สตรีทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็รู้หน้าที่เช่นกัน พวกนางปรี่เข้าไปคล้องแขนทหารกลุ่มนี้อย่างหน้าชื่นตาบานพลางถามเสียงออดอ้อนว่าจะต้องละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด
ระหว่างพูดจาหยอกล้อกระเซ้าเย้าแหย่ พวกนางก็ปล่อยให้พวกเขาจับนู่นจับนี่หาเศษหาเลย
ชุยเสียวเสี่ยวเห็นทหารเหล่านั้นลูบคลำสตรีมาตลอดทาง คนหนึ่งในนั้นกำลังจะโอบเอวบางของนางเข้าแล้ว เด็กสาวพลันพลิ้วกายหลบเลี่ยงด้วยชั้นเชิงอันแพรวพราวพลางโปรยยิ้มหวานพูดชักชวน “ใต้เท้าทั้งหลายคงจะเหน็ดเหนื่อยกันไม่น้อย อีกเดี๋ยวพวกเราก็จะเข้าเมืองกันแล้ว เช่นนั้นก็ขึ้นรถขบวนแห่ร่ายระบำให้ใต้เท้าที่นี่ชมดูกันสักครู่ดีหรือไม่”
นางว่าจบก็พลิ้วกายอย่างปราดเปรียวขึ้นไปบนรถยอดบุปผาที่พ่วงอยู่ด้านหลังรถม้า จากนั้นบรรดาแม่นางทั้งหลายก็หัวเราะคิกคักพากันตามขึ้นไปบนรถบ้าง
ส่วนเว่ยเจี๋ยก็กระโดดขึ้นไปอยู่ด้านหลังชุยเสียวเสี่ยว พร้อมหยิบไม้กลองขึ้นมาเริ่มตีให้จังหวะ
การตีกลองบนรถยอดบุปผาไม่ใช่แค่เคาะๆ ตีๆ อย่างเดียวก็เป็นอันใช้ได้เช่นนั้น แต่ผู้ตียังต้องโยกตัวหมุนกาย กระโดดโลดเต้น และควงไม้ไปตามจังหวะลีลาไม่หยุดด้วย
ท่ามกลางเสียงกลองระรัว ตัวมือกลองผู้สะบัดไม้โผนบรรเลงก็คือส่วนหนึ่งของการแสดงร่ายรำด้วยเช่นกัน จนกระทั่งผู้คนที่ออกมาจากเมืองเริ่มเข้ามาล้อมวงชมดู สตรีบางคนก็พากันซุบซิบชื่นชมแผ่นหลังบั้นเอวของมือกลองหนุ่มว่าโค้งเว้านูนลาดปานประหนึ่งทิวเขาไกลลิบตา
‘ภาพทิวทัศน์งดงาม’ ที่แข็งแกร่งแน่นหนั่นนี้ต้องสั่งสมบุญหรือเพียรจุดธูปขอพรตั้งเท่าไรกว่าจะได้เห็นกับตาเล่า
ระหว่างที่เว่ยเจี๋ยตีกลอง ยังมีเสียงเพลงบรรเลงจากนักดนตรีทางด้านข้างดังคู่กันไปด้วย บรรดานางระบำเหล่านั้นก็เริ่มออกท่าทางร่ายรำพลิ้วพราย
แม้รูปร่างของชุยเสียวเสี่ยวจะถูกขับเน้นให้เด่นชัด แต่เมื่อเทียบกับนางระบำท่าทางเย้ายวนพวกนั้นแล้ว ระบำจิ้งจอกน้อยที่เพียงหมุนไปหมุนมาของนางก็ดูไม่ค่อยสะดุดตาจูงใจผู้คนนัก
นางถูกกลืนไปในหมู่แม่นางที่ส่ายเอวบิดสะโพกอยู่เต็มรถ ทั้งยังน่าจดจ้องไม่สู้มือกลองหนุ่มลายพยัคฆ์ผู้นั้นเลยด้วยซ้ำ
ฝ่ายคนประหลาดตาสองสีก็ถูกการแสดงบนรถยอดบุปผาดึงดูดความสนใจเช่นกัน เพียงแต่เขามิได้มีเวลาว่างมาชมดูนักระบำชายตีกลองอะไรเช่นนั้น ที่เขาหรี่ตาเพ่งมองก็เพื่อจ้องดูท่วงท่าของนางระบำทุกคนอย่างละเอียดโดยไม่วางตา ทั้งยังได้เห็นเรียวน่องขาวดุจหิมะที่โผล่วอมแวมออกมานอกระบายกระโปรงขณะเต้นโดยมิได้ตั้งใจด้วย…
ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่คาดคิดว่านางมารที่ถูกประกาศจับไปทั่วจะหาญกล้ามาปรากฏตัวอยู่บนรถยอดบุปผาและร่ายระบำปะปนในกลุ่มนางระบำฐานะต่ำต้อยเช่นนี้แน่
ไม่รู้ว่าเว่ยเจี๋ยไปเรียนตีกลองมาจากที่ใดถึงตีได้สมจริงเหมือนผู้ชำนาญ ทั้งยังเป็นจุดสนใจที่สุดบนรถยอดบุปผาอีกด้วย
การแสดงของเขาช่างน่าตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งยังวาดตัวด้วยสีสันฉูดฉาดละลานตาทำให้ผู้คนจดจ่อชื่นชมท่าทางร่ายรำอันแข็งแกร่งผาดโผนและงดงามน่ามอง จนมิได้ไปสังเกตลักษณะหน้าตาของเขามากนัก
นี่เป็นวิธีการพรางตาแบบ ‘เงามืดใต้ตะเกียงไฟ’ ที่ล้ำเลิศที่สุดจริงๆ
แต่ในสายตาของบุรุษที่ผ่านไปผ่านมา ไม่ต้องกล่าวถึงมือกลองหนุ่มผู้นี้เลย เพราะไม่ว่าบรรดาสตรีที่อยู่บนรถยอดบุปผานี้จะหน้าตาเป็นเช่นไรก็ไม่สำคัญเท่าต้นขาขาวๆ และทรวดทรงอวบอิ่มของพวกนาง
ฝ่ายคนประหลาดตาสองสีผู้นั้นสำรวจดูจนแน่ใจแล้วว่าบนรถมิได้มีคนแอบแฝงมา สายตาพลันเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่มพลางคลอเสียงตามทำนองเพลงและมองส่งขบวนรถยอดบุปผาที่ปล่อยให้เข้าเมืองมาได้จนลับตา
ชุยเสียวเสี่ยวถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกและรู้สึกว่าเว่ยเจี๋ยช่างเข้าใจความคิดของบุรุษด้วยกันดีเหลือเกิน
กลวิธี ‘ล่อตัณหาพรางตา’ นี้หาใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มจิตใจใสซื่อจะคิดขึ้นมาได้
หลังจากที่ขบวนรถยอดบุปผาเข้ามาในเมืองและแห่ไปตามถนนใหญ่ได้รอบหนึ่งก็มาหยุดที่ข้างสะพานสดับเดือนริมแม่น้ำกลางเมืองชั้นใน
อีกครู่หนึ่งยอดบุปผาอันดับหนึ่งของแต่ละที่ทั้งในและนอกเมืองก็จะมารวมตัวกันบนสะพานเพื่อรอให้แขกผู้สูงศักดิ์เปี่ยมชื่อเสียงของเมืองมาพิศชมรูปโฉมและตัดสินชี้เลือกผู้ชนะป้ายอันดับหนึ่งออกมา