ทะเลสาบเชียนชิงมีพื้นที่กว้างกว่าสามสิบลี้ เป็นทะเลสาบนอกเมืองหลวงที่อยู่กลางหุบเขา มีทิวทัศน์น่ารื่นรมย์มากที่สุด ในอดีตฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็เคยเสด็จมาล่องทะเลสาบแห่งนี้ ตรัสถึงน้ำในทะเลสาบว่ามีสีเขียวมรกตใสกระจ่าง แต่จนใจที่สองฟากฝั่งมีเพียงทิวทัศน์อันดาษดื่น ไร้อารมณ์สุนทรีย์จะชื่นชม ทำให้ขุนนางที่เข้าเฝ้าต้องเสียขวัญ หลังจากน้อมส่งเสด็จกลับไปแล้ว ก็รีบสั่งการให้ปลูกต้นไม้ดอกไม้ริมสองฝั่งทะเลสาบ พริบตาเดียวผ่านไปสามสิบปี จึงมีทิวทัศน์เช่นทุกวันนี้
ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิพื้นที่ลาดทั้งสองฝั่งจะมีดอกท้อเรียงราย ส่วนช่วงฤดูใบไม้ร่วงครึ่งค่อนเขาจะมีใบเฟิง* สีแดงย้อมไปทั่ว พอถึงฤดูหนาวก็จะมีดอกล่าเหมยบานสะพรั่งประชันโฉมบนยอดเขา มองจากที่ไกลลิบดูเหมือนหิมะขาวเปล่งประกายแวววาว
อวิ๋นจ้าวชอบดอกล่าเหมยเป็นที่สุด ฉะนั้นลู่อู๋เซิงถึงได้นัดหมายให้นางไปที่ทะเลสาบเชียนชิง วันนี้นางพิถีพิถันกับการแต่งตัวยิ่งนัก เดิมทีก็อยู่ในวัยแรกแย้มงดงาม แต้มริมฝีปากแดงแล้ว ไม่ต้องทาแป้งชาด ใบหน้าก็ดูนุ่มจนแทบจะคั้นน้ำได้ ยิ่งไปกว่านั้นการแต่งหน้าอ่อนๆ ยังทำให้นางยิ่งงดงามดั่งมวลบุปผาบานสะพรั่ง
เมื่อแรกที่ลู่อู๋เซิงเห็นนางก็ถึงกับเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง รู้จักกันมานานสิบปี กลับไม่เคยเห็นนางตั้งอกตั้งใจแต่งตัวเช่นนี้มาก่อน อย่างมากที่สุดก็เพียงแต้มริมฝีปากแดงเหมือนกับสตรีอื่นที่เติมดอกไม้กลางหน้าผาก
ผ่านไปหนึ่งคืนเท้าของอวิ๋นจ้าวก็ทุเลาลงมากแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง นางขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะยกชายกระโปรงก้าวลงเรือ เห็นเขาจ้องมาอย่างไม่ละสายตา นางจึงเม้มปากยิ้ม กลบเกลื่อนความเจ็บปวดของตนเอง “ทำไมหรือ รู้สึกว่าข้างามเกินไปแล้วใช่หรือไม่”
ลู่อู๋เซิงยังไม่มีท่าทีจะตอบรับ กลับเป็นสี่เชวี่ยที่หลุดหัวเราะออกมา
อาฉางทนดูไม่ได้อีกต่อไป “ดูคุณหนูบ้านเจ้าสิ”
สี่เชวี่ยก็รู้สึกเขินอายไม่น้อย แต่พอได้ยินอาฉางกล่าวเช่นนี้ นางก็ออกหน้าปกป้องเจ้านายทันที “คุณหนูบ้านข้าทำไมรึ”
อาฉางโบกไม้โบกมือ “ได้ๆ คุณหนูบ้านเจ้าดีที่สุดแล้ว”
ลู่อู๋เซิงก็ยิ้มขำ บอกกับสี่เชวี่ยและอาฉางที่อยู่บนฝั่งว่า “พวกเจ้าไปที่หอสุราเชียนชิงและสั่งอาหารไว้ก่อนเถอะ พวกเราไปวนเรือรอบหนึ่งก็กลับมา”
กล่าวจบลู่อู๋เซิงก็เก็บเชือกที่ผูกเรือ แล้วพายเรือไปที่กลางทะเลสาบ ทิ้งให้อาฉางและสี่เชวี่ยยืนมองอยู่บนฝั่ง จนกระทั่งพวกเขาห่างไปไกลแล้ว อาฉางถึงได้เอ่ยว่า “ความจริงคุณชายบ้านข้ากับคุณหนูบ้านเจ้าก็เหมาะสมกันมากนะ ช่างเป็นคู่ที่งดงามเหลือเกิน”
สี่เชวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “แน่นอน”
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะชื่นชมอย่างไร คนที่ห่างไปไกลแล้วก็ไม่ได้ยิน
ผิวน้ำในทะเลสาบสงบราบเรียบ เมื่อสายลมหนาวพัดผ่านมาก็เกิดเป็นริ้วระลอกคลื่นบนน้ำสีเขียวมรกต อวิ๋นจ้าวหย่อนปลายนิ้วสัมผัสดูก็รู้สึกเหมือนนิ้วจะถูกแช่แข็ง รีบหดมือกลับมากุมเตาอุ่นในอกทันที “เย็นจริง”
ลู่อู๋เซิงเอ่ยขึ้นว่า “อวิ๋นอวิ๋น ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า”
“พูดอะไรหรือ”
“เรื่องแต่งงาน”
อวิ๋นจ้าวกะพริบตาปริบๆ ไม่กล้าส่งเสียงอีก นางกลับมานิสัยย่อมเปลี่ยนไปบ้าง ทว่าลู่อู๋เซิงก็เปลี่ยนด้วยหรือ
ผ่านไปครู่หนึ่งลู่อู๋เซิงก็ยิ้มออกมา “อย่าคิดมากไป ข้าผิดเองที่ไม่ได้พูดให้ชัดเจน ข้าพูดถึงสี่เชวี่ย”
อวิ๋นจ้าวหน้าแดง “ข้าไม่ได้คิดมากเสียหน่อย ข้าก็คิดถึงสี่เชวี่ยเช่นกัน”