everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 65-66 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3
ผู้เขียน : ซุ่ยหมาง (睡芒)
แปลโดย : G.N Voyager
ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 65
เฉิงอวี้ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ถ้าการตีกลองทำให้เขาได้สัมผัสถึงความสุขสูงสุดจนลืมตัวเอง อย่างนั้นแล้วการถูกคนที่ชอบกอดก็คงเป็นความสุขที่สุดอีกแบบหนึ่ง เติบโตมาจนถึงตอนนี้เขายังไม่เคยชอบใครสักคนขนาดนี้เลย
เฉิงอวี้แสร้งทำเป็นเปิดประตูอย่างสงบ “ยังจะกอดอีกไหม”
“พี่ไม่อยากให้ผมกอดเหรอ”
“ฉันหมายถึงจะให้ฉันอุ้มนายเข้าไปไหม”
“เข้าไปไหนเหรอ”
“บนเตียง”
เซวียโย่วข่าดูเหมือนกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ก็รู้ว่าคนที่พูดกับตัวเองคือใคร “ผมไม่หนักเหรอ แล้วหัวใจของพี่จะไม่…ผมกลัวว่าพี่จะอาการกำเริบขึ้นมาน่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉิงอวี้แข็งค้างในทันที
“เซวียหมี่หมี่ ฉันจะโยนกระเป๋าคาดอกของนายทิ้งแล้วนะ”
เขาทนให้กระเป๋า ‘M-Zone’ อยู่บนตัวนานเกินสิบนาทีแล้ว นี่ถือเป็นขีดจำกัดความอดทนสูงสุดของเขา
ในที่สุดเซวียโย่วข่าก็รู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มขอโทษ “อย่าโกรธเลยนะครับ อย่าโกรธเลย โกรธแล้วไม่ดีต่อร่างกายนะ”
เฉิงอวี้ยังหงุดหงิดอยู่ “ร่างกายฉันแข็งแรงมาก!” เขาย้ำ “เพิ่มนายมาอีกสองคนฉันก็อุ้มไหว นายจะนับเป็นอะไร!”
จนกระทั่งหลังเดินเข้าประตูไปแล้วเขาก็ยังบ่นไม่หยุด ย้ำว่าตัวเองไม่มีปัญหาสุขภาพ แถมยังให้เซวียโย่วข่าลองจับกล้ามตัวเองดูด้วย
เซวียโย่วข่าที่เดิมทีง่วงจัดโดนปลุกให้ตื่นเต็มตาและจำต้องยอมให้ความร่วมมือลูบคลำไปสองสามทีพร้อมกันนั้นก็อุทานออกมา
“ว้าว!”
เฉิงอวี้ถอดเสื้อ “ดูหลังฉันสิ!”
“ว้าวๆๆ!” เขาไม่ได้ชมแบบขอไปที รูปร่างของเฉิงอวี้สมกับคำว่า ‘ว้าว’ จริงๆ
ความภาคภูมิใจอันจอมปลอมของเฉิงอวี้ได้รับการเติมเต็มอย่างมาก แต่ไม่นานก็ยิ้มไม่ออก
มือของเซวียโย่วข่าลูบอยู่บนแผ่นหลังและเอว ลูบไปมาหลายครั้ง มืออีกฝ่ายไม่เหมือนมือที่ใช้จับไม้กลองของตัวเอง ฝ่ามือนั้นนิ่มมาก เฉิงอวี้ค่อยๆ รู้สึกบางอย่างจนต้องหยุดเขาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“พอแล้ว นายเลิกลูบได้แล้ว”
เมื่อกี้ในรถก็เป็นแบบนี้ ระหว่างทางเฉิงอวี้เองก็งีบหลับ เขาอาจจะฝันอะไรที่ไม่ค่อยปกติก็ได้ ตอนนี้แค่ถูกอีกฝ่ายแตะเลยรู้สึกปั่นป่วนขึ้นมา
ตอนที่เซวียโย่วข่าล้างหน้าแปรงฟัน เฉิงอวี้ก็อาบน้ำเย็น จากนั้นเซวียโย่วข่าก็เอาชุดสูทสำหรับสัมภาษณ์ออกมาแขวน ก่อนจะเปลี่ยนมาสวมชุดนอนของเฉิงอวี้ ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วนอนลงบนเตียงอีกฝั่ง เขาตะโกนถามเฉิงอวี้ที่อาบน้ำอยู่เสียงดัง “ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้เจ็ดโมงยี่สิบ พรุ่งนี้มันจะดังรบกวนพี่ไหม”
เฉิงอวี้ปิดน้ำถึงจะได้ยินเสียงของเขา “ตอนนอนฉันจะใส่ที่อุดหู”
“งั้นผมปรับเสียงให้เบาหน่อย” เซวียโย่วข่านอนลงบนหมอนนุ่มนิ่ม “วันนี้ผมหนุนขาพี่นอนตั้งสี่ชั่วโมง ขาพี่ชาหรือเปล่า”
“ไม่ นายนอนต่อเถอะ”
จากนั้นเฉิงอวี้ก็กลับไปอาบน้ำเย็นต่อ
การให้คนรักมานอนหนุนตักเป็นเรื่องดีมากก็จริง แต่ก็เป็นความผิดพลาดเช่นเดียวกัน และการให้คนรักสัมผัสกับร่างกายของตัวเองก็ถือเป็นเรื่องดี ทว่าในช่วงที่ต้องดำเนินความรักแบบเพลโตก็ดูเหมือนว่ามันไม่ค่อยจะรื่นรมย์สักเท่าไร
เมื่อก่อนเฉิงอวี้ไม่เคยคิดเลยว่าหลังคบกันแล้วยังจะต้องพึ่งพาตัวเองอยู่ ถ้าเอาเรื่องนี้ไปถามโค้ชของคอร์สความรักมีหวังคงโดนหัวเราะเยาะแน่ๆ
เซวียโย่วข่างัวเงีย รู้สึกว่าเฉิงอวี้อาบน้ำนานมากกว่าจะออกมา
พรุ่งนี้สัมภาษณ์ตอนเก้าโมงเช้า เซวียโย่วข่าจึงวางแผนจะไปถึงก่อนเวลาเก้าโมง และเมื่อคิดถึงชั่วโมงเร่งด่วนในตอนเช้า ดังนั้นแปดโมงก็ต้องออกจากบ้านแล้ว
ไม่คิดว่าตอนเขาตื่นขึ้นนอน พื้นที่ข้างๆ บนเตียงกลับว่างเปล่าแล้ว เฉิงอวี้แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย กำลังดื่มกาแฟพลางมองบรรยากาศของฤดูร้อนที่ด้านนอกหน้าต่างบานเกล็ด
“ตื่นแล้วเหรอ” เฉิงอวี้หันมามองเขา
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องบานเกล็ดมาตกกระทบลงบนตัวเขา
เซวียโย่วข่ายังไม่ตื่นดี น้ำเสียงอู้อี้เล็กหน่อย “ทำไมพี่ตื่นเช้าจัง”
“มาสิ กินข้าวเช้าเสร็จแล้วค่อยไปสัมภาษณ์” เฉิงอวี้ทำอาหารไม่เป็นเลยต้องสั่งมื้อเช้ามา มีทั้งฮะเก๋าหนึ่งเข่ง ซาลาเปาทอดน้ำหนึ่งเข่ง น้ำเต้าหู้ น้ำผลไม้ นม และผลไม้ อะไรที่ควรมีก็มีหมด
“ผมขอรีดเสื้อก่อน พี่มีเตารีดไหมครับ”
“รีดไว้แล้ว” เฉิงอวี้ชี้ไปที่สูทสามชิ้นสำหรับใส่ในฤดูร้อนที่แขวนอยู่ข้างๆ เนื้อผ้าเรียบกริบ แถมมีกลิ่นอายชั้นสูงจากการสั่งตัดด้วย
เขาส่งข้อความไปตั้งแต่เช้ามืดให้คนมาตอนหกโมงเช้าเพื่อจัดการรีดเสื้อให้เรียบร้อย
“พี่เป็นคนรีดเองเหรอครับ” เซวียโย่วข่าประหลาดใจนิดๆ
“แล้วจะเป็นใครล่ะ” เขาจ่ายเงินก็เท่ากับเขาทำงาน ไม่เห็นจะมีอะไรผิดเลย
“แล้วมื้อเช้าล่ะ พี่ทำอาหารไม่เป็นไม่ใช่เหรอ”
“สั่งดีลิเวอรี่มา รีบกินเลย”
นอกจากลองเสื้อก่อนหน้านี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาสวมใส่ชุดทางการ
รูปร่างของหลินสือเม่าสูงใหญ่กว่าเขาเล็กน้อย ไหล่ก็กว้างกว่า แต่โดยรวมแล้วพอดีตัวมากกว่าชุดที่ซื้อออนไลน์เสียอีก นี่เป็นชุดสูทสามชิ้นเรียบง่ายแต่เป็นทางการ เสื้อเชิ้ตผ้าป็อปลินสีขาวบาง เสื้อสูทกระดุมสองเม็ดสีดำ กางเกงสแล็กส์เข้ารูป พร้อมถุงเท้าและรองเท้า
เซวียโย่วข่าแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว หลังหวีผมเสร็จก็นึกถึงเนกไทขึ้นมาได้ “แย่แล้ว ผมลืมเนกไทไว้ที่หอ”
“ฉันมีอยู่”
เฉิงอวี้เดินเข้าไปในห้องแต่งตัว เขาใส่ชุดทางการแทบจะนับครั้งได้ และหลายชุดก็ยังไม่เคยใส่มาก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะรูปร่างของเขากับเซวียโย่วข่าต่างกันเกินไป ยังไงก็คงไม่ยอมให้อีกฝ่ายใส่เสื้อผ้าของหลินสือเม่าไปสัมภาษณ์แน่ๆ
“ผูกเนกไทเป็นไหม”
“เป็นครับ…” เขารับมาแล้ววางไว้ใต้ปกเสื้อเชิ้ต มือก็ผูกอย่างเก้ๆ กังๆ
“มือไม้เงอะงะจริง” เฉิงอวี้ยื่นมือมาช่วยด้วยท่าทางที่ไม่คล่องแคล่วยิ่งกว่าเซวียโย่วข่า เขาค่อยๆ ผูกปมเนกไทที่คอเสื้อของเซวียโย่วข่า กระทั่งเนกไทถูกดึงขึ้นสูงพอดีกับตำแหน่งใต้ลูกกระเดือก
สายตาของเฉิงอวี้กวาดผ่านลำคอเรียวยาวกับแนวกรามเกลี้ยงเกลา
เด็กหนุ่มหน้าใสที่ปกติมักจะใส่เสื้อโปโลแบบคนแก่ พอใส่ชุดสูทสั่งตัดของหลินสือเม่า ถึงจะไม่พอดีเป๊ะ แต่กลับมีออร่าเพิ่มขึ้นเป็นกอง ราวกับปลดล็อกอีกบุคลิกหนึ่งและเปลี่ยนแปลงไปครั้งใหญ่
“จะไปสัมภาษณ์ทำไมต้องแต่งหล่อขนาดนี้ด้วย”
“สัมภาษณ์งานก็ต้องดูเป็นทางการหน่อยสิครับ” เซวียโย่วข่าไม่เข้าใจมากนัก ยังไงนี่ก็เป็นครั้งแรก ยิ่งทางการยิ่งดี
เฉิงอวี้ขมวดคิ้ว “เจอฉันทีไรต้องสะพายกระเป๋า ‘M-Zone’ ทุกที นายไปหากระเป๋าแบบนี้มาจากไหนเนี่ย”
“ผมเอามาจากบ้านครับ…” เพราะมันจุของได้เยอะ คุณภาพก็ดี เขาเลยชอบใช้
เขามีทั้งหมดกระเป๋าสามใบ กระเป๋านักเรียนหนึ่ง กระเป๋าคาดอกใบนี้หนึ่ง และกระเป๋าคาดอกใบเล็กกว่านี้อีกใบซึ่งใส่ได้แค่มือถือกับบัตร
“ต่อไปเลิกสะพายไปซะนะ”
เซวียโย่วข่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ไม่คิดจะขัดรสนิยมของหนุ่มหล่อเท่
เฉิงอวี้ขับรถไปส่งเขาถึงบริษัทที่สัมภาษณ์งาน ต้องขับวนอยู่รอบหนึ่งกว่าจะหาที่จอดรถได้ ขณะนั้นเซวียโย่วข่ากำลังเข้าแถวรอสัมภาษณ์ คนที่มาสัมภาษณ์พร้อมกับเขาส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาปริญญาโท บริษัทใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘บริษัทจัดการตราสารหนี้ที่ดีที่สุด’ อย่างบริษัทหลักทรัพย์จงซางไม่เคยขาดแคลนคนเก่งเลย
วุฒิการศึกษาของเขาแทบไม่มีค่าพอให้พิจารณา คู่แข่งของเขาล้วนเป็นพวกนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย B หรือมหาวิทยาลัย T ทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกหลายคนที่มีมาจากต่างประเทศ หรือเป็นนักศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
เซวียโย่วข่าส่งข้อความไปหาเฉิงอวี้
‘พี่เฉิงอวี้ พี่กลับไปก่อนเถอะครับ ผมยังต้องต่อคิวสัมภาษณ์ ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร’
‘ไม่เป็นไร’
จากนั้นเฉิงอวี้ก็ไปเลือกกระเป๋าสะพายใบใหม่ให้เขาในร้านข้างๆ
จนกระทั่งสิบเอ็ดโมง เซวียโย่วข่าถึงได้เข้าห้องสัมภาษณ์ในที่สุด
เขาแนะนำตัวเอง “อายุสิบแปด นักศึกษาปีหนึ่งของมหาวิทยาลัย T? มีประสบการณ์เล่นหุ้นสามปี?”
“ครับ สวัสดีครับทุกท่าน”
เซวียโย่วข่านั่งตัวตรงอยู่ตรงข้ามกรรมการสัมภาษณ์สี่คน ไม่รู้เลยว่าคนไหนเป็นคนจากแผนกทรัพยากรบุคคล
การสัมภาษณ์ค่อนข้างธรรมดา คำถามหลายข้อที่ถูกถามเขาก็เตรียมตัวมาล่วงหน้า รวมถึงคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน เขาก็ตอบได้อย่างลื่นไหล แม้แต่คำถามสุดท้ายซึ่งถามในด้านการลงทุน เขาก็ยังตอบได้
แต่เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ ไม่มีประวัติแข่งขันทางธุรกิจ และเพิ่งจะอยู่แค่ปีหนึ่งจึงเสียเปรียบมาก
เซวียโย่วข่าไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่านไหม เขาถูกส่งกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า ‘รอแจ้งผลนะ’
“ผ่านไหม”
เขาเดินลงมาข้างล่างก็เห็นเฉิงอวี้นั่งรออยู่
“ยังไม่รู้เลยครับ” เขานั่งเครียดอยู่ข้างนอกแทบตายตลอดทั้งเช้า คนที่มาสัมภาษณ์รอบข้างต่างถามไถ่และดูถูกวุฒิการศึกษากันไปมา แม้แต่คนที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย T ยังดูถูกนักศึกษาปริญญาโทคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการของมหาวิทยาลัยเดียวกันเลย
“คงไม่มีหวังเท่าไร…” ยังไงเขาก็อายุแค่สิบแปด พอพูดว่ามีประสบการณ์เล่นหุ้นมาสามปี ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือสักเท่าไร
เฉิงอวี้ทนเห็นใบหน้างอง้ำของเขาไม่ได้จึงลูบศีรษะพร้อมเอ่ยปลอบใจ “อย่าร้องสิ นายต้องผ่านแน่ๆ”
“อาทิตย์นี้ผมยังต้องไปสัมภาษณ์อีกหลายบริษัท ยังไงก็ต้องผ่านสักที่ล่ะมั้ง”
บริษัทหลักทรัพย์มีคนเดินขวักไขว่ เซวียโย่วข่าเหลือบไปเห็นว่ามีคนมองอยู่ แถมหลายคนยังเป็นนักศึกษาที่เพิ่งสัมภาษณ์ที่ชั้นบนพร้อมกับเขาด้วย เจ้าตัวรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยและเบี่ยงศีรษะหลบมือของเฉิงอวี้
มือของเฉิงอวี้ค้างอยู่กลางอากาศเหมือนจะชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ลดลงคล้ายไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “ฉันซื้อเสื้อให้นาย ส่งไปที่บ้านฉันแล้ว นายมีเรียนตอนบ่ายใช่ไหม ไว้เย็นๆ แวะมาลองดู ถ้าไม่พอดีจะได้ส่งคืน ไปเถอะ ไปกินข้าวเที่ยงกัน”
“ทำไมพี่ถึงซื้อเสื้อผ้าให้ผมอีกแล้วล่ะ”
แม้เฉิงอวี้จะปกปิดไว้ แต่เซวียโย่วข่าก็มองออกว่าอีกฝ่ายกำลังไม่พอใจ
“ฉันเคยซื้อให้นายมาก่อนเหรอ” เฉิงอวี้ถาม
เซวียโย่วข่าเดินตามหลังแล้วดึงเสื้อเขา “แจ็กเก็ตกันลมตัวนั้น…ผมรู้ว่าพี่ซื้อมา ไม่ใช่เสื้อที่พี่ไม่ใส่แล้ว”
เฉิงอวี้ไม่ได้สะบัดมือเขาออก แค่เบือนหน้าไปทางอื่นแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ชั้นหนึ่งของห้างมีฟู้ดคอร์ตนะ มีเต้าหู้เหม็นที่นายชอบด้วย กินไหม”
“ไม่ดีกว่าครับ” เขากลัวว่าจะทำเสื้อของหลินสือเม่าเลอะ ถึงยังไงก็ต้องเอาไปซักแห้ง เพราะอีกไม่กี่วันยังมีสัมภาษณ์อีกหลายที่ ยังไงก็ต้องใส่ชุดนี้อีก
“นายชอบกินเนื้อย่างใช่ไหม” เฉิงอวี้เพิ่งเห็นว่าชั้นบนมีร้านยากินิกุ “ไปกินร้านนั้นไหม”
เขาพยักหน้าตอบรับ
ต่อมาทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในลิฟต์ ข้างในนั้นไม่มีคนพอดี
เซวียโย่วข่าถามเสียงเบา “โกรธเหรอครับ”
เฉิงอวี้สอดมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋ากางเกงพลางพ่นลมหายใจออกทางจมูก “ฮึ”
เซวียโย่วข่าสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอีกฝ่าย กุมมือของเขาเอาไว้ “ถ้าพี่ชอบลูบหัวผม เดี๋ยวตอนขึ้นรถจะให้พี่ลูบให้พอเลย แต่อย่าลูบเยอะจนผมมันนะครับ บ่ายนี้ผมยังมีเรียนอีก”
ทันใดนั้นประตูลิฟต์ชั้นสี่ก็เปิดออก
มีคนเดินเข้ามา แถมยังมีตั้งหลายคน เฉิงอวี้คิดว่าเขาต้องรีบดึงมือกลับแน่ๆ แต่ไม่คิดว่าเซวียโย่วข่าจะทำท่าดึงมือกลับจริงๆ ทว่าสุดท้ายกลับไม่ได้ดึงมือออกมา แต่กุมมือเขาแน่นกว่าเดิม
Comments



