“ข้าจะไม่รู้เรื่องนี้ได้หรือ” จย่าเป่าอวี้ระบายลมหายใจอย่างหงุดหงิด “ในหมู่คนชั้นสูงมีงานเลี้ยงยิบย่อยกันเป็นประจำ บางครั้งเวลาท่านพ่อไม่ว่างแล้วติดที่ฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจบารมีสูงจนไม่อาจบอกปัด ท่านก็จะให้ข้าไปร่วมงานแทน ทำให้ข้าพอมีคนรู้จักอยู่บ้าง ในจำนวนนั้นมีบางคนที่มองออกว่าร่างกายข้าได้รับพิษจึงมอบยาถอนพิษให้ด้วยความหวังดี ข้าจึงไปตรวจกับหมอหลายที่จนแน่ใจว่าพิษในตัวข้าแทบจะแทรกลึกเข้าไปในอวัยวะภายในแล้ว หากข้าไม่ได้รับพิษจากที่จวนจะไปได้รับพิษจากที่ใดได้อีก เพียงแต่ข้ายังนึกไม่ออกว่าเป็นผู้ใดที่ใจกล้าถึงเพียงนี้ ได้แต่คอยจับตาดูอยู่เงียบๆ จนเข่อชิงเกิดเรื่อง ข้าถึงเริ่มจับทางถูกและเตรียมตัวตอบโต้”
หลินไต้อวี้มองเขาอย่างอึ้งงันอยู่นานอย่างคิดไม่ถึงว่าเขาใช้ความเงียบสงบสยบความเคลื่อนไหว คอยบงการอยู่เบื้องหลัง…ทันใดนั้นนางก็พลันฉุกคิดถึงเรื่องในวันที่หนึ่งขึ้นมาได้
“…เพราะอย่างนั้นตอนข้ามาหาท่าน ท่านเลยไม่ให้ข้ากินของที่เรือนท่านใช่หรือไม่” นางเผลอจับคอเสื้อตนเอง รู้สึกกังขาว่าเพราะเหตุใดในอกถึงได้มีความรู้สึกปวดแปลบๆ เช่นนี้
นางไม่มีอาการเช่นนี้มาพักหนึ่งแล้ว และอากาศวันนี้ก็ไม่ได้หนาว แล้วเหตุใดจึงรู้สึกเจ็บหน้าอกได้
ใบหน้าขาวคมดุจหยกของจย่าเป่าอวี้มีสีแดงระเรื่ออย่างน่าสงสัยและดูมีท่าทีลำบากใจ “ข้าได้ยินเฟิ่งปาเล่าให้ฟังว่าช่วงที่เจ้ามาอยู่ที่คฤหาสน์สกุลจย่าใหม่ๆ เจ้าถูกกลั่นแกล้งเช่นนี้เหมือนกัน เหตุใดจึงไม่บอกข้าสักคำ” เพียงคิดว่านางได้รับความทุกข์ทรมานอย่างเดียวกับเขาใต้หนังตาของเขาเอง จย่าเป่าอวี้ก็รู้สึกเหมือนมีโทสะอัดแน่นอยู่ในท้อง
“ข้าจะบอกท่านไปด้วยเหตุใด ตอนนั้นข้าคิดแต่จะรักษาตัวให้หายดีแล้วกลับหยางโจวเร็วๆ เลยกัดฟันทน จนภายหลังเข่อชิงสอนข้าว่าให้ไปกินอาหารร่วมกับพวกพี่น้อง หรือไม่ก็วานคนให้ไปเอาอาหารมาให้ ข้าเลยวานจย่าหวนให้ช่วยไปรับอาหารหรือวัตถุดิบมาแทน”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” จย่าเป่าอวี้ฟังจบแล้วถึงเพิ่งเข้าใจ “ดังนั้นเจ้าจึงมอบถุงผ้าปักให้เขาเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ”
“แล้วยังจะมีอะไรอีกล่ะ จริงสิ ก่อนหน้านี้ข้าเคยให้จย่าหวนมาสืบข่าวของท่านด้วย แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเขาจะถูกกันเอาไว้ข้างนอกเหมือนกัน” ทำให้จย่าหวนต้องพลอยถูกใส่อารมณ์ไปอีกคน เรื่องนี้ทำให้หลินไต้อวี้รู้สึกผิด
“เจ้าไปมาหาสู่กับเขาให้น้อยลงหน่อยนะ” จย่าเป่าอวี้พูดเสียงหงุดหงิด
“ท่าน…” ตอนแรกนางว่าจะด่าเขาสักยกหนึ่ง แต่พอเห็นจย่าเป่าอวี้โกรธจนเหมือนจะขาดใจแล้ว นางก็คร้านที่จะเอาความกับเขาอีก
อึดใจต่อมาจย่าเป่าอวี้ก็กินโจ๊กทั้งชามหมดเกลี้ยง หลินไต้อวี้อดพูดไม่ได้ว่า “อยากให้ข้าบอกพี่จี้ให้ทำมาเพิ่มอีกหน่อยหรือไม่” ทั้งอาหารและยาในเวลานี้ล้วนมีพิษ การกินอาหารที่พี่จี้เตรียมไว้ให้ย่อมดีกว่า
“พอแล้ว กินไม่ไหวแล้ว”
“อืม” นางรีบเก็บชามเข้าไปในกล่องอาหารพลางเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านคิดจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร”
“ในเมื่อนางต้องการให้ข้าป่วย ข้าก็ได้แต่ทน”
“ท่านเป็นแก้วตาดวงใจของท่านยาย ท่านเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านยายก็ได้นี่” ขอร้องล่ะ สถานะของเขาไม่เหมือนนางเพราะเขายังมีที่พึ่งให้อาศัยได้อยู่นะ “ให้ท่านยายเรียกหมอหลวงมาตรวจให้ก็ได้”
“หากหมอหลวงมาตรวจแล้วพบว่าในตัวข้ามีพิษ เจ้าย่อมหนีไม่พ้น”
“เกี่ยวอะไรกับข้า”
“เพราะช่วงกว่าครึ่งปีก่อนหน้าที่ข้าจะล้มป่วย ข้าอยู่กับเจ้า”
หลินไต้อวี้ชะงัก ยามนี้นางพบว่าตนเองตามความคิดของคนสกุลจย่าไม่ทันจริงๆ เพราะหลินไต้อวี้ซื่อใสไร้เดียงสาหรือเพราะคนบ้านนี้กลายเป็นปีศาจกันไปหมดแล้ว เหตุใดพวกเขาถึงคาดการณ์ล่วงหน้ากันได้หลายต่อหลายก้าวและมีแผนรับมือความเปลี่ยนแปลงได้สารพัดอย่างเช่นนี้
“พูดกันจริงๆ จุดประสงค์ของนางคือยับยั้งการแต่งงานของเรา หากมีคนพบว่าในตัวข้ามีพิษ เจ้าย่อมไม่มีทางออกจากสกุลจย่าได้ ขอเพียงข้าทนเจ็บ อาการป่วยต้องดีขึ้นแน่ นอกจากนี้การพักรักษาตัวของข้าจำเป็นต้องใช้เวลา ทำให้นางสามารถจัดการเรื่องหลายๆ อย่างได้ หากข้าอ่อนแอป่วยตายไปนั่นย่อมตรงใจนาง เกรงว่าแม้แต่ยามนอนนางคงหัวเราะไปด้วย”
หลินไต้อวี้อัดอั้นตันใจจนเถียงไม่ออก รู้สึกว่าที่นี่ไม่น่าจะใช่คฤหาสน์สกุลจย่าแต่เป็นโพรงผีถ้ำปีศาจสักแห่งมากกว่า…ไม่ให้แต่งก็ไม่ให้แต่งสิ แค่หาวิธีทำให้ท่านยายเปลี่ยนใจก็พอแล้ว จำเป็นต้องเล่นกันถึงชีวิตเชียวหรือ
“นี่ ท่านยังไหวอยู่หรือไม่”
“ข้าย่อมไหวอยู่แล้ว เพราะหากข้าตายเจ้าก็ต้องลงหลุมไปด้วย ถึงตอนนั้นสมบัติทั้งหมดของเจ้าย่อมตกเป็นของท่านยายก่อนเปลี่ยนไปสู่มือของพี่สะใภ้รองเฟิ่ง และไม่แน่ว่าครอบครัวสกุลจี้เองก็ต้องไปอยู่ข้างถนนด้วย”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร พวกเขาไม่ได้ทำความผิดเสียหน่อย!”
“นั่นล่ะ เพราะอย่างนั้นข้าถึงบอกว่าต้องทนต่อไปให้ได้และล้มนางให้สำเร็จภายในคราวเดียว เพื่อไม่ให้นางได้มีโอกาสสร้างความแตกแยกอีก” จย่าเป่าอวี้พูดจนเหนื่อยแล้วเลยค่อยๆ เอนตัวลงนอนบนเตียง