มเสียงเอ่ยว่า “ร่างกายของท่าน…”
“ข้ากำลังจะดื่มสุราเพื่อช่วยให้นอนหลับ” เฟิ่งปิงเอ่ย “ไม่เช่นนั้นจะอ่อนเพลียเกินไป”
คิดจะทำก็ทำ ชุนสือได้ยินเสียงพูดคุยด้านนอกค่อยๆ เบาลง คาดว่าผู้คนคงไปร่วมงานเลี้ยงหมดแล้ว ตนเองจึงลอบออกจากประตูไปซื้อเนื้อวัวมาครึ่งจิน* และสุราเหลืองอีกหนึ่งจินที่ตลาดกลางคืน จากนั้นหิ้วกลับมาด้วยความดีใจ จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ในโถงเล็กนอกห้องนอนเฟิ่งปิง ก่อนดึงจุกสุราชุนสือยังวิ่งไปใต้หน้าต่าง พนมมืออธิษฐานกับดวงจันทร์ว่า “ขอให้ชาตินี้นายท่านของพวกเราไม่พบตัวซวยแซ่เผยอีก”
เฟิ่งปิงหัวเราะตัวโยน “เจ้านี่กลับคำเร็วจริงๆ”
“ที่ผ่านมา…มีเรื่องวุ่นวายมากเพียงนั้น ข้ายังไม่เคยอาฆาตเขาเช่นนี้” ชุนสือพึมพำ “บัดนี้คิดดูแล้วท่านกับเขาอาจไม่เหมาะสมกันจริงๆ ชะตาแปดอักษร** ข่มกันก็เป็นได้”
เฟิ่งปิงเอียงศีรษะครุ่นคิด “ข้าจำได้ว่าชะตาแปดอักษรของเขาคือเกิงอู่ จี่โฉ่ว เกิงเฉิน อู้อิ๋น…พวกเราเคยคำนวณชัดๆ…”
ชุนสือกุมศีรษะตะโกนว่า “เลิกคิดได้แล้วๆ!”
หลังดื่มสุราเหลืองเข้าไปนิดหน่อยเฟิ่งปิงก็เริ่มเมาแล้ว ใบหน้าแดงเรื่อ สายตาเคลื่อนไหวเปลี่ยนไป แล้วก็พลันยิ้มเยาะออกมา แม้ร่างกายจะเจ็บปวดหลายจุด แต่สภาพจิตใจกลับเบาสบายขึ้นมาก คืนนี้อาจนอนหลับได้สนิท
เมื่อถึงกลางดึก ชุนสือเก็บถ้วยชามและตะเกียบไปหมดแล้ว เฟิ่งปิงเปิดประตูให้และมองดูอีกฝ่ายเดินไปที่ห้องครัว ต้นอู๋ถงในลานเรือนแผ่กิ่งก้านสาขาไปยังท้องฟ้า หิมะที่สะสมใต้ต้นไม้ยังคงเป็นหลุมตื้นๆ อยู่ มันคือร่องรอยซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เขาคุกเข่าติดกันสองวัน
เขาเกาะขอบประตูเอาไว้ ลมราตรีที่พกพามาซึ่งเกล็ดหิมะพัดผ่านชายเสื้อ เขาควรนอนได้แล้ว มิฉะนั้นทูตเหล่านั้นจะกลับมาเสียก่อน
“ท่านยังสบายดีหรือไม่”
สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหันและคลุมเครือ
เฟิ่งปิงตกตะลึง พอหันหน้าไปกลับพบว่าเป็นเผยตัน เขาถูกหิมะปกคลุมทั่วร่าง ยืนอยู่นอกลานเรือน จากนั้นก็เดินหน้าอีกหลายก้าว
“รีบเข้าไปในห้อง” เขาเอ่ย “หิมะจะตกหนักแล้ว”
ความห่วงใยในน้ำเสียงของเขาฟังดูปกติและเป็นธรรมชาติ เหมือนหากว่าเฟิ่งปิงทำหน้าบึ้งตึงในยามนี้ นั่นเท่ากับว่าเป็นการไม่เห็นคุณค่าผู้อื่น เฟิ่งปิงถอยหลังหนึ่งก้าว เก็บตนเองเข้าไปในเงามืดหลังประตู
เผยตันเดินไปข้างหน้าอย่างเร่งร้อน เขาสวมชุดสีแดงสะดุดตา ทั้งยังคล้ายดื่มสุรามา เผยความสวยงามของริมฝีปากแดงฟันขาวภายใต้ทิวทัศน์ยามค่ำคืน เป็นชายในฝันของหญิงสาวมากมาย เขาจ้องเฟิ่งปิงเอาไว้ ในดวงตามีม่านหมอกแห่งความเมามายฉายอยู่ แต่ไม่ได้ระวังบนพื้นดิน สุดท้ายกลับสะดุดตรงหน้าประตูห้องนอนของเฟิ่งปิง
…ที่แท้เป็นร่องน้ำใต้ทางเดินทำให้เขาสะดุด เขาถลาไปข้างหน้า ล้มหน้าคะมำไปบนพื้นหิมะดังตึง
เฟิ่งปิงอยากหัวเราะ แต่กลั้นเอาไว้
เขายืนรอให้เผยตันลุกขึ้นมาเอง
เผยตันใช้มือยันพื้น ปัดหิมะเปื้อนดินบนร่างออก ขณะลุกขึ้นพบว่าขาซ้ายกะเผลกเล็กน้อย
เขาจึงก้าวข้ามร่องน้ำสายนั้น กะโผลกกะเผลกเข้าใกล้เฟิ่งปิงอย่างไม่หลบเลี่ยงด้วยความมึนเมาเสมือนเดิมพันหมดหน้าตัก
คืนนี้หอซีฮุย ย่านเซิ่งเย่มีแขกเหรื่อเนืองแน่น
เมื่อกลางวันอัครมหาเสนาบดีเผยเพิ่งก่อเรื่องตลกอย่าง ‘คิ้วงาม’ ไป แต่บัดนี้เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีแดงทอง ยิ้มพลางเดินไปดื่มสุราพูดคุยในงานเลี้ยง หน้าตาสดใสเหมือนไม่มีเงามืดใดๆ แม้แต่น้อย ในใจผู้สูงศักดิ์ที่มีบุตรีต่างผ่อนคลายขึ้นมา นี่คือจ้วงหยวนแห่งราชวงศ์ก่อนและเป็นอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน ซ้ำยังหนุ่มถึงเพียงนี้ น่ามองถึงเพียงนั้น! หากกล่าวถึงประวัติเสื่อมเสียที่ใหญ่ที่สุดของเผยตันก็คือเคยหย่าร้างกับบุรุษผู้หนึ่ง อีกด้านหนึ่งเรื่องนี้อาจอธิบายได้ว่าเขายังรู้สึกว่าสตรีดีกว่า…
แขกเหรื่อทั้งหมดต่างนั่งลง บรรดาทูตหัวเมืองที่เขาเชิญก็มากันเกือบครบแล้ว เขาทอดมองเนิ่นนานกลับไม่เห็นเฟิ่งปิงหรือเด็กรับใช้นามว่าชุนสือ การถวายฎีกาในวันนี้เขาสิ้นเปลืองความคิดไปไม่น้อยเลย ทั้งยังจัดเตรียมคนไว้หลายคนเพื่อสนับสนุนเขาในที่ประชุม เขาคิดว่าฝ่าบาทควรให้อภัยเฟิ่งปิงแล้วจึงจะถูก
หลังจากที่เฟิ่งปิงจากไป นี่คือวันเกิดครั้งที่ห้าของเขา ทุกปีเขาล้วนจะจัดงานใหญ่โต วันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบเอ็ดอากาศมักจะเย็นจัด เขาจะให้แต่ละจุดในเหลาสุราจุดโคมอายุยืน เผาถ่านเส้นเงิน* คณะดนตรีที่ยืมมาจากกองงานสังคีตต้องร้องรำทำเพลงไม่หยุดตลอดคืน ซ้ำเขายังเหมาห้องด้านหลังของเหลาสุราเอาไว้ หากแขกเหรื่อเหนื่อยแล้วก็สามารถพักผ่อนในโลกอันอบอุ่นนี้ เขาคือคนที่ชอบความคึกคัก ชอบความสดใส และยังชอบความเหลวไหลอีกด้วย
แต่ในอดีต สามปีที่อยู่ด้วยกันกับเฟิ่งปิง เขาไม่ได้ฉลองวันเกิดเช่นนี้ ตอนอายุสิบแปดปีเฟิ่งปิงพาเขาไปยังที่ราบเล่อโหยว ดูดวงดาวกลางทุ่งเป็นเพื่อนเขา รุ่งเช้าตื่นขึ้นยังจับปลามาย่างให้เขากิน สุดท้ายกลับกินจนท้องเสีย จำต้องจ้างรถม้ากลับมาหาหมอ ตอนอายุสิบเก้าปี เดิมเฟิ่งปิงได้รับราชโองการให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ชานเมืองหลวง จึงสั่งให้บริวารส่งโคมแก้วเจ็ดสีใบหนึ่งมาให้เขา เผยตันได้รับของขวัญแล้วก็ควบม้าไปยังประตูเมือง รอจนกระทั่งถึงตอนที่ประตูเมืองกำลังจะปิด ในที่สุดเฟิ่งปิงก็ปรากฏกาย เขาอุ้มเฟิ่งปิงขึ้นมานั่งอยู่หน้าตน พาอีกฝ่ายวิ่งตะบึงทั่วเมืองฉางอันยามค่ำคืน สุดท้ายถูกลงโทษลดเงินเบี้ยหวัดสามเดือนและทบทวนความผิด ต่อมาตอนอายุยี่สิบปี วันทำพิธีสวมหมวก* ถูกกำหนดให้จัดขึ้นในเดือนสามตามคำพยากรณ์ วันเกิดจึงถูกเลื่อนให้ตรงตามนั้นด้วยเช่นกัน พวกเขากลับคฤหาสน์สกุลเผยที่เหอตงด้วยกัน ให้ผู้อาวุโสในตระกูลทำพิธีสวมหมวกให้ เขารู้สึกว่าในที่สุดตนก็เป็นผู้ใหญ่แล้วจึงจูงมือของเฟิ่งปิงไปไหว้บรรพบุรุษ แต่กลับถูกท่านอาสามถือไม้กวาดไล่ออกมา
นามรองของเขานั้นเฟิ่งปิงเป็นคนตั้งให้ ตอนนั้นพวกเขาให้เขารออยู่นอกประตู ใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวันจึงตัดสินใจใช้คำว่า ‘อวิ่นวั่ง’ เขายังเข้าใจไปว่าเป็นชื่อที่เหล่าผู้อาวุโสระดมความคิดจากทุกคนเสียอีก กระทั่งหลังหย่าร้าง ไม่รู้ว่าลุงอู๋ไปเอาตำรารวบรวมคำสัมผัสเล่มหนึ่งมาจากที่ใด ด้านในเต็มไปด้วยลายมือหวัดและวงกลม โดยเฉพาะคำที่มีอักษร ‘วั่ง’ ทั้งยังใช้หมึกสีแดงวงกลมคำว่า ‘อวิ่นวั่ง’ เอาไว้ เขาจำลายมือของเฟิ่งปิงได้ อ่อนโยนหนักแน่นแต่ก็ซ่อนความเย็นชาที่จะไม่หันหลังกลับเอาไว้ เหมือนเช่นตอนที่พวกเขาหย่าร้างกัน เฟิ่งปิงถึงขั้นตอบตกลงอย่างสงบโดยไม่ได้ถามเพิ่มอีกแม้แต่ประโยคเดียว
เขาควรนึกได้ว่าเฟิ่งปิงคือคนที่โต้เถียงไม่เป็น
บนร่างหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย เป็นลุงอู๋เพิ่มเสื้อคลุมกันลมให้เขาอีกหนึ่งตัว เขาจึงค่อยได้สติกลับมาแล้วพบว่าตนเดินมาถึงระเบียงด้านนอกเหลาสุราตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ จันทร์เสี้ยวที่ยังหลงเหลืออยู่หลังหิมะตกนั้นเย็นเยือกยิ่งนัก แสงจันทร์อันบริสุทธิ์สาดส่องไปหมื่นหลี่ แต่กลับไม่เหลียวแลเขาเลยแม้แต่น้อย
“ข้าควรไปดูเขาหน่อย” เผยตันเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ได้ยินว่าเขาคุกเข่ามาสองคืนแล้ว”
ลุงอู๋กล่าว “เมื่อบ่ายมีราชโองการส่งไป ให้เขาไม่ต้องคุกเข่าแล้ว”
“ร่างกายของเขาจะรับไหวได้อย่างไร อากาศเย็นเช่นนี้”
“เขาอาจพักผ่อนแล้ว”
เผยตันนิ่งเงียบ
“เดิมทีข้าเชิญเขามาด้วย” สุ้มเสียงของเขาเบากว่าเดิม เหมือนเด็กที่กำลังน้อยใจ “หากมิใช่เพราะฝ่าบาทปั่นป่วน คืนนี้เขาอาจจะมา ทูตทั่วทั้งแผ่นดินต่างอยู่ที่นี่…”
ลุงอู๋มองเขาเงียบๆ พักหนึ่งก่อนถอนหายใจ
บางทีการที่เฟิ่งปิงไม่มาก็อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ แต่กลับกลายเป็นให้ความหวังแก่เผยตัน
เขามักเป็นเช่นนี้ ดื้อรั้นอย่างมาก มักทำตามความเห็นอันดื้อดึงของตนเองไปจนสุดทาง
เผยตันเอาหน้าซุกในฝ่ามือแล้วสูดลมหายใจ สรรพสิ่งล้วนเลือนราง เขาสวมเสื้อคลุมเดินไปด้านใน แขกเหรื่อบางคนกลับไปแล้ว ส่วนคนที่เหลือหากมิใช่ชนจอกพูดจาเมามายก็หลับไปจนถูกบ่าวรับใช้แบกไปยังห้องรับรองแขกที่อยู่ด้านหลัง เผยตันเองก็ดื่มสุราไปไม่น้อย ใบหน้าแดงเรื่อ เขายืนอยู่หน้าประตูห้องโถงที่ประดับด้วยผ้าหลากสีและโคมไฟ พักหนึ่งพลันหันกายมา “ข้าจะไปดูเขา”
ลุงอู๋ขวางเขาไม่อยู่ เขาจูงม้าของตนออกมาจากด้านหลังเหลาสุราแล้วขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็แกว่งแส้ เสียงกีบเท้าม้าดังก้องท่ามกลางความมืดมนอนธการ บัดนี้เขาเป็นอัครมหาเสนาบดีแล้ว ต่อให้รบกวนการนอนของคนอื่นก็คงไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวโทษ
อากาศยามค่ำคืนเย็นเฉียบดุจสายน้ำ เขาได้กลิ่นสุราโชยออกมาจากร่างของเฟิ่งปิงที่อยู่ตรงข้าม
เฟิ่งปิงคงถูกเขาทำให้ตกใจแทบแย่ ก่อนหน้านี้เขาทำให้เฟิ่งปิงถูกลงโทษสองวันสองคืน เมื่อคิดเช่นนี้เขาจึงอดมิได้ที่จะเดินหน้าเข้าไปหา เงาร่างของเฟิ่งปิงราวกับภาพฝัน เหมือนฟองเจ่าโต้ว* ที่ปรากฏขึ้นชั่ววูบในความฝัน เขากำลังคิดยื่นมือออกไป…
แต่กลับสะดุดเข้ากับร่องน้ำ
ขาซ้ายเจ็บปวดยิ่งราวกับกระดูกเคลื่อนตำแหน่งอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเขามีความมุ่งมั่นก็จะลืมความเจ็บปวดของร่างกาย เขาเดินหน้าเข้าไป กระทั่งบีบต้อนเฟิ่งปิงเข้ามุม
เฟิ่งปิงรีบไปปิดประตู หันหน้ามาด่าว่า “ท่านโดนของมาหรือ!”
เผยตันนั่งลงข้างโต๊ะอย่างไม่ไยดี เห็นสุราเหลืองที่เปิดจุกแล้วขวดนั้นจึงยิ้มพลางเอ่ยว่า “ท่านดื่มไปเท่าไรแล้ว”
แต่เฟิ่งปิงเอ่ยเพียง “ท่านไปให้พ้น”
เผยตันกลับมองไปที่เขา “สุราองุ่นของหอซีฮุย ว่ากันว่าเป็นเครื่องบรรณาการของซีเหลียงโจว ถูกพ่อค้าต่างแดนขายให้หอซีฮุย วันนี้ข้าถามทูตของซีเหลียงโจวแล้ว เขาบอกว่ารสชาติกลมกล่อม…”
เฟิ่งปิงเก็บสุราเหลืองบนโต๊ะไปแล้ว “สามมหาเสนาบดีค้ำจุนใต้หล้า ผู้สูงศักดิ์ย่อมควรดื่มสุราชั้นสูง”
ในอดีตใช่ว่าเขาจะไม่เคยดื่มสุราที่ถวายเป็นบรรณาการ หรือไม่เคยได้ลิ้มรสความรุ่งเรืองโอ่อ่าของชนชั้นสูงมาก่อน แม้เขาจะไม่ได้รับความโปรดปรานอีก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นโอรสของฮ่องเต้ ชีวิตความเป็นอยู่ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาย่อมไม่อาจเทียบกับชาวบ้านทั่วไปได้
เขาไม่อยากพูดมากเกินไป เพราะยามที่อยู่ต่อหน้าเผยตัน ยิ่งพูดมากก็คล้ายว่าจะผิดมาก ความจริงแค่สุราองุ่นของหอซีฮุยนั่นจะมีอะไรแปลกประหลาดกัน
เผยตันมองท่าทางของเขา รอยยิ้มค่อยๆ จางไปแต่ใบหน้ากลับแดงเรื่อ ทันใดนั้นก็เอ่ยปากว่า “ท่านมีสตรีที่เหลาโจวแล้วหรือ ท่านแต่งภรรยาแล้วอย่างนั้นหรือ”
“อะไรนะ” เฟิ่งปิงตกตะลึง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นเอ่ยด้วยโทสะ “เผยอวิ่นวั่ง ท่านสะกดรอยข้า!”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าเขาถึงเข้ามาหาข้าที่หน้าโรงหมอสกุลหวง!
เผยตันเอามือข้างหนึ่งรองศีรษะ นัยน์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย หัวเราะเบาๆ “ท่านยังแต่งภรรยาได้จริงหรือ ข้าไม่เชื่อ ท่านจะทำให้สตรีพึงพอใจได้?”
เฟิ่งปิงยืนอยู่กลางห้อง ความร้อนของสุราที่ดื่มลงไปเมื่อครู่สลายไปแล้ว ขณะนี้มือเท้าของเขาเย็นเฉียบ
เผยตันจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง พลันหันหน้าไปอีก “เฉินฉิวผู้นั้น ท่านคิดว่าเป็นคนดีหรืออย่างไร ก็แค่คุณชายที่รักสนุกจนเคยชินเท่านั้น ซ้ำนิสัยยังขี้ขลาดไม่ยอมก้าวหน้า พูดแค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้เขาขวัญหนีดีฝ่อแล้ว…ข้าขอเตือนท่านว่าอย่าอยู่ใกล้เขามากเกินไป”
“ท่านมีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับข้า” สุ้มเสียงของเฟิ่งปิงเย็นเยียบ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำพูดที่แรงที่สุดที่เขาจะเอ่ยออกมาได้แล้ว “ท่านทำร้ายข้ามาครึ่งชีวิตแล้ว บัดนี้ยังจะมาหลอกหลอนกันอีกหรือ”
เผยตันมิได้ตอบเขา
ต่อให้ยามนี้ตัวเขาเป็นเพียงวิญญาณพยาบาทก็ต้องมาหลอกหลอนเฟิ่งปิงแน่นอน ทว่าเขาไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นอัครมหาเสนาบดีที่อยู่ต่ำกว่าคนผู้เดียว อยู่สูงกว่าคนนับหมื่น เขารู้ว่าหากตนเองต้องการ เฟิ่งปิงไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของเขาได้
แต่เขาเองก็รู้สึกหดหู่อยู่บ้าง
เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตนกำลังทำผิดซ้ำผิดซาก ล่องลอยไปตามกระแสธารแห่งความผิดพลาดเช่นนั้น
เขาควบคุมตนเองที่เมามายไม่ได้แล้ว เขาไม่ควรมาเลยจริงๆ
“ท่านอย่า…” เขาเอ่ยปากอย่างเฉื่อยชา “ท่านอย่าโกรธเลย ฝ่าบาททรงทราบแล้วว่าพวกเรายังมีเยื่อใย…เป็นข้า เป็นข้าเองที่ยังมีเยื่อใยต่อท่าน…คดีของเฝิงเฉิงจึงจบลงเพียงเท่านี้ บัดนี้จ้าวอ๋องค่อนข้างได้รับความชมชอบ ซ้ำองค์รัชทายาทยังเด็กเกินไป เมื่อท่านกลับมาฉางอัน สถานการณ์จึงซับซ้อนขึ้น ฝ่าบาทไม่มีทางแตะต้องท่านโดยง่ายแน่นอน ปัญหาของฝ่าบาทอยู่ที่ความลังเล…หลายปีมานี้ที่จริงแล้วข้าอยากล้างมลทินให้ท่านมาตลอด…”
เฟิ่งปิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนต้องมาฟังปีศาจสุราวิเคราะห์สถานการณ์ในราชสำนักให้ฟัง แต่เผยตันกลับโน้มตัวมาข้างหน้า ยื่นมือมาจับมือของเขาเอาไว้
เฟิ่งปิงตกใจจนอยากสะบัดออก แต่กลับถูกอีกฝ่ายจับไว้แน่นกว่าเดิม มือของคนผู้นี้ร้อนระอุ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดจนต้องไอออกมาไม่หยุด เขาหันหลังไป อาการไอทำให้แผ่นหลังของเขาโค้งลงจนตัวแทบงอ ลมหายใจสกปรกเฮือกหนึ่งติดค้างอยู่ในลำคอ ทำอย่างไรก็ไอไม่ออก กระแสลมอันขมขื่นบาดหลอดลมจนแทบขาด
เผยตันลนลานขึ้นมา เขารีบปล่อยมืออีกฝ่ายแล้วหมายจะไปหาน้ำชา แต่กลับลืมไปว่าตนเองขาเจ็บ พอเท้าซ้ายบิดไปเล็กน้อย ร่างของเขาก็เสียหลักล้มลงบนพื้นอีกครั้ง
ขาของเขาขยับไม่ได้ เจ็บจนต้องแยกเขี้ยว แต่เฟิ่งปิงกลับไม่สนใจเขา เดินไปเปิดประตูเปล่งเสียงเรียกแหบพร่าว่า “ชุนสือ!”
ชุนสือไม่มาเสียที เรือนทั้งหลังเงียบสงัดเหมือนตาย เฟิ่งปิงร้อนรนขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่ได้หลับสนิทมาสองวันแล้ว ร่างกายตึงเครียดถึงขีดสุด จึงได้แต่ย้อนกลับมาเงียบๆ ด้วยดวงตาแดงก่ำ จากนั้นก็ย่อตัวลงเบื้องหน้าเผยตันแล้วจับขาของเขาเอาไว้
เผยตันมองดูเขา ก่อนเอ่ยเบาๆ เหมือนซาบซึ้งว่า “พี่สี่”
เฟิ่งปิงสีหน้าเย็นชา จับกระดูกขาซ้ายของอีกฝ่ายให้เข้าที่จนเกิดเสียงดังกึกติดต่อกันสามครั้ง
เผยตันไม่มีแรงพูดส่งเดชอีกแล้ว ศีรษะพิงไปกับผนัง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ เหงื่อกาฬไหลรินลงมา แม้เจ็บจนถึงขีดสุดแต่เขากลับมิได้ส่งเสียงร้อง เพียงแค่มองดูเฟิ่งปิงเงียบๆ
หน้าต่างเปิดแง้มอยู่ให้แสงจันทร์สลัวส่องเข้ามา ทำให้ใบหน้าของเฟิ่งปิงราวกับเซียนที่ไร้ความรู้สึก
แต่เขาไม่ค่อยเหมือนกับเมื่อหลายวันก่อนแล้ว เมื่อหลายวันก่อนขณะที่เขาบอกว่าไม่ได้แค้นตนนั้นท่าทางยังดูสงบดี แต่ตอนนี้สีหน้าของเขากลับแฝงไว้ด้วยโทสะ ในดวงตาสะท้อนเงาร่างของเผยตันออกมา
เผยตันไม่กล้าไปจูงมือของเขาแล้ว เพียงจ้องมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่สี่ ข้าเอ่ยคำพูดที่ไม่สมควร ท่านอย่าได้โกรธเคือง…”
มีเงาเล็กยาวสายหนึ่งค่อยๆ คืบคลานขึ้นบนใบหน้าของเฟิ่งปิง
เผยตันตะลึง พลันกอดเฟิ่งปิงพุ่งล้มลงกับพื้นโดยไม่แม้แต่จะคิด!
เฟิ่งปิงตอบสนองไม่ทัน ได้ยินเพียงเสียงหนึ่งแหวกฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็ว หลังศีรษะของเขาถูกเผยตันยื่นมือมาป้องกันเอาไว้ขณะที่ร่างกายล้มหงายหลัง “ท่านเป็นบ้าอะไร!”
เขาดิ้นรนสุดชีวิต คาดไม่ถึงว่าเผยตันจะไม่ต่อต้านจนถูกเขาผลักออกไปแล้ว
ต่อจากนั้นเฟิ่งปิงก็พบว่าตรงอกเสื้อของตนที่สัมผัสกับเผยตันล้วนเป็นโลหิตสด ใบหน้าจึงพลันขาวซีด เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าบนเสื้อสีแดงของเผยตันจะมองร่องรอยอะไรไม่ออก แต่กลับเห็นลูกเกาทัณฑ์ที่สั้นและเล็กดอกหนึ่งปักเข้าไปในหัวไหล่ของเขาตรงๆ เกือบแทงทะลุกระดูกไหล่ของเขา
* หมู่เฟย แปลว่ามารดาผู้มีตำแหน่งเฟย
* ชั่วยาม เป็นหน่วยนับเวลาของจีน เทียบได้กับเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
* จิน หรือชั่งจีน เป็นหน่วยชั่งของจีนที่ยังนิยมใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน โดยหนึ่งจินเท่ากับน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม
** ชะตาแปดอักษร เป็นศาสตร์การทำนายดวงชะตาของจีน เรียกอีกอย่างว่า ‘สี่แถว’ โดยการนำวันเดือนปีเกิดตามตารางแผนภูมิสวรรค์ทั้งสิบที่เรียกว่า ‘กิ่งฟ้า’ และจักรราศีทั้งสิบสองของจีนเรียกว่า ‘ก้านดิน’ มาจับคู่ทำนายชีวิตในด้านต่างๆ แต่โดยมากนิยมใช้ผูกดวงดูชะตาของคู่ชายหญิง
* ถ่านเส้นเงิน คือถ่านคุณภาพสูงชนิดหนึ่งที่ใช้ในวังหรือในบ้านเรือนผู้มีฐานะ
* ชายจีนที่อายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ในสมัยโบราณจะต้องผ่านพิธีสวมหมวกเพื่อแสดงถึงการบรรลุนิติภาวะเป็นผู้ใหญ่
* เจ่าโต้ว (ถั่วอาบน้ำ) เป็นสบู่สมัยโบราณ ทำจากตับอ่อนของหมูบดละเอียดผสมผงถั่วและเครื่องหอม นำมาตากแห้งแล้วใช้ถูตัวช่วยขจัดคราบสกปรกและบำรุงผิวพรรณ
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



