บทที่ 53
ความจริงแล้วหากลองคิดดีๆ เหตุการณ์ครั้งแรกนั้นถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย สถานการณ์คับขันคนทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันจึงได้แต่คายส่งให้กันทางปาก
ภายหลังตอนมอบคืนสถานการณ์มิได้จวนตัวเช่นนั้นแล้วก็น่าจะมีวิธีอื่นอยู่บ้างจริงๆ
อย่างน้อยก็ไม่น่าจะต้องประกบริมฝีปากแนบชิดกันถึงเพียงนั้น!
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าศิษย์เนรคุณผู้นั้นยังทำ ‘ล้มเหลว’ หลายครั้ง เอาเปรียบนางหน้าซื่อๆ
ฉินหลิงเซียวสมแล้วที่เป็นศิษย์ของเว่ยเจี๋ยมาหลายปี เขามองนิสัยแย่ๆ ของปรมาจารย์วิถีมารของตนเองออกอย่างเฉียบขาดแม่นยำยิ่ง
ครั้นชุยเสียวเสี่ยวคิดได้ดังนี้ก็ลงจากเขาอย่างเร็วรี่ประหนึ่งติดเพลิงไว้ใต้ฝ่าเท้า
สองสามวันมานี้เว่ยเจี๋ยออกไปสืบข่าวคราวตลอด นางคะเนเวลาดู เขาก็น่าจะกลับมาแล้ว
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวกลับมาถึงคฤหาสน์ก็เห็นเว่ยเจี๋ยนั่งอยู่ที่ลานเรือน กำลังฟังอวี๋หลิงเอ๋อร์ที่ลากถังโหย่วซู่กลับมาฟ้องความ
แต่เมื่อชุยเสียวเสี่ยวเดินจ้ำๆ ปึงปังดั่งติดเพลิงไว้ใต้ฝ่าเท้าเข้ามาในบ้าน ทั้งยังแผ่ไออำมหิตจิตอาฆาตออกมารอบกาย อวี๋หลิงเอ๋อร์พลันรู้สึกขนลุกขึ้นมา เสียงพูดถึงกับเบาลงไปสามส่วนโดยไม่รู้ตัว
เว่ยเจี๋ยยืดเหยียดขาทั้งสองข้าง ก่อนจะลุกขึ้นหมายพูดคุยกับชุยเสียวเสี่ยว แต่นางไม่แม้แต่จะมองเขาด้วยซ้ำ เพียงใช้ไหล่กระแทกชนตัวเขาแล้วเดินประคองกล่องขนมเปี๊ยะเข้าเรือนไป
เมื่อครู่เว่ยเจี๋ยฟังอวี๋หลิงเอ๋อร์มาเล่าฟ้องวกไปวนมาส่งเดช พอจับความได้ว่าอาจารย์ของเขาพาศิษย์หลานของนางไปกระทำเรื่องไม่ดีไม่งามในป่า
แต่เขาไม่คิดว่าชุยเสียวเสี่ยวจะนึกอยากฝึกวิชาสำนักร่วมเริงรมย์เช่นนั้น นางคงจะเห็นถังโหย่วซู่แล้วคิดถึงบิดาที่ลาลับไปนานแล้วของนางเสียมากกว่า
เพราะชุยเสียวเสี่ยวเคยเล่าว่าถังโหย่วซู่หน้าตาเหมือนบิดาของนาง แม้ภายหลังเว่ยเจี๋ยจะได้ยินนางเผลอพูดว่าตนเองกำพร้าบิดามาตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาจึงไม่เคยเห็นหน้าบิดามาก่อนก็ตาม
บางทีบิดาในภาพคิดของนางอาจจะเป็นเงาซ้อนทับกับภาพของถังโหย่วซู่กระมัง?
ครั้นแล้วชุยเสียวเสี่ยวก็กลับมาพอดี เดิมทีเว่ยเจี๋ยคิดว่าหลังจากอวี๋หลิงเอ๋อร์ก่อกวนปั่นป่วนครั้งนี้ ตอนชุยเสียวเสี่ยวกลับมาคงจะทำหน้าวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เขาเห็นว่าจะต้องออกหน้าปลอบโยนนางเสียหน่อย
แต่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าชุยเสียวเสี่ยวจะเดินกระแทกกระทั้นเข้ามาชนตัวเขาออกอย่างไม่นับหกญาติ ทำราวกับว่าเขาเป็นคนที่ดึงมือศิษย์หลานของนางไม่ยอมปล่อยอย่างไรอย่างนั้น
เว่ยเจี๋ยลูบต้นแขนของตนเองพลางตามหลังชุยเสียวเสี่ยวไปติดๆ แล้วรินน้ำส่งให้นางอย่างเคยชิน เมื่อเห็นนางหน้าตาบูดบึ้งก็กระเซ้าว่า “เป็นอะไรไปเล่า เอาเปรียบศิษย์ในสำนักยังไม่หนำใจจนต้องโกรธหน้าตาบูดเบี้ยวไปหมดเลยหรือ เช่นนั้นข้าให้เจ้ายืมมือไปลูบคลำเองดีหรือไม่เล่า”
ชุยเสียวเสี่ยวมิได้รับถ้วยน้ำมา เพียงนั่งลงข้างโต๊ะแล้วชำเลืองมองเว่ยเจี๋ย “ข้าขอถามเจ้า วิธีโอนถ่ายโอสถภายในมีเพียงการใช้ปากคายส่งให้อีกฝ่ายวิธีเดียวเท่านั้นหรือ”
หลังจากคืนโอสถภายในไปครั้งนั้น ชุยเสียวเสี่ยวสั่งกำชับเขาให้ลืมเหตุการณ์นี้เสีย ทั้งอาจารย์และศิษย์จะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีก
ไม่คาดคิดว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วันชุยเสียวเสี่ยวกลับเป็นฝ่ายทำลายกฎนี้เสียเอง
เว่ยเจี๋ยค่อยๆ คลี่ยิ้มเผยฟันขาวสะอาด จากนั้นก็นั่งลงข้างนางแล้ววางศอกบนโต๊ะ เท้าคางลอยหน้าลอยตาอย่างไม่รู้สึกรู้สา “ไหนเจ้าบอกว่าให้ลืมเรื่องนี้ไป แล้วไยถึงพูดขึ้นมาอีกเล่า”
ใบหน้าของเว่ยเจี๋ยงดงามปานภูตมาร แต่เมื่อแย้มยิ้มอย่างจริงใจ เผยเขี้ยวพยัคฆ์แวววาวน่าเอ็นดูคู่นั้นก็ยิ่งดูไร้เดียงสาเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนอย่างบอกไม่ถูก ลดแววเล่ห์ร้ายดุดันตามปกติของเขาลงได้ไม่น้อย