everY
ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 9-10 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1
ผู้เขียน : ฝูหลี (符黎)
แปลโดย : Bou Ptrn
ผลงานเรื่อง : 望春冰 (Wang Chun Bing )
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 9
ธารเขียวหินขาว
คนทั้งสองหันข้างดื่มสุราอย่างสุภาพเรียบร้อย ทุกอย่างไร้ที่ติจนเหมือนพบหน้ากันครั้งแรก
องค์รัชทายาทน้อยหมดความสนใจแล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม ชุยฮองเฮาคีบผักใส่ปากของเขาเอาไว้ทันที ทนอยู่อีกครู่หนึ่งจนเข้าช่วงดึก พอองค์รัชทายาทอ้าปากหาว ชุยฮองเฮาจึงขอตัวกลับไปพักผ่อน ฝ่าบาทเองก็ลุกขึ้น เสด็จกลับวังท่ามกลางเสียงตะโกนของเหล่าขุนนาง
ขณะราชรถสีเหลืองจากไปอย่างโคลงเคลง ทุกคนก็ระบายลมหายใจยาวๆ
เฟิ่งปิงกับจ้าวอ๋องเดินออกจากศาลาจื้ออวี่พร้อมกัน เขาส่งจ้าวอ๋องจากไปก่อน ตนเองนวดจุดไท่หยางด้วยความเหนื่อยล้า พอเงยหน้าจึงมองเห็นเผยตันอยู่ไม่ไกล
เผยตันคล้ายเหนื่อยมากเช่นกัน เขายืนอยู่ในงานเลี้ยงที่เสียงดนตรีเงียบงันไปแล้ว เหลือเพียงโต๊ะที่มีถ้วยชามวางระเกะระกะ เขายกมือตบไปที่ไหล่ด้านหลัง สุดท้ายคล้ายตบถูกบาดแผลของตัวเอง แยกเขี้ยวยิงฟันจนทำให้เฟิ่งปิงรู้สึกน่าขันอยู่บ้าง ครู่หนึ่งมีขันทีมาถามเรื่องอะไรสักอย่าง เผยตันจึงสั่งการพลางเดินออกไป เฟิ่งปิงพลันรั้งสายตากลับมากัดฟันตนเอง
หยวนจิ่วหลินมาส่งเขาออกจากวัง
พวกเขาเดินอ้อมออกจากสระไท่เยี่ยท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนมีหิมะโปรยปราย โคมราชวัง* ในมือของหยวนจิ่วหลินแกว่งไกวท่ามกลางลมเย็น “อัครมหาเสนาบดีเผยสั่งการว่าต้องส่งท่านถึงเรือนอย่างปลอดภัย”
…ที่แท้แม้แต่รองผู้บัญชาการฝ่ายกิจการราชวังก็เป็นคนของเผยตัน
เฟิ่งปิงสวมหมวกกันลม กระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “อัครมหาเสนาบดีเผยใจดีจริงๆ”
หยวนจิ่วหลินยิ้มพลางเอ่ยว่า “อัครมหาเสนาบดีเผยเป็นห่วงความปลอดภัยของท่าน แม้อยู่ที่นี่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยทุกแห่ง”
เฟิ่งปิงแค่นเสียงหึเบาๆ หยวนจิ่วหลินแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง พอเบิกตามองไปเห็นสีหน้าของเฟิ่งปิงแลดูสงบ ใต้แสงราตรีกลับยิ่งขาวซีดราวคนป่วย
“เช่นนั้นเขาก็ไม่ควรให้ข้ามาฉางอัน”
น้ำเสียงของเฟิ่งปิงผ่อนคลายไม่กังวลใจ เขาปลงต่อเรื่องนี้แล้ว คาดว่าขณะที่เรื่องราวบางอย่างยังไม่เสร็จสิ้น คงยากที่ฝ่าบาทจะปล่อยเขาไป ใครจะคิดว่าหยวนจิ่วหลินกลับยิ้มพลางเอ่ยว่า “อัครมหาเสนาบดีเผยรู้ว่าคุณชายไม่อยากอยู่ฉางอันนาน ถึงอย่างไรก็แค่หนึ่งเดือนกว่า เขาเพียงหวังให้ท่านใจกว้างและอดทนสักหน่อย”
เฟิ่งปิงพลันหยุดนิ่ง เขาตกตะลึงไปแล้ว
เมื่อครู่ดื่มสุราสองจอกอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกเวียนศีรษะอยู่บ้าง หัวใจที่ล่องลอยพลันจมลงสู่ก้นบ่อน้ำ แม้แต่สีหน้าผ่อนคลายของเขาก็เก็บไม่ทัน
“เขา…” เฟิ่งปิงกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง “เหตุใดเขาไม่พูดกับข้าเอง”
“ดูท่านพูดเข้าสิ” หยวนจิ่วหลินกลับตอบอย่างรวดเร็ว “เช่นนั้นคงไม่เหมาะสม”
อ้อ ไม่เหมาะสม
เฟิ่งปิงคิด มีเหตุผล คำถามของข้าก็แปลก ไยต้องให้เผยตันมาพูดด้วยตัวเองเล่า
แต่เมื่อไม่นานก่อนหน้านี้เผยตันยังพูดจาเหลวไหลจะให้เขาอยู่ที่ฉางอัน ซ้ำยังบอกว่าจะล้างมลทินให้ สายตาของอีกฝ่ายในตอนนั้นร้อนแรง ลมหายใจหนักแน่น ท่าทีคล้ายเดิมพันหมดหน้าตัก หรือว่าการทุ่มเทอย่างดุดันถึงเพียงนั้น แค่คิดว่าจะถอนคืนก็ทำได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ
หยวนจิ่วหลินมองดูสีหน้าเฟิ่งปิง ในที่สุดก็ถอนหายใจ เขามองดูด้านหลัง นางกำนัลคนอื่นต่างอยู่ไกลจากพวกเขาหลายจั้ง แต่เขายังคงลดสุ้มเสียงให้เบากว่าเดิม “ท่านอย่าได้โทษบ่าว คำพูดเปิดอกของท่านกับจ้าวอ๋องในวันนี้ บ่าวบอกกับอัครมหาเสนาบดีเผยหมดแล้ว อัครมหาเสนาบดีเผยเข้าใจท่าน เขาจะหาวิธีให้ท่านไป”
ลมราตรีพัดโหยหวนยาวนาน พกพาหิมะและลูกเห็บปะทะจนเจ็บผิว ร่วงใส่ใบหน้าราวกับฝ่ามือที่ตบลงมา อีกไม่นานก็จะสิ้นปีแล้ว แต่กลางดึกเช่นนี้กลับไม่อาจรับรู้ถึงความรื่นเริงยินดีของคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ได้เลย เหลือเพียงเศษซากความฝันที่ยากเก็บกวาด สิ่งปลูกสร้างมากมายของวังต้าหมิงตั้งตระหง่านทอดยาว ตรงหน้าคือโคมไฟนับพันนับหมื่นดวง ต่างส่องสว่างให้เห็นสีหน้าอันแข็งทื่อของเฟิ่งปิง
สายตาของเขาคล้ายมีน้ำแข็งเกาะ ความรู้สึกในนั้นต่างถูกน้ำแข็งปกคลุม แต่ลมหายใจของเขากลับถี่กระชั้น จู่ๆ ก็ต้องปิดปากหันกายไปไอโขลก
คิดจะให้มาก็มา คิดจะให้ไปก็ไป เผยอวิ่นวั่งเห็นข้าหลี่เฟิ่งปิงเป็นอะไร!
แล้วอะไรเรียกว่าใจกว้างและอดทนหน่อย!
เฟิ่งปิงรู้ว่าความโกรธเกรี้ยวของตนเองมาอย่างปราศจากสาเหตุ แต่เขาระงับไม่อยู่ ไอจนเหมือนมีดแห้งๆ บาดลำคอ อากาศหนาวเย็นพลันไหลผ่านลำคอไปถึงหัวใจ หลังไออยู่พักใหญ่ก็มิได้เอ่ยคำใดอีก หันกายเดินไปข้างหน้า
เฟิ่งปิงพบชุนสือที่รออยู่นอกวังอยู่นาน จากนั้นก็ขึ้นรถม้ากลับจวน นิ่งเงียบตลอดทางจนกระทั่งถึงห้องนอน ชุนสือไม่รู้สาเหตุจึงปรนนิบัติอีกฝ่ายด้วยความระมัดระวังกว่าเดิม ครั้นต้มน้ำร้อนกำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้…ชุนสือกลับค่อนข้างงุนงงไม่รู้ว่าชุดคลุมตัวนี้มาจากแห่งหนใด…ทว่าเฟิ่งปิงกลับผลักเขาออก
“ข้าจะออกไปอีกรอบ” เฟิ่งปิงเอ่ยอย่างเย็นเยียบ
ชุนสือกังวล “นายท่านจะไปที่ใด”
เฟิ่งปิงกัดฟันไม่ตอบ ทำเพียงก้าวเท้าเดินออกไป ชุนสือได้แต่ไล่ตามนายท่านซึ่งก้าวยาวๆ เดินไปยังหลังเรือน เห็นได้ชัดว่าเขาจะออกทางประตูหลัง
ชุนสือไม่อยากเชื่อ
เฟิ่งปิงเดินผ่านป่าเหมยของเรือนหลัง ก้าวเข้าสู่สวนดอกไม้ด้านหลังของจวนสกุลเผย
แต่จวนสกุลเผยหลังนี้ใหญ่เกินไป ทั้งยังไม่จุดโคม เขาก้มหน้าก้มตาเดินอยู่ครึ่งค่อนวัน กลับไม่พบข้ารับใช้แม้แต่คนเดียว ภูเขาจำลองแสนประณีตและทางเดินคดเคี้ยวมุ่งสู่ส่วนที่สงบเงียบในสวน บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงสวนสนุกของลมราตรีที่พัดผ่าน เฟิ่งปิงก้มหน้าพ่นลมหายใจใส่มือ เขาเคยมาที่นี่แค่ครั้งเดียว จึงได้แต่อาศัยความทรงจำที่มี สิ่งแรกที่มองเห็นคือศาลาเล็กแปดเหลี่ยมที่เผยตันวาดภาพเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
ศาลาเล็กหลังนั้นปล่อยม่านกันหนาวลงมาหลายผืน เฟิ่งปิงเดินขึ้นไป บนโต๊ะมีภาพที่ยังวาดไม่เสร็จซึ่งถูกทับด้วยแท่นฝนหมึก คล้ายเป็นเพียงต้นเหมยต้นหนึ่งแต่กลับไม่ได้วาดดอกไม้ หมึกในแท่นฝนจับตัวเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว โดยมีพู่กันขนหมาป่าวางอยู่ด้านข้างลวกๆ พอเฟิ่งปิงมองเห็นจึงอดมิได้ที่จะปิดฝากล่องหมึก วางพู่กันลงในกระบอกพู่กันกระเบื้องเคลือบสีขาว เมื่อทำสิ่งเหล่านี้เสร็จจึงตอบสนองขึ้นมาว่าตนเองโง่เพียงใด แล้วเขาก็รีบก้มหน้าเดินออกจากศาลาเล็กอย่างรวดเร็ว
เขาจำแนกทิศทางไม่ชัดเจน เบื้องหน้ากลับมีเรือนเล็กที่สว่างเล็กน้อยหลังหนึ่ง เขาคิดว่าสถานที่ที่จุดไฟคงมีคน จึงอาศัยความขุ่นเคืองในใจผลักประตูเข้าไป
ที่นี่กลับเป็นห้องหนังสือห้องหนึ่ง
บรรยากาศเงียบสงัด โดยรอบล้วนเป็นชั้นวางหนังสือสูงเสียดเพดาน กลางห้องมีฉากบังลมผ้าแพรสิบสองพับตั้งอยู่ ด้านหน้าของฉากมีโคมเล็กใบหนึ่งห้อยอยู่ มันถูกคลุมด้วยกระดาษบางลายเทือกเขา แสงที่เปล่งออกมาจึงเหมือนเทือกเขาซึ่งถูกเมฆหมอกปกคลุม ด้านหลังฉากบังลมแพรไม่มีแสงไฟอีก เฟิ่งปิงอ้อมผ่านไป เงาร่างจึงตกอยู่ในความมืดสลัว
เมื่อมองเห็นโต๊ะหนังสือและเครื่องเขียนต่างๆ เขาก็นึกเสียใจขึ้นมาอยู่บ้าง ไม่ว่าอย่างไรตนก็คือคนที่เคยเรียนหลักธรรมของนักปราชญ์ ไม่สมควรลอบเข้าไปยังที่อยู่ของผู้อื่นเช่นนี้
แต่บนพื้นของห้องหนังสือห้องนี้กองเต็มไปด้วยม้วนตำรา ทำให้เขาจำต้องก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง ระหว่างนั้นก็รู้สึกว่าคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้อยู่บ้าง…นี่คือห้องหนังสือของเผยตัน เขาคิด สมกับเป็นจ้วงหยวนที่อ่านตำรานับหมื่นแต่ไม่เก็บกวาดห้องให้สะอาดจริงๆ
เสียง ‘แกร๊ก’ ดังขึ้นเมื่อขาของเขาเหยียบลงไปบนพู่กันเล่มหนึ่ง เขารีบหลบออกแล้วก้มตัวเก็บขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ทว่าหลังจากเก็บมันแล้วก็พลันรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไยข้าต้องเก็บมันขึ้นมาด้วย จึงวางมันกลับที่เดิมอย่างขัดเขิน สายตาเหลือบเห็นกล่องสีทองยาวๆ ที่ซ้อนทับกันบนพื้น
ดูจากรูปร่าง สิ่งที่ใส่ไว้ในกล่องคงเป็นม้วนภาพ เทียบกับของตกแต่งที่ยุ่งเหยิงโดยรอบแล้วเห็นได้ชัดว่าพวกมันถูกกองไว้อย่างพิถีพิถัน ลายบุปผา นก และเมฆมงคลบนกล่องสดใสเหมือนใหม่ คล้ายได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ราวกับมีอะไรดลใจให้เฟิ่งปิงยื่นมือออกไปกดสลักของกล่องใบนั้นเบาๆ ก่อนจะเห็นม้วนภาพดูประณีตที่ใส่ไว้ด้านใน
เขาแตะอย่างระมัดระวัง ม้วนภาพเผยออกมาเพียงมุมด้านนอกสุดซึ่งมีข้อความเขียนกำกับเอาไว้
‘วันเกิดพี่สี่ รัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบเจ็ด’
เขาปิดกล่องลงดังปังทันที ขณะที่ใบหน้านั้นร้อนผ่าวราวไฟเผา
ไม่จำเป็นต้องดูต่อแล้ว เขารู้ว่านี่คือภาพอะไร
เมื่อนับลงไปอีกจนถึงกล่องใบที่สิบ เขาคิดว่าตนกับเผยตันเคยฉลองวันเกิดด้วยกันเพียงสามปี ม้วนนี้คงไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง จึงกัดฟันคลี่ม้วนภาพออก กลับเป็นภาพเหมยเหมันต์สู่จิ่วภาพหนึ่ง
‘วันเหมายัน วันที่สิบแปดเดือนสิบเอ็ด รัชศกหย่งจื้อปีที่สามสิบสอง
ณ วันสิ้นสุดฤดูหนาว วันที่เก้าเดือนสอง ปีแรกของรัชศกกว่างโย่ว’
ด้านข้างคำบรรยายอันแห้งแล้งนี้มีภาพของต้นเหมยแผ่กิ่งก้านสูงสง่า เหมยฤดูหนาวเก้าดอกต้านลมตากหิมะ แต่กลับไม่ได้ลงสี เพียงตั้งตระหง่านอยู่ในฤดูหนาวอันเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวาและไม่มีวันสิ้นสุด
รัชศกหย่งจื้อปีที่สามสิบสองคือปีที่แล้ว อดีตฮ่องเต้สวรรคต องค์รัชทายาทใหม่ขึ้นครองราชย์ และเปลี่ยนรัชศกเป็นกว่างโย่วในปีนี้
เฟิ่งปิงวางม้วนภาพลงไป ซ้อนกล่องเคลือบเงาอีกยี่สิบกว่าใบไว้ตามเดิม เขายืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน ถึงค่อยตะโกนเสียงแหบแห้ง “เผยตัน!”
ไม่มีคนตอบ
ในห้องหนังสืออันเงียบเหงาห้องนี้ไม่มีคนอยู่จริงๆ เสียงตะโกนของเขาจึงเหมือนทำให้ความว่างเปล่าแตกตื่น แสงไฟสั่นไหว มีเพียงเงาของคนผู้เดียวสะบัดไปมาอยู่บนผนัง ม้วนหนังสือที่ปิดบ้างเปิดบ้างต่างส่งเสียงพึ่บพั่บราวกับตอบรับเขาอย่างเปล่าประโยชน์
ความสับสนที่ลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ ตรึงร่างเขาเอาไว้ ตั้งแต่มาถึงเมืองหลวง เขามองเห็นความช่วยเหลือและการปกป้องของเผยตันอย่างชัดเจน ถึงขั้นรู้สึกว่าเผยตันยังอาลัยอาวรณ์เขา จนมาวันนี้ที่ประสบความสำเร็จแล้วจึงตั้งใจจะแสดงความรู้สึกลึกซึ้งอันล่าช้า เผยตันคือคนเหนือคนที่อยู่สูงบนกลีบเมฆ ส่วนเขาตกมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้ว ชะตาชีวิตต่างกันราวฟ้ากับเหว เผยตันไม่ยอมปล่อยเขาไป…เป็นเผยตันที่ไร้ยางอาย
เดิมทีหากเผยตันจะปล่อยไปจริงๆ ก็ง่ายดายยิ่ง
ในงานเลี้ยงราชสำนักที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มากมายจับจ้อง เผยตันขอให้เขาสมมาดปรารถนา ราบรื่นทุกเรื่อง
เขาอยู่ในคฤหาสน์ของเผยตันหนึ่งเดือนกว่าจนเห็ดขึ้นแล้ว เผยตันก็ไม่มาถามไถ่แม้แต่น้อย
ย้อนไปก่อนหน้านั้น…ซึ่งก็คือวันเกิดของเผยตัน
เขาบอกว่า ‘พรุ่งนี้…พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยมือ ได้หรือไม่’
…เปลวเทียนระเบิดดังเปรี๊ยะทำให้เฟิ่งปิงตกใจจนเงยหน้าขึ้น เขาพลันเข้าใจแล้ว
เผยตันไม่ได้ต้องการรั้งเขากลับมาเลย
เผยตันกู้หน้าให้เขา ส่งของขวัญให้เขา ให้เขาย้ายเรือน เผยตันผู้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมและรู้จักเอาใจทุกฝ่าย เผยตันที่ถูกลูกเกาทัณฑ์แทงเข้าที่ไหล่แทนเขา
แต่เผยตันผู้นี้ไม่ได้ต้องการรั้งเขากลับมาแต่อย่างใด
เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนี้ เฟิ่งปิงคิดว่าตนเองควรสบายใจ
เขาหลับตาลงด้วยใบหน้าขาวซีด มือวางอยู่บนกล่องเคลือบเงาคล้ายต้องการหาที่ค้ำยันให้ตนเอง
ลมราตรีอ้อมผ่านฉากบังลมพัดมาจนเขาหนาวเย็นทั่วร่าง ความรู้สึกร้อนรนค่อยๆ พุ่งขึ้นมาในทรวงอก มันใกล้เคียงกับความเดือดดาล
เขาไม่เคยอยากใช้ความรู้สึกประเภทนี้ไปเผชิญหน้ากับเผยตัน…มันดูไม่สมเกียรติเอาเสียเลย แต่เขาทนไม่ไหว ความเดือดดาลบีบต้อนอาการไอของเขาออกมา จากนั้นก็เกิดเสียงโครมครามตึงตังดังขึ้นติดต่อกันเพราะกล่องเคลือบเงายี่สิบกว่าใบตกลงมาทั้งหมด กองอยู่แทบเท้าของเขา เขาไอจนตัวงอ กลับเห็นด้านหลังกล่องเคลือบเงาวางป้ายคำขวัญขนาดใหญ่แผ่นหนึ่งเอาไว้
เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากไอพลางมองไปรอบๆ ป้ายไม้ขอบทองคำตามแบบที่ในวังชอบใช้ ด้านบนเขียนตัวอักษรอันทรงพลังว่า ‘จงรักภักดีทั้งตระกูล’
มันคือป้ายคำขวัญพระราชทานที่เขาเคยได้ยินแต่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน ที่แท้ก็ถูกโยนไว้ในซอกมุมของห้องหนังสือจนฝุ่นเกาะ
ด้านข้างป้ายคำขวัญพระราชทานมีม้วนกระดาษหนาๆ กองอยู่หลายตั้งเช่นกัน เฟิ่งปิงเหลือบมองเรื่อยเปื่อย บ้างปักด้วยขนนกสีแดง คล้ายเป็นหนังสือระดมพลด่วนจากแนวหน้า แต่ทั้งหมดล้วนเคยถูกเผา ขอบมุมเต็มไปด้วยรอยไหม้ ส่วนใหญ่ลงท้ายว่ารัชศกหย่งจื้อปีที่สิบสาม เป็นปีที่เผยตันสูญเสียบิดามารดา
เฟิ่งปิงรู้ว่าตนไม่ควรดูต่อ แม้ในอดีตยามที่ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายเข้มข้นที่สุด เขาก็ไม่เคยสอบถามเรื่องบิดามารดาของเผยตัน ในสายตาของเขาเผยตันคือหนุ่มน้อยที่น่ารักอ่อนโยนและเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่เสมอ เขาเคยคาดเดาว่าแม้บิดามารดาอาจล่วงลับเร็วเกินไป แต่คงไม่ถึงขั้นทิ้งแผลเป็นฝังลึกแก่บุตรชาย
ในที่สุดเขาก็ยืดกายขึ้นตรง ความเดือดดาลเมื่อชั่วครู่ก่อนลดลงไปและสงบลงอย่างแปลกประหลาด เขารู้สึกว่าตนสามารถปิดผนึกประตูหัวใจลงอย่างชาด้านได้อีกครั้ง เขาถอนใจอย่างโล่งอกต่อเรื่องนี้ ยามนี้เขาสมควรกลับไปได้แล้ว เดิมทีเขาบุกเข้ามาด้วยท่าทีดุร้ายเพราะอะไร ผลสุดท้ายพบเจอแต่ความหนาวเย็น เผยตันไม่อยู่ มีเพียงเขาที่ดิ้นรนอย่างไม่รู้ว่าสิ่งสำคัญคืออะไรฝ่ายเดียว
เขากำลังจะหันกายกลับ ขณะนั้นพลันมีคนเดินมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือ ตะโกนอย่างระแวดระวังว่า “ใคร!”
เฟิ่งปิงตกใจ ยังไม่ทันได้เดินออกไปลุงอู๋ก็ก้าวเข้ามาก่อนแล้ว พอเห็นว่าเป็นเขา สีหน้าตึงเครียดของชายชราก็ผ่อนคลายลง “ที่แท้เป็นคุณชายหลี่ ข้าน้อยเห็นประตูเปิดอยู่ คิดว่า…”
ใบหน้าเฟิ่งปิงคล้ายถูกไฟเผา พฤติกรรมที่ตนบุกเรือนของผู้อื่นในยามวิกาลนี้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ แม้ลุงอู๋ไม่พูดให้จบ เขาก็รู้ว่าตนเองจะถูกเปรียบเทียบกับโจร เขาเอ่ยคำขออภัยไม่หยุดโดยที่ลุงอู๋เพียงโบกมือ ซ้ำยังมาเอ่ยขออภัยต่อเขากลับ “ห้องหนังสือห้องนี้รกเหลือเกิน! อัครมหาเสนาบดีเผยใช้มันต่างห้องเก็บของ…” ชายชราจัดเก็บทางเดินด้านข้างโต๊ะหนังสือพลางประคองเฟิ่งปิงออกมา “คุณชายมาหาอัครมหาเสนาบดีเผยหรือ เขายังทำงานอยู่ในวัง ยังไม่อาจกลับมาได้เร็วๆ นี้ มิสู้ข้าน้อยไปบอกกับเขา…”
“ไม่ ไม่ต้องหรอก” เฟิ่งปิงเอ่ยอย่างลนลาน เขาคิดว่าคำพูดของลุงอู๋ก็คงไม่ได้จริงใจอะไรนัก เดิมเขากับเผยตันไม่มีอะไรให้พูดคุยมากนัก ดังนั้นเขาจึงเลือกทำเพียงไปช่วยจัดเก็บกล่องเคลือบเงาที่ถล่มลงมา ลุงอู๋มองเห็นป้ายคำขวัญพระราชทานเผยหน้าตาแท้จริงออกมา สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที
เฟิ่งปิงหาหัวข้อสนทนาด้วยความเก้อเขิน “ป้ายคำขวัญพระราชทานแผ่นนี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน…”
“อืม” ลุงอู๋เอ่ยหนักๆ “นายท่านไม่อยากนำมันออกมาแขวน”
เฟิ่งปิงถามตามสัญชาตญาณ “เพราะเหตุใด”
“คุณชายอยากรู้หรือ” ลุงอู๋ถามกลับเงียบๆ
เฟิ่งปิงตกตะลึง “แน่นอน”
“ข้าน้อยคิดว่าคุณชายจะไม่อยากรู้เสียอีก” ลุงอู๋แย้มยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยจะบอกให้ท่านฟัง”
คำพูดวกวนนี้ทำให้เฟิ่งปิงหงุดหงิด เขาวางกล่องเคลือบเงาใบสุดท้ายบังป้ายคำขวัญพระราชทานเอาไว้
ลุงอู๋ค่อยๆ เอ่ยว่า “รัชศกหย่งจื้อปีที่สิบเอ็ด แม่ทัพเผย…ข้าหมายถึงบิดาของนายท่าน ติดตามอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อกรีธาทัพไปเกาลี่ หลังเสียชีวิต ราชสำนักมอบเพียงป้ายคำขวัญแผ่นนี้มาให้ สกุลเผยเคยคิดพยายามขอเพิ่มตำแหน่งหรือตั้งศาลบรรพบุรุษแต่กลับถูกปฏิเสธทั้งหมด หากกล่าวถึงสาเหตุ คงเป็นเพราะกลัวว่าหากยกย่องผลงานของท่านแม่ทัพมากเกินไป จะลดทอนศักดิ์ศรีของอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อ…และจะทำให้ราชสำนักเกิดความสงสัย…สงสัยว่าการตายของท่านแม่ทัพเกี่ยวข้องกับอดีตองค์รัชทายาท…แน่นอน ตอนนั้นอดีตองค์รัชทายาทหยิ่งยโส ย่อมไม่มีคนกล้าพูดเรื่องเช่นนี้ออกมา”
เฟิ่งปิงเพิ่งเคยได้ยินคำพูดดังกล่าวเป็นครั้งแรก เขามองไปยังอู๋จื้อเหิง ที่ผ่านมาแม้แต่บ่าวชราที่เคียงข้างเผยตันมายี่สิบกว่าปีผู้นี้ เขาก็เหมือนไม่เคยให้ความสนใจอย่างแท้จริงมาก่อน
เหตุใดอู๋จื้อเหิงจึงพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา
…เป็นเพราะเขาเอง เหตุใดเขาต้องถามด้วยเล่า
“แม่ทัพเผยเองก็สร้างชื่อตั้งแต่ยังหนุ่ม เดิมทีเป็นคนที่มีความหวังในการเลื่อนตำแหน่งที่สุดของสกุลเผย แต่วันดีคืนดีกลับมาเสียชีวิต…” อู๋จื้อเหิงค้อมกายเชิญเฟิ่งปิงเดินไปด้านนอก สุ้มเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังพูดคุยเรื่องทั่วไป “แม้แต่ศพของเขาก็ไม่อาจนำกลับมา นายหญิงทำใจไม่ได้ ไม่นานก็ป่วยตายไปอีกคน ทิ้งนายท่านไว้เพียงคนเดียว เขาเพิ่งอายุห้าปี แต่ต้องเฝ้าวิญญาณต่อหน้าป้ายคำขวัญแผ่นนี้เพียงลำพัง”
สกุลเผยแห่งเหอตงมีความชอบมาตั้งแต่ราชวงศ์นี้ก่อตั้งแว่นแคว้น จนถึงบัดนี้ก็นับเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงยาวนานกว่าร้อยปีแล้ว ให้กำเนิดผู้มีความสามารถไม่ขาดสาย รักษาไว้ซึ่งเกียรติยศอันสูงส่ง
แม่ทัพเผยคืออัจฉริยบุคคลของสกุลเผยรุ่นนี้ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารม้าฝ่ายซ้ายตั้งแต่อายุสามสิบ ทั่วทั้งสกุลเผยต่างฝากความหวังไว้กับเส้นทางอาชีพของเขา ก่อนเขากรีธาทัพยังกลับมาบอกภรรยาเอาไว้ว่าฮ่องเต้รับปากแล้วว่าหากครั้งนี้ได้ชัยกลับมา จะให้เขาบัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ฝ่ายเหนือทั้งหก นั่นคือทหารผู้รับใช้ใกล้ชิดของโอรสสวรรค์
ทว่าสงครามที่เกาลี่ยืดเยื้อนานวัน ไปครั้งนี้กินเวลาเกือบสองปี แม้แต่เผยตันตัวน้อยก็เติบโตจากสามปีเป็นห้าปีแล้ว บางครั้งมีรายงานส่งมาจากแนวหน้า ส่วนใหญ่พูดเรื่องขององค์รัชทายาทเฟิ่งเฉินที่ควบคุมกองทัพ…องค์รัชทยาทอายุยังน้อย แต่กลับนำทัพทำศึกอย่างห้าวหาญ มักนำหน้าเหล่าทหารอยู่เสมอ…เผยตันกับมารดาได้แต่เสาะหาข่าวคราวของแม่ทัพเผยจากในช่องว่างระหว่างตัวอักษร
เดือนเจ็ดของปีที่เผยตันอายุห้าปี องค์รัชทายาทถอนทัพกลับมา ยึดเมืองสองเมืองของเกาลี่ได้ ได้รับคำสัญญาว่าจะส่งเครื่องบรรณาการ และนำโลงศพของทหารหนึ่งแสนนายกลับมาด้วย
แม่ทัพเผยไม่มีโลงศพ เนื่องจากหลังเขาตายว่ากันว่ายังถูกทหารเหยียบย่ำ ซากศพไม่ครบถ้วน องค์รัชทายาททำใจพาเขากลับมาไม่ได้
เมื่อราชโองการส่งถึงไท่หยวน สมาชิกทั้งหมดของสกุลเผยต่างคุกเข่ารับราชโองการอยู่หน้าจวน เผยฮูหยินพาลูกน้อยอายุห้าปีคุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุด ฮูหยินที่อยู่ต่อหน้าราชโองการยังคงสง่าผ่าเผย แต่หลังกลับไปก็ป่วยหนัก ตอนแรกยังมีคนมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย ต่อมาแม้แต่คนเยี่ยมเยียนก็ไม่เห็นแล้ว มีเพียงสาวใช้สองคนที่ติดตามมาหลังจากแต่งงานของฮูหยินกับคุณชายน้อยที่อู๋จื้อเหิงพามาดูแลอยู่หน้าเตียงคนไข้ของฮูหยินทุกเช้าค่ำ
หนึ่งเดือนให้หลัง ฮูหยินเองก็จากโลกนี้ไปด้วยอีกคน
ในหนึ่งเดือนนี้อู๋จื้อเหิงไม่เคยเห็นเผยตันร้องไห้เลย เด็กน้อยเหมือนตกตะลึงไปแล้ว เดิมทีเขาคือแก้วตาดวงใจที่บิดามารดาพะเน้าพะนอ บัดนี้แม้แต่เสื้อผ้าสกปรกก็ไม่รู้จักเปลี่ยน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนก ซ้ำยังเดินไปหน้าเตียงฮูหยิน มอบเก้าห่วงปริศนา* ที่ตนเองแก้ออกอย่างยากเย็นให้มารดาดู แต่ฮูหยินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยกมืออันผอมแห้งไปลูบศีรษะเขา คล้ายอยากจัดผมของเขาให้เป็นระเบียบ แต่สุดท้ายกลับไร้เรี่ยวแรง
คุณชายน้อยคงผิดคาดอย่างมาก ในอดีตขณะเขาแก้เก้าห่วงปริศนาได้ ฮูหยินมักจะกอดหอมเขาและเอ่ยคำชมเชยไม่หยุด ซ้ำยังทำของอร่อยให้เขากิน เขาคิดว่าตนเองยังทำได้ไม่ดีพอ ดังนั้นเขาจึงขนการบ้านที่อาจารย์สั่งให้ทำมาที่ห้องนอนฮูหยิน เหยียบเก้าอี้เล็กพยายามกางแบบฝึกเขียนอักษรที่เพิ่งฝึกไว้ตรงหัวเตียงฮูหยินทีละแผ่น แต่เวลานั้นกระทั่งลืมตาฮูหยินก็ลืมไม่ขึ้นแล้ว
คุณชายน้อยวิ่งต๊อกๆๆ มาถามอู๋จื้อเหิงว่า ‘ท่านแม่มองไม่เห็นหรือ ตัวอักษรมากเพียงนั้นของข้าก็ยังมองไม่เห็นหรือ’
อู๋จื้อเหิงมิได้ตอบเขา เพราะตอนนั้นตนเองก็อารมณ์ไม่ปกติอย่างมาก ถึงกระนั้นแม้คุณชายน้อยจะยังเล็ก แต่ก็รู้จักสำรวจสีหน้าวาจาแล้ว เขากะพริบตา ถามเบาๆ อีกว่า ‘เช่นนั้นนางได้ยินหรือไม่’
ครั้งนี้เขาไม่รอคำตอบจากอู๋จื้อเหิงอีก ขยับกายไปท่องหนังสือที่หัวเตียงฮูหยินเอง เดิมทีเขากำลังเรียนตำรา ‘หลุนอวี่’ และ ‘เซี่ยวจิง’ ที่ง่ายดายที่สุด แต่หลังท่องไม่กี่บท พบว่าฮูหยินเพียงแค่ฟังเงียบๆ เขาเดาว่าฮูหยินคงไม่ชอบ จึงรบเร้าอาจารย์ว่าจะเรียนสิ่งที่ฮูหยินชอบ อาจารย์คิดอยู่ครึ่งวัน บอกว่าสามร้อยบทกวีมีแต่ความบริสุทธิ์ ฮูหยินอาจชอบฟังบทกวี คุณชายน้อยจึงไปเรียนบทกวีแล้วท่องตั้งแต่ต้น เขาเพิ่งท่องถึง ‘สตรีงามพร้อม บุรุษถวิลหา’ ฮูหยินกลับหัวเราะขึ้นมา
อู๋จื้อเหิงรู้ว่าฮูหยินต้องกำลังหัวเราะเขาอยู่แน่นอน เด็กน้อยอายุห้าปี รู้หรือว่าอะไรคือสตรีงามพร้อม บุรุษถวิลหา แต่คุณชายน้อยกลับดีใจอย่างยิ่ง เขาคิดว่าฮูหยินชอบฟังสิ่งนี้จึงถือหนังสือท่องต่อไป แต่ยังไม่ทันท่อง ‘โจวหนาน’ จบ เดือนนี้ก็เดินทางมาถึงสิ้นเดือนแล้ว
ยามที่เผยฮูหยินจากไป อู๋จื้อเหิงอยู่หน้าเตียงของนาง ใบหน้าของฮูหยินเพิ่งถูกชำระล้าง ผมยาวแผ่สยายอยู่ตรงหัวไหล่ ถลึงมองเขาด้วยสองตาถลน ปากมีแต่เสียงกระแสอากาศที่ไม่เป็นคำ อู๋จื้อเหิงก้มตัวลงไปพยายามฟัง ได้ยินเพียงเผยฮูหยินเอ่ยว่า ‘องค์รัชทายาท…องค์รัชทายาททำร้ายเขา!’
เสียงสุดท้ายพลันกระชากสูง คำว่า ‘เขา’ ขาดลงท่ามกลางอากาศที่เพิ่งหนาวเย็นของเดือนเก้า อู๋จื้อเหิงเพิ่งได้ยินความลับสุดยอด ตกใจจนถอยหลังอย่างต่อเนื่อง กวาดมองโดยรอบอย่างตื่นตระหนก กลับมองเห็นเผยตันเกาะอยู่ริมหน้าต่าง
ด้านหลังของเด็กน้อยคือท้องฟ้ากว้างไกล ลมหอบหนึ่งพลันพัดผ่าน ใบไม้หลายใบร่วงลงมาจากบนต้นไม้เก่าแก่ในลาน ทั้งยังตกลงบนเส้นผมที่เหมือนรังนกของเขา สองมือเล็กๆ กำลังยันขอบหน้าต่างอย่างกินแรง เผยใบหน้าน้อยอันมอมแมมออกมา นัยน์ตาดำขลับที่กระจ่างใสจนเห็นก้นบึ้งทั้งคู่จ้องไปยังมารดา
เขาย่อมได้ยินแล้ว
แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าความตายคืออะไร แต่รู้ลักษณะของการตายตาไม่หลับแล้ว
เขาอ้าปาก สุ้มเสียงอ่อนเยาว์กลับพลันท่องขึ้นมาว่า
‘กีบเท้าของกิเลน เปรียบดั่งคุณชายสูงส่ง โอ้กิเลนเอ๋ย!
ความสงบนิ่งของกิเลน เปรียบดั่งตระกูลสูงส่ง โอ้กิเลนเอ๋ย
เขาของกิเลน เปรียบดั่งตระกูลสูงส่ง โอ้กิเลนเอ๋ย’
นี่คือบทสุดท้ายของ ‘โจวหนาน’
เมื่อโอรสสวรรค์ทราบว่าเผยฮูหยินจากไปด้วยความซื่อสัตย์ต่อสามี จึงพระราชทานป้ายคำขวัญไม้หนานมู่ไหมทอง* แผ่นหนึ่ง ด้านบนเขียนว่า ‘จงรักภักดีทั้งตระกูล’
ลมราตรีเวียนวน ภาพอดีตอันมืดสลัวมากมายดับสลายไปตรงหน้าชายชรา
เขาคิดมากมาย นิ่งเงียบครู่หนึ่ง แต่แล้วก็หันหน้ามายิ้มพลางเอ่ยกับเฟิ่งปิงว่า “ความจริงตอนที่นายท่านยังเด็กนั้นซุกซนอย่างยิ่ง ท่านแม่ทัพกับฮูหยินรักเขามาก เขาเองก็เฉลียวฉลาด…ขณะบิดามารดาจากไปเขาเพิ่งอายุห้าปี ไม่ว่าจะเป็นเฝ้าวิญญาณ เคลื่อนศพ ฝังศพ เข้าศาล เขาทำจนเสร็จสิ้นด้วยความเรียบร้อย ยามที่ฮูหยินเจ็บป่วย เขาก็ไม่เสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียว เดิมข้ายังคิดว่าขณะทำพิธีเซ่นไหว้และร้องไห้หน้าศพจะทำอย่างไร แต่พอถึงเวลาร้องไห้หน้าศพจริงๆ เขากลับร้องไห้ออกมา เหมือนอย่างที่ในละครบอกไว้ว่าเสียงคร่ำครวญรบกวนจิตใจ ทำให้ญาติพี่น้องต่างร่ำไห้ตามเขาไปด้วย ต่อมาเหล่าญาติพี่น้องยังชมเชยเขา บอกว่าเขาช่างรู้ความว่าเมื่อใดควรร้องไห้ เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด”
เฟิ่งปิงฟังเงียบๆ
“แต่ข้ากลับรู้สึกว่านั่นยังไม่นับเป็นอะไรได้ พวกเขาต่างไม่เคยเห็นตอนที่นายท่านเฉลียวฉลาดอย่างแท้จริง” อู๋จื้อเหิงแค่นเสียงเบาๆ “ตอนที่เขาอายุหนึ่งปีเศษ เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาฉวยโอกาสขณะไม่มีคนสนใจปีนขึ้นโต๊ะบูชาของห้องโถง ผลักถาดผลไม้บนโต๊ะจนพลิกคว่ำ ขณะเหล่าข้ารับใช้ยุ่งอยู่กับการเก็บกวาด เขากลับดึงม้วนภาพบรรพบุรุษที่แขวนอยู่ลงมา แล้วกลิ้งตัวเข้าไปในศาลเจ้าที่ยังไม่จุดไฟ…ทำทีว่าตนคือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง! ไอ้หยา ต่อมาก็ถูกแม่ทัพเผยฟาดให้ชุดใหญ่”
ชายชราตกอยู่ในห้วงความทรงจำ แต่เหมือนยิ่งพูดยิ่งมีชีวิตชีวา เขาคงรักเผยตันมากกระมัง เฟิ่งปิงนึกถึงลักษณะที่ก้อนกลมน้อยทำทีเป็นพระโพธิสัตว์ก็อดที่จะหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้
อู๋จื้อเหิงคาดไม่ถึงว่าเขาจะหัวเราะจึงเหลือบตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ เฟิ่งปิงเลยหยุดลงด้วยความเก้อเขินทันที
เด็กคนหนึ่งมักเติบโตขึ้นเพียงชั่วพริบตา
หลังจากฝังร่างของฮูหยิน เผยตันก็กลายเป็นเด็กกำพร้าในตระกูลใหญ่ เขาไม่เคยซุกซนเช่นนั้นอีกเลย
“ป้ายคำขวัญที่ราชสำนักพระราชทาน เดิมทีสามารถสร้างชื่อเสียงให้เขาหลายส่วน” อู๋จื้อเหิงถอนหายใจ ชายชราเดินวนหนึ่งรอบใหญ่ ในที่สุดก็ตอบข้อสงสัยในตอนแรกของเฟิ่งปิง “แต่เขากลับไม่เคยนำออกมาแขวนอย่างเปิดเผย คงกลัวว่าจะทำให้อดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อไม่พอพระทัย”
เฟิ่งปิงนิ่งเงียบ
เผยตันในเรื่องเล่าของลุงอู๋คล้ายห่างไกลและแปลกหน้าต่อเขาเหลือเกิน เขารู้สึกว่าเผยตันผู้นี้น่าสงสารและน่ารัก แต่ก็รู้สึกราวกับว่าเผยตันผู้นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตนเลย
นี่ไม่ใช่จ้วงหยวนที่แต่งกายภูมิฐานและเป็นที่ชมชอบของสตรีที่เขารู้จัก
“…สิ่งเหล่านี้ข้าไม่เคยรู้เลย” เขาเอ่ยเบาๆ คล้ายกลัวเป็นการรบกวนอะไร “เขาไม่เคยบอกข้า”
หลังสร่างเมาแล้ว เฟิ่งปิงในยามนี้ยืนอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกของเรื่องราวในอดีต ทั้งร่างแข็งทื่ออย่างทำตัวไม่ถูก หิมะตกลงมาไม่หนักนัก ผ่านลานเรือนพัดเข้ามาปะทะใบหน้าของเขาพร้อมเสียงคร่ำครวญแผ่วเบา หัวใจของเขาอ้างว้างขึ้นทุกที
ขณะที่เจอเผยตันครั้งแรก เขาเคยรู้สึกชมชอบอย่างยิ่ง
แต่ที่แท้ความฝันของเขากับชีวิตของเผยตันไม่เชื่อมโยงกัน ความยินดีของเขากับความเปลี่ยวเหงาของเผยตันก็ไม่อาจอยู่ร่วมกัน
ลุงอู๋มองดูทิวทัศน์ยามค่ำคืน แม้เฟิ่งปิงจะสวมเสื้อคลุม แต่ชายชรายังคงไปหาร่มคันหนึ่งมากางให้เขา ลุงอู๋ครุ่นคิดแล้วยิ้มอย่างใจกว้าง “นายท่านคงมีเหตุผลของเขา ตอนนั้นพวกท่านรักกันดี…”
เพราะรักกันดีจึงพูดไม่ออกหรือ
นี่มันหลักการเช่นไรกัน
เฟิ่งปิงนึกถึงสิ่งที่ฝ่าบาทบอก เดิมทีเผยอวิ่นวั่งกับอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อเป็นศัตรูคู่แค้น…
“เขาแค้นพี่ใหญ่” เฟิ่งปิงพึมพำ แต่ลุงอู๋ไม่ได้ยิน “การตรวจสอบคดีก่อกบฏในเวลาต่อมา เขาเองก็มีส่วนร่วม”
สีหน้าของเขาเหมือนคนป่วยที่เดินมาถึงทางตัน ขอเพียงบอกเป็นนัยเพียงเล็กน้อยเขาก็จะสิ้นหวังทันใด
* โคมราชวัง หรือโคมกงเติง เป็นโคมหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม แต่ละด้านบุด้วยผ้าหรือกระจก มีพู่ห้อย เดิมใช้งานภายในวังจึงมีชื่อเรียกว่าโคมราชวัง
* เก้าห่วงปริศนา คือของเล่นฝึกสมองที่มีลักษณะเป็นห่วงเหล็กกลมเก้าอันคล้องอยู่ในห่วงยาว ผู้เล่นต้องแก้ห่วงเหล็กออกมาให้ได้
* ไม้หนานมู่ไหมทอง เป็นไม้ล้ำค่าที่มีเนื้อไม้เป็นสีทอง ลวดลายเป็นเส้นเหมือนเส้นไหม กันน้ำและปลวก นิยมนำมาทำเครื่องเรือน ส่วนใหญ่ใช้ในราชสำนัก
Comments



