ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 9-10 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 9-10 #นิยายวาย

2 of 2หน้าถัดไป

บทที่ 10

หัวใจด้านชา

 

สุดท้ายเฟิ่งปิงกับลุงอู๋ไม่ได้พูดคุยกันมากอีก หลังกลับไปในคืนนั้นเฟิ่งปิงนอนหลับสนิท แต่เช้าวันถัดมาก็ล้มป่วยอีกแล้ว

ใกล้เข้าสู่ช่วงสิ้นปี บ่ายวันนี้จ้าวอ๋องเฟิ่งเยี่ยนมาเยี่ยมเยียนด้วยตัวเอง ชุนสือรีบยกเก้าอี้นวมมา ทั้งยังไปพยุงเฟิ่งปิงลุกขึ้น แต่ถูกเฟิ่งเยี่ยนจับเอาไว้

“ไม่เป็นไร ข้ามาดูแล” หลี่เฟิ่งเยี่ยนยิ้มอย่างเป็นกันเอง ทำเอาชุนสือตกตะลึง

ครั้นเฟิ่งปิงพยักหน้า ชุนสือจึงปล่อยมือแล้วถอยออกไป หลี่เฟิ่งเยี่ยนหาหมอนอ่อนนุ่มมาให้เฟิ่งปิง ทั้งยังย้ายเตาเล็กสีแดงสำหรับอุ่นยามาสร้างความอบอุ่นที่หน้าเตียง ยิ้มพลางเอ่ยว่า “เมื่อวานเพิ่งพบเจ้า วันนี้เจ้าก็ป่วยแล้ว”

เฟิ่งปิงเหนื่อยล้าจนไม่มีแรงใจต้อนรับขับสู้ สีหน้าที่มองหลี่เฟิ่งเยี่ยนราวกับน้ำนิ่ง

“ชินตั้งนานแล้ว” เขาเอ่ย

แม้อาการป่วยครั้งนี้จะดูรุนแรง แต่สาเหตุเพียงเพราะเมื่อคืนโดนลมเย็น บำรุงรักษาเล็กน้อยก็หายดีได้ เขาเป็นเช่นนี้มาตลอด ทุกครั้งที่ถูกโจมตีทางจิตใจ ถึงแม้หัวใจไม่เป็นอะไร แต่ร่างกายกลับประท้วงขึ้นมาก่อน น่าอายเหมือนแก้ผ้าเขาจนเปลือยเปล่า

หลี่เฟิ่งเยี่ยนพิจารณาสีหน้าของเขา ก่อนขมวดคิ้วด้วยความปวดใจอยู่บ้าง น้องเล็กผู้นี้ความคิดลึกล้ำทั้งยังไม่ชอบพูด จนบางครั้งแม้แต่คนใกล้ชิดก็ยังดูไม่ออก แต่หลี่เฟิ่งเยี่ยนกลับรู้สึกว่าเดิมทีเขาควรจะมีความอ่อนแออยู่ไม่น้อย

กระทั่งแม้แต่ยามที่เขาเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยก็กลายเป็นแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งอยู่บ้าง

“ใกล้จะถึงวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว” หลี่เฟิ่งเยี่ยนหาหัวข้อสนทนาที่ผ่อนคลาย “ข้ายังอยากพาเจ้ากลับคฤหาสน์สิบอ๋อง ไปดูพวกเราก่อไฟไล่ความชั่วร้าย! เจ้ารีบหายไวๆ พวกเราจะได้ดื่มสุราโส่วซุ่ย* ด้วยกัน”

“เรื่องนี้คงยากหน่อย” เฟิ่งปิงเอ่ย “วันขึ้นปีใหม่ข้าต้องเข้าวังถวายพระพร”

หลี่เฟิ่งเยี่ยนตบศีรษะ “จริงสิ! ข้าลืมไปเลยว่าข้าเองก็ต้องไป!” จากนั้นหดลำคอ “ถวายพระพรปีใหม่ช่างลำบากเหลือเกิน ฝ่าบาทเองก็ไม่เห็นใจบ้างเลย”

“นี่ก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณแล้ว”

ไม่ว่าเขาพูดอะไรก็ล้วนแล้วแต่เฉยชา หลี่เฟิ่งเยี่ยนได้แต่หาบรรยากาศเอง “แต่ฝ่าบาทให้เจ้าเข้าเฝ้า เดิมก็เพื่อสะดวกต่อการล้างมลทินในภายหน้า” เขาคลานเข่าไปข้างหน้า “น้องสี่ ไม่ว่าเจ้าจะกลับเหลาโจวหรือไม่ หนึ่งเดือนกว่านี้แม้แต่ฝ่าบาทก็ต้องระวังไว้หน่อยจะดีกว่า โดยเฉพาะ…” เขาเผลอพูดมากไปแล้ว หลังมองดูสีหน้าของเฟิ่งปิงจึงเกิดความลังเล

“โดยเฉพาะอัครมหาเสนาบดีเผยหรือ” เฟิ่งปิงเติมคำพูดของเขาให้ครบถ้วนอย่างเรียบๆ

หลี่เฟิ่งเยี่ยนตกตะลึง จากนั้นกระแอมสองครั้งให้คอโล่งแล้วไปดูเตาไฟเพื่อกลบเกลื่อน บรรยากาศอึดอัดชั่วขณะ สุดท้ายหลี่เฟิ่งเยี่ยนยังคงเอ่ยปากกับเตาไฟ “ฝ่าบาทเกรงใจอัครมหาเสนาบดีเผย คล้ายเป็นเพราะอดีตฮ่องเต้ อดีตฮ่องเต้คงให้อะไรบางอย่างแก่อัครมหาเสนาบดีเผยจึงทำให้เขามีอำนาจมากเพียงนั้นตั้งแต่อายุยังน้อย หลายปีที่ผ่านมาราชสำนักยังมีทิศทางคล้ายจะรื้อฟื้นความดีความชอบของแม่ทัพเผยเจิงที่ตายในสงครามเกาลี่เมื่อปีนั้นขึ้นมาอีกครั้ง” น้ำเสียงของหลี่เฟิ่งเยี่ยนทุ้มหนักขึ้นเรื่อยๆ “ฝ่าบาทสร้างหอหลังหนึ่งที่ตำหนักไท่จี๋ เพื่อเซ่นไหว้บูชาขุนนางและแม่ทัพที่มีความชอบของราชวงศ์นี้ ตั้งใจจะทำเหมือนหอกิเลนของราชวงศ์ฮั่น ขณะทำพิธีบวงสรวงภูเขาแม่น้ำปีหน้า อาจเพิ่มแม่ทัพเผยเข้าไปด้วย”

เฟิ่งปิงหลุบตาก้มหน้า คล้ายปราศจากความสนใจ แต่นิ้วมือกลับค่อยๆ กำผ้าห่มแพรแน่นขึ้น เขาไม่อยากได้ยินชื่อของเผยตันอีก แต่เขาอดมิได้ที่จะไปนึกถึงแค้นเก่าในวันวานของเผยตันกับอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อ…แก้ไขความถูกต้องให้บิดาและเชิดชูวงศ์ตระกูล นี่ก็คือความฝันของเผยตันหรือ

“ถึงอย่างไรอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อก็ไม่มีวันพลิกชีวิตได้อีก” หลี่เฟิ่งเยี่ยนย่นจมูกครุ่นคิด “หากฝ่าบาทจะรื้อคดีเก่าที่เกาลี่ออกมา ให้อดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อยอมรับผิดต่อแม่ทัพเผย ค่อยพระราชทานโชคล้นฟ้าแก่สกุลเผย…เช่นนั้นอัครมหาเสนาบดีเผยคงจงรักภักดีต่อฝ่าบาทองค์ปัจจุบันแล้วกระมัง”

“พี่สาม” เฟิ่งปิงก้มหน้าอย่างเร่งรีบ ริมฝีปากของเขาเปลี่ยนเป็นขาวซีด ถึงขั้นเรียกว่าพี่สามอย่างไม่เหมาะสมเหมือนเป็นการอ้อนวอน “อดีตองค์รัชทายาทเป็นคนทำร้ายแม่ทัพเผยที่เกาลี่จริงหรือ เผยตันตรวจสอบคดีก่อกบฏก็เพื่อ…ก็เพื่อแก้แค้นหรือ”

หลี่เฟิ่งเยี่ยนมองไปยังเขา ในสายตามีความกลัดกลุ้มอันซับซ้อนเล็กน้อย “เหมือนมีคนพูดเช่นนี้นานมากแล้ว แต่อัครมหาเสนาบดีเผยไม่เคยประกาศเอง ถึงอย่างไรก็คงอาฆาตแค้นอยู่บ้างกระมัง ได้ยินว่าหลังแม่ทัพเผยตาย เผยตันใช้ชีวิตในสกุลเผยอย่างยากลำบาก กระทั่งสอบติดจ้วงหยวนตอนอายุสิบเจ็ดปีจึงเชิดหน้าชูตาได้ เรื่องราวเหล่านี้ต้องโทษที่อดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อเริ่มต้นได้ไม่ดี”

“…คงเป็นเช่นนั้นจริงๆ”

เฟิ่งปิงเอ่ยอย่างตกตะลึง

หลี่เฟิ่งเยี่ยนนั่งอยู่อีกครู่หนึ่ง พูดคุยเรื่องขบขันในวันส่งท้ายปีเก่า อย่างเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นในปีก่อนที่ฝ่าบาทนึกสนุกขึ้นมา ตั้งใจเผาไม้กฤษณาหน้าตำหนัก ใช้ไม้หอมไปสองร้อยกว่าคันรถจนทำให้คืนนั้นงดงามพร่างพราว แต่เถ้ากำยานกลับล่องลอยไปทั่วเมืองฉางอัน ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาไปสามวัน

ในที่สุดเรื่องตลกนี้ก็ทำให้เฟิ่งปิงหัวเราะได้ สุดท้ายหลี่เฟิ่งเยี่ยนกำชับให้เขาพักผ่อนอย่างเต็มที่ ตนเองไม่รบกวนต่ออีกแล้ว

ครั้นหลี่เฟิ่งเยี่ยนจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิ่งปิงจึงหายวับ เขาไอขึ้นมาอย่างขาดๆ หายๆ ชุนสือรีบเข้ามาลูบหลังไล่ลมให้เขาพลางป้อนชาร้อนอึกหนึ่งให้อย่างระมัดระวัง

เฟิ่งปิงโบกมือให้เขาออกไป

เขาเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า ประตูหัวใจที่เกิดรอยร้าวไม่อาจปิดลงได้อีก ได้แต่ปล่อยให้ลมเย็นพัดเป่า ความจริงเป็นเพียงคำพูดประโยคเดียวเท่านั้น ต่อหน้าลุงอู๋เขาพูดไม่ออก ต่อหน้าพี่สามก็พูดไม่ออก พวกเขาเหมือนลืมความจริงเรื่องหนึ่งไปแล้ว…

ความจริงที่ว่าเผยตันเป็นฝ่ายขอหย่าร้างกับเขาก่อนคดีก่อกบฏ

คำพูดที่หวนคิดไม่หยุดตั้งแต่เมื่อคืนจึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมา เขาคิดว่าตนต้องหาเผยตันให้พบ จากนั้นเอ่ยคำถามนั้นด้วยตัวเอง…

ท่านหย่าร้างกับข้าเพื่อแก้แค้นหรือ

ถ้าหากเป็นเช่นนี้จริง เรื่องราวทั้งหมดย่อมเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น เขาไม่อาจวิจารณ์ได้ แต่เหตุใดแม้แต่เรื่องเหล่านี้เผยตันก็ไม่เคยบอกเขา หากบิดามารดาและตระกูลสำคัญกับเผยตันถึงเพียงนั้น…แล้วเขาเล่า ร่วมเรียงเคียงหมอนและอิงแอบแนบชิดร่วมกันมา เขาที่จมปลักและปล่อยตัวตลอดสามปีที่ผ่านมา เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่อยู่ชายขอบของชีวิตเผยตันหรือ

…บางทีอาจยิ่งกว่าคนแปลกหน้าด้วยซ้ำ เผยตันจะหลีกหนีเขาหรือไม่ จะเห็นเขาเป็นศัตรูหรือไม่ ถึงอย่างไรขณะสืบคดีกบฏจนถึงตอนหลัง กลับพบเจอเครื่องรางไสยศาสตร์และคำทำนายในห้องของเขา เขาถูกตราหน้าเป็นพรรคพวกของอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อไปแล้ว!

เหลวไหล

เฟิ่งปิงรู้สึกว่าตนเองช่างเหลวไหล

เขาเคยหวั่นไหวต่อเผยตันที่เป็นกันเองและเปล่งประกายเจิดจ้า แต่บัดนี้กลับทำให้เขารู้ว่านั่นเป็นเพียงหน้ากากของเผยตัน ด้านหลังหน้ากากซ่อนความกล้ำกลืนฝืนทนและแผนลับตลอดสิบกว่าปีเอาไว้

ต้องเป็นเช่นนี้แน่

เขาเป็นเพียงคนธรรมดา จะเปี่ยมด้วยความยึดมั่นเทียบเท่าบิดามารดาและตระกูลของเผยตันได้อย่างไร เป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กันสามปีแล้วอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่กำลังจะได้แก้แค้น เผยตันก็ทิ้งเขาไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ข้าไม่อาจโทษเขา เฟิ่งปิงคิด เขาต้องรักษาความใจเย็นเอาไว้ ต้องคิดในมุมของเผยตันให้มากขึ้น

บางทีหลังแก้แค้นสำเร็จ เผยตันอาจรู้สึกผิดอยู่บ้าง เพราะเขาคือบุรุษที่มีจิตสำนึก…เดิมทีบุรุษที่ตั้งปณิธานแก้แค้นให้บิดามารดาตั้งแต่เล็กก็ย่อมมีจิตสำนึกอยู่แล้ว…ดังนั้นเผยตันจึงช่วยเหลือเขาและปกป้องเขา เหมือนว่าการทำเช่นนี้จะสามารถเติมเต็มทุกสิ่งทุกอย่าง…ทว่าความห่วงใยทั้งหมดของเผยตันนั้นเบาหวิวคล้ายฟองอากาศที่ลอยละล่องไม่แน่นอน ขณะเขามองเห็นฟองอากาศนั้นถึงขั้นผุดความคาดหวังอย่างไม่สบายใจขึ้นมา แต่เขาไม่รู้ว่าตนเองเป็นเพียงภาระอันไร้ค่า เป็นเครื่องสังเวยที่ถูกทิ้งขว้างก็เท่านั้น

เหมือนกับตนเองเมื่อห้าปีก่อน

เขายังจำคุกหลวงของกรมอาญาในรัชศกหย่งจื้อปีที่ยี่สิบแปดได้ดี นั่นคือห้องปิดทึบไร้หน้าต่างที่ชั้นใต้ดิน ผนังปูด้วยอิฐเปียกชื้นแต่ก็ไม่นับว่าสกปรกมากนัก บนเสื่อฟางยังปูด้วยฟูก ตอนแรกชุนสือถูกคุมขังอยู่ด้วยกันกับเขา ชีวิตจึงยังไม่ยากลำบากเพียงนั้น ชุนสือจะเหลือข้าวของตนไว้ให้เขากิน กลางคืนจะกุมมือของเขาแล้วพ่นลม ยับยั้งอาการสั่นจากความหนาวเย็นให้เขา ต่อมาผู้คุมปล่อยหนูเข้ามาในห้อง ชุนสือจึงตะโกนพลางไล่ตีไปทั่ว ตะลีตะลานจนเขาหัวเราะออกมา พวกเขาได้ยินเสียงนักโทษถูกพาไปคนแล้วคนเล่า มีไม่น้อยเป็นข้ารับใช้เก่าในคฤหาสน์ของเขา ชุนสือยังคงให้กำลังใจเขาอยู่ตลอด บอกว่าในเมื่อคุณชายเผยรับหน้าที่สืบคดี เช่นนั้นต้องช่วยท่านแน่นอน เป็นสามีภรรยาหนึ่งวันมีความผูกพันร้อยวัน นับประสาอะไรกับสามีภรรยาสามปี ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่ลงมือโหดเหี้ยมกระมัง

กระทั่งต่อมา แม้แต่ชุนสือก็ถูกพาตัวไปเช่นกัน เขาถึงขั้นไม่รู้ว่าชุนสือเป็นหรือตาย

ความจริงตอนนั้นเขาไม่เชื่อการให้กำลังใจของชุนสือแล้ว เขาคิดว่าหากตนตายไปในตอนนี้ ผ่านไปอีกหมื่นวันพันปี ใครจะยังจำเขาได้เล่า และเขาก็รู้ดีว่าตนเองไม่เคยทำเรื่องที่ควรค่าให้คนจดจำแต่อย่างใด

เขาไม่ควรค่าให้คนรัก ไม่ควรค่าให้คนแค้น และไม่ควรค่าให้คนจดจำ

เขาที่เป็นเช่นนี้กลับยังบังเกิดความคาดหวังอย่างไม่สบายใจต่อความห่วงใยอันเบาหวิวของเผยตันอีกด้วย

เฟิ่งปิงกัดฟันแน่นแล้วหลับตาลง ล้มตัวลงบนเตียงแรงๆ อีกครั้ง

 

คุณชายหลี่เจ็บป่วย จ้าวอ๋องมาเยี่ยมเยียนด้วยตัวเอง ยาล้ำค่าที่ฮ่องเต้พระราชทานถูกส่งไปยังจวนที่เฟิ่งปิงพักอยู่คันรถแล้วคันรถเล่า หลังลุงอู๋ได้ยินจึงกลับไปบอกเผยตัน

อู๋จื้อเหิงไม่กล้ายืนยันว่าอาการป่วยของคุณชายหลี่มีความเกี่ยวข้องกับการปากมากเกินขอบเขตของตนในคืนนั้นหรือไม่ จึงสารภาพกับนายท่านทั้งหมด คาดไม่ถึงว่านายท่านจะมิได้บันดาลโทสะ

ถึงแม้มีความประหลาดใจ แต่นายท่านก็เพียงเบิกตากว้าง ถามลุงอู๋ว่า “เขามีท่าทีอย่างไร”

ลุงอู๋เค้นสมองคิดอยู่ครึ่งวัน “เขาบอกว่าที่ผ่านมาเขาไม่รู้เลย ข้าบอกว่าตอนนั้นพวกท่านรักกันดี ดังนั้น…”

เผยตันหลุบตาลง

หลายวันมานี้เผยตันยุ่งจนขาไม่แตะพื้น การถวายพระพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่กำลังจะมาถึง เขาเป็นอัครมหาเสนาบดี ทั้งยังคุมกรมพิธีการ เรื่องใหญ่น้อยต่างต้องดูแลด้วยตัวเอง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนไปเขียนคำถวายพระพรที่เขาต้องอ่านในการประชุมต้นปีต่อ

อู๋จื้อเหิงเอ่ยด้วยความลังเล “แต่ว่าคุณชายหลี่เขาจะนึกย้อนถึงเรื่องห้าปีก่อนหรือไม่ อีกทั้งจ้าวอ๋องเองก็ทราบว่าห้าปีก่อนท่านได้รับราชโองการจากอดีตฮ่องเต้…”

“เขาต้องเดาได้แน่” เผยตันกัดด้ามพู่กันครุ่นคิด ทั้งยังยิ้มอย่างใจลอย เผยฟันอันขาวสะอาดออกมา “และต่อให้เจ้าไม่บอก ช้าเร็วฝ่าบาทก็ต้องบอกกับเขา เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”

“เช่นนั้นจะได้อย่างไร!” อู๋จื้อเหิงร้อนรนแล้ว “หากให้ฝ่าบาทบอก เช่นนั้นคงกลับตาลปัตรแน่…”

เผยตันเอาด้ามพู่กันแตะริมฝีปาก “ระวังคำพูดหน่อย” จากนั้นก็จุ่มหมึก “ขอเพียงเขากลับไปที่เหลาโจวในเร็ววัน ความยุ่งยากก็จะจบลง ถึงแม้ปลุกปั่นมากเพียงใดก็ไม่มีผล”

“จะไม่มีผลได้อย่างไร ท่านไม่กลัวเขาเกลียดท่านหรือ”

เผยตันเบิกตาเล็กน้อย

ห้องโถงเงียบเหงา ลมพัดจนกระดาษส่งเสียงพึ่บพั่บดังระรัว เขาตกใจ รีบใช้ที่ทับกระดาษหยกขาวทับเอาไว้ ทั้งยังมองไปยังลุงอู๋ด้วยความงุนงง

“ข้ากลัวว่าเขาจะไม่เกลียดข้า” เขาเอ่ย

 

เผยตันยุ่งวุ่นวายเช่นนี้อยู่ตลอดจนถึงวันสุดท้ายของปี วันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสองเริ่มขึ้น ทั้งในและนอกฉางอันมีหิมะหนานุ่มราวขนห่านตกลงมา น้ำในสระและร่องน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็งหนาๆ ทำให้นกกระเรียนสีเทาที่บินมาจากทางเหนือสามารถยืนอยู่บนผิวน้ำแข็งอย่างโดดเด่น ตรอกผิงคังทางใต้ของย่านฉงเหรินคือดินแดนแห่งสุรานารีและความเย้ายวนมาตลอด นักท่องเที่ยวชายหญิงที่เมามายพากันเข้าออกหอนางโลมด้วยความยินดี ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงจวนขุนนางชนชั้นสูงในย่านฉงเหรินที่มีการบรรเลงดนตรีเช้าค่ำไม่ว่างเว้น ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นของแป้งหอมและประทัด จวนสกุลเผยกินพื้นที่กว้างขวาง มีเด็กซนจุดประทัดใต้กำแพงดังเปรี้ยงปร้างเป็นระยะ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจ

เผยตันให้ข้ารับใช้ที่มีบ้านให้กลับไม่กี่คนในจวนกลับไปโส่วซุ่ย ตนเองฉลองปีใหม่กับลุงอู๋แค่สองคน รุ่งเช้าวันส่งท้ายปีเก่าเขาจึงตื่นขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปาก ทำความสะอาดห้องนอนอันรกรุงรังของตนเองภายใต้การเร่งเร้าของลุงอู๋ ทั้งยังไปเขียนยันต์ไม้ท้อ* ปีนี้ไม่มีเวลาว่างมากนักจึงวาดเสื้อผ้าของเทพเสินถูและอวี้ลวี่** บนแผ่นไม้ท้อยาวหกชุ่นกว้างสามชุ่นได้ไม่ละเอียดนัก แต่อำนาจจากหน้าตาถมึงทึงของเทพทั้งสองแลดูเป็นธรรมชาติ ลุงอู๋นำไปแขวนไว้หน้าประตูจวน ซ้ำยังพิจารณาอยู่ครึ่งค่อนวัน บอกว่ายันต์ไม้ท้อแผ่นนี้ เด็กน้อยข้างถนนเห็นแล้วคงชอบจนอาจจะถูกขโมยไปกลางดึก

เผยตันยังเขียนกลอนปีใหม่แล้วนำออกมา บ้านของเขาใหญ่โต ประตูทุกบานต่างแปะกลอนห้าคำหนึ่งบท เขาจึงเขียนถึงยี่สิบสามสิบบท จากนั้นให้ลุงอู๋ไปแปะตามใจ ยามนี้มีคนจากสำนักการปกครองมาเร่งให้อัครมหาเสนาบดีไปประชุมยังที่ทำการสำนักการปกครองแล้ว

ขณะถวายพระพรปีใหม่ปีที่แล้วเป็นช่วงที่อดีตฮ่องเต้สวรรคตยังไม่ถึงปี ถึงแม้ฝ่าบาทนึกสนุกเผาไม้กฤษณาสองร้อยกว่าคันรถ แต่สุดท้ายในการประชุมราชสำนักวันขึ้นปีใหม่ก็ยังต้องไว้ทุกข์และประหยัดอดออม ทว่าปีนี้ไม่เหมือนเดิม ฝ่าบาทคล้ายมีพระประสงค์จะจัดให้ใหญ่โตยิ่งขึ้น ทำให้คำสั่งที่มอบให้สามฝ่ายยากขึ้นเรื่อยๆ

เผยตันล้างมือแล้วผลัดเปลี่ยนชุดขุนนาง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมใหญ่ตัวหนึ่ง แล้วจึงนั่งรถของสำนักการปกครองไปทำงาน ลุงอู๋คาดว่าครั้งนี้คงยากที่เขาจะกลับมาเร็ว ตนจึงถือกลอนวันสิ้นปีที่เขียนบนกระดาษแดงทั้งยี่สิบสามสิบแผ่น ขมวดหัวคิ้วไปหาสถานที่แปะอย่างเชื่องช้า

ก่อนฝ่าบาทองค์ปัจจุบันพระราชทานคฤหาสน์หลังนี้ให้ นายท่านอาศัยอยู่ในเรือนเล็กด้านข้าง ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเจ้าของเรือนเล็กเป็นชื่อของรองเสนาบดีหยาง…แต่รองเสนาบดีหยางเป็นคนระมัดระวัง นอกจากให้คนทำความสะอาดตามเวลาแล้ว ก็ไม่เคยเห็นเรือนเล็กหลังนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตนเองจริงๆ…เมื่อก่อนตอนนายท่านเขียนกลอนปีใหม่ไม่ได้ใช้มากเพียงนี้ ขอเพียงสี่บทก็แปะได้เต็มเรือนแล้ว

ในตอนนั้นบางครั้งนายท่านยังเขียนจดหมายให้คุณชายหลี่ด้วย หนึ่งเดือนก่อนปีใหม่นายท่านจะเขียนอวยพรปีใหม่และวันเกิดให้คุณชายหลี่ ปิดผนึกในซองกระดาษแดงอย่างทะนุถนอม จากนั้นแทรกเข้าไปในหนังสือราชการที่ส่งให้เจ้าเมืองเหลาโจว จนถึงปลายปีก็ยังไม่ได้รับจดหมายตอบกลับ นายท่านมองกลอนปีใหม่ด้วยความขุ่นเคืองอันไร้เดียงสา แล้วจึงยกพู่กันเขียนว่า ‘เค้าวสันต์เปรียบดั่งจดหมายท่าน รอเนิ่นนานสุดท้ายยังไม่มา’ จากนั้นเงยหน้ามองเห็นกิ่งไม้แห้งหน้าเรือน สีหน้ากลับผ่อนคลายเล็กน้อย เขียนอีกว่า ‘เฝ้านับวันจดหมายส่งมาหา ยามสารมาบุปผาคงเบ่งบาน’

แต่อย่าว่าแต่บุปผาฤดูใบไม้ผลิเบ่งบาน กระทั่งบุปผาฤดูใบไม้ผลิเหี่ยวเฉาอีกครั้ง ทิวทัศน์ฤดูสารทมาเยือน นายท่านก็ยังไม่ได้รับจดหมายตอบกลับ ทางฝั่งเหลาโจวเคารพนอบน้อม คล้ายไม่ได้หน้าไหว้หลังหลอกแต่อย่างใด คงเป็นเพราะคุณชายหลี่ไม่อยากเปิดดูจริงๆ ถึงอย่างไรการลอบติดต่อกับคนที่ถูกเนรเทศก็มีความเสี่ยง ต่อมาอดีตฮ่องเต้สวรรคต ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันสืบทอดบัลลังก์ นายท่านจำต้องสำรวมยิ่งขึ้นจึงไม่ได้เขียนจดหมายอีกแล้ว

นายท่านยังบอกกับอู๋จื้อเหิงว่า ‘ข้าทำให้เขาเดือดร้อนอีกแล้วใช่หรือไม่ ข้าเพียงอวยพรปีใหม่และวันเกิดให้เขาเท่านั้น’

สุ้มเสียงของนายท่านเบาลงด้วยความกดดัน ‘ข้าเพิ่งรู้จักกับเขาไม่กี่ปี แต่เหมือนว่าจะทำให้เขาเดือดร้อนอยู่ตลอด’

ก่อนรู้จักกับหลี่หลาง นายท่านของเขาไม่ใช่คนที่เอาแต่คิดหน้าคิดหลังลังเลใจเช่นนี้

ลุงอู๋แปะกลอนไปสิบกว่าแผ่นแล้ว จากนั้นเดินไปยังน้ำพุร้อนที่เรือนหลัง ไอน้ำอันอ่อนนุ่มทำให้จิตใจของเขาผ่อนคลายลงในที่สุด เขานวดเอวของตน พลันได้ยินเสียงใสแจ๋วเหมือนมีคนเทเมล็ดถั่วอยู่ด้านนอกกำแพง “ซื้อมาครบหมดแล้วกระมัง ให้ข้านับดูหน่อย ประทัด คบเพลิง ยันต์ไม้ท้อ กลอนปีใหม่ หุ่นไม้ท้อ หน้ากากผี…แล้วก็สุราฮวาเจียว! ดีเหลือเกิน นายท่านไม่ได้ฉลองปีใหม่เช่นนี้มานานมากแล้ว…”

นี่คงเป็นเด็กรับใช้ที่ซื่อสัตย์จนซื่อบื้อไปหน่อยของคุณชายหลี่กำลังพูดอยู่ ลุงอู๋ฟังเขาเหมือนนับสมบัติล้ำค่าของตระกูลก็อดมิได้ที่จะแย้มยิ้ม แล้วจึงก้าวเท้าจากไป

เขาไม่รู้ว่าชุนสือที่ ‘ซื่อสัตย์จนซื่อบื้อไปหน่อย’ นั้นหยุดอยู่ข้างกำแพงครู่หนึ่ง เอียงศีรษะคิดอยู่นานว่าหากจุดประทัดที่มากพอใต้กำแพงนี้ จะทำให้อัครมหาเสนาบดีเผยที่ทำให้นายท่านเขาป่วยตกใจตายหรือไม่

 

อาจเพราะบรรยากาศรื่นเริงของวันส่งท้ายปีเก่าช่วยให้อาการป่วยของเฟิ่งปิงดีขึ้นบ้าง ตอนที่ชุนสือกลับมาจากตลาดพร้อมข้าวของมากมายนั้นเขากำลังดื่มยาและอ่านหนังสืออยู่ข้างโต๊ะ ชุนสือไปแขวนยันต์ไม้ท้อและแปะกลอนปีใหม่ เฟิ่งปิงเองก็ติดตามอยู่ด้านข้างตลอด บางครั้งยังช่วยอีกฝ่ายจับบันได จวนหลังนี้มีข้อดีของการเป็นที่พักขนาดเล็ก เวลาปัดกวาดเช็ดถูล้วนไม่เปลืองแรง ก่อไฟก็อบอุ่นถ้วนทั่ว เมื่อพลบค่ำชุนสือไปจุดไฟรอบลานเรือน ทั้งยังลากนายท่านไปกินข้าวบนชั้นสูงสุดของหอสามชั้นที่หลังลานเรือน พอเปิดกล่องอาหารจากเหลาสุราออก กลิ่นหอมของอาหารชั้นเลิศจึงโชยออกมา ราวกับจะไต่ตามเสาคานไปยังมุมชายคาแหลมๆ ตรงขอบฟ้า

ทุกบ้านทุกครัวเรือนของเมืองฉางอันทยอยจุดกองไฟ แสงไฟทอดยาวจากตรงหน้าของเฟิ่งปิงออกไปจากเมืองจนถึงเขาจงหนานที่อยู่ใต้สุด ท่ามกลางฝุ่นควันสีเหลืองขมุกขมัว ขบวนขับไล่สิ่งอัปมงคลของหลายพันคนชูคบเพลิงเดินเข้ามาจากประตูหมิงเต๋อทางใต้ บริเวณที่ขบวนเคลื่อนผ่านล้วนแต่ผู้คนล้นหลาม บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ พวกเขาเดินไปจนถึงย่านฉงเหริน เสียงอึกทึกแทบจะทะลวงแก้วหูของเฟิ่งปิง ถัดจากย่านฉงเหรินไปทางเหนือ ขบวนแห่ร้องรำทำเพลงอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร เคียงคู่กับเสียงประทัดไม่ขาดหู เคลื่อนตัวไปขับไล่สิ่งอัปมงคลในวังต้าหมิงแล้ว

สายตาของเฟิ่งปิงไล่ตามไป ยามนี้กลับพบว่าจวนของเผยตันยังไม่ได้จุดกองไฟ แม้แต่โคมไฟดวงเดียวก็ไม่ได้จุด มองไปแล้วที่นี่มืดสนิทจนสะดุดตาเป็นพิเศษอยู่ท่ามกลางแสงโชติช่วงทั่วเมือง

เขารั้งสายตากลับโดยไม่เอ่ยสักคำ

ชุนสือไม่รู้ว่าหลายวันมานี้เหตุใดเขาจึงเศร้าหมอง รู้เพียงต้องเกี่ยวข้องกับคุณชายเผยแน่นอน ตนเองทำได้เพียงอุ่นเตาใบเล็กและหยอกให้เขามีความสุขสุดความสามารถ ทิวทัศน์ยามค่ำคืนมืดมนอีกครั้ง ลมแรงกวาดม้วนหิมะตกหนัก แสงไฟในเมืองดับไปไม่น้อยแล้ว แต่ก็จุดขึ้นอย่างดื้อดึงอีกครั้งทันที ราวกับจะขอพรในคืนส่งท้ายปีเก่าจากพายุหิมะครั้งนี้ ชุนสือเอ่ยด้วยความเป็นห่วงอยู่บ้าง “ว่ากันว่าคืนนี้ในวังจะจุดประทัดยักษ์ ไม่รู้ยังจะจุดติดหรือไม่”

เฟิ่งปิงถามว่า “อะไรคือประทัดยักษ์”

“แบบที่ลอยขึ้นฟ้าได้!” ชุนสือโบกไม้โบกมือทำท่าทาง “ข้าได้ยินคนบอกว่าหนึ่งปีก่อนอดีตฮ่องเต้สวรรคตเคยทดลองครั้งหนึ่ง ประทัดยักษ์พุ่งไปบนฟ้า เบ่งบานเป็นบุปผายักษ์นับไม่ถ้วน จากนั้นกลายเป็นหมื่นอาชาวิ่งทะยาน สุดท้ายยังปรากฏตัวอักษรใหญ่เป็นคำว่าสิริมงคล…”

เฟิ่งปิงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “เรื่องนี้เจ้าก็เชื่อหรือ”

“แต่ร้านขายประทัดในตลาดทุกคนต่างพูดเช่นนี้” ขนคิ้วและจมูกของชุนสือย่นเข้าหากัน อยากให้นายท่านเชื่อเขาอย่างมาก “บอกว่าสิ่งนั้นหายาก มีเพียงในวังที่เก็บไว้หลายชุด โดยทั่วไปพบเห็นไม่ได้จริงๆ ปีนี้ฝ่าบาทมีพระประสงค์ร่วมสนุกกับราษฎรจึงตั้งใจปล่อยมันออกมา!”

“เช่นนั้นต้องรอถึงเมื่อใด” เฟิ่งปิงมองไปนอกหอ “ในเมื่อหิมะตกหนักเช่นนี้”

ชุนสือใช้คีมคีบถ่านเขี่ยถ่านไฟเบาๆ เอ่ยอย่างเปี่ยมด้วยความคาดหวังว่า “คงกลางดึกกระมัง สรุปแล้วต้องอยู่โส่วซุ่ย รอดูกันดีกว่า!”

แม้ปากเฟิ่งปิงจะบอกว่าไม่เชื่อ แต่ความจริงกลับยังคงอยากดู เขาจึงกินถั่วลิสงแกล้มสุราฮวาเจียวอยู่บนหอพลางพูดคุยกับชุนสือรอคอยการมาถึงของกลางดึก

 

พายุหิมะรุนแรงกว่าเดิม

ในที่สุดเผยตันก็กลับบ้านในช่วงกลางดึก เสื้อคลุมใหญ่เต็มไปด้วยเศษหิมะ สภาพเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ลุงอู๋อยากไปต้มน้ำให้เขาอาบ แต่ถูกเขาเรียกเอาไว้แล้วบอกว่าไม่เป็นไร เคราะห์ดีที่ตอนเช้าอาบไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว พักผ่อนได้เพียงหนึ่งชั่วยามกว่าก็ต้องเข้าวังไปเตรียมการประชุมต้นปีอีก

ลุงอู๋ปวดใจอย่างยิ่ง เอ่ยเตือนเขาให้ไปนอน แต่เขากลับอารมณ์ดี กระชับเสื้อดูหิมะอยู่ในลานเรือน หันหน้ายิ้มพลางเอ่ยกับลุงอู๋ว่า “คืนนี้ฝ่าบาทจะจุดดอกไม้ไฟ เจ้ารู้หรือไม่ หากไม่ดูคงน่าเสียดายแย่”

ลุงอู๋เอ่ยว่า “สองปีก่อนก็เคยดูแล้วมิใช่หรือ”

เผยตันถูกอีกฝ่ายทำให้หมดอารมณ์จึงเบือนหน้าหนีไม่สนใจ ลุงอู๋จำต้องตามเขาไป ปูเบาะนุ่มบนที่โล่งกว้างริมสระน้ำซึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็ง จากนั้นจุดเตาไฟ ให้เขากางร่มดื่มสุราพลางมองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย

คฤหาสน์ของอัครมหาเสนาบดีกว้างขวาง แต่กลางดึกกลับเงียบเหงาอย่างยิ่ง ลุงอู๋มองดูเงาหลังของนายท่าน คิดว่าถึงแม้คฤหาสน์สิบอ๋องในอดีตจะคับแคบแออัด แต่ขณะฉลองปีใหม่กลับจุดไฟโชติช่วง เหล่าราชนิกุลและองค์ชายโห่ร้องอย่างคึกคัก ตอนนั้นนายท่านจะจูงมือของคุณชายหลี่ทั้งวัน เดินไปที่ใดก็ไม่หลบผู้คน ราวกับกลัวคนนอกไม่รู้ว่าเขามีภรรยา คุณชายหลี่ใช้กิ่งท้อตีเขาก็ไม่ยอมปล่อยออก

ลุงอู๋คิดว่านายท่านพึ่งพาหลี่หลาง แต่คิดไม่ถึงว่าวันเวลาหลังหย่าร้างกลับใช้ชีวิตอย่างสงบเช่นนี้

เผยตันในยามนี้ คล้ายไม่มีอะไรแตกต่างกับเด็กที่ก้มหน้าเล่นเก้าห่วงปริศนาลำพังท่ามกลางเสียงเอะอะของญาติพี่น้องในคฤหาสน์สกุลเผยแห่งเหอตงผู้นั้น

เขาเหม่อลอยอยู่เนิ่นนานถึงอย่างไรก็ต้องหนาว เมื่อเวลาเกือบเที่ยงคืน ลุงอู๋เลยนำเสื้อนวมหนาๆ มาคลุมให้เขา ยังไม่ทันเอามือลงก็ได้ยินเสียงระเบิดสนั่นฟ้า

ดอกไม้ไฟพลันลอยขึ้นสู่ท้องนภา บังคับให้พายุหิมะสงบเงียบ แล้วสีสันหลากหลายก็ตกลงมาในชั่วพริบตา สะท้อนอยู่ในดวงตาของเผยตัน สุดท้ายเขาแย้มยิ้มอย่างใจลอย

 

เฟิ่งปิงเบิกตาโพลง มองดูบุปผาที่พลันเบ่งบานและเหี่ยวเฉากลางอากาศ แล้วจึงตอบสนองขึ้นมา เอ่ยกับชุนสือว่า “เจ้าหลอกลวง! มีคำว่าสิริมงคลที่ใดกัน…”

ชุนสือเองก็คาดไม่ถึงว่าจะถูกหลอกจริงๆ เขาอายจนหน้าแดง “แต่…แต่มันสวยมากจริงๆ!”

สวยจริงๆ ม่านวิกาลสว่างราวกับกลางวันในชั่วขณะ สีสันหลากหลายไร้ขอบเขตแต่ก็สั้นเหลือเกิน มันปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะ เฟิ่งปิงถึงขั้นไม่อาจมองเห็นรูปทรงของมันชัดเจนก็คืนสู่ความดับสูญเสียแล้ว

หลังผ่านชั่วขณะอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น แสงไฟทั่วเมืองก็คล้ายจะให้ความรู้สึกธรรมดาสามัญไป ม่านเหล็กของอนธการกดทับลงมาอีกครั้งพร้อมกับพายุหิมะ เขาเองก็ไร้ซึ่งความรู้สึกอดทนอดกลั้นและความคิดที่จะรอคอยเงียบๆ เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

“ไอ้หยา!” ชุนสือพลันตบศีรษะ “รีบอธิษฐาน! นายท่าน หลับตา อธิษฐานอะไรก็จะเป็นจริง…”

เฟิ่งปิงถูกเขาเร่งเร้าให้หลับตา ภายใต้สถานการณ์กะทันหันเช่นนี้กลับนึกไม่ออกว่าควรอธิษฐานอะไร จึงนึกถึงเพียงประโยคที่เผยตันพูดกับเขา ‘สมมาดปรารถนา ราบรื่นทุกเรื่อง’ เหมือนคำพูดคลุมเครือที่ใช้ได้ในทุกสถานการณ์

เช่นนั้นเผยตันเล่า ขณะนี้เผยตันคงจะมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ สุราในจอกไม่มีหมดใช่หรือไม่

ลมเย็นพัดเศษเถ้าดอกไม้ไฟไปในเมือง ย่านฉงเหรินอยู่ใกล้กับวังต้าหมิงเป็นพิเศษ จึงมีฝุ่นควันติดบนใบหน้าของเฟิ่งปิงเล็กน้อย

เขาจึงรู้ว่าดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่เพียงนั้น พอเหี่ยวเฉาแล้วกลับเหลือเพียงความเยียบเย็น

* โส่วซุ่ย หมายถึงการอยู่โต้รุ่งตลอดคืนสุดท้ายของปีเก่า

* ยันต์ไม้ท้อ เป็นยันต์ที่ทำจากไม้ท้อ ชาวบ้านจะวาดภาพมงคลหรือเทพเจ้าลงไป เชื่อกันว่าสามารถขับไล่สิ่งอัปมงคลได้ จากนั้นจะนำไปแขวนไว้หน้าประตูบ้าน มีการเปลี่ยนใหม่ทุกปี

** เสินถูและอวี้ลวี่ คือเทพทวารบาลของจีน

  

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

 

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

 

 

2 of 2หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 1-2

บทที่ 1 ฤดูเหมันต์ ผืนดินถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้า ทั้งเมืองฉางอันจมอยู่ในสายหมอกเหน็บหนาวขาวพร...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 3-4

บทที่ 3 หนึ่งก้านธูปให้หลังจิงเจ๋ออารักขาเจ้านายขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสามของโรงน้ำชาอย่างทุลักทุเล ประตูหน้าต่างปิดสนิท ...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 5-6

บทที่ 5 “?” เขาไม่ตื่นเกร็งลนลานแต่อย่างใด น้ำเสียงราบเรียบผ่อนคลาย นิ่งคิดอย่างตั้งใจจริง ทำให้ชั่วขณะหนึ่งเจียงจื้ออีน...

คู่พันภพบรรจบรัก

ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 1

บทที่ 1 นั่นคือโรงเรียนประถมที่อยู่ชายขอบเมืองแห่งหนึ่ง ฝนฤดูใบไม้ผลิตกลงมาหลายวันแล้ว ทำให้ใบไม้สีเขียวอ่อนในสวนของโรงเ...

community.jamsai.com