ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 5-6 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 5-6 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1

ผู้เขียน :  ฝูหลี (符黎)

แปลโดย : Bou Ptrn

ผลงานเรื่อง : 望春冰 (Wang Chun Bing )

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

  

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 5

เห็นแดงเป็นเขียว*

 

นอกหน้าต่างพลันมีเสียงตะโกนดังขึ้น “โจรชั่ว หยุดนะ!” เฟิ่งปิงรับรู้ได้ว่านั่นคือเสียงของลุงอู๋บ่าวชราของบ้านเผยตัน จากนั้นก็มีเสียงโลหะกระทบกันเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกล คล้ายกำลังต่อสู้โรมรันพันตูอยู่รอบลานด้านหลังของจวนนี้

เผยตันมิได้สลบ แต่สติของเขาคล้ายเลือนรางไปแล้ว แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างลงมาตกกระทบลงบนใบหน้าขาวซีดของเขา ทำให้เห็นดวงตาอันมืดสลัวคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมาที่เฟิ่งปิงตรงๆ

เฟิ่งปิงยื่นมือมาลูบหลังให้เขา จากนั้นก็ชักมือกลับมาทันทีเมื่อรู้สึกว่ามือของตนอุ่นร้อน ก่อนจะพบว่ามือเปื้อนเลือดเต็มไปหมด ภายใต้แสงสะท้อนของแสงเตาไฟ สีแดงนั้นดูลึกลับแปลกประหลาด

เขาประคองร่างของเผยตันขึ้นมาในอ้อมอก ท่าทางของคนทั้งสองในยามนี้ราวกับกำลังโอบกอดกัน ในท่านี้เขาจึงสามารถจัดการบาดแผลที่แผ่นหลังให้เผยตันได้ แต่เผยตันกลับขยับศีรษะมาด้วยความไม่สบายใจ ปลายคางถูไถไปกับเส้นผมของเขาแล้วเรียกอีกว่า “พี่สี่”

เฟิ่งปิงมิได้สนใจเขา มือหนึ่งหยิบผ้าขึ้นมากดบาดแผล มือหนึ่งจับขนนกของลูกเกาทัณฑ์เอาไว้ จากนั้นหลับตาแล้วออกแรงดึงในพริบตาเดียว

เผยตันสะดุ้งขึ้นเหมือนปลาดิ้น ก่อนที่ร่างจะทรุดฮวบ หอบหายใจถี่แรง โลหิตสดๆ ไหลทะลักออกมาไม่หยุด ทว่าเผยตันกลับกอดเขาแน่นกว่าเดิม เฟิ่งปิงไม่อาจละมือไปค้นหายาได้ ผ้าถูกโลหิตสดเปียกซึมอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากสีแดงสดเป็นสีแดงเข้ม

“นายท่าน!” จู่ๆ ชุนสือก็เข้ามาอย่างโซซัดโซเซ “ลุงอู๋ให้ข้ามา…สวรรค์!” เมื่อมองเห็นสภาพภายในห้อง โดยเฉพาะร่างของนายท่านที่เต็มไปด้วยเลือด ขาของเขาก็อ่อนแรงจนแทบทรุด

“ข้าไม่เป็นไร” เฟิ่งปิงเอ่ยอย่างเย็นชา “หยิบหีบยาข้ามา”

ตัวของชุนสือเองก็จมูกเขียวหน้าบวม เดินกะโผลกกะเผลก ไม่รู้ว่าได้รับบาดเจ็บอะไรมา เขารีบร้อนจนมือไม้สับสน ลากหีบยาออกมาอย่างร้อนรน รีบควานหายาห้ามเลือดจากในนั้น เฟิ่งปิงฉีกเสื้อผ้าตรงแผลของเผยตันออกอย่างระมัดระวัง เมื่อบาดแผลที่ลึกจนเห็นกระดูกปรากฏออกมา เขาก็ถอนใจอย่างโล่งอก “ไม่มีพิษ”

มือของชุนสือสั่นจนโรยผงยาได้ไม่สม่ำเสมอ เฟิ่งปิงจึงคว้าไปทำเอง เขาใช้ยาห้ามเลือดไปสามสี่ห่อกว่าจะหยุดสายเลือดที่ไหลทะลักเอาไว้ได้ ชุนสือรีบยื่นผ้าขาวบางมาให้อีก

“เจ้าพยุงเขาไว้” เฟิ่งปิงเอ่ยกับชุนสือ ทั้งยังขมวดคิ้วใส่เผยตัน “ส่วนท่านปล่อยข้าออก”

เผยตันกลับบอกว่า “ไม่ปล่อย”

เฟิ่งปิงสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก ได้แต่คงท่าทางเดิมไว้ ถอดเสื้อผ้าให้อีกฝ่ายจากในอ้อมกอดทีละชิ้น ชุดคลุมสีแดงตกลงมา เสื้อตัวในสีขาวชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสดๆ ถึงขั้นเนื้อผ้าติดกับบาดแผล เฟิ่งปิงกัดฟันถอดมันออก เขาไม่อยากดูร่างกายของเผยตัน เมื่อนำผ้าบางพันจากแผ่นหลังไปถึงหน้าอกแล้วค่อยพันแน่นๆ กลับไปอีกครั้งทั้งหมดสามรอบ สายตาของเขาล้วนแต่จ้องเพียงเงาของคนทั้งสามที่ฉายอยู่บนผนัง

แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสอยู่ก็คือกล้ามเนื้ออันอุ่นร้อน สรรพสิ่งเงียบสงัด แสงไฟวูบไหว ท้ายที่สุดก็มีหัวใจดวงหนึ่งเต้นอย่างเงียบงันและอดกลั้นอยู่ในฝ่ามือเขา

นานแล้วที่เฟิ่งปิงไม่ได้ใกล้ชิดกับคนอื่นเช่นนี้ ลมหายใจของเผยตันเป่าเส้นผมของเขา ให้ความรู้สึกขัดแย้งกันและทำให้เขาตกใจ เขาอยากถอยไปด้านหลัง แต่ก็กลัวว่าเผยตันจะล้มลงไป ขณะพันแผลจึงหาหัวข้อสนทนาขึ้นมาอย่างค่อนข้างขัดเขิน “ท่านช่วยชีวิตข้า…ขอบคุณมาก”

เผยตันเหลือบตาขึ้นมองคล้ายประหลาดใจ จากนั้นหลุบตาลงอีก ราวกับรู้สึกเปลี่ยวเหงาอยู่บ้างเพราะคำขอบคุณของเขา

เฟิ่งปิงหุบปากไปแล้ว

ขณะที่เขากับชุนสือเตรียมแบกเผยตันขึ้นไปบนเตียง ลุงอู๋ก็กลับมาพอดี ก่อนจะยื่นมือเข้าไปช่วยพวกเขาจับเผยตันนอนตะแคง เผยตันหลับตาลง ไม่รู้ว่าหลับหรือตื่นอยู่ ลุงอู๋ดึงแขนเสื้อของเฟิ่งปิงเบาๆ พาเขาไปยังโถงด้านนอก

ในห้องโถงมีศพคนชุดดำร่างหนึ่งนอนอยู่

“ข้าน้อยไร้สามารถ” ลุงอู๋ก้มหน้าหลุบตาด้วยความกังวลอย่างมาก “เดิมคิดจะเค้นถามเขาไม่กี่ประโยค กลับไม่ทันระวังจนเขากินยาพิษฆ่าตัวตาย…”

หน้ากากของคนชุดดำผู้นั้นถูกถอดออก เป็นบุรุษวัยยี่สิบต้นๆ ใบหน้าเขียวคล้ำเพราะกินยาพิษ สองตาถลนออกมาแลดูน่าสะพรึงอย่างยิ่ง เฟิ่งปิงมองดูแวบหนึ่งจึงหันหน้าไป “ข้ารู้จักเขา”

ลุงอู๋ประหลาดใจ “เขาเป็นใคร”

สุ้มเสียงของเฟิ่งปิงสั่นเครือเล็กน้อย “เขาคือ…พวกพ้องและยังเป็น…บุตรชายของเฝิงเฉิง”

ลุงอู๋นิ่งเงียบครู่หนึ่ง พลันเปิดชุดสีดำของคนตายออก “บนร่างเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ไม่เช่นนั้นเขาก็หนีไปได้”

ทูตที่มาจากเขตเจี้ยนหนานหลายสิบคนต่างถูกจำคุกเพราะเฝิงเฉิง คนผู้นี้อาจรวมอยู่ในนั้นเช่นกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าถูกปล่อยออกมาตั้งแต่เมื่อใด

เฟิ่งปิงเอ่ยเสียงเบา “คุกหลวงที่รับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยตรง มีวิธีบังคับให้รับสารภาพมากมาย”

ดูท่าเฝิงเฉิงจะต้องตายเป็นแน่ ชายผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีความมุ่งมั่นที่จะสละชีวิต พอออกจากคุกจึงต้องการสังหารเฟิ่งปิงเพื่อแก้แค้นให้บิดา แต่เฟิ่งปิงคือศัตรูของเขาจริงหรือ

ลุงอู๋พาคนตายออกไป แสงโคมไฟสะบัดไหว เฟิ่งปิงกลับไปยังห้องนอนแล้วนั่งลงตรงขอบเตียง เห็นเผยตันยังคงหลับตาอยู่จึงพอให้คลายความกังวลได้ชั่วขณะ ความเหนื่อยล้าพลันถาโถมเข้ามา

ก่อนหน้านี้ตอนที่วุ่นวายไปมา เฟิ่งปิงคล้ายไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด บัดนี้กลับรู้สึกว่าเข่าทั้งสองข้างเจ็บปวดทะลุทะลวงถึงกระดูก เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปนวดเบาๆ อย่างระมัดระวัง ชุนสือจึงรีบเอ่ยว่า “ท่านพักสักหน่อยเถิด ข้าจัดการเอง” จากนั้นวางสองขาของเฟิ่งปิงไว้บนโต๊ะเตี้ยอย่างระมัดระวัง ก่อนจะม้วนแขนเสื้อของตนขึ้น ใช้สุรายามานวดไล่เลือดให้เขา เฟิ่งปิงมิได้ส่งเสียงระหว่างปล่อยให้ชุนสือกระทำไป มีประกายถ่านไฟกระเด็นออกมาจากในเตาทำให้แสบจมูกเล็กน้อย เขาจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าไหมปิดปากและจมูกเอาไว้ ในสมองคล้ายมีโลหะที่ถูกเผาจนแดงฉานทิ่มแทงให้เจ็บปวด

บางคราวเขาก็เหมือนกับกำลังคิดมากมาย บางคราวก็คล้ายเพียงตั้งใจฟังเสียงหายใจอันแผ่วเบาของเผยตันที่ด้านหลัง

หลังบีบนวดรอบหนึ่ง สองขาก็เริ่มขยับได้สะดวกขึ้นเล็กน้อย ชุนสือเก็บข้าวของเสร็จจึงนั่งยองๆ อยู่เบื้องหน้าแล้วแตะมือเขาเบาๆ

เฟิ่งปิงมองไปยังอีกฝ่าย ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ย “เจ้ากำลังจะบอกอีกแล้วสินะว่านี่คือความผิดของเจ้า”

ชุนสือกัดริมฝีปากไม่เอ่ยคำ

“ข้ากลับรู้สึกว่าแผนการนี้ถูกวางไว้นานแล้ว” เฟิ่งปิงเอ่ย “เอาเถอะ อย่างไรเขาก็ตายไปแล้ว…พวกเราพักผ่อนดีกว่า”

ชุนสือมองดูเผยตันบนเตียงพลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา “แต่เตียงถูกเขายึดไปแล้ว เช่นนั้นนายท่านจะนอนที่ใด”

เฟิ่งปิงเองก็ลำบากใจ “ข้าจะไปห้องชั้นนอก เบียดกับเจ้าแล้วกัน”

เขาเอ่ยพลางจะลุกขึ้น กลับถูกเผยตันจับมือเอาไว้ก่อน

เขาเลยหันหน้าไป

ไม่รู้ว่ายามนี้เผยตันมีสติจริงๆ หรือว่าเลอะเลือนไปแล้ว เขาเหมือนไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างนี้เลย เพียงใช้ห้านิ้วจับข้อมือของเฟิ่งปิงไว้แน่น พูดย้ำอย่างดื้อรั้นว่า “ข้าไม่ปล่อย”

ทันใดนั้นเฟิ่งปิงพลันรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายใจ “เผยตัน ท่านมีเหตุผลหน่อยได้หรือไม่ ข้าเองก็จะนอนแล้ว”

เผยตันกลับไม่ส่งเสียง ร่างกายขยับไปด้านในของเตียงอย่างงุ่มง่าม เว้นที่ว่างสำหรับคนผู้หนึ่งให้เขา

เฟิ่งปิงตัดสินใจจะแกะมือของเขาออก กลับได้ยินเจ้าตัวเอ่ยว่า “วันนี้เป็นวันเกิดข้า ท่าน…อยู่เป็นเพื่อนข้าหน่อย ได้หรือไม่”

ลมหายใจของเขาแผ่วเบาราวเส้นไหม แสงเทียนหรุบหรู่คล้ายลากเสียงของเขาลงไปใต้น้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นอันเย็นยะเยือก

เฟิ่งปิงไม่เอ่ยคำ อาการบาดเจ็บของเผยตันสาหัสมาก น้ำเสียงเว้าวอนยิ่งนัก ท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงัดยิ่งทำให้ความเหนื่อยล้าของเขาคล้ายเป็นเรื่องที่เกินจำเป็น

ความเงียบงันนี้อาจทำให้เผยตันหวาดกลัว จึงเอ่ยเสริมอีกหนึ่งประโยค “พรุ่งนี้…พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยมือ ได้หรือไม่”

ครู่หนึ่งให้หลัง ข้างเตียงพลันยุบลงเล็กน้อย ในที่สุดเฟิ่งปิงก็เอนกายลงแล้วหันหลังให้เขา หลังดับเทียน ยังได้ยินเสียงม่านถูกดึงเบาๆ สะบัดไหวช้าๆ

มือปล่อยออกแล้ว แต่คนยังอยู่ เผยตันขยับไปข้างหน้า มือที่วางอยู่ใต้หมอนนั้นห่างจากปลายผมของเฟิ่งปิงเพียงนิดเดียว เขาเกาผ้าแพรเบาๆ มิได้ยื่นออกไปแตะจริงๆ

บาดแผลเจ็บจนชาไปแล้ว เหมือนพอดื่มสุรามากเข้า ฝ่าเท้าเหยียบพื้นอย่างไรก็ไม่มั่นคง

“ข้า…ข้าเขียนจดหมายให้ท่าน” สุ้มเสียงของเผยตันราวกับกระแสอากาศที่สลายไปทันทีเมื่อเอ่ยปาก มันแฝงไว้ซึ่งความขมขื่นเล็กน้อย “ท่าน…”

เขานิ่งเงียบ

ถ่านไฟมอดดับไปแล้ว สรรพสิ่งเงียบสงัด เรือนร่างผอมบางของเฟิ่งปิงดูราวกับสันเขาที่ซ่อนเร้นในความมืดมิด

ผ่านไปเนิ่นนาน จนเขาคิดว่าเฟิ่งปิงคงหลับไปแล้ว

เดิมเขาคิดไม่ถึงว่าตนจะได้นอนด้วยกันกับเฟิ่งปิง และยิ่งคิดไม่ถึงว่าตนจะบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ทำให้ขณะนี้ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรอีกก็เหมือนเป็นการบีบบังคับอีกฝ่าย

เขารู้สึกเหมือนบางครั้งก็ล่องลอยอยู่บนกลีบเมฆ บางคราก็จมดิ่งสู่เหวลึก เขาคว้าความอ่อนโยนและความสุขเอาไว้ไม่อยู่ทั้งสิ้น แก่นวิญญาณสลายไปทีละน้อย สุดท้ายก็หลับเป็นตายทั้งที่ยังไม่ได้รับคำตอบจากเฟิ่งปิง

นี่ก็คือวันเกิดอายุยี่สิบห้าปีของเขา

 

ด้านนอก ชุนสือจัดเตียงน้อยของตน แต่พอหันหน้าไปกลับพบว่าห้องนอนของนายท่านดับไฟและลดม่านลงแล้ว

ชุนสือหาได้ประหลาดใจไม่ อัครมหาเสนาบดีเผยได้รับบาดเจ็บสาหัส เลือดไหลมากมายเพียงนั้น เขาอาจต้องการให้มีคนคอยดูแลจริงๆ อีกอย่างนายท่านก็ไม่ชอบติดค้างเขา

แต่ชุนสือเองก็ถูกมือสังหารต่อยหนึ่งหมัด เจ็บปวดรุนแรงเช่นกัน! เขากอดผ้าห่มน้อยเอาไว้ ก่นด่าด้วยความโกรธ “ปีศาจน้อย ไร้ยางอาย!”

 

เฟิ่งปิงนอนหลับอย่างมึนงง ขณะที่ตื่นขึ้นมารู้สึกทั่วร่างยังคงไร้เรี่ยวแรง ไม่รู้ยามนี้คือเวลาใด เขาลืมตาขึ้นอย่างงุนงงแล้วเหม่อลอยครู่หนึ่งจึงค่อยๆ นึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาได้ เผยตันมาเยี่ยมแต่กลับถูกลอบสังหาร บุตรชายของเฝิงเฉิงกินยาพิษฆ่าตัวตาย เขานอนอยู่เป็นเพื่อนเผยตันหนึ่งคืน จนถึงเวลานี้ก็ยังนอนอยู่ใกล้ขอบเตียง หากพลิกตัวเล็กน้อยก็จะตกลงไป

แต่คนที่อยู่ด้านในของเตียงหายไปแล้ว ผ้าห่มกองอยู่ข้างกายของเขาทั้งหมด ราวกับต้องการตั้งป้อมปราการผ้าแพรล้อมเขาเอาไว้

เขายกแขนเสื้อปิดใบหน้า นิ่งเงียบครู่หนึ่งจึงตะโกนเรียก “ชุนสือ!” พอส่งเสียงจึงพบว่าสุ้มเสียงตนเองแหบพร่า

ชุนสือรับคำแล้วเดินเข้ามา “นายท่านตื่นแล้วหรือ ลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปากเลยหรือไม่”

“ยามใดแล้ว”

“ใกล้ยามซื่อ* แล้วขอรับ” ชุนสือตกใจ “นายท่าน เกิดอะไรขึ้นกับเสียงของท่าน ท่านรอเดี๋ยว ข้าจะไปเทชามาให้”

ชุนสือเลิกม่านไหมออกแล้วพยุงร่างของเฟิ่งปิงขึ้นก่อนเทชาร้อนจอกหนึ่งให้ เขาหายใจโล่งขึ้นแล้วแต่จู่ๆ ก็ไอขึ้นมา ชุนสือรีบไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาให้ เฟิ่งปิงปิดปากเอาไว้ กลั้นไอพักหนึ่งจึงค่อยๆ เอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบแห้งว่า “เผยตัน…ไปตั้งแต่เมื่อใด”

“อัครมหาเสนาบดีเผยไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง”

เฟิ่งปิงดึงผ้าห่มแพรออกเล็กน้อย ลูบผ้าปูเตียงด้วยความเหม่อลอยจึงพบว่าเย็นมากจริงๆ

ดูจากท่าทางไร้ยางอายของเผยตันเมื่อวาน คิดว่าเขาจะอู้จนฟ้าสว่างเสียอีก

ชุนสือเอ่ยว่า “ข้าจะเอาน้ำมาให้ท่านล้างหน้าบ้วนปาก ท่านไม่ต้องขยับไปที่ใดแล้ว…ต้องเป็นเพราะโดนลมเย็นแน่!”

ชุนสือวุ่นวายอยู่ตลอด ปรนนิบัติเฟิ่งปิงล้างหน้าบ้วนปากและกินอาหารเช้า จากนั้นยังต้องดื่มยา ผ่านไปไม่นานก็เชิญหมอมาฝังเข็มกระตุ้นเลือดลมให้เฟิ่งปิง

เฟิ่งปิงทำตามชุนสืออย่างว่าง่าย ขณะหมอฝังเข็มเขาถือตำรายาเล่มหนึ่งพลิกอ่านด้วยความเบื่อหน่าย อ่านไปอ่านมาพลันส่งเสียงเอ๊ะ

หมอเงยหน้าขึ้น “คุณชายไม่สบายตัวหรือ”

เฟิ่งปิงปิดหนังสือลงด้วยสายตารีบร้อน “เปล่าหรอก ท่านหมอฝังเข็มมั่นคงยิ่ง ข้ารู้สึกว่าเส้นเลือดโปร่งโล่งขึ้นมากแล้ว”

หลังฝังเข็ม หมอยังกำชับเขาหลายประโยค เฟิ่งปิงฟังอย่างใจลอยอยู่ด้านข้าง พลันเปิดตำรายาเล่มนั้นอีก พลิกไปยังหน้าเมื่อครู่

ใบไม้สีเขียวเรียวเล็ก บุปผาน้อยสีขาว กิ่งก้านยาวสั่นไหว

ฟ้าทะลายโจร อีกชื่อคือพบพานสุข

 

เฟิ่งปิงพักผ่อนจนถึงช่วงเย็น เฉินฉิวก็มาเคาะประตู เขามอบยาล้ำค่าจำนวนหนึ่งให้อย่างเก้ๆ กังๆ ซ้ำยังมีสิ่งของพวกเสื้อขนสัตว์รักษาความอบอุ่นและกำยาน เฟิ่งปิงรับยาเอาไว้เพียงไม่กี่ชนิด อย่างอื่นปฏิเสธไปทั้งหมด ทั้งยังให้ชุนสือตั้งเก้าอี้นวมไว้นอกม่านแล้วเชิญเฉินฉิวมานั่งพูดคุย

แม้เฉินฉิวจะเซ่อซ่าอยู่บ้างแต่ก็เชี่ยวชาญการสังเกตสีหน้าวาจา เลือกเอ่ยเพียงคำพูดที่เฟิ่งปิงชอบฟัง บรรยากาศจึงเปลี่ยนเป็นชื่นมื่นทันที ชุนสือต้มยาเสร็จ เขาก็ยังเป็นฝ่ายรับมาเป่าให้เฟิ่งปิงทีละคำ

เฟิ่งปิงรู้สึกกระดากอาย “ข้าทำเองได้”

เฉินฉิวกลับไม่ยอม “ท่านเป็นคนป่วย ห้ามออกแรงเด็ดขาด สองวันก่อนผู้คนจับจ้อง ข้าไม่อาจช่วยท่าน ในใจรู้สึกผิดอย่างยิ่ง ตอนนี้ท่านอย่าปฏิเสธเลย”

เฉินฉิวเอ่ยพลางยื่นช้อนยามา เฟิ่งปิงจำต้องกัดช้อนกลืนยาลงไปหลายคำ เฉินฉิวเห็นใบหน้าของเขาขาวซีด ใต้ตาดำคล้ำ จึงอดที่จะถามไม่ได้ว่า “เมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือ”

เฟิ่งปิงตกใจ เห็นเฉินฉิวยังคงมีท่าทีปกติแต่ตนกลับเหมือนวิหคตื่นเกาทัณฑ์* จึงหลุบตาลงเงียบๆ “ทำให้ท่านทูตเฉินเป็นห่วงแล้ว”

“ข้ามิได้มีความสามารถอันใดนัก มีเพียงความเป็นห่วงท่านเท่านั้น” เฉินฉิวแค่นยิ้ม หลังป้อนยาเสร็จยังหยิบผ้าเปียกมาเช็ดมือให้อีกด้วย กระทั่งเฟิ่งปิงทนไม่ไหวอยู่บ้าง รีบเรียกให้ชุนสือหยิบใบชาที่ดีที่สุดออกมา

“อ๊ะ ข้าได้ยินว่าหลังเฝิงเฉิงเข้าคุกได้ไม่นานก็ยอมรับสารภาพ ที่แท้ผ้าทอสู่จิ่นของเขาหายไปตั้งแต่ระหว่างทางมาเมืองหลวงแล้ว เรียกได้ว่าเขาพยายามทุ่มเทความคิดอย่างหนักเพื่อลากคนอื่นมารับผิดแทน สุดท้ายจึงเลือกท่าน…” เฉินฉิวมองดูสีหน้าของเฟิ่งปิง เห็นอีกฝ่ายมิได้มีท่าทีไม่พอใจก็เอ่ยต่อไป “แต่ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าผู้ที่ถูกบีบบังคับให้ร่วมกระทำความผิดไม่ต้องถูกลงโทษ หลังเฝิงเฉิงรับสารภาพ คนอื่นๆ ล้วนถูกปล่อยตัวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

เฟิ่งปิงจิบยาเงียบๆ แต่กลับจำแนกไม่ออกแม้กระทั่งรสขม เขาเดาได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ บุตรชายของเฝิงเฉิงถูกทรมานในคุก พอออกมาจึงมาแก้แค้นเขา ส่วนเขา…เพียงโชคดีที่ตอนนั้นเผยตันอยู่ข้างกายเขาพอดี

“…ชาวบ้านร้านตลาดต่างบอกว่าฝ่าบาททรงเที่ยงธรรม ข้าว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ท่าน…เรื่องในอดีตของท่าน ราวกับว่าฝ่าบาทมิได้ทรงเก็บมาคิดเล็กคิดน้อยเลยสักนิด นับเป็นเรื่องดี”

พี่รองจะมีอะไรให้คิดเล็กคิดน้อยได้ ในเมื่อทั้งแผ่นดินล้วนอยู่ในกำมือ หากเขาต้องการจัดการข้า เพียงคำพูดประโยคเดียวก็ลงโทษให้คุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะสองวันสองคืนได้ ช่างน่าเกรงขามอย่างยิ่ง

เฟิ่งปิงมองไปยังเฉินฉิว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฝ่าบาทเพียงเกรงใจอัครมหาเสนาบดีเผยเท่านั้น”

เฉินฉิวตกตะลึง เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงเผยตันในหัวข้อสนทนา คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยขึ้นมาเอง แต่เฟิ่งปิงยังไม่ทันพูดมากความ ชุนสือก็เข้ามารายงานว่า “นายท่าน อัครมหาเสนาบดีเผยส่งคนมาเยี่ยมท่าน”

ด้านหลังชุนสือก็คือลุงอู๋ เขากับเด็กรับใช้คนหนึ่งพากันค้อมกาย ในมือต่างหิ้วห่อของใหญ่น้อยที่ไม่สะดุดตา พอเฟิ่งปิงรับคำว่า “เชิญเข้ามา” ชุนสือจึงเรียกพวกเขาเข้าไปด้านใน ลุงอู๋วางห่อของลง เห็นบนโต๊ะมีของขวัญที่เฉินฉิวมอบให้เต็มไปหมดจึงอดที่จะตกตะลึงไม่ได้

เฟิ่งปิงยิ้มพลางสัพยอก “พวกเจ้าสองคนจะทำอะไรกัน ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย”

เฉินฉิวรีบปิดปากเขาเอาไว้ “พูดอะไรเช่นนี้!”

ลุงอู๋มองทั้งสองคนหยอกล้อกันแล้วจึงทำความเคารพ เอ่ยว่า “สุขสวัสดิ์คุณชายหลี่และท่านทูตเฉิน ข้าน้อยรับคำสั่งของอัครมหาเสนาบดีเผยนำโสมภูเขาสองตำลึง** ฉงเชา*** หนึ่งตำลึง ลูกกลอนช่วยชีวิตสามกล่อง และกำยานห้าชนิด รวมทั้งเสื้อขนสัตว์สองตัว พรมขนสัตว์หนึ่งผืน กับถ่านเส้นเงินครึ่งจินมามอบให้คุณชาย…”

เฉินฉิวยิ่งฟังใบหน้ายิ่งดำมืด สิ่งของที่เผยตันมอบให้แทบจะตรงกับสิ่งที่เขามอบให้ทั้งหมด ทว่าเผยตันสุรุ่ยสุร่าย แต่ละอย่างคงประณีตและล้ำค่ากว่าเขา แต่แล้วก็ได้ยินเฟิ่งปิงเอ่ยว่า “จะมอบของเหล่านี้ให้ข้าไปไย ข้าไม่เอา เจ้าเอากลับไปเถิด”

เมื่อครู่ตอนเฟิ่งปิงปฏิเสธเฉินฉิว เขายังเอ่ยคำพูดมีมารยาทอย่างอ้อมค้อม แต่ยามที่ปฏิเสธเผยตันกลับทำหน้าบึ้งตึงและเชิดมุมปาก สายตาลดต่ำลง เอ่ยคำพูดไม่เกรงใจแม้แต่น้อย

ลุงอู๋ค้อมกายต่ำกว่าเดิม “คุณชายไม่ต้องการไม่เป็นไร แต่หากข้านำกลับไป ตาแก่คนนี้คงจะถูกอัครมหาเสนาบดีเผยทุบกระดูกแตกแน่ ท่านโปรดเห็นใจรับไว้หน่อยเถิด”

เฟิ่งปิงนิ่งเงียบพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เฉินฉิวไม่เข้าใจ “อัครมหาเสนาบดีเผยยังมีแรงตีคนอีกหรือ”

ลุงอู๋ตอบว่า “วันนี้อัครมหาเสนาบดีเผยหยุดพัก ไม่มีราชกิจ จึงประหยัดเรี่ยวแรงเอาไว้ได้”

“ข้ารู้แล้ว” เฟิ่งปิงนวดหว่างคิ้วด้วยความอ่อนเพลีย “เจ้ากลับไปเถอะ ทิ้งของเอาไว้”

ครั้นลุงอู๋ออกไปแล้ว เฟิ่งปิงก็ให้ชุนสือปิดประตูแล้วเปลี่ยนน้ำชา ก่อนเอ่ยขออภัยต่อเฉินฉิว

“พูดอะไรของท่าน ถึงอย่างไรเผยอวิ่นวั่งก็เป็นอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าล่วงเกินโดยง่าย” เฉินฉิวถือจอกชาพลางจ้องมองเงาน้ำในจอก พลันยิ้มอย่างลึกซึ้งให้เฟิ่งปิง “ที่แท้หลี่หลางก็ได้รับการดูแลเช่นนี้จากอัครมหาเสนาบดีเผย เป็นข้าที่หน้าหนาเกินไป”

เฟิ่งปิงเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเผยตันจึงต้องทำถึงขั้นนี้ ในเมืองหลวงอาจมีข่าวลือเกี่ยวกับพวกเขาสองคนบ้างแล้ว ฝ่าบาทเองก็คงบังเกิดความสงสัย เผยตันจึงถือโอกาสเปิดเผยมากขึ้น แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น

แต่การมอบของขวัญครั้งนี้ก็ทำโดยไม่คิดหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน จัดการเสียเอิกเกริกใหญ่โต ดูคล้ายตั้งใจใกล้ชิดสนิทสนม เฟิ่งปิงกลับรู้สึกว่าความจริงเผยตันอยู่ห่างจากตนไปไกลมากแล้ว

เมื่อเขาคิดมากเข้าจึงไม่ได้สนใจเฉินฉิว ขณะที่เฉินฉิวก็สำรวจสีหน้าของเขา เนิ่นนานจึงใคร่ครวญพลางเอ่ยปาก “เมื่อเป็นเช่นนี้ หลี่หลาง ข้ากลับมีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ…เหตุใดตอนแรกพวกท่านถึงหย่ากัน”

คำว่า ‘หย่า’ ราวกับสายฟ้าฟาดระเบิดตรงข้างหูของเฟิ่งปิง เขาได้สติกลับมาทันที จากนั้นเงยหน้าขึ้น

เฉินฉิวเห็นสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้ตัวว่าคำพูดประโยคนี้แทงใจดำคนตรงหน้า ขณะเดียวกับที่ในใจกำลังขมขื่นก็มีความภาคภูมิใจอันลึกซึ้งเช่นกัน เขาอธิบายด้วยสายตาเปล่งประกาย “ขออภัย ข้ามิได้ตั้งใจสอดรู้เรื่องส่วนตัวของท่าน หากท่านไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด…”

“ข้าเองก็ไม่รู้”

เฟิ่งปิงกลับเอ่ยเช่นนี้

ทำให้เฉินฉิวตกตะลึง

เฟิ่งปิงค่อยๆ หายใจหนึ่งเฮือก สุ้มเสียงเรียบเฉยและทุ้มต่ำ “ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดข้ากับเขาจึงหย่ากัน ห้าปีให้หลัง แม้ข้าจะค่อยๆ คิดหาสาเหตุ แต่ตอนนั้นข้ากลับไม่อาจเข้าใจได้”

ไม่รู้เหตุใดเฉินฉิวกลับไม่อยากให้พูดต่อไปอีก เขาโน้มตัวเอามือไปวางไว้บนขอบเตียง เหลือเพียงไม่กี่ชุ่น* เขาก็สามารถกุมมือที่ดูเย็นเยียบของเฟิ่งปิงเอาไว้ได้แล้ว

เฟิ่งปิงเอ่ยเงียบๆ “เขาคือจ้วงหยวนใหม่อายุสิบเจ็ดปีที่เดิมทีควรมีอนาคตสดใส แต่กลับถูกข้าขวางเอาไว้ เมื่อเข้าสู่สำนักราชเลขาธิการ คนในราชสำนักต่างรู้ว่านั่นคือตำแหน่งที่ไม่มีใครไยดีจึงค่อยๆ ไม่สนใจเขาอีก…ตอนแรกอาจยังไม่ชัดเจน แต่พอแต่งงานนานเข้า ได้รับความเย็นชามากขึ้น จึงเข้าใจแล้วว่าความจริงในปีนั้น…” สุ้มเสียงของเขาพลันเบาลงไป “ในปีนั้นเขาดีกับข้ามาก”

เฉินฉิวปกปิดความประหลาดใจเอาไว้ “อัครมหาเสนาบดีเผยสร้างชื่อตั้งแต่ยังหนุ่ม คาดว่าคงเย่อหยิ่งถือตัว…”

เฟิ่งปิงมองเฉินฉิวอย่างเฉยชาแวบหนึ่ง เขาสงบมาก ต่อให้ในน้ำเสียงจะมีรอยร้าวของความทรงจำอยู่บ้าง แต่ก็ราวกับว่าไม่อาจทำให้เขาสีหน้าแปรเปลี่ยนได้แล้ว ยังคงเอ่ยอย่างเรียบง่าย “แต่เขาก็ดีกับข้ามาก”

เห็นได้ชัดว่าเฟิ่งปิงไม่อยากพูดกับเฉินฉิวมากเกินไปนัก นี่ทำให้เฉินฉิวไม่พอใจเล็กน้อย แต่เฟิ่งปิงก็หาได้สนใจว่าเขาจะเป็นเช่นไร เพียงครุ่นคิดแล้วเอ่ยอีกว่า “นี่ล้วนเป็นการคาดเดาของข้า ไม่รู้ใช่หรือไม่ แต่ต่อมาเกิดคดีก่อกบฏ อดีตฮ่องเต้ให้พี่รอง…ให้ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เผยตันวางแผนอยู่ข้างกายฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน ข้าจึงคิดว่าหากเขาหลุดพ้นจากข้าไปก็อาจจะทำการใหญ่สำเร็จได้ในที่สุด…ซึ่งก็เป็นเช่นนี้จริงๆ เมื่อข้ามองย้อนไปในตอนนั้นจึงรู้สึกว่าเขาเคยทะเยอทะยาน แต่เป็นข้าเองที่ทำลายมัน”

ในระยะเวลาห้าปี บางครั้งเฟิ่งปิงเองก็มักจะคิดว่าสำหรับเผยตันแล้วเกียรติยศความร่ำรวยเหล่านั้นมันสำคัญเพียงใดกันแน่ เป็นเพราะตนเกิดในราชวงศ์ ทั้งยังอ่อนแอเกียจคร้าน จึงไม่อาจรับรู้ถึงความทะเยอทะยานของเผยตันในตอนแรกใช่หรือไม่ อีกทั้งในช่วงสามปีนั้นความอบอุ่นสุขสบายทุกหยดหยาดล้วนแต่เป็นเท็จทั้งหมดจริงหรือ

ถ้าหากเป็นเท็จทั้งหมด เช่นนั้นคงง่ายดายยิ่ง

ทุกครั้งที่เฟิ่งปิงตกอยู่ในห้วงความคิดหรือความทรงจำ ก็ราวกับลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ที่ใดและไม่ได้สนใจสิ่งใดเลย เฉินฉิวมองไป เห็นอีกฝ่ายห่มผ้ามาถึงหน้าอก เสื้อตัวในสีขาวไม่มีการปักเย็บใดๆ สาบเสื้อปิดมิดชิด ผ้าเนื้อบางแนบชิดกับลำคอขาวราวหยก เส้นผมหลายเส้นระอยู่ข้างกระดูกไหปลาร้าตกลงไปในคอเสื้อ เฉินฉิวได้แต่คิด มิใช่ว่าคนผู้นี้ถูกเนรเทศห้าปีหรอกหรือ เหตุใดเขาถึงยังดูสง่างาม เหมือนไม่เคยผ่านความยากลำบากใดๆ

หรือว่าเขาซ่อนเร้นความยากลำบากเหล่านั้นไว้ทั้งหมด? เหตุใดจึงซ่อนเร้นได้ดีเพียงนั้น เขาต้องมีช่องโหว่แน่นอน…

เฉินฉิวจับเส้นผมด้วยความหงุดหงิดพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุร้าย “แล้วตัวท่านเล่า ท่านรู้สึกอย่างไร”

เฟิ่งปิงหันหน้าไปด้วยความตกตะลึง “อันใดหรือ”

“ท่านพูดมากเพียงนี้ มีแต่เผยตันอย่างนั้นเผยตันอย่างนี้ ท่านใช้เวลามากมายถึงขั้นนั้นไปเดาความคิดของเผยตัน…แล้วตัวท่านเองเล่า”

เฟิ่งปิงเอ่ย “ข้ารึ ข้าอยู่ในคุกหลวง ข้า…”

“ท่านเข้าคุกหลวงหลังถูกเผยตันทอดทิ้ง เผยตันก็ไม่แยแสท่าน ปล่อยให้ท่านถูกทรมาน ท่านมีความรู้สึกอย่างไร”

“เฉินฉิว!”

จู่ๆ เฟิ่งปิงก็ตะโกนออกมาเสียงหนึ่ง ขณะที่เฉินฉิวชะงักไป

สีหน้าของเฟิ่งปิงเย็นเยียบเหมือนน้ำค้างแข็ง แม้แต่สายตาที่มองไปทางอีกฝ่ายก็ราวกับคมมีดอันไร้ปรานี “เฉินฉิว ท่านเองก็อยากดูเรื่องตลกตอนข้าตกทุกข์ได้ยากเช่นเดียวกับผู้อื่นหรือ”

“ท่านหมายความว่าอะไร” เฉินฉิวรู้สึกเพียงเพลิงโทสะพุ่งขึ้นถึงกระหม่อม “ข้าเป็นห่วงท่าน แต่ท่านกลับบอกว่าข้าเพียงอยากดูชมเรื่องตลกของท่านหรือ!”

เฟิ่งปิงจ้องเขาเงียบๆ คล้ายกัดฟันแน่นจนขากรรไกรซึ่งดูอ่อนโยนในยามปกติเผยเหลี่ยมมุมแข็งกระด้างอย่างไม่เป็นมิตรออกมา

พวกเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เฟิ่งปิงเริ่มนึกเสียใจขึ้นมาเสียแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะความห่วงใยของเฉินฉิวได้ถ่ายทอดเข้าไปในใจของเฟิ่งปิงแล้ว และอาจเพราะยามที่ป่วยไข้มนุษย์มักจะมีความวู่วามที่อยากระบายต่อผู้อื่น เขาเอ่ยคำพูดเรื่อยเปื่อยออกไปจำนวนหนึ่ง แต่กลับถูกอีกฝ่ายจับได้ว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เขานึกเสียใจที่พูดคุยเรื่องราวเหล่านี้ เขาไม่เคยอยากวิเคราะห์ตัวเขาให้ผู้อื่นได้ฟัง ดังนั้นเขาจึงวิเคราะห์ตัวของเผยตันแทน

เฉินฉิวทนให้เขาจ้องมองเช่นนี้ต่อไปไม่ไหวจึงลุกขึ้นเดินวนหลายรอบ แล้วก็มองเห็นของขวัญเป็นกองในห้องอีกครั้ง กล่องทาสีวาดลายทองฝังเงินอันแสนประณีตวางซ้อนกันกล่องแล้วกล่องเล่า เห็นอยู่ชัดๆ ว่าทั้งสองหย่าร้างกันแล้ว อีกทั้งสถานะของแต่ละคนยังต่างกันราวฟ้ากับเหว เผยตันซึ่งปรับตัวตามสถานการณ์นั้นได้ประโยชน์มากมายจากการหย่าร้างครั้งนี้ จึงไม่ควรหน้าหนามาสร้างปัญหาให้หลี่เฟิ่งปิงอีก

บนโลกนี้ไม่มีเหตุผลที่ฝนตกลงมาแล้วยังจะลอยขึ้นฟ้าได้ หรือสาดน้ำแล้วยังเก็บกลับมาได้

เฉินฉิวไม่พอใจ และความไม่พอใจนี้ทำให้สองตาของเขาแดงก่ำ

“ท่านไม่ควรรับสิ่งของจากเขา” แม้จะพูดอย่างอ้อมค้อมทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวหลายส่วน “ท่านได้รับความลำบากมากเพียงนั้นแล้ว ไม่ควรดูถูกตัวเองอีก”

“ท่านทูตเฉิน” ในม่านมีสุ้มเสียงอันเรียบเฉยและเย็นชาดังมาให้ได้ยิน ราวกับเป็นคำพูดส่งแขก “ท่านไม่รู้อะไรสักอย่าง”

 

ชุนสือเห็นเฉินฉิวเดินจ้ำอ้าวออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด จึงรีบเข้าประตูไปร้องเรียก “นายท่าน?”

ไม่มีผู้ใดตอบรับ

ชุนสือเก็บของขวัญที่วางอยู่ในห้องเข้ากล่อง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไปเลิกม่านเตียงออกแล้วเอ่ยอีกครั้ง “นายท่านยังพักผ่อนอยู่หรือ ควรกินอาหารได้แล้วนะ”

“…อืม”

เฟิ่งปิงตอบแล้วจึงลุกขึ้นนั่ง โทสะที่ถูกเฉินฉิวกระตุ้นสลายไปอย่างรวดเร็ว ขณะนี้เหลือเพียงความเหนื่อยล้า ชุนสือเห็นจอนผมของเขายุ่งเหยิง แก้มก็แดงผิดปกติแล้วพลันรู้สึกตกใจ เข้าไปลูบหน้าอกของเฟิ่งปิงก่อน แต่กลับสัมผัสได้ถึงความร้อนราวกับถูกลวกจนต้องชักมือกลับทันที สุดท้ายถึงอุทานว่า “ท่านเป็นไข้แล้ว!”

เฟิ่งปิงยิ้มอย่างไร้เรี่ยวแรง “ตกอกตกใจไปได้”

“ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องกินอะไรสักหน่อยก่อน” ชุนสือเอ่ย “กินเสร็จนอนพักสักครู่ ข้าค่อยไปเชิญหมอมา…นี่ล้วนเป็นเพราะการคุกเข่านั่นแท้ๆ!” เขาเดือดดาลอย่างยิ่ง

เมื่อครู่เฟิ่งปิงยังรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าเฉินฉิวเอาไว้ได้ เหมือนหุ่นจำลองบนเวทีการแสดงที่ใช้ไม้ค้ำยันเอาไว้ บัดนี้ทุกอย่างพังทลายหมดสิ้น จึงค่อยพบว่าหุ่นจำลองนั้นไร้ซึ่งแก่นวิญญาณ เขาไม่มีเหงื่อออก รู้สึกเพียงทั่วร่างร้อนผ่าว ราวกับมีมดไต่ไปทั่วแขนขา ทำให้เขาขดตัวด้วยความทรมาน

ที่เฉินฉิวถามว่า ‘ท่านรู้สึกอย่างไร’

ความจริงเขารู้ว่าเฉินฉิวอยากฟังสิ่งใด คนทั่วหล้าต่างอยากฟังเฟิ่งปิงบอกว่าเขาแค้นเผยตัน

แต่เขาไม่แค้น เขาไม่แค้นเด็ดขาด

 

อู๋จื้อเหิงกลับถึงจวนสกุลเผยก็รายงานต่อนายท่านของตนเอง บอกว่าคุณชายหลี่รับของขวัญเอาไว้หมดแล้ว

“ลำบากเจ้าแล้ว” เผยตันกำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ท่อนบนเปลือยเปล่าปล่อยให้หมอเปลี่ยนยารักษาแผล

ลุงอู๋มองดูแผลจากเกาทัณฑ์ตรงหัวไหล่ของเผยตันแวบหนึ่ง บาดแผลนั้นเปิดออกจนเห็นเนื้อ ทำให้คนที่มองเห็นหวาดกลัวอย่างยิ่ง แต่หลังห้ามเลือดแล้วแผลก็นับว่าสมานตัวได้ดีพอสมควร เมื่อหมอลงมือทายา เผยตันก็ขมวดหัวคิ้ว ฝืนทนเจ็บโดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย

เมื่อคืนเขานอนที่จวนที่พักของหลี่เฟิ่งปิงไม่ถึงสองชั่วยาม ฟ้ายังไม่สว่างก็รุดกลับมาที่จวนของตน เรียกหมอมารักษาแผล ภายหลังยังจัดการเรื่องราวมากมายอย่างอืดอาดยืดยาด ถึงตอนนี้ใกล้จะพลบค่ำแล้วก็ยังไม่ได้สามารถหลับตาพักผ่อนได้ ราวกับร่างกายนี้สร้างขึ้นจากเหล็กอย่างไรอย่างนั้น

ลุงอู๋เอ่ยว่า “ข้าจะไปทำอาหาร ประเดี๋ยวท่านกินสักหน่อยแล้วพักผ่อนเถิด”

เผยตันมองดูหมอพันแผลอย่างไม่ไยดี “เขาพูดอะไรหรือไม่”

ลุงอู๋ครุ่นคิด “ตอนแรกเขาไม่รับ แต่ข้าบอกว่าหากเขายืนกรานไม่ยอมรับ นายท่านจะตีข้า”

เผยตันส่งเสียงหัวเราะ…แต่สุดท้ายกลับกระทบกระเทือนถึงบาดแผลจนต้องร้องซี้ดออกมา เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าการมอบของขวัญครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

“แต่นายท่าน” ลุงอู๋เอ่ยอย่างจริงจัง “สิ่งของที่ท่านส่งไป ข้าเห็นว่าท่านทูตเฉินเองก็ส่งไปให้ทั้งหมดแล้ว ของเหล่านั้นล้วนวางอยู่ในห้องของคุณชายหลี่เช่นกัน…”

“อะไรนะ” เผยตันขมวดคิ้ว

“เฉินฉิวทูตเมืองเหอจง คล้ายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคุณชายหลี่มาก” ลุงอู๋เอ่ย “ตอนข้าไปถึง เขากำลังดูแลคุณชายหลี่อยู่”

เผยตันพลันส่งเสียงฮึหนักๆ ออกมาเสียงหนึ่ง แม้ไม่นับว่าประหลาดใจกับเรื่องนี้ ทว่าก็ยังไม่พอใจอยู่บ้าง สีหน้าจึงไม่น่ามองขึ้นเรื่อยๆ หมอเปลี่ยนยาให้เขาเสร็จแล้ว พูดถึงข้อห้ามในชีวิตประจำวันกับลุงอู๋อยู่ครึ่งวัน ลุงอู๋มองดูเผยตันเป็นระยะ คล้ายกลัวว่าเขาจะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ

หลังหมอจากไป เผยตันหันหน้ามาทำหน้าบึ้งใส่ลุงอู๋ “มองอะไร” ถึงกระนั้นน้ำเสียงกลับผ่อนคลายขึ้นอย่างประหลาด ต่อจากนั้นเขายังเอ่ยด้วยความมั่นใจว่า “หลี่เฟิ่งปิงใช่ว่าไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน จะชอบคนไม่เอาไหนเช่นนั้นได้อย่างไร”

* เห็นแดงเป็นเขียว เป็นสำนวนมาจากกวีจีนโบราณ ใช้อธิบายถึงความรู้สึกสับสนจึงมองสิ่งต่างๆ ผิดเพี้ยนไปเพราะใจที่เปลี่ยนแปลง

* ยามซื่อ คือช่วงเวลา 09.00 น. ถึง 11.00 น.

* วิหคตื่นเกาทัณฑ์ ใช้เปรียบเทียบกับผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายหรือเกิดความตื่นตระหนกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นทุนเดิม ภายหลังเมื่อมีสิ่งใดมากระทบแม้เพียงเล็กน้อยก็มักจะตื่นกลัวอย่างยิ่ง

** ตำลึง เป็นหน่วยชั่งของจีน โดยน้ำหนัก 1 ตำลึงเท่ากับ 31.25 กรัม

*** ฉงเชา หรือถั่งเช่า เป็นชื่อเรียกของเห็ดที่เติบโตบนตัวหนอน แปลตรงตัวว่าหญ้าหนอน บ่งบอกลักษณะของมันที่เป็นหนอนในฤดูหนาว ผุดขึ้นเป็นหญ้าในฤดูร้อน เชื่อกันว่าช่วยบำรุงปอดและไต ทำให้ร่างกายแข็งแรง

* ชุ่น เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน เทียบได้กับความยาวประมาณ 1 นิ้ว ระยะ 10 ชุ่นเป็น 1 ฉื่อ (เชียะ)

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 1-2

บทที่ 1 ฤดูเหมันต์ ผืนดินถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้า ทั้งเมืองฉางอันจมอยู่ในสายหมอกเหน็บหนาวขาวพร...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 3-4

บทที่ 3 หนึ่งก้านธูปให้หลังจิงเจ๋ออารักขาเจ้านายขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสามของโรงน้ำชาอย่างทุลักทุเล ประตูหน้าต่างปิดสนิท ...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 5-6

บทที่ 5 “?” เขาไม่ตื่นเกร็งลนลานแต่อย่างใด น้ำเสียงราบเรียบผ่อนคลาย นิ่งคิดอย่างตั้งใจจริง ทำให้ชั่วขณะหนึ่งเจียงจื้ออีน...

คู่พันภพบรรจบรัก

ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 1

บทที่ 1 นั่นคือโรงเรียนประถมที่อยู่ชายขอบเมืองแห่งหนึ่ง ฝนฤดูใบไม้ผลิตกลงมาหลายวันแล้ว ทำให้ใบไม้สีเขียวอ่อนในสวนของโรงเ...

community.jamsai.com