everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 67-68 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3
ผู้เขียน : ซุ่ยหมาง (睡芒)
แปลโดย : G.N Voyager
ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 67
ขณะที่พี่เซี่ยวขับรถอยู่ ข้อความในกลุ่มแชตก็เด้งขึ้นมาตลอด ทั้งรถเต็มไปด้วยความอึดอัด มีเพียงวังเจี้ยนที่ตื่นเต้นเป็นพิเศษ คิดว่าตอนนี้เทพธิดากำลังเสียใจและตัวเองน่าจะเข้าไปปลอบใจได้ แถมยังมีโอกาสได้เหยียบย่ำเทอร์โบอีกต่างหาก น่าเสียดายที่เทพธิดาไม่ยอมรับคำขอเป็นเพื่อนของเขาสักที
พี่เซี่ยวกระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า “ขอโทษด้วยนะ รูมเมตฉันสนิทกับเทอร์โบมาก เขาบอกว่าเทอร์โบโกรธมาก บอกว่า…เอ่อ ไม่รู้จักรูมเมตของพวกเธอ แล้วก็ไม่มีคู่หมั้นด้วย อย่าปล่อยข่าวลือกันตามใจชอบ แล้วดูเหมือนว่า…เขาจะไปหาทนายแล้ว เอ่อ…”
เคลลี่ลำบากใจมาก “เราอาจจะเข้าใจผิดมาตลอดก็ได้…”
“ไม่ได้เข้าใจผิดหรอก อวี่เชี่ยนพูดเองว่าโตมาด้วยกันกับเทพบุตรคนนั้น ก่อนหน้านี้ถามเธอว่าเป็นแฟนหรือเปล่าเธอก็บอกไม่ใช่ ต่อมาทนรำคาญไม่ไหวถึงค่อยพูดว่าเลิกกันแล้ว พวกเราจะได้เลิกพูดเหลวไหลสักที”
“แถมยังมีรูปด้วยนะ!”
“แต่นอกจากรูปถ่ายร่วมเฟรมที่ไม่รู้ถ่ายไว้ตั้งกี่ปีมาแล้ว เธอก็ไม่มีหลักฐานอื่นออกมา!”
“ก่อนหน้านี้เธอเคยพาพวกเราไปที่ไลฟ์เฮ้าส์มิวด้วย แต่เทอร์โบไม่ได้สนใจเธอ เธอยังถามเทอร์โบว่าจำเธอได้ไหม ถ้าเป็นแฟนเก่าจริงๆ จะถามคำถามแบบนั้นได้ยังไง”
วังเจี้ยนพูด “ในเวลาแบบนี้พวกเธอไม่ควรไปปลอบเธอเหรอ พวกเธอไม่กลัวว่าอวี่เชี่ยนจะเป็นอะไรหรือไง อยู่ห้องเดียวกันแท้ๆ…”
“ปลอบแล้วนะ แต่เธอไม่ตอบข้อความ จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะ…”
รูมเมตของเคลลี่ทนฟังน้ำเสียงของวังเจี้ยนไม่ไหว “ถึงเว่ยอวี่เชี่ยนจะไม่มีเกี่ยวข้องอะไรกับเทอร์โบ แต่คนที่จีบเธอก็เยอะแยะ เธอหัวสูงจะตาย คนธรรมดาเธอไม่มองหรอก อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง อย่างน้อยส่วนสูงก็ต้องร้อยแปดสิบห้าเซ็นต์เลยมั้ง ไม่งั้นเวลาเดินด้วยกัน ต่อให้เธอสวมรองเท้าส้นเตี้ยก็ยังเตี้ยกว่าเธอ แบบนั้นน่าอายจะตาย”
วังเจี้ยนที่สูงไม่ถึงร้อยแปดสิบเซนติเมตรโดนแทงใจดำเข้าเต็มๆ เขาอยากเถียงกลับอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ทนไว้
ปัญหาคือรูมเมตดาวคณะของพวกเธอพูดโกหก หรือความจริงแล้วเทอร์โบเป็นผู้ชายเลวๆ ไม่อยากเกี่ยวข้องกับเว่ยอวี่เชี่ยนกันแน่
เมื่อนักศึกษาหัวกะทิคณะวารสารทั้งสามคนเจอเรื่องแบบนี้ก็ย่อมอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา ทุกคนจึงพากันส่งข้อความไปปลอบใจเว่ยอวี่เชี่ยน
‘เลิกกันเพราะเทอร์โบตาถั่วแน่ๆ!’
‘อย่าเสียใจเลยนะ’
‘ไม่เป็นไรใช่ไหม อวี่เชี่ยน…’
ในที่สุดเว่ยอวี่เชี่ยนก็ตอบกลับ
‘ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงฉันหรอก’
ดูท่าเทอร์โบจะเลวเกินไปจริงๆ นั่นแหละ
จนกระทั่งวังเจี้ยนเห็นข้อความเสียงที่เซวียโย่วข่าส่งมาเลยเผลอเปิดฟังในรถโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ฉันไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ เลิกปล่อยข่าวลือได้แล้ว ขอบคุณ”
นี่ไม่ใช่เสียงใสๆ ของน้องเล็กในห้องพวกเขา แต่เป็นเสียงของเทพบุตรอีกแบบหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นของเทอร์โบ
ทั้งรถตกอยู่ในความเงียบในทันที
หญิงสาวสามคนที่นั่งเบาะหลังต่างก็เงียบสนิท
รถของพี่เซี่ยวแล่นเข้าไปจอดในลานจอดรถมหาวิทยาลัย ช่วงครึ่งแรกของมื้อนี้กินกันอย่างสนุกสนาน ใครจะคิดว่าสุดท้ายจะจบลงแบบนี้ แฟนสาวของพี่เซี่ยวดูเหมือนจะไม่พอใจเลยส่งข้อความพูดถึงรูมเมตของเขาว่า ‘วังเจี้ยนคนนี้ไม่มีมารยาทสุดๆ เรื่องของรูมเมตเราไม่ใช่ธุระกงการของเขา นายบอกเขาไปเลยว่าไม่มีทางหรอก เลิกเพ้อไปได้เลย’
พี่เซี่ยวเองก็ทำได้แค่ขอโทษแฟน ‘ต่อไปจะไม่พาเขามาด้วยแล้ว ปกติเขาเป็นคนดีมากนะ แค่ชอบผู้หญิงสวยเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง…’
เพราะเรื่องไม่สบอารมณ์นี้ พวกเขาเลยแยกย้ายกันตรงทางแยก
เคลลี่กับรูมเมตกำลังคุยกันว่าจะทำยังไงดีต่อ “ถึงเราจะเข้าใจผิด แต่เธอไม่เคยปฏิเสธเลยไม่ใช่เหรอ ยังตั้งใจทำให้เราเข้าใจผิดอีก ตอนนี้ข่าวลือกระจายไปทั่วทั้งคณะวารสารแล้ว จะมาโทษเราได้ยังไง”
“แล้วทำไมเธอต้องโกหกด้วยล่ะ”
“อาจจะชอบความรู้สึกที่ได้มีข่าวลือกับคนดังมั้ง…”
“พอกลับหอไปเราจะถามไหม อายชะมัดเลย เทอร์โบออกมาปฏิเสธหมดแล้ว”
ทันใดนั้นเด็กสาวคนหนึ่งบังเอิญมองเห็นเงาร่างของใครบางคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล
“เฮ้ พวกเธอดูสิ นั่นเว่ยอวี่เชี่ยนหรือเปล่า” คนหนึ่งกระซิบถามเบาๆ
เว่ยอวี่เชี่ยนเสียหน้าสุดๆ ไม่คิดว่ากินข้าวเสร็จแล้วจะต้องมาเจอเทอร์โบระหว่างทางกลับหอ เธอทั้งหงุดหงิดและตื่นตระหนก แล้วจู่ๆ ก็มีโทรศัพท์มาจากคนแปลกหน้า ปลายสายอ้างว่าโทรมาจากสำนักงานกฎหมายของเฉิงอวี้
“เกี่ยวกับเรื่องที่คุณทำลายชื่อเสียงของลูกความผมน่ะครับ คุณเว่ย สะดวกออกมาคุยหรือเปล่าครับ”
นี่เป็นไปได้ยังไง
เธอไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มที่เทอร์โบมารับอาจจะเล่าให้เขาฟัง เว่ยอวี่เชี่ยนกำกระเป๋าพลางนั่งลงบนม้านั่งตัวยาวข้างๆ “ฉันไม่…ไม่ได้ทำลายชื่อเสียงของเขานะคะ ฉันปฏิเสธไปนานแล้ว แต่ฉันไม่รู้ว่าพวกรูมเมตยังพูดจาเหลวไหลกันอยู่ ฉันขอโทษจริงๆ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควบคุมได้ คุณจะมาโทษฉันไม่ได้นะ!”
“คุณเว่ย คุณเรียนวารสารนะครับ น่าจะรู้เรื่องกฎหมายบ้างใช่ไหม ผมตรวจสอบแล้วว่าคุณพ่อกับคุณปู่ของคุณต่างเคยทำงานให้ตระกูลเฉิง โดยเฉพาะคุณปู่ของคุณที่ทำงานมาหลายสิบปี และเพิ่งจะเกษียณเมื่อไม่นานนี้เอง หลักฐานผมรวบรวมไว้หมดแล้ว หนังสือบอกกล่าวจะส่งถึงคุณเร็วๆ นี้ครับ”
“ขะ…ขอโทษค่ะ” คราวนี้เว่ยอวี่เชี่ยนตกใจจนแทบร้องไห้ เริ่มขอโทษเสียงตะกุกตะกัก “ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ ฉันไม่ได้ปล่อยข่าวลือว่าตัวเองเป็นแฟนหรือคู่หมั้นของเขา ทั้งหมด…เป็นรูมเมตของฉันพูดแบบนั้นกันเอง ฉันขอโทษจริงๆ ขอร้องล่ะ อย่าฟ้องฉันเลยได้ไหมคะ ถือว่าเห็นแก่ที่คุณปู่ฉันทำงานให้ตระกูลเฉิงมาตั้งหลายสิบปีเถอะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แค่โง่ไปวูบหนึ่ง ฉันผิดไปแล้ว”
แรกเริ่มเธอแค่พูดว่ารู้จักเทอร์โบแล้วพบว่าหลายคนอิจฉาเธอมาก ต่อมาคำโกหกก็เหมือนก้อนหิมะที่ยิ่งกลิ้งก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอมีคนถามว่าเธอจะเกี่ยวดองกับทายาทตระกูลใหญ่ใช่ไหม เธอก็ไม่ปฏิเสธ…
จากนั้นข่าวลือก็แพร่กระจายไปในช่วงนี้
แต่ทนายปลายสายไม่ยอมใจอ่อนแล้ววางสายไป
เว่ยอวี่เชี่ยนค้นเบอร์โทรศัพท์คุณปู่ในมือถือด้วยปลายนิ้วสั่นเทา แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเธอจากข้างหลัง
เธอหันกลับไป ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา
มีหญิงสาวคนหนึ่งทนไม่ไหวอยากจะด่า พอเห็นสภาพแบบนี้ของเธอก็ยิ่งโกรธ แต่ถูกหญิงสาวอีกคนดึงเอาไว้ “คงไม่ใช่โทรศัพท์จากทนายของเทอร์โบใช่ไหม”
“อืม…”
“เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ เธอรีบพูดให้ชัดๆ เลย!”
“ไม่ได้มีอะไร…”
“ยังจะไม่ยอมพูดอีกเหรอ ทุกคนจะได้ช่วยเธอคิดหาทางไง!”
“ถ้าทนายส่งหนังสือบอกกล่าวมาให้เธอจริงๆ จะทำยังไง”
เว่ยอวี่เชี่ยนมองรูมเมตทั้งสามคนตรงหน้า ถึงค่อยสารภาพอย่างเปิดเผย “คุณปู่ฉัน…รู้จักคุณปู่ของเทอร์โบ แต่เราไม่ได้โตมาด้วยกัน แค่เคยเจอกันครั้งหนึ่งเท่านั้น…”
“นี่ แล้วเธอเตรียมจะทำยังไง ขอโทษเหรอ”
“แต่คนปล่อยข่าวไม่ใช่ฉันนะ” เธอปาดน้ำตา “แต่ฉันจะไปขอโทษเอง”
เคลลี่ทนไม่ไหว “เว่ยอวี่เชี่ยน? เธอหน้าไม่อายเกินไปหน่อยมั้ง ถึงพวกเราจะเข้าใจผิดนิดหน่อย ซึ่งพวกเราก็ผิดจริงๆ แต่คนที่พูดว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่โตมากับเทอร์โบตอนแรกสุดไม่ใช่เธอหรอกเหรอ เธอพูดเป็นนัยๆ ตลอดว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอสองคนไม่ธรรมดา แถมยังบอกว่าทั้งหมดเป็นอดีตไปแล้ว คนที่ไม่ให้พวกเราพูดถึงก็คือเธอ! ตอนนี้เรื่องไปถึงเจ้าตัวแล้ว ทนายก็มาหาถึงที่ ยังจะโยนความผิดมาให้พวกเราอีกเหรอ”
“ฉันเข้าใจคำว่ายัยชาเขียว* ก็วันนี้แหละ!”
ผู้หญิงสมัยนี้ใจกว้างกับผู้หญิงสวยจริงๆ แม้ปกติดาวคณะรูมเมตพวกเธอจะหยิ่งผยองไปนิด แต่นี่ถือเป็นอภิสิทธิ์ของคนสวย ซึ่งก็ยังพออดทนได้ จะพูดโกหกก็ช่าง พวกเธอสามารถให้อภัยได้ทั้งนั้น ทว่าการโยนความผิดให้คนอื่นแล้วตีสองหน้าแทงข้างหลังแบบนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริงๆ
ทั้งสามต่อว่ากันคนละประโยค พูดจนเธอไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา รู้สึกอับอายจนถึงขีดสุด “จะมาโทษฉันทั้งหมดก็ไม่ได้นี่”
จากนั้นเว่ยอวี่เชี่ยนก็ร้องไห้โทรหาปู่
เด็กหนุ่มที่เดินผ่านมาเห็นผู้หญิงสวยกำลังร้องไห้ก็ยื่นกระดาษทิชชูให้ แต่เธอไม่รับ และลุกขึ้นไปหามุมที่เงียบกว่า สะอื้นไห้พลางพูดกับปู่ว่าตัวเองเผลอทำผิดพลาดไป
“เขาโกรธมากเลย ทนายของเขาโทรมาบอกว่าจะฟ้องหนู หนูควรทำยังไงดี…”
เธอคิดว่าปู่จะปลอบเธอ ไม่คิดว่าทางนั้นจะด่าทอ “แกเอาแต่ใจตัวเองมาตั้งแต่เด็ก แต่จะไปก่อเรื่องแบบนี้ได้ยังไง คราวนี้ปู่ช่วยแกไม่ได้!”
ปู่ของเว่ยอวี่เชี่ยนเกษียณแล้ว เขาทำงานให้ตระกูลเฉิงมาหลายสิบปี นับว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เห็นเฉิงอวี้เติบโตมา ตระกูลเฉิงก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนในครอบครัว จัดการเรื่องชีวิตหลังเกษียณให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตัวเขาเองไม่เคยล้ำเส้นและรักษาระยะห่างระหว่างครอบครัวตัวจริงเอาไว้ตลอด
“แกไปขอโทษเขาเอง ขอให้เขายกโทษให้ แล้วออกมาขอโทษต่อสาธารณะด้วย ชี้แจงให้ชัดว่าพวกแกไม่ได้รู้จักกัน”
ปู่เว่ยรู้ดีว่าด้วยนิสัยของเฉิงอวี้ ถ้าเรื่องรุนแรงจนถึงขั้นให้ทนายความโทรไปเตือน แปลว่านั่นต้องร้ายแรงมากจริงๆ
“แต่แบบนั้นมันน่าอายนี่คะ แล้วหนูก็ไม่กล้าไป…” ไม่ต้องพูดถึงว่าจะไปเจอเจ้าตัวได้ไหม เพราะต่อให้เจอเธอก็ไม่กล้าพูดอยู่ดี
“หลานเอ๊ย หลานจะให้ปู่ที่อายุจะเจ็ดสิบแบกหน้าแก่ๆ ไปขอร้องคนอื่นเหรอ อย่าคิดว่าหน้าตาของปู่จะสำคัญขนาดนั้นเลย หลานไม่ใช่เด็กแล้ว ทำผิดก็ต้องรับผิดเอง!”
“งั้น…งั้นหนู…จะหาทางดูค่ะ หนูรู้แล้วว่าหนูผิดจริงๆ”
เธอสะอื้นพลางกดรับคำขอเป็นเพื่อนของวังเจี้ยน ยังไม่ทันให้อีกฝ่ายดีใจก็พิมพ์ไปถามว่า ‘ขอวีแชตรูมเมตคนนั้นของนายหน่อยได้ไหม’ เธอไม่รู้ชื่อเซวียโย่วข่าจึงได้แต่บอกลักษณะไป ‘คนที่รู้จักกับเทอร์โบคนนั้นแหละ’
เธอกลัวว่าพรุ่งนี้หนังสือบอกกล่าวจะถูกส่งมาถึงมหาวิทยาลัย เลยได้แต่รีบหาทางให้เร็วที่สุด
เรือนสี่ประสานใกล้วัดว่อฝอ
เซวียโย่วข่ากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทีละชุด สัปดาห์ก่อนเฉิงอวี้ซื้อเสื้อผ้าให้เขา แต่เพราะยุ่งเรื่องเรียนกับสัมภาษณ์เลยไม่ได้แวะมาลอง วันนั้นเฉิงอวี้ไม่พูดถึงสักครั้ง เซวียโย่วข่าเองก็ลืมไป
มาวันนี้ถึงได้รู้ว่าของพวกนี้ไม่สามารถคืนได้แล้ว
เขาเผชิญกับภาพละลานตาเบื้องหน้า ราวกับกวาดซื้อชุดสำหรับใส่ในฤดูร้อนของห้างมาทั้งแถว ตั้งแต่หมวกไปจนถึงรองเท้า มีครบทุกอย่าง สิ่งที่เซวียโย่วข่าคิดคำนวณในหัวไม่ใช่จำนวนของมัน แต่เป็นเลขศูนย์ยาวเหยียด
ช่วงนี้ราคาเงินดิจิทัลไปถึงหน่วยละหนึ่งหมื่นแล้ว หมายความว่าสินทรัพย์เงินดิจิทัลของเขามีทั้งหมดสองแสนห้าหมื่น
ถ้าขายทิ้งทั้งหมดจะพอซื้อพวกนี้ได้ไหมนะ…
“คืนไม่ได้จริงเหรอครับ ที่จริงพี่ซื้อให้ผมชุดเดียว ผมก็ดีใจมากแล้วนะ ของตั้งเยอะแถมยังไม่ได้ใส่ น่าจะคืนได้ใช่ไหมครับ”
เฉิงอวี้ไม่เคยคืนเสื้อผ้า เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าคืนได้ไหม เลยสรุปไปว่าไม่ได้ “ไปเปลี่ยนเถอะ เปลี่ยนทีละตัวมาให้ฉันดู”
วันนี้เซวียโย่วข่าดันเผลอทำให้เฉิงอวี้ไม่สบอารมณ์ด้วยเรื่องเล็กน้อยอีกแล้ว เป็นเพราะเรื่องของเว่ยอวี่เชี่ยน เฉิงอวี้เลยอารมณ์ไม่ค่อยดี เขาจึงพยายามเอาใจเฉิงอวี้เป็นหลัก เปลี่ยนชุดทีละชุด ลองใส่ให้อีกฝ่ายดูโดยไม่บ่นว่ารำคาญเลย
“ชุดนี้ดูดี”
“อันนี้ก็ใช้ได้”
“อันนี้…” เฉิงอวี้วิจารณ์ “โอเค เปลี่ยนชุดต่อไป”
ชุดที่เฉิงอวี้เลือกเป็นเสื้อผ้าของช่วงฤดูร้อน ใส่ง่ายถอดง่าย เน้นสไตล์เรียบๆ โทนสีขาวดำเป็นหลัก มีทั้งชุดลำลองและชุดทางการขึ้นมานิดหน่อย จะได้ให้เขาใส่ไปฝึกงานช่วงปิดเทอมฤดูร้อนได้สะดวก
ถึงแบบจะเรียบง่าย แต่ถ้าเทียบกับเสื้อผ้าที่เซวียโย่วข่าซื้อมาจากออนไลน์เองแล้ว การตัดเย็บก็แตกต่างกันไม่ใช่น้อย เมื่อรวมกับที่ตัวเขาหล่อเหลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต่อให้ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายก็ดูดีมาก
เฉิงอวี้บอกว่าดูดีแทบทุกชุด เซวียโย่วข่าเลยคัดชุดที่ตัวเองรู้สึกว่าคล้ายๆ กันออก กะจะคืนสักสี่ในห้า
ระหว่างเปลี่ยนชุดเขาไถมือถือแล้วเห็นคำขอเป็นเพื่อนของเว่ยอวี่เชี่ยน ในคำขอเป็นเพื่อนของฝ่ายตรงข้ามยังแนบข้อความขอโทษมาด้วย
‘นายเป็นเพื่อนของเทอร์โบ ช่วยบอกเขาให้หน่อยได้ไหมว่าฉันขอโทษ ขอบคุณมากๆ’
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ความขุ่นข้องใจอันแปลกประหลาดผุดขึ้นมาทำให้เขาเลือกที่จะเมินไปก่อนแล้วโยนมือถือไปด้านข้าง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าต่อ
พอเปลี่ยนมาจนถึงชุดสุดท้ายก็ปวดเมื่อยไปหมดแล้ว “ที่พี่บอกว่าจะจัดการนี่หมายถึงแบบนี้เหรอ”
เฉิงอวี้กระแอมอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “แล้วนายคิดว่าจัดการอะไรล่ะ”
“ผมนึกว่า…พี่จะตีผม แบบ…ตีมืออะไรอย่างนั้น”
เฉิงอวี้นั่งตัวตรง ทำหน้าขรึม “งั้นมานี่สิ”
เซวียโย่วข่าไปยืนตรงหน้าเฉิงอวี้แล้วยื่นมือออกไปเงียบๆ อีกฝ่ายไม่ได้ตีแต่จับปลายนิ้วเขาไว้ “ต่อไปถ้าเจอเรื่องแบบนี้ให้ถามฉันตรงๆ เลย อย่าคิดฟุ้งซ่านไปเอง”
“ผมไม่ได้คิดฟุ้งซ่านนะ”
“ตอนนี้นายยังสงสัยฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ จะให้ฉันโทรคัมเอาต์* ตอนนี้เลยไหม” เขาควักมือถือออกมา
“เฮ้ยๆๆ!” เซวียโย่วข่ายื่นมือไปแย่งมือถือเฉิงอวี้ จากนั้นก็กดเขาลงบนเตียง “ไม่เอาๆ”
“ฉันจะคัมเอาต์ ไม่ใช่นายสักหน่อย” เฉิงอวี้ที่ถูกเขากดไว้ยกมือถือขึ้นสูงแล้วจ้องตาอีกฝ่าย “นายกลัวอะไร”
“โรคหัวใจของพี่…ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมใช่ไหมครับ”
เฉิงอวี้ถึงตอบสนองขึ้นมา รู้ว่าความคิดของอีกฝ่ายคือกลัวพ่อแม่ของเขาจะเป็นโรคนี้ด้วย และอาจโมโหจนโรคหัวใจกำเริบ
“นายคิดมากไปแล้ว พวกเขาไม่โมโหตายหรอก” พูดมาถึงตรงนี้มือถือเขาก็พลันดังขึ้น
เฉิงอวี้เหลือบมองแวบหนึ่ง
ลุงเว่ย?
เซวียโย่วข่าเห็นเขารับสายก็เตรียมจะลุกขึ้น แต่ถูกแขนของเฉิงอวี้กอดรัดเอาไว้ ทั้งคู่เลยค้างท่านอนอยู่บนเตียงโดยที่คนหนึ่งอยู่ข้างบนคนหนึ่งอยู่ข้างล่าง เฉิงอวี้เอ่ยทักปลายสายอย่างสุภาพและเรียกลุงเว่ย
เซวียโย่วข่าไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกไป
ลุงเว่ยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบก่อน จากนั้นก็พูดถึงเรื่องที่เขารู้สึกผิดอย่างละอายใจ “หลานสาวของลุงเพิ่งโทรมา บอกว่ารู้สึกผิดมาก ลุงไม่คิดจะแก้ตัวแทนเธอหรอกนะ แต่เสี่ยวอวี้ ลุงให้เธอออกมาขอโทษและชี้แจงแล้ว เธอจะทำตาม เทอมหน้าเธอจะไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นหนึ่งปี จะห่างจากสายตาเธอ ไม่มากระทบต่อชื่อเสียงเธออีก ขอโทษจริงๆ นะ ลุงสั่งสอนเธอไม่ดีเอง…”
เซวียโย่วข่าแอบได้ยินบางส่วน ตอนนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว
ที่แท้เว่ยอวี่เชี่ยนคือหลานสาวของลุงเว่ยนี่เอง ครั้งก่อนที่เขาไปจูไห่ก็เป็นอาเว่ยที่ขับรถ วันนั้นอาเว่ยยังเล่าเรื่องลูกสาวคนนี้ให้เขาฟังด้วย
เซวียโย่วข่าเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เขาก้มมองเฉิงอวี้พูดกับปลายสายด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า “ในเมื่อคุณลุงพูดมาขนาดนี้ ผมก็จะไม่ถือสาหาความ แค่ให้เธอออกมาชี้แจงเรื่องนี้ก็ถือว่าจบไป แต่ไม่จำเป็นต้องมาขอโทษต่อหน้าหรอกครับ”
คุณลุงเว่ยกล่าวขอบคุณแล้วตัดสายไปโดยไม่รบกวนต่อ
เฉิงอวี้วางสาย
“เอ่อ…เธอเป็นลูกสาวของอาเว่ยคนนั้นเหรอ” เซวียโย่วข่าถาม
“อืม”
“แล้วทำไมพี่ไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไรล่ะ” เขาสงสัย
“ฉันต้องจำชื่อทุกคนด้วยหรือไง” เฉิงอวี้เหลือบตามอง แขนโอบรอบเอวเขา “แต่ไม่ใช่ว่าฉันความจำไม่ดีนะ”
“จริงๆ เมื่อกี้…เธอส่งข้อความมาหาผมด้วย”
เซวียโย่วข่ารู้สึกว่าท่านี้…มันออกเกินเลยไปนิด เฉิงอวี้ใส่ชุดนอน ส่วนตัวเขาเองก็ใส่เสื้อผ้าของฤดูร้อนบางๆ อุณหภูมิร่างกายแทรกซึมเข้าหากันและกัน ถึงขั้นรู้สึกได้ถึงการขยับของเรือนร่างที่แข็งแรงของอีกฝ่าย แต่แขนของเฉิงอวี้โอบรัดรอบเอวและแผ่นหลังของเขาไว้ แม้จะใช้แรงไม่มากนัก แต่แน่นพอจะทำให้เขาขยับตัวไม่ได้
“ใคร”
“ก็เว่ยอวี่เชี่ยนนั่นแหละครับ” เขาพูดเสียงเบา “เธอให้ผมบอกพี่ว่าขอโทษ เธอเสียใจมากที่ทำให้พี่เดือดร้อน”
“ใครจะสนว่าเธอขอโทษหรือไม่ขอโทษ” ตอนนี้เฉิงอวี้ไม่โกรธแล้ว สิ่งเดียวที่ยังขัดใจคือเซวียโย่วข่าดันสงสัยแทนที่จะเชื่อเขาตั้งแต่แรก เขาเอานิ้วจิ้มปลายจมูกอีกฝ่ายพลางพูดเนือยๆ ว่า “ฉันโดนใส่ร้ายจนเสียหายขนาดนี้ ความบริสุทธิ์ก็ถูกทำลายหมดแล้ว นายไม่คิดจะทำอะไรหน่อยเหรอ”
“ขอโทษครับ”
เฉิงอวี้หลุบตา ทำหน้าตาเหมือนยังโกรธอยู่ โดยตั้งใจทำหน้านิ่ง “ฉันไม่อยากฟังคำขอโทษของนายหรอก”
ใบหน้าเซวียโย่วข่าอยู่ใกล้มาก ลมหายใจจึงสอดประสานกัน
คนเป็นแฟนกัน คนส่วนใหญ่คงจูบกันไปแล้วมั้ง…แต่เขากับเฉิงอวี้ ในใจเซวียโย่วข่าไม่ได้รังเกียจอะไร แค่รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย และยังไม่แน่ใจว่าเฉิงอวี้จะรังเกียจไหม
เขาลองเอียงหน้าแล้วขยับเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ซึ่งเฉิงอวี้ก็เหมือนรู้ว่าเขาจะทำอะไร ลมหายใจจึงสะดุดไปทันที
สุดท้ายริมฝีปากของเขาก็แตะลงบนคางของเฉิงอวี้ เพียงแค่แตะแล้วผละออก พวกเขายังคงแนบชิดกัน ลมหายใจแผ่วเบามาก
“แบบนี้ล่ะครับ”
* ชาเขียว เป็นคำสแลง หมายถึงคนที่ต่อหน้าแสร้งทำเป็นบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่เชี่ยวชาญด้านการวางอุบายหรือแผนการอยู่ในใจ
* คัมเอาต์ หมายถึงการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองให้คนอื่นรับรู้
Comments



