everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 63-64 #นิยายวาย
บทที่ 64
เฉิงอวี้กลัวว่าเซวียโย่วข่าจะเห็นคำที่น่าอายในข้อความนี้เข้า ดังนั้นหลังจากส่งข้อความแล้วเขาก็ลบมันออกจากในบันทึกบทสนทนาของตัวเองทันที
เซวียโย่วข่าที่อยู่ข้างๆ เปิดตู้เย็นเล็กในรถ “โห มีเครื่องดื่มด้วย! แล้วก็มีขนมอีก แม่เจ้า!”
ดวงตาเขาเป็นประกายแต่ก็ไม่กล้าหยิบมา เพราะกลัวว่าของกินในรถจะราคาแพง
เฉิงอวี้พูดขึ้น “ดูทีวีได้ด้วยนะ จะดูไหม”
“ตอนนี้ยังไม่ดูดีกว่าครับ ผมขอดูโรงแรมก่อน” ถ้ากลับถึงช่วงเช้ามืดเขาคงกลับเข้าหอไม่ได้ เซวียโย่วข่าคิดไว้ตั้งแต่ตอนออกมาแล้วว่าถ้ากลับหอไม่ทันจะทำยังไง เลยเอาเสื้อผ้าใส่กระเป๋ามาด้วยตั้งแต่แรก
“พรุ่งนี้ไปสัมภาษณ์ที่ไหนเหรอ”
“บริษัทหลักทรัพย์จงซางครับ”
“อ๋อ งั้นก็อยู่แถวถนนสายการเงินสินะ งั้นไปนอนบ้านฉันเถอะ”
เซวียโย่วข่าชะงักมือที่กำลังหาป้ายราคาขนม ก่อนจะเกาศีรษะเบาๆ “แต่บ้านพี่มีเตียงเดียวนี่นา”
“มีปัญหาอะไรเหรอ” เฉิงอวี้ดูเหมือนจะเหลือบตามองเขานิ่งๆ “นายก็เคยนอนแล้วไม่ใช่เหรอ”
ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกันนี่นา เซวียโย่วข่าคิด ตอนนั้นเขากับเฉิงอวี้ยังเป็นแค่พี่ๆ น้องๆ กันอยู่เลย…
“แต่จากบ้านพี่ไปบริษัทจงซางต้องนั่งรถตั้งครึ่งชั่วโมงเลยนะ”
“พูดมากน่า นายจะยอมจ่ายเงินพักในโรงแรมราคาประหยัดแถวถนนสายการเงินหรือไง”
เซวียโย่วข่าก้มหน้าลงเงียบๆ
เฉิงอวี้เห็นอีกฝ่ายเอาแต่จ้องขนมอยู่ตลอดเลยถาม “หิวเหรอ”
ยังไงอีกฝ่ายก็มาถึงตั้งแต่ตอนช่วงห้าโมงเย็น และตอนนี้ก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว
“นิดหน่อยครับ”
“งั้นนายลองเสิร์ชดูซิว่าอยากกินอะไร พวกเราซื้อขึ้นมากินบนรถได้”
รถธุรกิจคันนี้สามารถใช้แทนรถบ้านได้เลย ถ้ามีคนครบสี่คนยังสามารถตั้งโต๊ะเล่นไพ่นกกระจอกบนรถได้ด้วยซ้ำ
พอจัดการมื้อค่ำเสร็จเวลาก็ปาไปสามทุ่มครึ่ง หลังปิดไฟในรถแล้ว รถยนต์ก็แล่นไปบนทางด่วนด้วยความเร็วคงที่ราวหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
เซวียโย่วข่ากินเสร็จก็เริ่มง่วงนิดๆ เฉิงอวี้ไม่ได้บอกเขาว่าเบาะปรับเอนได้ แต่กลับพูดขึ้นอย่างมีแผนการ “นายอยาก…”
นอนหนุนตักฉันไหม
เฉิงอวี้ไม่รู้จะเอ่ยคำพูดนี้ออกไปยังไงดี
“อะไรเหรอครับ”
เฉิงอวี้กระแอมกระไอ “อยากนอนเหรอ”
“อืม…กลัวพรุ่งนี้จะไม่สดชื่น ผมอยากงีบสักหน่อย” เขาพูดพลางขยี้ตาแล้วหาวหนึ่งที
โค้ชของคอร์สความรักบอกเฉิงอวี้ว่าบางครั้งผู้ชายก็ต้องวางอำนาจบ้าง ยกตัวอย่างเช่นสถานการณ์แบบนี้ ไม่ควรปล่อยให้เขามีโอกาสได้คิดหรือต่อต้าน
ปกติเขาก็วางอำนาจจนชินอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับเริ่มทำตัวไม่ถูกและระมัดระวังขึ้นมา
แม่งเอ๊ย รู้งี้น่าจะเข้ากลุ่มปรึกษาปัญหาความรักของโค้ชคนนั้นไปตั้งแต่แรก
อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องเหมือนแมลงวันไร้หัว* ไม่มีใครให้ถามว่าควรจะทำย่างไรดีเหมือนอย่างในตอนนี้
“ถ้านายไม่มีหมอน…” เฉิงอวี้ค่อยๆ ยกแขนขึ้น “ใช้ฉันแทนได้นะ”
เฉิงอวี้โอบไหล่เซวียโย่วข่า ขณะที่อีกฝ่ายมีสีหน้าสับสนเล็กน้อย เขาก็โอบเซวียโย่วข่าเข้ามาในอ้อมอกอย่างช้าๆ ก่อนจะใช้มืออีกข้างประคองท้ายทอยแล้ววางลงบนตักตัวเองเบาๆ
ท้ายทอยของเซวียโย่วข่ารู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่มแต่แข็งแกร่งเลยตั้งสติขึ้นมาได้
พอสบเข้ากับสายตาลุ่มลึกของเฉิงอวี้ที่มองลงมา เขาก็ทนไม่ไหวจนต้องหลับตา “งั้นถ้าพี่ง่วงจะทำยังไง”
“ฉันไม่ง่วงหรอก”
แสงไฟจากรถที่แล่นผ่านบนถนนอาบไล้ลงบนใบหน้าด้านข้างของเฉิงอวี้ ไฝน้ำตาตรงหางตาเปล่งประกาย แสงไฟที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาทำให้แววตานั้นอ่อนโยนต่างไปจากปกติ
เฉิงอวี้ลูบแก้มของเขา นิ้วมือไล่ไปจากเส้นผม น้ำเสียงก็อ่อนโยนเช่นกัน “นอนเถอะ”
เซวียโย่วข่าส่งเสียง “อืม” เบาๆ แก้มของเขาร้อนผ่าว คิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติว่าที่แท้คบกับผู้ชายก็เป็นความรู้สึกแบบนี้นี่เอง
ตอนแรกเขาคิดว่าคุณชายที่มีนิสัยค่อนข้างเด็กอย่างเทอร์โบ ตอนตัวเองเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายก็ถูกหงุดหงิดใส่เป็นประจำ ถ้าอยู่ด้วยกันตลอดทั้งวันจนถึงขั้นคบกันไม่แน่ว่าอาจจะอายุสั้นลงก็เป็นได้
แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นแบบนั้นเลย
เฉิงอวี้ไม่เคยอารมณ์เสียกับเขา
เซวียโย่วข่าหลับตาคิดเพลินๆ ทันใดนั้นก็เอ่ยปากคุยเล่นกับอีกฝ่าย “ตอนฟังพวกพี่ร้องเพลงมีสาวๆ กรี๊ดกันเป็นบ้าเป็นหลังเลย ไม่ใช่แค่ผู้หญิง ผู้ชายบางคนก็ด้วย แถมยังตะโกนว่าจะคลอดลูกให้พี่อีกต่างหาก”
เฉิงอวี้ “…”
“พี่มีพี่น้องไหมครับ”
“มีลูกพี่ลูกน้องอยู่”
“งั้นก็แปลว่าพี่เป็นลูกคนเดียวเหรอ”
“อืม”
“ผมก็เหมือนกัน งั้นถ้า…” เหอเสี่ยวโหยวเข้มงวดกับเขาเกินไป เขาแทบไม่เคยทำอะไรขัดใจเธอเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำ แต่แค่ไม่จำเป็นต้องทำ เขารู้ดีว่าแม่ของเขาใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขอยู่แล้วจึงไม่อยากทำให้เธอยิ่งไม่มีความสุข ถ้าเหอเสี่ยวโหยวรู้เข้า…เซวียโย่วข่าไม่กล้าคิดต่อเลย
เฉิงอวี้คิดว่าเซวียโย่วข่ากำลังคิดเรื่อง ‘มีลูก’ อยู่ ในหัวเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่วนเวียนเป็นร้อยเป็นพันรอบจนโพล่งออกมาว่า “เด็กน่ารำคาญมาก ฉันไม่ชอบเด็ก ไม่มีจะดีที่สุด”
เซวียโย่วข่าไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น เขาไม่มีทางไม่ทำอะไรสักอย่างเพราะกลัวเรื่องที่จะเกิดขึ้นหรอก
เขาพลิกตัวเล็กน้อยมานอนตะแคงข้างวางศีรษะไว้บนต้นขาของเฉิงอวี้ ก่อนยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาวางไว้ข้างศีรษะ
ทว่าการขยับนั้นไปสัมผัสโดนอะไรบางอย่างที่ไม่ควรแตะต้อง ทำเอาเฉิงอวี้หายใจติดขัดไปชั่วขณะ
เฉิงอวี้รีบเอานิ้วสอดเข้ากับฝ่ามือเขาแล้วจับปลายนิ้วนิ้วหนึ่งไว้แน่นป้องกันไม่ให้มือเขาแตะโดนขาของตัวเอง
เซวียโย่วข่าที่ยังหลับไม่สนิทลืมตามองเฉิงอวี้ ขนตาสั่นระริก
เฉิงอวี้ขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียง ‘นอน’
เซวียโย่วข่าหลับสนิทตลอดทาง ระหว่างเดินทางเงียบมาก แถมยังปิดผ้าม่านในรถจึงไม่มีแสงส่วนเกินมารบกวน
พอถึงที่หมายเฉิงอวี้ก็ไม่ได้ปลุกเขา เมื่อถึงปากซอยก็อุ้มเซวียโย่วข่าลงมา เขารวบรวมความกล้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตสะพายกระเป๋าที่มีลายโลโก้ ‘M-Zone’ ใบนั้นแทนที่จะโยนมันทิ้งลงในร่องน้ำสกปรก แล้วโอบรอบเอวเซวียโย่วข่าเดินกลับไป
ประตูบ้านเก่าไม่ได้ใช้ระบบล็อกอัจฉริยะ แต่ก็มีกล้องวงจรปิดอินฟราเรดติดอยู่บนประตู หากมีคนน่าสงสัยมาหยุดอยู่ตรงนี้มันก็จะบันทึกภาพเอาไว้พร้อมส่งไปที่มือถือของเฉิงอวี้
การอุ้มเซวียโย่วข่าพร้อมกับไขกุญแจจึงเปลืองแรงไปหน่อย
เซวียโย่วข่าตื่นขึ้นมา สมองยังมึนงงอยู่
โตมาขนาดนี้แล้วเขารู้สึกว่าเหมือนจะมีแค่เซวียเทียนเลี่ยงที่เคยอุ้มเขาแบบนี้ แต่นั่นก็เป็นความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว ในตอนที่เขายังเป็นเด็กอยู่ แถมเขาไม่ได้เจอเซวียเทียนเลี่ยงมานานมากแล้วเหมือนกัน
แต่เฉิงอวี้กลับสามารถมอบความรู้สึกอบอุ่นเช่นเดียวกันให้เขาได้
จนกระทั่งเฉิงอวี้วางเขาลงจนเท้าแตะพื้นแล้ว เขาก็ยังมีความรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นภาพลวงตาที่ไม่ใช่ความจริง
ระหว่างเฉิงอวี้กำลังคลำหากุญแจไปทั่วก็รู้สึกได้ว่าเซวียโย่วข่าที่ตอนแรกพิงตัวเขาตอนนี้กางแขนสองข้างออกแล้วกอดเอวเขาไว้ ทั้งยังวางศีรษะลงบนหลังของเขาเหมือนต้องการพึ่งพาเขามาก
* แมลงวันไร้หัว หมายถึงการกระทำที่ไม่มีเป้าหมาย สะเปะสะปะ
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



