เสิ่นซือที่อยู่ด้านข้างรีบต่อคำ ‘ใต้เท้าทั้งสอง แม่นางอ้ายไม่เคยขึ้นศาลมาก่อน เกรงว่าคงตกใจกลัว ขอใต้เท้ากัวโปรดอนุญาตให้ผู้น้อยไต่ถาม!’
กัวหรูฉู่มองเขาแวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้าอนุญาต ซุนเฉิงจงย่อมไม่มีปัญหา
เสิ่นซือกระแอมให้คอโล่งแล้วเอ่ย ‘แม่นางอ้าย แค่เจ้าให้การตามความจริง ข้าย่อมให้เจ้าสมปรารถนา’
ปรารถนา? ความปรารถนาของนางคืออะไร!
ซุนจิ่วเม่ยใจเต้นโครมคราม จดจ้องผมเหนือกระหม่อมของอ้ายจื่อจินไม่วางตา
อ้ายจื่อจินเงยหน้ามองเสิ่นซือ
คำถามของเสิ่นซือกลับไม่เหมือนคำถามของกัวหรูฉู่เท่าใดนัก ‘เฉียวเหยี่ยนรู้จักหลี่เข่อจั๋วหรือไม่’
ซุนจิ่วเม่ยไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนหน้า นางย่อมไม่รู้ว่าหลี่เข่อจั๋วอยู่ตำแหน่งใดในคดีนี้ นางแค่สัมผัสได้อย่างหนึ่งว่าบรรยากาศในศาลนี้เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ราวทุกคนต่างรวบรวมสมาธิรอเพียงคำตอบของอ้ายจื่อจิน
เวลาประดุจเม็ดทรายไหลผ่านร่องนิ้ว แต่ละเม็ดล้วนแจ่มแจ้งเห็นชัด หลังซุนจิ่วเม่ยรอคอยอยู่นาน ในที่สุดคำตอบของอ้ายจื่อจินก็ปรากฏ ทุกคนได้ยินอ้ายจื่อจินตอบว่า ‘รู้จัก’
ซุนจิ่วเม่ยไม่รู้ว่าคำตอบนี้แสดงถึงอะไร หลี่เข่อจั๋วเป็นคนในราชสำนัก เฉียวเหยี่ยนก็เป็นคนในราชสำนัก รู้จักกันมิใช่เรื่องธรรมดามากหรือไร เสิ่นซือกำลังถามคำถามที่น่าเบื่อออกไปโดยแท้
แต่คล้ายกัวหรูฉู่หาได้รู้สึกว่าคำถามนี้น่าเบื่อ เขาถามต่อจากเสิ่นซือทันที ‘ก่อนคดีลูกกลอนแดง เฉียวเหยี่ยนเคยพบหลี่เข่อจั๋วหรือไม่’
อ้ายจื่อจินเงยหน้ามองไปทางเสิ่นซืออีก ซุนจิ่วเม่ยมองตามสายตาอ้ายจื่อจินไป ประจวบเหมาะเห็นเสิ่นซือกำลังพยักหน้า นี่ไม่ต่างกับการเห็นฉากผู้สมรู้ร่วมคิดที่นัดแนะกันมาก่อนแล้วหรอกหรือ หัวใจซุนจิ่วเม่ยแล่นขึ้นมาถึงลำคอ รู้สึกเพียงตาข่ายไร้รูปผืนหนึ่งกำลังแผ่ขยายออกช้าๆ
อ้ายจื่อจินตอบอีก ‘หลี่เข่อจั๋วเคยมาหาหมอหลวงเฉียวจริง แต่…’ นางคล้ายยังมีถ้อยคำเอ่ยไม่หมด
กัวหรูฉู่กลับไม่ให้นางได้พูดจนจบ ‘ข้าถามเจ้าแค่เขาเคยพบหรือไม่เคยพบ คำพูดไร้สาระอื่นไม่ต้องพูดอีก!’
อ้ายจื่อจินผงะไป นางหันไปมองเสิ่นซืออีก เสิ่นซือส่ายหน้า คล้ายกำลังบอกนางว่าไม่ต้องเอ่ยคำ อ้ายจื่อจินจึงปิดปากเงียบ
หลังจากนั้นซุนเฉิงจงเอ่ยคัดค้านกัวหรูฉู่ว่า ‘ในเมื่อแม่นางอ้ายมีวาจาที่กล่าวไม่หมด ตามหลักแล้วก็ควรฟังนางกล่าวจนจบ’
แต่กัวหรูฉู่กลับไม่ไว้หน้าซุนเฉิงจงเลยแม้แต่น้อย พูดคำขาดด้วยสีหน้าเข้มงวด ‘ท่านราชครูซุน ข้าเคารพท่านเป็นผู้คุมการพิจารณาคดี แต่ที่นี่ข้าคือผู้พิพากษา ย่อมมีวิธีการไต่สวนคดีของข้า หากคดีนี้ตัดสินผิดพลาด ต่อไปเรื่องถึงพระกรรณฝ่าบาท แม้แต่ท่านราชครูซุนเองก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้!’
ซุนเฉิงจงยิ้มเย็นเอ่ย ‘ข้าผู้ชราไม่กลัวต้องรับผิดชอบ ในเมื่อฝ่าบาททรงเชื่อมั่น รับสั่งให้ข้าเป็นผู้คุมการพิจารณาคดี ข้าจะยอมให้เกิดการปรักปรำใส่ร้ายไม่ได้ คดีนี้มีความเกี่ยวพันอย่างใหญ่หลวง หากอาศัยเพียงคำให้การตัดสินลงโทษ ข้าก็ไม่กลัวที่จะนำคดีนี้ทูลต่อฝ่าบาท’
กัวหรูฉู่ยังคงแสยะยิ้มเย็น เอ่ยอย่างมั่นใจโดยไม่หวั่นเกรง ‘เกรงว่าคดีนี้จะไม่ได้มีแต่พยานเท่านั้น’ จากนั้นเขาก็ปรบมือ เห็นเจ้าหน้าที่ศาลสองคนยื่นสมุดขึ้นมาเล่มหนึ่ง
ซุนจิ่วเม่ยมึนงงอยู่บ้าง นางขยับไปข้างหน้าต้องการดูตัวอักษรบนปกสมุดให้ชัดเจน ทว่าแสงสว่างน้อยเหลือเกิน ต่อให้นางถือดีว่าตนเองตาดีก็มองเห็นเพียงคำว่า ‘เฉียว’ ตัวใหญ่บนหน้าปกเท่านั้น
นางฉุกคิดได้ทันใด เฉียวจือซูมักจดบันทึกลงสมุดบันทึกการแพทย์ บนหน้าปกเขียนว่า ‘บันทึกแพทย์สกุลเฉียว’
กัวหรูฉู่รับสมุดมาพลิกอ่าน แล้วซักถามอ้ายจื่อจิน ‘นี่คือหนังสือของเฉียวจือซูใช่หรือไม่’
อ้ายจื่อจินเหลือบมองเสิ่นซือก่อนเช่นเดิม เมื่อเห็นเสิ่นซือพยักหน้า นางจึงเอ่ยเสียงแผ่วเบา ‘เจ้าค่ะ’
แสงไฟประเดี๋ยวสว่างประเดี๋ยวสลัว ส่องให้ใบหน้ากัวหรูฉู่สว่างสลับมืด เขาพลิกสมุดไปยังหน้าหนึ่งแล้วยื่นไปเบื้องหน้าซุนเฉิงจง ซุนจิ่วเม่ยเห็นซุนเฉิงจงกวาดตามองลวกๆ แวบหนึ่งก็อึ้งงันอย่างผิดปกติไปเล็กน้อย นางอดใจหวิวขึ้นมาไม่ได้