everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 67-68 #นิยายวาย
บทที่ 68
เฉิงอวี้เกร็งไปทั้งตัว ริมฝีปากเม้มแน่น หัวใจแทบจะกระเด้งออกมา เหมือนทั้งกลัวว่าเขาจะขยับขึ้นมาจูบสูงกว่านี้และทั้งเฝ้ารอให้เขาขยับขึ้นมาจริงๆ จนพูดอะไรไม่ออก คล้ายคนเป็นใบ้
ถึงในห้องจะเปิดไฟอยู่ แต่พอสายรัดข้อมือเขาเริ่มกะพริบ เซวียโย่วข่าก็สังเกตเห็นทันที
พอเห็นสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้กะพริบซ้ำๆ หลายครั้ง เซวียโย่วข่าก็แน่ใจแล้ว
“สายรัดข้อมือวัดอัตราการเต้นหัวใจของพี่ ทำไมตอนนี้ไม่ส่งเสียงติ๊ดๆ แล้วล่ะครับ”
“อัตราการเต้นของหัวใจปกติก็ไม่ติ๊ดๆ สิ”
“ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นแบบมีไฟกะพริบเหรอ” เซวียโย่วข่าที่อยู่บนตัวอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นเร็ว ท่าทีที่เฉิงอวี้แสดงออกนั้นไม่รู้ว่าชอบหรือตกใจกันแน่ เขาเลยไม่แน่ใจว่าจังหวะการเต้นของหัวใจนี้เป็นของตัวเองหรือของเฉิงอวี้ จึงลองยื่นมือไปวางบนหน้าอกอีกฝ่าย
หัวใจของเฉิงอวี้เต้นเร็วมาก
“ทำไมนายต้อง…ลูบมั่วซั่วด้วยล่ะ” เสียงของเฉิงอวี้แหบพร่า เขาหลับตาลง รู้สึกได้ถึงปฏิกิริยาพลุ่งพล่านของร่างกายแทบจะในทันที
“ผมแค่คลำดูว่าหัวใจพี่ปกติดีไหม กลัวพี่จะเป็นอะไรขึ้นมา”
“ฉันไม่เป็นไร…” เฉิงอวี้งอเข่า คว้ามือที่ลูบคลำจังหวะการเต้นหัวใจของตัวเองเอาไว้แล้วค่อยๆ เอาออกพร้อมพูดเสียงต่ำ “หมี่หมี่ ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”
เขาไม่ชอบจริงๆ สินะ
เซวียโย่วข่าคิดอย่างหดหู่เล็กน้อย
ช่วงนี้เขาไปอ่านงานวิทยานิพนธ์ทางจิตวิทยามาหลายฉบับ พบว่ามันอาจมีความเป็นไปได้อีกแบบ
บางทีสิ่งที่เฉิงอวี้ชอบอาจไม่ใช่ตัวเขา เฉิงอวี้อาจจะยังชอบผู้หญิงอยู่ ชอบภาพเลือนรางในความทรงจำ ชอบเขาตอนอายุสิบเอ็ดสิบสองและถูกเข้าใจว่าเป็นเด็กผู้หญิง บางทีอาจจะชอบมากเกินไปจนถึงขั้นรักทุกอย่างที่เป็นเขา
ความชอบเป็นคำที่จับต้องไม่ได้ แต่เซวียโย่วข่ารู้แน่ชัดว่าเขาชอบเฉิงอวี้แน่นอน เหมือนที่เขาก็ชอบเถียนอ้าย คิดว่ารุ่นพี่เถียนอ้ายเป็นคนดี และชอบหลินสือเม่า ทว่าคงไม่มีวันยื่นหน้าไปจูบคางของพวกเขาแบบเมื่อกี้
เขาถอนหายใจ ลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าใหม่ท่อนบนออกมาพับให้เรียบร้อย ก่อนจะเลือกสองสามชุดที่เฉิงอวี้ชมว่าดีจากในนั้นแล้วคัดอีกกองไว้สำหรับส่งคืน โดยจัดเป็นหมวดหมู่แล้วพับไว้เสร็จสรรพ
นี่ใช้เวลาไปพอสมควร แต่เวลาสิบกว่านาทีนี้เฉิงอวี้ก็ยังไม่ออกมา มีแต่เสียงน้ำที่ไหลอยู่ตลอด
เฉิงอวี้กำลังยืนอยู่ใต้ฝักบัวให้น้ำเย็นรดราดทั้งตัว
ความร้อนรุ่มบนร่างกายถึงค่อยๆ ลดลง
แค่โดนลูบหัวใจก็เต้นรัว เฉิงอวี้ไม่คิดเลยว่าปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเองจะรุนแรงขนาดนี้ บางทีการจูบตรงคางอาจทำให้ผลลัพธ์รุนแรงขึ้น ต่อให้มีน้ำเย็นไหลลงมาจากด้านบนแรงขนาดนี้ สัมผัสอันอ่อนโยนและร้อนรุ่มในช่วงเวลาชั่วครู่นั้นก็ยังคงติดอยู่บนคาง
มันทำให้เขาคิดลึกไปกว่าเดิมอย่างห้ามไม่ได้ ถ้าสิ่งที่อีกฝ่ายสัมผัสไม่ใช่คาง แต่เป็น…
ตอนเฉิงอวี้ก้มหน้า เลือดลมที่เดิมทีสงบนิ่งก็พลุ่งพล่านขึ้นมา เขาถูกความคิดไม่ปกติกระตุ้นอีกครั้ง
ครึ่งชั่วโมงให้หลังเฉิงอวี้ก็ปิดฝักบัว แต่ร่างกายยังคงร้อนผ่าวราวเตาไฟ
เซวียโย่วข่านอนอ่านจือฮู* อยู่บนเตียงว่าเด็กฝึกงานที่เข้าทำงานวันแรกควรระวังเรื่องอะไรบ้าง
พอเฉิงอวี้ออกมา เซวียโย่วข่าก็เข้าไปอาบน้ำต่อ เขาจึงได้อาศัยจังหวะนี้เปิดแล็ปท็อป แอบเสิร์ชอย่างลับๆ
‘แฟนหนุ่มมาจูบตัวเองทำไงดี’
‘จะขอจูบจากแฟนนุ่มยังไง’
‘จะขอจูบจากแฟนสาวยังไง’
มีคำตอบหนึ่งบอกว่า ‘ทำเชือกรองเท้าหลุด ให้เขาย่อตัวลงมาแล้วฉวยจังหวะตอนผูกเชือกรองเท้าให้โน้มตัวไปจูบเขาแบบกะทันหัน’ ยังมีที่บอกว่า ‘บอกว่ามียูเอฟโอ หลอกให้เขาหันไปดู แล้วพุ่งไปจูบเขาเลย’
อะไรกัน…เห่ยชะมัด
แต่เฉิงอวี้กัดฟันอ่านต่อ ‘ซื้อเค้กแล้วป้ายปากป้ายแก้มเขา จากนั้นก็…’
เฉิงอวี้เก็บคำตอบกับประสบการณ์เอาไว้มากมาย เขารู้สึกว่าหัวสมองของตัวเองทำได้แล้ว แต่ร่างกายยังทำไม่เป็น ด้านหนึ่งเป็นเพราะวิธีเหล่านั้นดูงี่เง่าไปหน่อย ส่วนอีกด้านเป็นเพราะความเขินอายล้วนๆ
เซวียโย่วข่าอาบน้ำเสร็จออกมา เขาไม่รู้จะทำยังไง จึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องทำงานแทน คุยไปคุยมาเฉิงอวี้ก็ได้แต่มองอีกฝ่ายหลับไป
พอฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่อยู่ข้างๆ เฉิงอวี้ก็รู้สึกหดหู่สุดๆ ทำไมเขาถึงไม่ได้เรื่องขนาดนี้
ฤดูร้อนอากาศอบอ้าว ทั้งคู่ห่มแค่ผ้าห่มบางๆ เฉิงอวี้กลัวจะทำให้อีกฝ่ายตื่น แต่ก็ห้ามใจไม่ไหว ขยับเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อมองดูหน้าเขาตอนหลับ
เซวียโย่วข่าหน้าเด็ก ตอนหลับก็ยิ่งดูเด็กไปอีก ห้องยามดึกมืดสลัว แต่เฉิงอวี้มองเห็นในเวลากลางคืนได้ดี บวกกับไฟบนสายรัดข้อมือที่ยังกะพริบวูบวาบ เลยพอมองเห็นเค้าโครงของอีกฝ่ายชัดเจน เขาก้มลงช้าๆ จนริมฝีปากแตะลงบนผิวแก้มของอีกฝ่าย ทว่าเอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าแตะโดนส่วนไหนกันแน่ อาจจะเป็นมุมปากหรืออาจจะเป็นแก้มล่ะมั้ง มันอ่อนนุ่มมาก เขาแตะเบาๆ เพียงครั้งเดียว แต่เซวียโย่วข่าคงรู้สึกร้อนเลยเตะผ้าห่มออกแล้วพลิกตัว
เฉิงอวี้รีบถอยกลับมาในที่ของตัวเองแล้วนอนลงแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาซ่อนสายรัดข้อมือไว้ใต้ผ้าห่ม รู้สึกพอใจขึ้นมานิดๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ความรู้สึกอยากได้มากกว่านั้นงอกเงยขึ้นมา
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของมหาวิทยาลัย T เริ่มตั้งแต่วันที่ยี่สิบเก้ามิถุนายน หลังสอบปลายภาคเสร็จไม่กี่วันเซวียโย่วข่าก็จะได้เริ่มฝึกงานที่บริษัทหลักทรัพย์จงซางอย่างเป็นทางการ
เหอเสี่ยวโหยวโทรมาถามว่าจะกลับบ้านวันไหน เซวียโย่วข่าบอกว่าตัวเองเริ่มฝึกงานแล้ว “คงต้องรอถึงวันชาติก่อนค่อยกลับครับ”
พอเหอเสี่ยวโหยวได้ยินว่าเซวียโย่วข่าได้ที่ฝึกงานดีมาก เธอก็ไม่พูดอะไร แค่บอกว่าจะหาเวลามาเยี่ยมเขาที่ปักกิ่ง แต่เซวียโย่วข่าก็บอกว่าฝึกงานยุ่งมาก ไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนเธอ “พอพ้นปีนี้ก็ดีขึ้นแล้วล่ะครับ”
ฝึกงานก็ยุ่งมากจริงๆ นั่นแหละ แต่ยุ่งกับงานจิปาถะ ความสามารถของเขาแทบไม่ได้รับความสำคัญ เอาแต่ถ่ายเอกสารอยู่ทั้งวันและเช็กเอกสารการซื้อขายหลักทรัพย์ ดูเหมือนจะเป็นเพราะโชคดี หรือเพราะภาพลักษณ์ของเขาดูดีเลยได้คะแนนเพิ่มและถูกรับเข้ามาฝึกงาน
เซวียโย่วข่าไม่ร้องขออะไรจากหัวหน้างานโดยตรงของตัวเอง เขาคอยสังเกตและศึกษาไปเงียบๆ แถมยังหาเวลาจากงานที่แสนยุ่งไปสอบไอเอลส์ได้อีก
ระหว่างทำงานเถียนอ้ายก็ส่งข้อความมาหา
‘เสี่ยวข่า ทำไมกิจกรรมชมรมถ่ายภาพหน้าร้อนปีนี้นายไม่ลงชื่อล่ะ’
‘ติดฝึกงานไปไหนไม่ได้เลยครับ…’
กิจกรรมของชมรมถ่ายภาพเริ่มครึกครื้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายในกลุ่มกำลังรวบรวมรายชื่อกับข้อมูลอยู่
‘อ้อๆ ลืมไปว่านายฝึกอยู่ที่จงซาง’
‘แถมผมยังไม่มีพาสปอร์ตด้วย’
ปีนี้กิจกรรมของชมรมถ่ายภาพคือทริปถ่ายภาพที่โมร็อกโกสิบสองวัน เพราะเป็นประเทศที่ยกเว้นวีซ่า แค่มีพาสปอร์ตก็ไปได้ ทั้งชมรมรวมถึงสมาชิกบางคนที่พาแฟนสาวหรือแฟนหนุ่มไปด้วย ยังมีคนที่พานายแบบนางแบบของตัวเองไป รวมๆ แล้วจึงมีมากกว่าสี่สิบคน
เถียนอ้ายส่งสติ๊กเกอร์เวทนา
‘น่าเสียดาย ฉันก็ไปไม่ได้เหมือนกัน’
‘ทำไมล่ะครับ’
‘สกอร์ปิโอจะปล่อยอัลบั้มใหม่ปลายเดือน เสาร์นี้ถ่ายนิตยสารเพื่อโปรโมตอัลบั้มให้พวกเขาโดยเฉพาะ มันชนกับทริปถ่ายภาพพอดี นายว่างไหม’
‘จริงด้วย! เกือบลืมเลย’
เขานึกออกแล้ว รุ่นพี่เถียนอ้ายเป็นคนจัดการให้มีการถ่ายแบบลงนิตยสารครั้งนี้ขึ้นมาเพื่อจะได้จีบหลินสือเม่า ดูเหมือนบรรณาธิการของนิตยสารจะเป็นแม่ของเพื่อนสนิทรุ่นพี่เอง แต่การถ่ายแบบกลับเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ดูจากสถานการณ์ช่วงนี้ของหลินสือเม่าแล้ว รุ่นพี่คงยังไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน
หลังปิดเทอมฤดูร้อน หอพักเงียบเชียบ เซวียโย่วข่าจึงไปค้างที่บ้านเฉิงอวี้เสียส่วนใหญ่
โดยรวมแล้วจะได้เจอสมาชิกวงสกอร์ปิโอคนอื่นทุกๆ สามถึงห้าวัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาแทบจะเปิดเผยไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว แม้แต่เหล่าเคก็เหมือนจะมองอะไรบางอย่างออก แค่ไม่ค่อยกล้าถามเท่านั้นเอง
เพราะเซวียโย่วข่าติดฝึกงานในวันธรรมดา เวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองเลยมีจำกัด กว่าจะเคลียร์ช่วงสุดสัปดาห์เพื่อออกไปเที่ยวได้นั้นไม่ง่ายเลย แต่กลับต้องมาถ่ายนิตยสารอะไรนี่อีก ซึ่งข้ออ้างสวยหรูที่ว่าโปรโมตอัลบั้มใหม่นี้ก็ทำให้เฉิงอวี้เริ่มเปิดโหมดเย็นชาตั้งแต่ขึ้นรถ
เขาไม่อยากมาที่นี่เอาเสียเลย
หลินสือเม่าบอกว่าแล้วแต่เขา ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาก็ได้ แต่กับงานโปรโมตของวงแบบนี้ เขารู้ดีว่าขาดตัวเองไม่ได้
ในสตูดิโอถ่ายภาพ วงสกอร์ปิโอกำลังถ่ายรูปอยู่ อัลบั้มใหม่ชื่อ ‘Daffodils’ ซึ่งก็คือดอกแดฟโฟดิลนั่นเอง เสื้อผ้าและฉากหลังเป็นโทนสีขาว เขียว และเหลืองเป็นหลัก เฉิงอวี้สวมเสื้อเชิ้ตดีไซน์ซับซ้อนแบบยุคกลาง เพราะเขาไม่ยอมให้ใครแตะตัว บนใบหน้าเลยไม่มีร่องรอยของเครื่องสำอาง มีเพียงช่อดอกแดฟโฟดิลในอ้อมแขนตามที่ช่างภาพบอกให้ถือเท่านั้น
เซวียโย่วข่ายืนมองอยู่ข้างๆ ดูออกว่าเขารำคาญจริงๆ และอยู่ในสภาวะพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ
“อีกนานไหมครับกว่าจะเสร็จ” เขาเอียงตัวกระซิบถามรุ่นพี่เถียนอ้ายที่อยู่ข้างๆ
“งานถ่ายภาพแบบนี้พวกเขาไม่ค่อยชิน ถ้าไม่ค่อยให้ความร่วมมืออาจต้องถ่ายอีกชั่วโมงสองชั่วโมงได้” ที่ว่า ‘พวกเขา’ แท้จริงก็หมายถึงเทอร์โบคนเดียว “เสี่ยวข่า นายทนนิสัยเทอร์โบได้ยังไงเนี่ย”
เซวียโย่วข่าหัวเราะแห้งๆ สองสามครั้ง ไม่รู้จะอธิบายยังไง ความจริงคือเฉิงอวี้ไม่เคยเหวี่ยงใส่เขา มีหงุดหงิดบ้างบางครั้ง แต่ก็ง้อง่าย พูดสองสามคำก็ยิ้มออกแล้ว
เขาเปลี่ยนเรื่องคุย ถามเธอว่ายังวางแผนจะจีบหลินสือเม่าต่อหรือเปล่า
“ไม่แล้ว…” จริงๆ วันนี้เธอไม่อยากมาด้วยซ้ำ
“ทำไมล่ะครับ ไม่ใช่ว่าคุยกับวูล์ฟถูกคอหรอกเหรอ ยังนัดออกไปคุยกันด้วยนี่นา” วูล์ฟเป็นผู้ชายลุคเย็นชา มองดูแล้วเหมือนจะนิสัยคล้ายกับเทอร์โบ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนดีและมีน้ำใจมาก ตอนเซวียโย่วข่าถามเรื่องการเขียนโปรแกรม เขายังช่วยสอนและแก้ให้ทีละขั้นเลย
“ใช่ ก็ดีแหละ แต่…” เถียนอ้ายเห็นท่าทางของเซวียโย่วข่าก็รู้ว่าเขาต้องไม่รู้แน่ๆ ว่าหลินสือเม่ากับวูล์ฟมีความสัมพันธ์กันยังไง “หลินสือเม่ามีคนที่ชอบแล้ว ฉันเลยยอมแพ้แล้ว”
เธอบอกไปแบบนั้น…
เถียนอ้ายคุยกับวูล์ฟถูกคอ เลยนัดออกมาเจอกันและกินข้าวด้วยกัน จากนั้นก็ถามถึงสเป็กของหลินสือเม่าแบบอ้อมๆ วูล์ฟก็บอกเธออย่างสุภาพ จนเถียนอ้ายถามว่า ‘แล้วนายล่ะ มีคนที่ชอบไหม’
วูล์ฟบอกว่ามี
เถียนอ้ายคิดว่าเขาแอบชอบใครอยู่ เลยเตรียมตัวจะช่วยเขาจีบสาว แต่ได้ยินวูล์ฟตอบว่าเป็นหลินสือเม่า เถียนอ้ายตกใจจนตะเกียบหล่นลงพื้น
‘เขารู้ไหม!’
วูล์ฟนิ่งมาก ‘รู้สิ เพราะงั้นพวกเราถึงคบกันมานานแล้ว’
การถ่ายภาพจบลงในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา แล้วก็มีสาวผมลอนสีน้ำตาลแดงถือสตาร์บัคส์หลายแก้วมาส่งให้สมาชิกวงสกอร์ปิโอ “ขอบคุณทุกคนมากค่ะ”
ความอดทนของเฉิงอวี้หมดลงพอดี ตอนแรกเขาว่าจะปฏิเสธ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเซวียโย่วข่าอาจจะชอบดื่มเจ้านี่ เขาจึงรับมาและเอ่ยขอบคุณ
พอสาวคนนั้นได้รับการตอบกลับ ตาก็เป็นประกาย หยิบมือถือมาทันที “เทอร์โบ สะดวกแอดเพื่อนไหมคะ ฉันเป็นผู้ช่วย บ.ก. ชื่อลอรี่ รูปไฟนอลออกเมื่อไรฉันจะรีบส่งให้ดูเลยค่ะ”
เซวียโย่วข่ายืนอยู่ไม่ไกล
เถียนอ้ายมองออกทันที “มีคนหน้าไม่อายมาอ่อยแฟนนายแล้ว เสี่ยวข่า รีบไปแสดงความเป็นเจ้าของสิ”
เซวียโย่วข่ายังไม่ขยับ จากมุมของเขามองเห็นหน้าสาวผมลอนน้ำตาลแดงคนนั้น เธอสูงมาก ราวๆ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ผิวขาว คอเรียวยาว และเหมือนใครบางคนมาก
หลายปีก่อน หลังอาเขยเขาเกิดเรื่องขึ้น อาก็พาลูกชายกับลูกสาวสองคนหนีไปพร้อมเงิน
เขาได้ยินมาว่าโรงงานของอาเขยถูกปิด ดูเหมือนจะทำกำไรผิดกฎหมายไปหลายสิบล้าน และปีนี้อาเขยก็เพิ่งพ้นโทษ
สายตาของเขาพร่าเลือนเล็กน้อย ขณะมองเฉิงอวี้ยัดชานมที่เพิ่งรับมาคืนให้เธอ แล้วก้าวยาวๆ มาทางเขา
สายตาของเซวียโย่วข่ายังคงจับจ้องไปที่เธอ แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจ
เฉิงอวี้เดินมาหยุดตรงหน้า บดบังทัศนวิสัยเขาไว้ แต่เขายังเอียงคอมองไป เห็นหญิงสาวคนนั้นยืนไม่พอใจอยู่ที่เดิม เธอเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นเขา และในวินาทีที่สบตากันก็เหมือนจะชะงักไป
“เฮ้” เฉิงอวี้จับศีรษะเขาให้หันกลับมามองตรงเหมือนหมุนเข็มนาฬิกา “ฉันอยู่นี่ นายมัวมองอะไร”
“ไม่มีอะไรครับ…” เซวียโย่วข่าละสายตากลับมา แต่ยังดูเหม่อลอยและเหมือนกำลังครุ่นคิด
เฉิงอวี้คิดว่าอีกฝ่ายหึงอยู่หรือเปล่า ความหงุดหงิดจากการถ่ายรูปเลยหายวับ เขามองข้ามเถียนอ้ายที่ยืนข้างๆ โดยอัตโนมัติแล้วโอบไหล่เซวียโย่วข่าเดินไปที่ห้องเปลี่ยนชุด
“เธอซื้อเครื่องดื่มให้ อยากจะแอดวีแชตฉัน แต่ฉันคืนเครื่องดื่มไปแล้ว เรื่องเยอะชะมัด จะเอาน้ำแก้วเดียวมาแลกวีแชตฉันหรือไง”
เซวียโย่วข่าที่กำลังเดินเหม่อๆ ถึงกับหันไปมองอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเธอมองเขาหรือมองเทอร์โบเลยยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน
เฉิงอวี้จับสังเกตความผิดปกติของเขาได้
หึงจริงเหรอ
ตอนเปลี่ยนชุดเฉิงอวี้แกะกระดุมหลังเองไม่ได้เลยกะว่าจะเรียกเซวียโย่วข่ามาแกะให้ตัวเอง แต่พอหันไปก็ไม่เห็นเจ้าตัวแล้ว
เซวียโย่วข่าออกจากห้องเปลี่ยนชุดก็เจอสตาฟฟ์คนหนึ่งเลยสอบถามจากเขา “ผู้หญิงผมลอนสีน้ำตาลแดง ใส่เสื้อยืดกุชชี่สีขาวคนนั้นคือใครเหรอครับ”
“ลอรี่เหรอคะ เธอเป็นผู้ช่วย บ.ก. ค่ะ”
ขณะกำลังจะถามต่อ เฉิงอวี้ก็ส่งข้อความมาตามกลับไปให้ช่วยปลดกระดุมข้างหลังให้เขา
แต่ทั้งวันนั้นรวมถึงตอนเย็นที่ไปกินข้าวเซวียโย่วข่ายังคงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน เฉิงอวี้ได้แวะลงไปซื้อเค้กชิ้นเล็ก ทว่าเขากลับไม่สังเกตเลยสักนิด เฉิงอวี้เลยถามเขาว่ากำลังคิดเรื่องงานอยู่เหรอ เขาก็พยักหน้า
พอมาถึงหน้าประตูบ้าน เฉิงอวี้ก็เปิดประตูแล้วยื่นเค้กให้เขา เซวียโย่วข่าเอ่ยถาม “ซื้อเค้กมาตอนไหนเหรอครับ”
“ซื้อต่อหน้าต่อตานายเลย…”
จะหึงอะไรจะนานขนาดนี้ หึงจนกลายเป็นคนโง่งมไปแล้ว
เฉิงอวี้ยกมือโบกไปมาตรงหน้าเขา ก่อนเปิดกล่องเค้กแล้วตักมาจ่อปาก “อย่าโกรธเลยนะ”
“โกรธอะไรครับ” เซวียโย่วข่าอ้าปากรับ
“ให้ดูมือถือเลย ฉันไม่ได้แอดวีแชตคนอื่นนะ ฉันไม่ให้ใครส่งคำขอเป็นเพื่อนมาง่ายๆ หรอก”
เฉิงอวี้ยื่นมือถือมาตรงหน้าเพื่อให้เขาตรวจสอบ
เซวียโย่วข่าเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เลยส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ยอมรับ เพียงอมยิ้มแล้วคาบช้อนเค้กเอาไว้ “อืม ไม่โกรธแล้วครับ”
เฉิงอวี้สะสมคำตอบ ‘จะขอจูบยังไง’ เอาไว้มากมายมาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะลงมือจริง และก็ไม่เคยเห็นเซวียโย่วข่าเป็นฝ่ายรุกเข้ามาก่อนอีกเลย ถึงขั้นนอนเตียงเดียวกันมานานขนาดนี้ ร่างกายของเขานอกจากอาบน้ำเย็นแล้วก็ยังไม่เคยมีเรื่องอื่นเกิดขึ้นเลย!
พอเฉิงอวี้เห็นครีมเปื้อนที่มุมปากของเซวียโย่วข่าก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าโอกาสมาถึงแล้ว
แต่ยังไม่ทันรวบรวมความกล้าจะโน้มตัวเข้าไป เซวียโย่วข่าก็เลียครีมที่มุมปากจนเกลี้ยง
กระทั่งกินเค้กจนหมดก็ยังหาโอกาสไม่ได้
ทั้งที่คอร์สของโค้ชความรักก็ฟังมาจนครบแล้ว ทำไมพอเอาเข้าจริงเขาถึงจำอะไรไม่ได้เหมือนไม่เคยเข้าเรียนมาก่อน
พอเซวียโย่วข่าอาบน้ำเสร็จออกมา ก่อนนอนเขาได้เล่าเรื่องของอาและอาเขยให้เฉิงอวี้ฟัง
“อาเขยผมเปิดโรงงานกระเป๋าปลอม หาเงินได้เยอะมาก แล้วก็โดนจับ ปีนี้เพิ่งพ้นโทษออกมา”
“อืม” เฉิงอวี้ขยับเข้ามาข้างเขา
“ส่วนอาผมพาลูกหนีไป มีลูกพี่ลูกน้องหญิงชายของผม”
“อ้อ ลูกพี่ลูกน้องหญิงของนายคือฟางหลี่ฉิงคนนั้นใช่ไหม”
“พี่รู้ได้ไงครับ” เซวียโย่วข่าตกใจ
“นายเคยใช้ชื่อลูกพี่ลูกน้องนายมาหลอกฉัน ฉันจะจำไม่ได้ได้ยังไง ฉันจำได้ชั่วชีวิตเลย” เฉิงอวี้เขยิบเข้ามาตรงหน้าแล้วเอาหัวหนุนหมอนใบเดียวกับเขา จ้องมองเขาในระยะใกล้มาก แถมน้ำเสียงเหมือนจะเสียใจสุดๆ “ฉันโดนนายหลอกมานาน แถมหลอกหนักขนาดนั้น นายไม่คิดจะปลอบฉันหน่อยเหรอ” เซวียโย่วข่ายังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เฉิงอวี้ก็พูดก่อน “ห้ามพูดว่าผมขอโทษนะ”
“งั้น…พี่อยากให้ผมปลอบยังไงล่ะครับ ผมรู้ว่าผมผิด จากนี้ไปจะชดใช้เรื่องนี้ให้พี่ไปตลอดชีวิต และจะอยู่ข้างพี่เพื่อไถ่โทษด้วย” เขาพูดด้วยความรู้สึกผิด “ให้อภัยผมเถอะครับ พี่ชาย”
หัวใจของเฉิงอวี้ถูกความอ่อนโยนสะกิด ความนุ่มนวลในส่วนลึกของแววตาเหมือนสายน้ำ มันท่วมท้นจนแทบเอ่อล้นออกมา “นอกจากว่านาย…จะจูบฉันอีกที”
“เอ๋?” เซวียโย่วข่ามองตาเฉิงอวี้ด้วยความมึนงง “พี่ไม่ชอบไม่ใช่เหรอ” เขายังจำได้ว่าก่อนหน้านี้เฉิงอวี้ยังหนีไปอาบน้ำเลย
“ใครบอกว่าฉันไม่ชอบ” เฉิงอวี้โน้มศีรษะไปข้างหน้า เอาปลายจมูกแตะกับปลายจมูกเขา ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดแก้มของอีกฝ่ายขณะพูด “คนที่ฉันชอบทำอะไรฉันก็ชอบทั้งนั้นแหละ”
เซวียโย่วข่ากะพริบตา ภายในห้องที่เปิดเพียงโคมไฟอ่านหนังสือมีแสงกะพริบวูบวาบ มันคือสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้นั่นเอง
จากนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าริมฝีปากถูกจุ๊บเบาๆ ก่อนจะถูกพละกำลังมหาศาลพันธนาการไว้อย่างอ่อนโยน เซวียโย่วข่าไม่ทันได้คิดอะไร รู้เพียงว่าตัวเองเปลี่ยนจากท่านอนตะแคงมาเป็นนอนหงาย เบื้องหน้าพลันพลิกกลับตาลปัตร เฉิงอวี้ดึงผ้าห่มขึ้นมาแล้วทาบทับอยู่บนร่างเขา
* จือฮู คือเว็บไซต์ของจีน สามารถตั้งกระทู้คำถามเพื่อรอผู้รู้มาตอบคำถามได้
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



