เมื่อชุยเสียวเสี่ยวผลักเว่ยเจี๋ยกระเด็นไป ตัวนางก็ร่วงลงกับพื้น นางหอบหายใจเล็กน้อย จ้องเขาพลางตวาดเสียงโกรธเกรี้ยว “เจ้าเก่งนักนะ! คงจะเคยร่ำสุราเคล้านารีสิท่า!”
ริมฝีปากบางของเว่ยเจี๋ยโค้งเป็นรอยยิ้มเล่ห์ร้าย ตอบกลับอย่างสัตย์ซื่อ “ข้าเคยแต่ร่ำสุรากับเจ้าบนหลังคานั่น…”
ชุยเสียวเสี่ยวนึกถึงเมื่อครั้งที่ถูกอวี๋หลิงเอ๋อร์เอาลำไผ่กระทุ้งไล่ก็อดหลุดหัวเราะออกมามิได้ หลังจากขบขันแล้วนางก็รีบเก็บสีหน้าเป็นเคร่งขรึมดังเดิม พร้อมเตือนตนเองในใจว่าจะคลุกคลีกับเขาเช่นนั้นอีกมิได้
“วันนี้ข้าจะขอพูดกับเจ้าให้ชัดเจน แม่นางดีๆ ทั่วหล้านี้มีมากมาย เจ้ารักจะเกี้ยวพานใครก็ได้ แต่เกี้ยวพานข้ามิได้…”
เว่ยเจี๋ยจ้องมองนางสายตาแน่วนิ่ง รอยยิ้มตรงมุมปากค่อยๆ จางหายไป “เพราะเหตุใด เพราะเจ้าเป็นอาจารย์ของข้ารึ ถ้าเช่นนั้นข้าตัดความสัมพันธ์อาจารย์และศิษย์กับเจ้าเดี๋ยวนี้ทันทีเลยก็ได้…”
ชุยเสียวเสี่ยวกุมศีรษะขยำผมดำยาวของตนเองอย่างหงุดหงิด “บอกไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก สรุปว่าเจ้ากับข้าไม่เหมาะสมกันนั่นล่ะ!”
จะให้นางพูดอย่างไร บอกว่าตัวนางทะลุมิติย้อนเวลากลับมาอย่างนั้นหรือ แล้วก็บอกว่าอีกไม่กี่ปีเขาก็จะตายแล้ว?
เดิมทีสายสัมพันธ์ระหว่างเขาและนางนอกจากขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ปู่กับศิษย์หลานแล้ว นางก็มิได้มีจุดเชื่อมโยงอื่นใดกับเขาเลยสักนิด
เพียงแต่ท่าทางวางมือวางไม้ไม่ถูกของนาง ในสายตาของเว่ยเจี๋ยกลับเห็นเป็นท่าทีของคนที่ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธผู้ที่มาตามตอแยอย่างไรดี
สายตาเร่าร้อนของเว่ยเจี๋ยค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชา ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เพียงแต่เพ่งนัยน์ตาสีม่วงคู่นั้นจดจ้องพลางเม้มริมฝีปากแน่น
เขาจ้องมองชุยเสียวเสี่ยวอยู่เช่นนี้ราวกับลูกสุนัขที่เพิ่งกระดิกหางตามติด แต่กลับถูกถีบออกนอกประตู พาให้คนเห็นแล้วรู้สึกสงสารจับใจ…
ทันใดนั้นด้านนอกป่าก็มีเสียงเกือกม้าย่ำใกล้เข้ามา พร้อมเสียงบุรุษร้องเรียกเบาๆ ว่า “เอ้อ อาเจี๋ยอยู่หรือไม่”
เว่ยเจี๋ยรู้ทันทีว่าเป็นรถม้าของหอดนตรีที่เขานัดแนะมาไว้
ชุยเสียวเสี่ยวถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เมื่อครู่ตอนเว่ยเจี๋ยมองมาเช่นนั้น นางเกือบจะใจอ่อน รู้สึกผิดที่ตนเองทำร้ายเขาเสียแล้ว
เห็นได้ชัดว่าพลังล่อลวงให้สตรีลุ่มหลงของจอมมารนั้นเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่เกิด สมแล้วที่มีสายเลือดของนางมารตัณหา พาให้คนหลงใหลเมามัวจนยอมตายถวายชีวิตได้จริงๆ!
ตอนนี้จะให้นางเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับก็ไม่ทันแล้ว เว่ยเจี๋ยได้แต่หันกายเดินไปขึ้นรถม้าแล้วขอชุดคลุมไหล่หนาๆ ตัวหนึ่งมายื่นให้ชุยเสียวเสี่ยว พูดเสียงเรียบห้วนว่า “อากาศหนาวแล้ว คลุมนี่เสีย”
ชุยเสียวเสี่ยวคร้านจะเถียงเขาว่าช่วงนี้เป็นปลายเดือนเจ็ด ตกกลางคืนอากาศร้อนอบอ้าวยิ่งกว่าอะไร
นางมิได้ห่มคลุมชุดคลุมไหล่ เพียงก้าวขึ้นรถม้าไปเงียบๆ
หลังจากเข้ามาในรถม้า ชุยเสียวเสี่ยวถึงเพิ่งเห็นว่าภายในรถมีสตรีทั้งอวบอัด ทั้งผอมบาง แต่งกายสวยสดงดงามเสียยิ่งกว่านางนั่งอยู่ก่อนแล้ว พวกนางต่างก็กำลังไล่สายตามองชุยเสียวเสี่ยวตั้งแต่หัวจรดเท้า
“สตรีผู้นี้มามา ไปหามาจากที่ใดกัน งามเข้าขั้นดีแท้” พวกนางหลายคนเพิ่งถูกรับตัวมาจากนอกพื้นที่ห่างไกลจึงจำหน้านางมารที่อยู่บนใบประกาศตามจับมิได้
กระทั่งมีสตรีบางคนเข้ามาคว้าแขนจับเอวของชุยเสียวเสี่ยวอย่างไม่เกรงใจ “หน่วยก้านสมกับฝึกร่ายรำมาจริงๆ อีกเดี๋ยวตอนไปแห่ขบวนก็ออกแรงเรียกแขกให้ครึกครื้นด้วยเล่า”
ชุยเสียวเสี่ยวได้แต่ยิ้มรับ ฟังจากบทสนทนาของพวกนาง ที่แท้คืนนี้ก็มีรถม้าของยอดบุปผามากมายเข้าเมืองมาแห่ขบวน เพื่อให้ผู้สูงศักดิ์ในเมืองเลือกชิดชม
เพราะว่าจู่ๆ นางขับร้องซือหลิงผู้มากเสน่ห์ยวนเย้าทั้งเมืองให้ลุ่มหลงเกิดหายตัวไปกะทันหัน ทำให้อันดับยอดบุปผาในปีนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
บรรดาสตรีทั้งหลายต่างก็ทุ่มเทกันอย่างสุดกำลัง ประโคมแต่งองค์ทรงเครื่องให้สะสวยเพื่อแย่งชิงป้ายอันดับหนึ่งมาเป็นของตน
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 ม.ค. 69