ก่อนหน้านี้เมืองลั่วอี้จัดงานประชันยอดบุปผาอยู่เสมอ นางระบำนางขับร้องจากเมืองใกล้เคียงจึงมาเข้าร่วมมิได้ขาด และดูเหมือนว่าระยะนี้ชั่นอ๋องจะทรงจัดเลี้ยงต้อนรับคนสำคัญจึงจำเป็นต้องเชิญยอดบุปผาจากที่อื่นมาสับเปลี่ยนสร้างความตื่นตาตื่นใจ
เพราะเมื่อซือหลิงไม่อยู่ หอดนตรีในเมืองลั่วอี้ก็ไม่มีหญิงงามเลิศล้ำที่เทียบเทียมนางได้อีกแล้ว
ซือหลิงมีคนรับใช้ที่จงรักภักดีอยู่ในหอดนตรีหลายคน ดังนั้นเว่ยเจี๋ยจึงยืมชื่อเสียงของมารดา อ้างเป็นยอดบุปผาสองอันดับปะปนไปกับขบวนได้โดยง่าย ทำให้พาชุยเสียวเสี่ยวเข้าไปด้วยกันได้พอดี
หลังจากชุยเสียวเสี่ยวเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงนางระบำสีแดงเพลิงในป่าเสร็จแล้ว นางก็จับดึงอาภรณ์บางเบา ปิดเอวบางของตนที่เผยผิวพ้นผ้าอย่างเหนียมอาย จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นถามเว่ยเจี๋ย “ข้าแต่งเช่นนี้แล้วจะไม่ถูกใครจับได้จริงหรือ”
แต่หลังจากถามออกไปนานสองนานกลับมิได้รับคำตอบจากเว่ยเจี๋ยเสียที กระทั่งนางเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง ถึงพบว่าเว่ยเจี๋ยกำลังจ้องมองนางด้วยสายตาเร่าร้อน
หากมองแค่ใบหน้าของชุยเสียวเสี่ยวจะรู้สึกว่านางเป็นเพียงแม่นางที่ผอมบาง
ยามปกติเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ไม่ใช่แบบแนบเนื้อพอดีตัว มักใหญ่หลวมโพรกทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าแบบบางยิ่งนัก
คาดไม่ถึงเลยว่าเมื่อชุยเสียวเสี่ยวสวมชุดกระโปรงเนื้อบางเบาเย้ายวนของนางระบำอย่างดินแดนตะวันตกแล้ว ถึงพบว่าที่แท้ ‘ลำไม้ไผ่’ เรียวบางก็ซ่อน ‘ผลมี่เถา’ เอาไว้…
ส่วนที่ไม่ควรเล็ก ชุยเสียวเสี่ยวก็มิได้เล็กเลยแม้แต่น้อย…
โดยเฉพาะผิวขาวผ่องนวลเนียนของนางช่างโดดเด่นในชุดกระโปรงสีแดงเพลิง เสริมให้ดวงตาวาวใสคู่นั้นเปล่งประกายงดงามชวนให้ผู้คนหลงรัก
เอวบางเพียงหนึ่งมือจับพันคล้องสายโซ่กระพรวนสีทองเล็กๆ ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งขณะก้าวเดิน พาให้สายตาเหลียวมองจับจ้องทรวดทรงโค้งเว้าอันงดงามที่ขับเน้นด้วยกระโปรงสีแดงโดยไม่รู้ตัว…
เพียงแค่สาวงามหมดจดเปลี่ยนเสื้อผ้า กลับให้ความรู้สึกเหมือนกลายเป็นคนละคน ดั่งนางภูตพริ้งเพริศกลับชาติมาเกิดอย่างไรอย่างนั้น
สายตาของเว่ยเจี๋ยกวาดมองวนเวียนอยู่ที่ลำคอเรียวระหงและทรวงอกอวบอิ่มของนางไม่วางตา สีหน้าท่าทางยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก…
เขารู้สึกเสียใจที่มิได้สังเกตให้ดีว่าชุดนางระบำนี้จะทำให้ชุยเสียวเสี่ยวกลายเป็นมีเสน่ห์เย้ายวนใจคนได้ถึงเพียงนี้
เดิมทีเว่ยเจี๋ยคิดว่านางจะปะปนกลมกลืนไปกับเหล่านางระบำมากเสน่ห์เพริศพราย ไม่เป็นที่สะดุดตาของทหารองครักษ์ประจำประตูเมือง
แต่รูปลักษณ์ที่ทั้งบริสุทธิ์อ่อนโยนและทั้งยวนเสน่ห์น่าหลงใหลนี้ของนางจะกลมกลืนไปได้อย่างไรกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่ชุยเสียวเสี่ยวสวมชุดนางระบำพลิ้วบางแนบเนื้ออวดเสน่ห์เช่นนี้ นางจึงเงอะงะทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อนางชะโงกดูเงาตนเองในลำธารก็รู้สึกว่าเช่นนี้ก็งดงามดีเช่นกัน
แม้จะดูไม่ค่อยสำรวมนัก แต่ตั้งแต่เล็กจนโต นี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางได้สวมใส่กระโปรงงามๆ เช่นนี้
ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของเด็กหญิงก็คือการได้ยินผู้อื่นเอ่ยชมว่างามนั่นเอง
เดิมทีนางคิดว่าเว่ยเจี๋ยเห็นเช่นนี้แล้ว อย่างน้อยก็คงจะชมนางสักสองสามคำ แต่คิดไม่ถึงว่าคิ้วได้รูปของเขาจะขมวดมุ่น สีหน้าราวกับไม่พอใจ นานกว่าเขาจะเอ่ยปากขึ้นว่า “เจ้าเปลี่ยนกลับเป็นชุดเดิมเถิด เดี๋ยวข้าจะคิดหาวิธีอื่นให้ใหม่…”
ชุยเสียวเสี่ยวหน้าม่อยลงเล็กน้อย ข้าดูแย่ถึงกับทำให้คนไม่อาจทนมองตรงๆ เลยหรือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ชุยเสียวเสี่ยวก็ไม่อยากปกปิดอีกต่อไปแล้ว นางสะบัดผ้าโปร่งบางบนไหล่ออกแล้วกล่าวว่า “แต่ข้าว่าเช่นนี้ไม่เลวเลย ดูเหมือนกับนางระบำที่เคยเห็นไม่ผิดเพี้ยน…”
นางว่าพลางเลียนแบบท่าทางระบำจิ้งจอกของอวี๋หลิงเอ๋อร์
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องพรสวรรค์ในการร่ายระบำของชุยเสียวเสี่ยว นางเพียงบิดส่ายเอวน้อยๆ แล้วเขย่งย่างพลางหมุนตัวเบาๆ ผมเปียที่ถักไว้หลวมๆ ก็เหวี่ยงสะบัด ผมดำยาวสยายพลิ้วไปพร้อมกับกระโปรงแดง เมื่อนางหยุดเท้าลง ปอยผมดำขลับก็ปรกลาดไหล่และเนินอก…ชั่วเวลานั้นนางดุจดั่งภูตน้อยผุดขึ้นกลางดอกไม้ เปรียบดั่งเทพธิดาในสรวงสวรรค์ลงมาสู่แดนดิน
แต่ไหนแต่ไรมาเว่ยเจี๋ยไม่ใช่วิญญูชนผู้สำรวมในกฎเกณฑ์อะไรนักอยู่แล้ว เขาประพฤติตนตามแต่ใจปรารถนามาโดยตลอด
จังหวะที่ปลายผมดำสลวยปลิวพลิ้วเรี่ยระแก้มของเขา เขาก็ทนข่มกลั้นตนเองไม่ไหวอีกต่อไป