ชุยเสียวเสี่ยวและเว่ยเจี๋ยแฝงตัวล่องหนอยู่บนระเบียงยาวที่มุ่งหน้าสู่ห้องโถงรับรองแขก ตามหลังสองอาหลานที่เดินพูดคุยกันไปโดยห่างเพียงไม่กี่ก้าว
ชุยเสียวเสี่ยวสังเกตเห็นว่าวั่นเหลียนซือยังคงแต่งตัวเป็นพ่อบ้านติดตามข้างกายชั่นอ๋องมิได้ห่าง ส่วนบาดแผลบนใบหน้าของเขาที่โดนกระบี่ผจญสวรรค์กรีดนั้นรักษาหายเกือบสนิทแล้ว เหลือเพียงรอยแดงเส้นหนึ่งเท่านั้น ทำให้ชุยเสียวเสี่ยวประหลาดใจยิ่งนัก
พึงรู้ว่ากระบี่เล่มนั้นเปี่ยมด้วยพลังแห่งทัณฑ์สวรรค์ หากถูกมันกรีดฟันลงไป ใช่ว่าจะรักษาให้หายได้ง่ายๆ เหมือนแผลจากคมกระบี่ทั่วๆ ไป ดูท่าวั่นเหลียนซือจะมีวิชาปีศาจร้ายกาจจริงๆ
ทันใดนั้นเองรัชทายาทตรัสถามชั่นอ๋องด้วยท่าทางตื่นเต้นคึกคัก “เสด็จอายังทรงจำเจ้าขุนศึกขนดำที่ท่านเลี้ยงเมื่อตอนเด็กๆ ได้หรือไม่ มาครานี้เรา* พาตัวที่เก่งกว่าเจ้าตัวนั้นของท่านมาด้วย ไม่รู้ว่าในวังของท่านยังมีตัวน่าสนใจอยู่อีกบ้างหรือไม่”
ชั่นอ๋องอมยิ้ม ขณะฟังก็หรี่พระเนตรลงครุ่นคิด ก่อนตรัสถามหยั่งเชิง “รัชทายาทตรัสถึงสุนัขล่าเนื้อหลังดำที่เสด็จปู่พระราชทานให้ตัวนั้นหรือ ในวังกระหม่อมมีสุนัขสำหรับเฝ้าวังอยู่สองสามตัว แต่เกรงว่าคงไม่อาจเทียบสุนัขทรงโปรดของพระองค์ได้เป็นแน่…”
รัชทายาทโบกพระหัตถ์พลางยิ้มระอา “เสด็จอา แม้แต่เรื่องนี้ก็ทรงลืมสิ้นเลยหรือ ตอนนั้นเสด็จปู่ไม่รู้ว่าท่านกลัวสุนัขจึงจะพระราชทานสุนัขล่าเนื้อเป็นรางวัลแก่ท่านเสียให้ได้ ปกติแล้วแม้แต่มองท่านยังไม่มองเลย ทั้งยังร้องไห้ขอแลกกับนกแก้วที่ท่องบทกวีได้ของเราด้วยซ้ำ แต่เจ้าขุนศึกขนดำที่เราพูดถึงคือจิ้งหรีดหนวดยาวตัวสีดำที่ท่านเลี้ยงไว้ ตัวที่กัดจิ้งหรีดของเราตายไปตั้งห้าตัวนั่นอย่างไรเล่า”
หลังจากได้ฟังเช่นนี้ชั่นอ๋องถึงมีท่าทางเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ทรงยิ้มน้อยๆ รีบพยักหน้ารับทันใด “เป็นของเล่นยามว่างสมัยเด็กๆ นั่นเอง ตอนนี้กระหม่อมไม่ใคร่ได้เล่นของพวกนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ…”
รัชทายาททรงนิ่งคิดครู่หนึ่งก็รู้สึกเห็นด้วยจริงดังนั้น เพราะเวลาผ่านพ้นมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว จากต้นถั่วงอก กระจ้อยร่อยในวันวานได้เติบใหญ่เป็นบุรุษวัยกลางคนที่เปี่ยมพละกำลังกันหมดแล้ว
เช่นเสด็จอาผู้นี้ หากไม่เพราะทรงมีจมูกคิ้วตาคล้ายอดีตจักรพรรดิและยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ในตอนนี้ รัชทายาทก็คงไม่ทรงกล้ายืนยันว่าเป็นเขา
เพียงแต่ความจำของเสด็จอาช่างไม่ดีเอาเสียเลย ตลอดทางเดินที่รัชทายาทตรัสถึงเรื่องสนุกในวัยเด็กของทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้น ชั่นอ๋องกลับถามคำตอบคำพยายามผสมโรงอย่างแกนๆ แต่ส่วนใหญ่ล้วนจำเรื่องเหล่านั้นไม่ได้นัก
เมื่อเดินมาได้ครึ่งทางบรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นเงียบลง รัชทายาทเองก็ทรงหมดความคึกคักร่าเริง คร้านจะตรัสถึงความสนุกสนานในวัยเด็กอีก
เมื่อคนทั้งกลุ่มเข้าไปในห้องโถง ชุยเสียวเสี่ยวซึ่งฟังการสนทนาของพวกเขามาตลอดเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูกบางอย่างขึ้นในใจคล้ายกับมีอะไรบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล
ทันใดนั้นเองเว่ยเจี๋ยซึ่งจับจูงมือนางเดินมาด้วยกันพลันกระตุกมือนางไว้
ที่แท้เพราะเว่ยเจี๋ยเห็นวั่นเหลียนซือผละจากชั่นอ๋องเดินแยกไปทางโรงครัวที่เรือนด้านหลังกะทันหัน
เว่ยเจี๋ยกับชุยเสียวเสี่ยวจึงสะกดรอยตามไป เห็นวั่นเหลียนซือตรงเข้าไปในห้องครัวแล้วสั่งให้แม่ครัวที่กำลังปรุงอาหารอยู่ออกไป จากนั้นเขาก็หยิบยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ หย่อนลงในน้ำแกงใสสีเหลืองทองโถหนึ่ง
หลังจากยาลูกกลอนละลายในน้ำแกงพระกระโดดกำแพงจนหมดแล้ว วั่นเหลียนซือค่อยหันกลับมาสั่งผู้ติดตามซึ่งมีลักษณะเหมือนเด็กรับใช้คนหนึ่งทางด้านหลังว่า “เจ้าให้คนยกน้ำแกงโถนี้ไปถวายที่โต๊ะของรัชทายาท”
เด็กรับใช้ผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นลูกศิษย์ของวั่นเหลียนซือ เขากระซิบว่า “ท่านอาจารย์ หากมีเรื่องผิดคาดเกิดขึ้นกับรัชทายาทในวังชั่นอ๋อง ท่านกับข้าคงหนีไม่พ้นตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแน่”
วั่นเหลียนซือแค่นหัวเราะคราหนึ่ง “เจ้าใช้สมองบ้างหรือไม่ ข้าแค่ใส่ลูกกลอน ‘เมามายเจ็ดวัน’ ลงไปเม็ดเดียว รัชทายาทเสวยลงไปก็จะเพียงเมาพับเหมือนคนเมาสุราหนักเท่านั้น พระองค์ทรงพูดมาก ท่านอ๋องไม่ทรงอยากต้อนรับขับสู้นัก ลูกกลอนเม็ดนี้เม็ดเดียวจะทำให้หลายวันต่อจากนี้รัชทายาททรงลุกจากเตียงไม่ขึ้น เจ้าไปได้แล้ว”
เมื่อศิษย์ผู้นั้นได้ฟังแล้วก็ไม่กล้ารีรออีก รีบยกโถน้ำแกงที่เติมสิ่งปลอมปนไว้ไปทันที
หลังจากวั่นเหลียนซือสั่งการเสร็จ เขาก็หันกายกลับไปยังอุทยานตะวันตกอีกครั้ง