ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 7-8 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 7-8 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1

ผู้เขียน :  ฝูหลี (符黎)

แปลโดย : Bou Ptrn

ผลงานเรื่อง : 望春冰 (Wang Chun Bing )

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

  

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 7

หนุ่มน้อยสะบั้นรัก

เผยตันซึ่งเพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากในไอหมอกของน้ำพุร้อนโดยที่ท่อนล่างมีเพียงผืนผ้าห่อคลุมเอาไว้ จากนั้นก็พิงหินเขียวริมฝั่งให้ลุงอู๋พันแผลบนไหล่ให้เขาใหม่อีกครั้ง

เขาส่งเสียงพึมพำเป็นระยะ นี่ก็ไม่พอใจนั่นก็ไม่พอใจ ประเดี๋ยวแน่นเกิน ประเดี๋ยวหลวมเกิน อู๋จื้อเหิงจึงเอ่ยถามว่า “นายท่านอารมณ์ดีหรือ”

เผยตันชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็ไม่ได้ส่งเสียงอีก

อู๋จื้อเหิงรู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายอารมณ์ดี เขาดูแลคุณชายน้อยผู้นี้มากับมือยี่สิบกว่าปี รู้ว่าอีกฝ่ายรู้จักพูดจาชนิดปากมีน้ำผึ้งในท้องมีกระบี่* มาตั้งแต่อายุยังน้อย ซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองไว้อย่างมิดชิด แต่ขณะนี้ความผ่อนคลายและความสุขของเจ้าตัวกลับเอ่อล้นทั้งในสีหน้าและวาจา ไม่อาจปกปิดได้เลย อู๋จื้อเหิงเดาว่าเป็นเพราะตอนพลบค่ำนายท่านไปครัวเล็กทางตะวันออกของเรือนอีกครั้ง

“นายท่าน” อู๋จื้อเหิงเตือนเขา “นั่นล้วนเป็นอาหารเครื่องยาที่หมอหลวงซุนกำชับ”

รอยยิ้มของเผยตันจางลงหลายส่วน “นั่นแล้วอย่างไร”

อู๋จื้อเหิงไม่พูดแล้ว ครู่หนึ่งกลับเอ่ยอีกว่า “ดีที่ฝ่าบาทส่งหมอหลวงซุนกับหยวนกงกงมา หากส่งคนที่สนิทกว่านี้มาดูเรือนด้านหลัง…”

“เช่นนั้นข้าก็ไม่กลัว” เผยตันเอ่ยอย่างเย็นชา “จวนสกุลเผยใกล้จะกินพื้นที่ครึ่งย่านฉงเหรินแล้ว ใช่ว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงทราบ ท้ายที่สุดแล้วย่อมตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง**

เขาพันแผลเสร็จจึงสวมเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าไหมขาว ปกปิดร่างกายอันสง่างามสมส่วนเอาไว้ ลุงอู๋หยิบผมยาวของเขาออกมาจากในคอเสื้ออย่างระมัดระวัง แสงจันทร์อันมืดสลัวฉายลงสู่น้ำพุร้อนที่ปกคลุมด้วยไอหมอก ปลายผมของบุรุษหนุ่มเปล่งประกายเงางาม

เผยตันหันหน้ามองไปยังจันทร์เสี้ยวเหนือกำแพงขาว

ช่วงเวลาเช่นนี้ แม้แต่ลุงอู๋ก็ไม่เข้าใจสีหน้าของเขา

“ถึงแม้ท่านตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง แต่ถึงอย่างไรก็ลงทุนลงแรงไปมากมายเพียงนั้นเพื่อทำให้เขามาอยู่ข้างกาย กลับไม่คิดจะพบหน้าเขาสักครั้งหรือ”

เผยตันหันหน้ามองเขา เหมือนรู้สึกว่าคำพูดของเขาแปลกประหลาดอย่างยิ่ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “พบเขา? ให้เขารังเกียจหรือ”

ลุงอู๋พูดไม่ออกเล็กน้อย

สุ้มเสียงของเผยตันแผ่วเบาว่างเปล่า “ในคืนวันเกิดเป็นข้าที่ไร้ยางอาย ข้าไม่มีทางทำอีกแล้ว อีกทั้งยามนี้มีเรื่องมากมายที่อาจทำให้ฝ่าบาททรงระแวง ข้าคงไม่ดึงเขาเข้ามาพัวพันอีก…นั่นใคร!” เขาพลันตัดบท สายตากวาดไปยังซอกมุมหลังฉากบังลมไม้ไผ่อย่างดุดัน

ชั่วขณะเมื่อครู่มีสุ้มเสียงของพุ่มหญ้าเสียดสีกัน

ลุงอู๋บอกเป็นนัยให้เขาเงียบเสียง ส่วนตนเองก้มตัวลงอย่างระแวดระวัง ค่อยๆ ย่องเข้าไปแล้วอ้อมฉากบังลมม่านไม้ไผ่ เผยตันรู้สึกไม่พอใจและมีความคิดอยากฆ่าคนบังเกิดขึ้นทันที ไม่นานก็เดินหน้าเข้าไป กลับเห็นโพรงสูงเท่าคนโพรงหนึ่งบนกำแพง พุ่มหญ้าที่ด้านล่างยุ่งเหยิง เห็นได้ชัดว่ามีคนเคยมาและหนีไปแล้ว

ด้านหลังกำแพงนี้…

ลุงอู๋เก็บสิ่งของชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากในพุ่มหญ้า หลังปัดฝุ่นแล้วจึงมอบให้เผยตัน จากนั้นก้มหน้าด้วยความละอาย

เป็นถุงหอมสีเขียวปักลายดอกกล้วยไม้ เขาเคยเห็นตรงข้างเอวของหลี่เฟิ่งปิงเมื่อช่วงก่อนหน้าไม่นาน

เผยตันคิดหลายตลบ พลันกระชับเสื้อผ้าแน่นกว่าเดิมแล้วหันกายไป “กลับได้แล้ว”

ลุงอู๋เห็นท้ายทอยของเขาแดงเรื่อไปจนถึงใบหู

 

หลังจากเฟิ่งปิงกลับถึงห้องก็ล้างหน้าบ้วนปากแล้วเข้านอนอย่างเร่งรีบ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงที่ชุนสือเรียกเขา

เขาหลับตาลง ไม่ต้องการขบคิดคำพูดของเผยตันให้ลึกซึ้งมากไปกว่านี้ เขารู้มานานแล้วว่าที่นี่คือพื้นที่ของเผยตัน เขารู้ว่าตนเองได้รับการปกป้องจากอีกฝ่าย กว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอย่างหลอกตัวเอง แต่วันนี้สิ่งเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมาจากปากเผยตันเอง ทว่าสิ่งที่เขาสลัดออกจากสมองไม่ได้คือสายตาที่เผยตันทอดมาในตอนสุดท้าย…

นั่นเหมือนเป็นอีกด้านหนึ่งของเผยตัน ด้านที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ร่างกายของอีกฝ่ายเปลือยเปล่าและสูงสง่า บนทรวงอกพันแน่นด้วยผ้าพันแผลสีขาว กล้ามเนื้อสะท้อนแสงหยดน้ำแวววาวท่ามกลางเมฆหมอกรอบกาย แต่เพียงชั่วแวบนั้นกลับล้ำลึกและมืดสลัว แผ่ความเย็นอันแน่วแน่ ชั่วขณะนั้นเขาเชื่อว่าเผยตันฆ่าคนได้

เฟิ่งปิงรู้สึกว่ามันช่างเหลวไหลสิ้นดี เขากับเผยตันร่วมเรียงเคียงหมอนกันมาสามปี ขณะนี้กลับเริ่มสงสัยว่าผู้ที่ตนเองรู้จักคือเผยตันที่แท้จริงหรือไม่กันแน่

เขาคิดว่าตนคงหวาดกลัว แต่แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดมิดก็อดมิได้ที่จะหอบหายใจหลายเฮือกใหญ่ คิดขับไล่เผยตันที่น่าชังในใจของตนเองออกไป แต่ขณะเขานอนหลับกลับบังเกิดนิมิตวสันต์* อย่างไม่เคยมีมาก่อน

สิ่งที่เขาฝันเห็นคือค่ำคืนที่ตนเพิ่งแต่งงานกับเผยตันเมื่อแปดปีก่อน

 

ตอนแรกของความฝันคือภาพโถงหน้าของตำหนักไท่จี๋

เฟิ่งปิงกับเผยตันสวมชุดแต่งงานสีแดงเหมือนกัน ถือกล่องลัญจกรและสายแพรพระราชทาน เดินผ่านทางคดเคี้ยวตั้งแต่ประตูเฉิงเทียน ประตูจยาเต๋อ จนถึงประตูไท่จี๋ แล้วเข้าสู่ตำหนักไท่จี๋เพื่อทำพิธีเบื้องพระพักตร์ ฮ่องเต้และฮองเฮาประทับอยู่บนตำแหน่งสูงสุด แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างสง่างามน่าเกรงขาม พิธีดำเนินไปตามเสียงร้องของขุนนางพิธีการ ระหว่างเขากับเสด็จพ่อคั่นไว้ด้วยบันไดสีชาดหลายสิบขั้น แผงลูกปัดมงกุฎอันสวยหรูของโอรสสวรรค์ห้อยระย้าลงมา เฟิ่งปิงมองเห็นใบหน้าที่อยู่ด้านหลังไม่ชัดเจน ได้ยินเพียงเสด็จพ่อถามเขาอย่างอ่อนโยนว่า ‘นี่คือจ้วงหยวนใหม่ที่เราแต่งตั้ง เจ้าลองดูบทความของเขาว่าชอบหรือไม่’

บนทางเดินพันก้าวของฝ่ายใน เสด็จพ่อเอามือไพล่หลังพลางยิ้มให้เขา เฟิ่งปิงกำลังถือบทความที่เผยตันเขียนตอนสอบไว้ในมือ หัวข้อคือ ‘จงอภิปรายสาเหตุที่ซุ่นไม่สังหารเซี่ยง’ จากนั้นเขาตอบว่าชอบ

ใครเล่าจะไม่ชอบเผยตัน นั่นคือเด็กหนุ่มที่ผู้ใดมองดูแวบเดียวก็ต้องหลงรัก เพราะเขาทั้งเย่อหยิ่งและสดใสเพียงนั้น

‘ต่อให้เซี่ยงดุร้ายเพียงใด ซุ่นก็ไม่สังหารเขา บทความนี้ควรให้พี่ใหญ่ของเจ้าอ่านสักหน่อย’ เสด็จพ่อหยุดชะงัก ก่อนเอ่ยกับเฟิ่งปิงต่อ ‘จ้วงหยวนผู้นี้พรสวรรค์โดดเด่น ยกให้ใครก็ไม่เหมาะสม เราคิดว่ามิสู้ยกให้เจ้า’

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าตนเองมาอยู่ในคฤหาสน์สิบอ๋องแล้ว ทั้งสี่ด้านของห้องนอนอันคับแคบมีม่านปล่อยลงมา เตียงใหญ่หลังหนึ่งปูด้วยแพรนุ่มสีแดง บนเชิงเทียนเก้ากิ่งแกะสลักลายหงส์มังกร เปลวไฟสั่นไหวระยิบระยับ เขาครุ่นคิดถึงความหมายของเสด็จพ่อท่ามกลางความหมดอาลัยตายอยาก อาจเพราะต้องการกดความหยิ่งยโสของสกุลเผย หรือเพราะว่าไม่ต้องการให้เผยตันไปเกาะเกี่ยวองค์ชายที่มีความทะเยอทะยานองค์อื่น ไม่ว่าจะเป็นสายฟ้าหรือหยาดน้ำค้าง* ล้วนเป็นอุบายที่ฮ่องเต้ชอบใช้

ในราชวงศ์นี้บุรุษแต่งงานกันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพียงแต่จ้วงหยวนแต่งงานกับองค์ชายคือเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งแรก ขุนนางกองราชพิธีจึงได้ปรับปรุงรูปแบบพิธีการและคิดหาลูกเล่นใหม่เข้ามา ในวังมีข้อผูกมัดมากมาย แต่พอออกมาด้านนอกก็ไม่มีข้อห้ามเหล่านั้นแล้ว อีกทั้งชื่อเสียงด้านสติปัญญาและวรรณศิลป์ของเผยตันเป็นที่เลื่องลือจึงถูกพวกคนเจ้าสำราญกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมพลางท่องกลอนและกรอกสุราออกคำสั่งไปตามธรรมเนียมจนเดินไปถึงหน้าห้องนอน เมื่อถึงหน้าประตูพวกเขายังไม่ยอมเลิกรา พากันเปลี่ยนสัมผัส สลับคำคล้องจองหรือตั้งหัวข้อ ทว่าเผยตันก็สามารถแต่งออกมาติดต่อกันได้ถึงห้าบท สุดท้ายพวกเขาก็ยอมปล่อยเผยตันเข้าประตูไป

พอเผยตันเข้ามาจึงปิดประตูใส่แขกเหรื่อที่ชะเง้อชะแง้ดังปัง เขาขยับกายไปเทน้ำชาดื่ม แต่กลับชนแจกันและโถหลายใบตกแตก น้ำแกงแก้เมาชามหนึ่งถูกยื่นมาที่เบื้องหน้า พอเขาเงยหน้าจึงมองเห็นเฟิ่งปิง

เฟิ่งปิงเพิ่งอาบน้ำ มือหนึ่งจับผมยาวที่เปียกชุ่มของตนเองเอาไว้ มืออีกข้างถือชามน้ำแกง เดิมเป็นท่าทางตามสัญชาตญาณ แต่กลับลนลานเพราะการหยุดชะงักของอีกฝ่าย ก้มหน้าวางชามน้ำแกงไว้บนโต๊ะอย่างเร่งรีบ

‘ขอบคุณ’ เผยตันเอ่ยเสียงแหบ

โดยรอบไม่มีคนอื่นแล้ว เผยตันจึงราวกับเปิดเผยความเหนื่อยล้าออกมาหลายส่วน เขาดื่มน้ำแกงโดยไม่ส่งเสียง เฟิ่งปิงมองพิจารณาอีกฝ่ายจากด้านข้างอย่างเงียบๆ เขาเคยอ่านบทกวีของเผยตันมากมาย แต่กลับเพิ่งเคยมองดูใบหน้าของเผยตันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก เด็กหนุ่มสูงกว่าเขาครึ่งศีรษะ คิ้วตาคมคายราวกับภาพวาด ในดวงตามีประกายอันเงียบงัน ดูแล้วโตกว่าอายุจริงเล็กน้อย

เป็นคนแปลกหน้าที่น่ามองคนหนึ่ง

เผยตันกุมขมับ คล้ายสร่างเมาหลายส่วนแล้วจึงจะไปอาบน้ำ เฟิ่งปิงยังรีบยื่นเสื้อผ้าให้เขาอีก

‘…เป็นสิ่งที่ฮองเฮาเตรียมไว้’ เฟิ่งปิงเองก็เก้อเขินอยู่บ้าง

เผยตันรับไป เฟิ่งปิงกลับไม่ได้ปล่อยมือทันที คนทั้งสองยืนประจันหน้ากันอย่างแข็งทื่อ นิ้วมือต่างกำมุมหนึ่งของเสื้อผ้าเอาไว้พลางมองดูอีกฝ่าย เผยตันพลันถามว่า ‘ข้าควรเรียกขานท่านอย่างไร’

เฟิ่งปิงเบือนหน้าหนีไป ‘ท่านพอใจอย่างไรก็เรียกอย่างนั้น’

มือของเผยตันลูบไล้ขึ้นไปตามลวดลายของเสื้อผ้าที่พับเอาไว้ เฟิ่งปิงรู้ว่าบนนั้นปักลายดอกบัว ไม่รู้เหตุใดเขากลับหน้าแดงขึ้นมาก่อน

เผยตันครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ย ‘เช่นนั้นข้าเรียกท่านว่า…พี่สี่ ดีหรือไม่’

เฟิ่งปิงตกตะลึงแล้วจึงหันหน้าไป

คำเรียกขานนี้จาบจ้วงล่วงเกินเล็กน้อย แต่เผยตันที่เมามายหาได้ตระหนักไม่ เขากะพริบตาปริบๆ เหมือนต้องการสนิทสนมกับเฟิ่งปิงขึ้นอีก

เฟิ่งปิงเม้มริมฝีปาก เอ่ยว่า ‘แล้วแต่ท่าน’

เผยตันจึงยิ้มออกมา ในดวงตาสะท้อนแสงเทียนวูบไหว ทำให้เกิดภาพลวงตากลับหัวกลับหาง เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยนเหมือนหยอกล้อและเหมือนแกล้งไม่รู้ ‘เช่นนั้นข้าจะไปล้างตัวให้สะอาด พี่สี่’

 

บนฉากบังลมไม้ไผ่มีลายหมึกดำเขียนเอาไว้หลายขีด ไอน้ำอันอุ่นร้อนของห้องอาบน้ำระเหยขึ้นไป คล้ายทำให้หมึกดำเหล่านั้นกระจายออก เฟิ่งปิงลืมตาขึ้นก็พบว่าเด็กหนุ่มไม่ใส่เสื้อผ้าแม้แต่น้อย

ร่างผอมเพรียวปกคลุมด้วยกล้ามเนื้อบางๆ ชั้นหนึ่ง หยดน้ำใสเกาะอยู่ด้านบน เขาค่อยๆ เดินเข้าไปในถังอาบน้ำ ทิ้งเงาหลังสายหนึ่งไว้ให้เฟิ่งปิงดู บนแผ่นหลังนั้นกลับมีแผลเป็นผิวหนังฉีกขาดรอยหนึ่ง พาดอยู่ใกล้กระดูกสะบักอย่างดุดัน

เฟิ่งปิงยังไม่เข้าใจว่าแผลเป็นรอยนั้นเกิดจากอะไร ระหว่างนั้นเผยตันกลับสะดุดเก้าอี้เล็กในถังอาบน้ำ

…เขาดื่มสุราจนมึนเมา น้ำร้อนยิ่งทำให้ทั่วร่างของเขาแดงระเรื่อ ขณะกำลังพึมพำพลางเกาศีรษะ เฟิ่งปิงกลับตกใจจนส่งเสียงอยู่ด้านหลัง

ไม่ง่ายเลยกว่าเผยตันจะทรงตัวได้ พอหันหน้าไปก็มองเห็นเฟิ่งปิง แล้วเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า ‘ท่านกำลังรอข้าหรือ’

คำถามนี้แปลกประหลาดจริงๆ เฟิ่งปิงไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงเดินหน้าเข้าไปเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก ‘ท่านเจ็บตรงที่ใดหรือไม่’

เผยตันแย้มยิ้ม เขาเองก็คงเขินอายอยู่บ้าง แต่ถูกรอยยิ้มนี้ปิดซ่อนเอาไว้แล้ว ‘ข้าไม่เป็นไร ท่านไป…’

เขาอยากให้ตนไปรอด้านนอกใช่หรือไม่ เฟิ่งปิงรู้สึกเพียงตนเองทำเรื่องน่าอายเหมือนคนโง่ ตั้งใจจะเดินไปด้านนอก ทันใดนั้นก็ได้ยินเผยตันเอ่ยอีกว่า ‘ท่านช่วยข้าหยิบเจ่าโต้วหน่อยได้หรือไม่’

ความจริงเจ่าโต้วกับผ้าขนหนูอยู่ไม่ไกลจากข้างถังอาบน้ำ เผยตันยื่นมือไปก็เอื้อมถึง

เขากำลังสลายความเก้อเขินให้เฟิ่งปิง

เฟิ่งปิงหยิบของมา เขาตั้งใจหลบหลีกขณะยื่นให้ แต่สุดท้ายยังคงสัมผัสปลายนิ้วของเผยตัน ทำให้กล่องเจ่าโต้วลื่นหลุดจากมือตกลงไปในน้ำทันที

เฟิ่งปิง ‘…’

เผยตัน ‘…’

เผยตันมองดูเขาพลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ‘ท่านกลัวข้าหรือ’

เฟิ่งปิงส่ายหน้า เขาย่อมไม่กลัวอยู่แล้ว แต่ภายในห้องอาบน้ำในค่ำคืนฤดูร้อนนี้ราวกับลมหายใจทุกเฮือกต่างถูกประทับไว้บนผนังอันเปียกชื้น ทิ้งคราบน้ำแห่งความอาลัยอาวรณ์เอาไว้ เผยตันเม้มริมฝีปาก ก่อนจะย่อตัวลงไปช้อนกล่องเจ่าโต้วในน้ำขึ้นมา ขณะที่เฟิ่งปิงเองก็รีบขออภัยแล้วม้วนแขนเสื้อลงไปช้อนเช่นกัน มือของคนทั้งสองสัมผัสกันในน้ำอุ่น พลันจับกันเอาไว้

สายน้ำไหลผ่านระหว่างซอกนิ้วของคนทั้งสอง นอกจากดวงจันทร์อันเปียกโชกบนฝ่ามือของกันและกัน พวกเขาต่างคว้าอะไรเอาไว้ไม่ได้ทั้งสิ้น เฟิ่งปิงมองคลื่นน้ำที่กระเพื่อมไหว เหมือนนิ้วมือที่พันกันอยู่ใต้นั้นไม่ใช่ของตนเอง เขารู้ว่าเผยตันกำลังมองเขาอยู่ ค่อยๆ ขยับมาหาเขา เฟิ่งปิงพลันใจเต้นแรงเหมือนรัวกลอง หลับตาลงอย่างไม่ต้องมีใครสอน

จุมพิตของเด็กหนุ่มเป็นความหวานแบบไร้เดียงสา แปลกจริงๆ เป็นเพราะข้าดื่มสุราเหมือนกันอย่างนั้นหรือ เผยตันแตะริมฝีปากของเขาเบาๆ ก่อน พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขัดขืนจึงยื่นลิ้นออกมาเลียฟันของเขาเงียบๆ เหมือนทักทายเขาอย่างระมัดระวัง

เผยตันจูบอย่างละเมียดละไม เพียงครู่เดียวเฟิ่งปิงก็อึดอัดแล้ว มืออีกข้างจับไหล่อันเปลือยเปล่าของเผยตันเอาไว้ ผลักอีกฝ่ายอย่างบอกเป็นนัย เผยตันเลยจำต้องผละออก เขาจ้องมองเผยตันด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอหน่วยเหมือนถูกรังแก แต่ลอบยื่นแขนคล้องลำคอของเผยตันเอาไว้

เผยตันเบิกตาโพลง ยิ้มพลางโอบเอวเขาเอาไว้ เพียงออกแรงนิดหน่อยก็อุ้มเขาขึ้นจากพื้นได้เหมือนอุ้มเด็ก เขายังไม่ทันร้องสักแอะก็ตกลงไปในน้ำแล้ว

เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มลากเฟิ่งปิงจมลงไป มือเท้าต่างเกาะอีกฝ่ายเอาไว้อย่างไม่อาจควบคุม เผยตันส่งเสียงอืมต่ำๆ เขาจึงพบว่าของแข็งที่ท่อนล่างของเด็กหนุ่มปราศจากการบดบัง และมันกำลังร้อนระอุดุนดันอยู่ตรงหว่างขาของตน

ทั้งสองต่างเป็นบุรุษด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเข้าใจขึ้นมาทันที เขาพลันถอยหลังออกไป เผยตันจับเขาเอาไว้ไม่อยู่ ทำให้คนทั้งสองกระแทกกับผนังถังอาบน้ำพร้อมกัน เฟิ่งปิงทรุดนั่งลงไปพาให้น้ำสาดกระเซ็นอีกกลุ่มใหญ่

‘เจ็บหรือไม่’ เผยตันยื่นมือไปลูบหลังศีรษะของเขาอย่างลนลาน น้ำในถังอาบน้ำกระเซ็นออกไปกว่าครึ่ง เฟิ่งปิงเย็นจนหนาวสั่น เผยตันคล้ายเสียใจจึงเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า ‘ขออภัย พวกเราออกไปกันเถอะ’

แต่ไม่รู้ว่าเฟิ่งปิงไปเอาความกล้ามาจากที่ใด ยื่นขาออกไปเกี่ยวน่องของอีกฝ่าย…

เสื้อบางๆ ลอยอยู่บนผิวน้ำ ขวางกั้นไว้ชนิดที่เหมือนไม่ได้กั้น รู้สึกได้ว่าผิวหนังเนียนละเอียดชวนให้เสียวซ่าน ขาของเด็กหนุ่มเหยียดตรงแข็งแกร่ง กล้ามเนื้อแน่นตึงราวกับกำลังอดทนอดกลั้นเอาไว้ แต่ก็เหลือบตามองเขาด้วยความประหลาดใจ

เฟิ่งปิงอายกับท่าทางของตนเองจนใบหน้าแดงก่ำ ครู่ก่อนพวกเขายังเป็นคนแปลกหน้าต่อกันชัดๆ แม้แต่สายตาของเขาก็หลบหลีกเผยตันอยู่ตลอด แต่ยามนี้ท่อนล่างกลับแนบชิดติดกันเสียแล้ว ต้องเป็นเพราะสุราอย่างแน่นอน ฝ่ามือของเผยตันอุ่นร้อน เพียงโอบรั้งเอวของเขาเอาไว้ แต่กลับเหมือนกำลังลูบไล้หัวใจของเขาในที

หัวใจสั่นไหวเงียบๆ…ที่แท้การใจสั่นคือเรื่องที่ตื้นเขินเพียงนี้เอง

เขานึกอยากรั้งสองขากลับเล็กน้อย แต่เผยตันกลับขยับเข้ามาตรงหว่างขาของเขาแล้ว

เฟิ่งปิงกลั้นลมหายใจเอาไว้ทันที ขณะที่เผยตันโน้มตัวลง

 

ก่อนเฟิ่งปิงแต่งงาน ในวังส่งกงกงน้อยมาสองคนเพื่อบรรยายให้เขาฟังว่าบุรุษร่วมรักกันอย่างไร

ตอนนั้นระหว่างพวกเขาถูกกั้นไว้ด้วยฉากกั้น แต่เพียงแค่ฟังคนพูด เขาก็เอียงอายจนทำตัวไม่ถูก เขายังถามอย่างสับสนมึนงงว่า ‘เช่นนั้นข้าอยู่ด้านบนหรืออยู่ด้านล่าง’

กงกงน้อยบอกว่า ‘เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของท่าน แต่อยู่ด้านล่างสบายกว่า ให้เผยจ้วงหยวนเป็นผู้ปรนนิบัติท่าน’

คำพูดดูน่าฟัง แต่ความจริงการที่เผยตันแต่งกับเขาก็เหมือนแต่งกับองค์หญิง ในสายตาคนนอก เขาสมควรอยู่ด้านล่าง

เฟิ่งปิงถามต่ออีกว่า ‘เช่นนั้นเผย…เผยตันเองก็ต้องเรียนรู้หรือ’

กงกงน้อยบอกว่า ‘เรียนสิ ซ้ำเผยจ้วงหยวนยังตั้งใจเรียนอีกด้วย’

เฟิ่งปิงทนฟังต่อไปไม่ไหว อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงคืนนี้จริงๆ ขณะที่เขาอาบน้ำและคิดอยากจะขยายช่องทางนั้นของตนก็นึกเสียใจขึ้นมาที่ครานั้นไม่ได้ฟังบรรยายอย่างละเอียด เขาป้ายขี้ผึ้งแล้วจิ้มเข้าไปทางด้านหลังอย่างหยาบๆ มันไม่ได้มีความเพลิดเพลินใดๆ เลยแม้แต่น้อย ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้มีอะไรน่าสนใจ เขาเป็นบุรุษ ไม่ใช่องค์หญิงสักหน่อย

แต่ขณะเผยตันโน้มตัวลงมา เขากลับลืมข้อสงสัยทั้งหมดนี้ไปแล้ว

 

ร่างกายเปลือยเปล่าของเด็กหนุ่มราวกับปริศนาที่ปกฟ้าคลุมดิน

ดวงตาของเผยตันเป็นประกายคล้ายอยากรู้อยากลอง แต่ก็แฝงไปด้วยความลนลานอยู่บ้างจึงจูบเขาไม่หยุดเพื่อปกปิดสีหน้าของตน เขาถึงขั้นรู้สึกว่าเผยตันน่ารัก ส่วนนั้นของเผยตันแข็งร้อนดุจเหล็กอยู่ตรงหว่างขาเขา แต่คนทั้งสองกลับไม่กล้าก้มหน้ามอง ค่ำคืนฤดูหนาวเยือกเย็น บนน้ำใต้น้ำเย็นร้อนปะทะกัน เฟิ่งปิงแนบตัวไปบนร่างเผยตันอย่างไม่อาจควบคุม อีกฝ่ายจึงถือโอกาสอุ้มเขาออกมา

บนร่างของคนทั้งสองเปียกชุ่มไปทั้งตัว น้ำหยดลงมาไม่ขาดสาย เผยตันกลัวว่าเขาจะหนาวจึงถอดเสื้อออกให้ ราวกับกำจัดชุดเกราะอันหนักอึ้งชั้นสุดท้ายออกไปให้เขา ทันทีที่ผิวหนังสัมผัสอากาศ เผยตันก็คลุมผ้าแห้งและเช็ดผมให้เขาทันที จากนั้นถึงโอบเขากลับไปนั่งข้างเตียงในห้องนอน

เมื่อมองไปยังเทียนแดงลายหงส์มังกรร่ายรำอีกครั้ง เฟิ่งปิงก็หน้าแดงใจเต้น แสงเทียนบีบบังคับอย่างอบอุ่น เหมือนรู้ดีกว่าตัวเขาเองเสียอีกว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น

เผยตันจูบเขาไปพลางยื่นมือหยิบสิ่งของที่เป็นหลอดบางอย่างไปพลาง พอเขาเห็นว่าเป็นขี้ผึ้งไขมันหยกก็เคลื่อนสายตาออกไปอย่างเร่งรีบ เผยตันคุกเข่าข้างเดียวบนขอบเตียง มองมาที่เขาแล้วเอ่ยว่า ‘พี่สี่ เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะ…’

เหมือนอยากจะเสนอความต้องการต่อเขาแต่กลับลังเล เด็กหนุ่มยังไม่รู้ว่าจะควบคุมคนบนเตียงอย่างไร ท่าทางและเสียงพูดต่างติดขัดเหมือนกัน เฟิ่งปิงรอคอยด้วยความมึนงง สุดท้ายเผยตันกลับไม่ได้พูดออกมา เพียงจูบเฟิ่งปิงจนถึงด้านในสุดของเตียง ใช้มือป้ายขี้ผึ้งแล้วสอดเข้าไปในจุดลับที่ท่อนล่างของเขาเบาๆ

เฟิ่งปิงเอ่ยเสียงสั่น ‘ไม่ดับไฟหรือ’

สุ้มเสียงของเด็กหนุ่มฟังดูเปียกชื้น ‘ท่านอยากดับไฟหรือ’

เฟิ่งปิงไม่เอ่ยคำอีก เพียงใช้สองแขนรัดลำคอของเผยตันแน่นแล้วกดอีกฝ่ายลงมา ลมหายใจรินรดต้นคอของเผยตันเบาๆ เผยตันรู้ว่าเขาเขินอายจึงดึงผ้าห่มแพรขึ้นมาปกปิดเสียงสวบสาบที่ดังมาจากท่อนล่างของคนทั้งสองเอาไว้ นิ้วมือลองสอดเข้าไปแล้ว เนื่องจากเพิ่งแช่น้ำร้อนมาช่องทางจึงอุ่นและอ่อนนุ่ม ผนังช่องทางรักคล้ายกำลังตอดรัดทำให้เผยตันอดที่จะกลั้นหายใจไม่ได้ ใบหน้าของเฟิ่งปิงอยู่ท่ามกลางแสงสลัวกึ่งมืดกึ่งสว่าง ตอนกลางวันเขาสวมชุดแต่งงานอันสง่างาม เป็นฮูหยินที่นิ่งเงียบและงดงามของเผยตัน ตกกลางคืนกลับนุ่มละมุนและน่าหลงใหลเช่นนี้

เผยตันเองก็ไม่ได้เก่งมากนัก จำได้เพียงกงกงบอกว่าต้องอดทน ต้องหาจุดที่เฟิ่งปิงสุขสบายที่สุดให้พบ ขี้ผึ้งไขมันหยกละลายอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วค่อยๆ ร้อนลวก ให้ความรู้สึกราวกับเส้นเลือดของทั้งสองฝ่ายเชื่อมต่อกัน เนื่องจากเป็นจ้วงหยวนที่เฉลียวฉลาดแต่กำเนิด ไม่นานเผยตันก็หาเจอแล้ว เขากดนวดเบาๆ เก็บเสียงอันน่าอายทั้งหมดไว้ใต้ผ้าห่ม เฟิ่งปิงราวกับปลากระหายน้ำ ร่างกายเหยียดตรงโดยไม่รู้ตัว ถึงขั้นยกท่อนล่างให้เผยตันสอดนิ้วมือได้ลึกกว่าเดิมอย่างเงียบๆ สุดท้ายเขาก็ดันตัวเผยตันพลางเอ่ยไม่หยุดว่า ‘ได้แล้วๆ…’

เผยตันเหลือบตาขึ้นมา นิ้วมือที่ด้านล่างถูกถอนออกมาอย่างเชื่องช้า แล้วแทนที่ด้วยแท่งร้อนของเขา

ชั่วขณะนั้นเผยตันมิได้ยิ้ม สีหน้าจริงจัง บนหน้าผากมีเม็ดเหงื่อผุดพราย เฟิ่งปิงเองก็หวาดกลัวจนหลับตาปี๋ สองขายกขึ้นเกี่ยวเอวของเผยตันเอาไว้ ทันทีที่ส่วนนั้นแทรกเข้าก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอย่างที่คิด มีเพียงความรู้สึกประหลาดของการถูกอัดแน่น สิ่งนั้นแม้มองไม่เห็นแต่ก็รู้ว่าใหญ่จนน่าตกใจ เหมือนการบุกเบิกดินแดนทีละน้อย เสียงหัวใจเต้นระรัวอยู่ใต้ผ้าแพร ครั้นเขาลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นเผยตันกำลังจ้องมองมา

จากนั้นขนตาของเผยตันก็หลุบลงอย่างอ่อนโยน เขาประทับจูบลงบนเปลือกตาของเฟิ่งปิงเบาๆ

‘พี่สี่’ เผยตันเสียงแหบแล้ว เห็นคำเรียกขานใหม่นี้เหมือนสิ่งล้ำค่า ‘พี่สี่ แน่นยิ่งนัก…’

ต่อมาพวกเขากระทำอีกหลายครั้ง จนในที่สุดตะเกียงก็ดับลง คลุมผ้าห่มลายยวนยาง* เล่นน้ำผืนใหญ่ สำรวจร่างกายของกันและกันท่ามกลางความมืดมิด เฟิ่งปิงพบว่าเผยตันมีหลุมเล็กๆ ที่บั้นเอว ขอเพียงสัมผัสอีกฝ่ายก็จะหอบหายใจอย่างรุนแรง เอวของเผยตันผอมเกร็ง ทว่าทรวงอกกลับกว้างหนาอย่างเหนือคาด อีกทั้งเร่าร้อนดุจเปลวไฟ เฟิ่งปิงอดไม่ไหวจนต้องเลียไปครั้งหนึ่ง เผยตันยังคงรวบผมยาวของเฟิ่งปิงที่สยายอยู่บนหมอนขึ้นอย่างเอาใจใส่ แต่ผมของตนเองกลับปล่อยให้ยุ่งเหยิง ปลายนิ้วของเฟิ่งปิงลากผ่านแผ่นหลังของเผยตันไป พร้อมกับเกี่ยวรั้งปลายผมของเขาไปด้วย เผยตันเงยหน้าส่งเสียงหัวเราะ ถึงแม้เฟิ่งปิงจะมองไม่เห็นแต่ก็หัวเราะตามเขาไปอย่างไร้สาเหตุ หัวใจล่องลอยราวกับฟองคลื่นในทะเลใหญ่ ได้ยินเสียงฟองเล็กๆ เหล่านั้นแตกกระจายดังเปรี๊ยะๆ

ต่อมาเผยตันก็อุ้มเขาขึ้นอีกครั้ง คนทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน เป็นท่วงท่าที่ยั่วยวนที่สุดในตำราภาพวังวสันต์** เผยตันขยับกายจากล่างขึ้นบนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กระแทกจนลมหายใจของเขาสับสน อดมิได้ที่จะครางออกมา เขาเกาะแขนของเผยตันแล้วยกตัวขึ้น พยายามไปกัดหูของอีกฝ่าย จากนั้นก็เอ่ยว่า ‘ช้าหน่อยสิ…หนุ่มน้อย!’

หนุ่มน้อย

ในห้วงเวลาคับขันนี้เขาพลันเฉลียวใจขึ้นมา รู้สึกพึงพอใจยิ่งเมื่อสัมผัสได้ว่าใบหูของเผยตันร้อนผ่าว อีกฝ่ายคือสามีหนุ่มของเขา ก็ควรเรียกว่าหนุ่มน้อยมิใช่หรือ

ดุจมัจฉาแหวกว่ายในหม้อเดือด นางแอ่นทำรังบนม่านที่พลิ้วไหว ท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนแรงและอันตรายที่ไร้ซึ่งความมั่นคง พวกเขาราวกับมัจฉาและนางแอ่นคู่นั้น

…แล้วเผยตันก็พลันลืมตาขึ้น

 

ทางเดินลึกในอาคารสูง ม่านปักลายห้อยต่ำ ความมืดมิดอันสวยหรูราวกับม่านเหล็กกดทับลงมา ด้านนอกคือพายุหิมะโหดเหี้ยม ทรวงอกของเผยตันกระเพื่อมขึ้นลงอย่างถี่กระชั้น นิมิตวสันต์ของเขาสมจริงและชัดเจนราวกับฝันร้าย

เด็กหนุ่มในฝันผู้นั้นแลดูโดดเดี่ยว ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอยู่กับการคิดคำนวณ การวางแผน และเฝ้าดูทุกสิ่งด้วยสายตาที่เย็นชาเต็มไปด้วยแผนร้าย แต่จู่ๆ กลับพุ่งเข้าไปในความสุขอันไร้เดียงสาที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาตื่นตระหนกทำตัวไม่ถูก เขาพบเจออุปสรรคมากมาย แต่ไม่ว่าจะประคองมันด้วยความระมัดระวังอย่างไรก็ยังเห็นได้ชัดว่าเขายังคงงุ่มง่ามอย่างยิ่ง สุดท้ายมันจึงตกแตกไป

เขาปกป้องมันเอาไว้ไม่ได้

แสงจันทร์ครึ่งคืนหลังส่องผ่านม่านไหมอย่างเบาหวิวและไร้ความรู้สึก เผยตันค่อยๆ สงบลง

ฟ้ายังไม่สว่างแต่เขาไม่สามารถนอนต่อได้อีกแล้ว เขาเก็บที่นอนแล้วจึงลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า เหยียบผ่านพรมด้วยเท้าเปล่า สุ่มหยิบตำราม้วนหนึ่งบนชั้นวางมาแล้วเริ่มอ่าน หลายคืนที่นอนไม่หลับหลังสูญเสียเฟิ่งปิงไป เขาล้วนใช้ชีวิตเช่นนี้

ในห้องมีเพียงแสงไฟริบหรี่

 

เคืองหนุ่มน้อยที่เตร็ดเตร่มาแรมปี ไร้ฤดีแต่งกายประทินโฉม เพียงจุดธูปอธิษฐานต่อโพยม

…เฝ้ารอเขากลับมาค่อยพาที เปลี่ยนวิถีร่อนเร่พเนจร

* ปากมีน้ำผึ้งในท้องมีกระบี่ เป็นสำนวน หมายถึงคนที่พูดดี ปากหวาน แต่ในใจกลับคิดร้าย

** ตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง เป็นสำนวน หมายถึงคนที่ปฏิบัติตัวอย่างซื่อตรงไม่กลัวคำครหาว่าร้าย

* นิมิตวสันต์ หมายถึงความฝันอีโรติก

* เป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้แสดงถึงอำนาจของจักรพรรดิ โดยสายฟ้าหมายถึงความโกรธ การลงโทษ และหยาดน้ำค้างหมายถึงความเมตตาและความโปรดปราน

* ยวนยาง หรือเป็ดแมนดาริน เป็นนกเป็ดน้ำชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในจีน มีนิสัยชอบอยู่กันเป็นคู่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของคู่ชีวิตและความรัก

** ตำราภาพวังวสันต์หรือชุนกง เป็นหนึ่งในตำรากามสูตรของจีนโบราณ คำว่าวสันต์ (ชุน) ในภาษาจีนนอกจากหมายถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วยังมีนัยถึงความรักของหนุ่มสาวอีกด้วย

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 1-2

บทที่ 1 ฤดูเหมันต์ ผืนดินถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้า ทั้งเมืองฉางอันจมอยู่ในสายหมอกเหน็บหนาวขาวพร...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 3-4

บทที่ 3 หนึ่งก้านธูปให้หลังจิงเจ๋ออารักขาเจ้านายขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสามของโรงน้ำชาอย่างทุลักทุเล ประตูหน้าต่างปิดสนิท ...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 5-6

บทที่ 5 “?” เขาไม่ตื่นเกร็งลนลานแต่อย่างใด น้ำเสียงราบเรียบผ่อนคลาย นิ่งคิดอย่างตั้งใจจริง ทำให้ชั่วขณะหนึ่งเจียงจื้ออีน...

คู่พันภพบรรจบรัก

ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 1

บทที่ 1 นั่นคือโรงเรียนประถมที่อยู่ชายขอบเมืองแห่งหนึ่ง ฝนฤดูใบไม้ผลิตกลงมาหลายวันแล้ว ทำให้ใบไม้สีเขียวอ่อนในสวนของโรงเ...

community.jamsai.com