เฉิงจิ่นหลุดขำ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกสิ ไม่ใช่ความผิดของข้าเสียหน่อย น่าชังนักที่คุณชายรอง บุตรของเสนาบดีเสิ่นถึงกับเอาบทกลอนไม่ได้ความเช่นนั้นมาให้ข้าอ่าน ชวนให้หัวเราะก็ไม่ใช่ โมโหก็ไม่ใช่จริงๆ”
“ไม่แน่ว่าเขาอาจหาพวกบัณฑิตตกยากมาช่วยเขียนกลอนแทนให้ก็ได้ เจ้าไม่ใส่ใจก็ช่างเถิด แต่ไม่ควรไปเยาะเย้ยอีก” เฉิงตั๋วว่า
“ข้าเกรงใจมากแล้ว ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าผู้ใดเขียนอีกด้วย”
เฉิงตั๋วยิ้ม “เจ้าไม่ต้องไปสนใจ การสนใจคนเหล่านี้จะกลายเป็นเสียเกียรติแทน”
เฉิงจิ่นอธิบาย “พี่ห้า ไม่ใช่ว่าข้าดูถูก แต่เป็นเพราะเห็นมาเยอะแล้วถึงรู้สึกหงุดหงิด หากข้าไม่ตอบโต้ก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะคิดไปเองอย่างไร หนหน้าเจอกันก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น”
เฉิงตั๋วหัวเราะเสียงดัง “ข้าว่าพวกเขาคงไม่คิดเข้าข้างตัวเองถึงเพียงนั้นกระมัง”
ตงฟางขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ในใจลอบคิดว่า เหตุใดสตรีในเมืองหลวงถึงได้มีชะตาชีวิตไม่ธรรมดากันเช่นนี้!
เสียงหัวเราะของเฉิงตั๋วหยุดลง บนระเบียงมีคนผู้หนึ่งเดินมา เป็นเจ๋ออี้นั่นเอง เจ๋ออี้เห็นตงฟางยืนอยู่ที่ระเบียงก็ประสานมือให้เขา ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปข้างใน
เฉิงตั๋วร้องออกมาว่า “จริงหรือ” จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน เดินออกมาข้างนอกทันที เฉิงจิ่นเองก็ตามเขาออกมา
นางถอดผ้าโปร่งออกไปแล้ว นัยน์ตาดั่งระลอกคลื่น ยามมองมีประกายระยิบระยับ ตุ้มหูไข่มุกยาวที่ห้อยลงมาขยับไหวอยู่ข้างแก้ม ขับเน้นให้นางดูขาวผ่อง ยามเม้มปากน้อยๆ ลักยิ้มคู่หนึ่งก็จะปรากฏขึ้นมาบนแก้ม รอยบุ๋มเล็กๆ นั้นคล้ายจะสามารถบรรจุแสงของฤดูใบไม้ผลิได้อย่างไร้ขอบเขต
ครั้นเฉิงจิ่นเห็นผู้ที่ยืนอยู่บนระเบียงก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด คนผู้นั้นแสดงสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ทั้งยังทำท่าคารวะที่มากเกินไปออกมา นางได้ยินเฉิงตั๋วพูดอย่างกระตือรือร้น “เป็นเจ้าได้อย่างไร! ข้าก็คิดอยู่ว่าผู้ใดยืนอยู่นอกระเบียงเป็นนาน แต่กลับไม่มีใครเข้ามารายงาน!”
เดิมตงฟางคิดจะหาเช่าที่พักตรงถนน แต่เฉิงตั๋วไม่อนุญาต รั้งจะให้เขาพักอยู่ในจวนอ๋องของตนให้ได้ อีกทั้งในตอนที่หมิงจีกลับมาพร้อมกับเฉิงตั๋ว นางก็พักอยู่ในตำหนักเดี่ยวซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจวนแล้ว ตงฟางจึงได้แต่ทำตามที่เจ้าบ้านบอก เข้าไปพักอาศัย เพียงแต่ปฏิเสธบรรดาสาวใช้ที่เฉิงตั๋วจัดเตรียมไว้ให้ เหลือแค่สาวใช้คนหนึ่งไว้คอยปรนนิบัติหมิงจี ความจริงคือเขากลัวว่าหมิงจีจะเบื่อหน่าย จึงรับไว้คนหนึ่งให้นางมีเพื่อนคลายเหงา
วันที่สองในตอนที่เฉิงตั๋วไปร่วมประชุมเช้าก็ชวนตงฟางไปด้วยกัน ทว่าเขาไม่อยากไป เฉิงตั๋วบอกว่าจะพาไปให้ฮ่องเต้ได้พบหน้า ให้ทุกคนรู้จักกันเอาไว้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่น เขาจึงตอบตกลง
ยามที่ตงฟางรออยู่ในห้องรับรองของราชสำนัก จึงได้เห็นอำนาจบารมีที่แท้จริงของเฉิงตั๋ว คนไร้ชื่อเสียงอย่างตน เพียงเพราะเฉิงตั๋วเป็นผู้แนะนำเข้ามา บรรดาขุนนางถึงกับไม่มีผู้ใดกล้าละเลย ส่วนตัวเฉิงตั๋วเองยิ่งเป็นบุคคลที่ทุกคนต้องก้มหน้าลงน้อยๆ ยามพูดคุยด้วย เฉิงตั๋วยังคงมีสีหน้าเย็นชาไม่สนใจ ตงฟางนึกถึงคำ ‘แม่ทัพมุ่งหวังบัลลังก์จักรพรรดิ’ ที่สุ่ยจิ้งพูดถึง ในใจก็ประเมินถึงปณิธานของเฉิงตั๋ว คิดไปถึงคนที่พบในคราแรกที่เมืองผิงเหยา สิ่งใดถึงจะเป็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเขากันแน่ หรือว่าเขาจะเป็นผู้ที่ร่อนเร่พเนจรไปทั่วแต่แรก สูงขึ้นไปสามารถเป็นราชา ต่ำลงมาสามารถเป็นราษฎร ขอเพียงแค่เขาต้องการเท่านั้น