วั่นเหลียนซือไม่อยากใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้วุ่นวาย เพียงกระซิบบอกฉินเฮ่อว่า “ชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้นี่ล่ะที่สำคัญยิ่งนัก เพียงแต่ถ้าอยากให้นางถูกมารครอบงำดำดิ่งลึกซึ้งกว่านี้ก็ต้องทำลายชื่อเสียงของนางให้ฉาวโฉ่ ตอนนี้ในหมู่บ้านของตำบลละแวกใกล้เคียงกระพือข่าวลือว่าสำนักยันต์คาถาทำร้ายผู้คนไปทั่ว ยิ่งรวมกับมีเงินรางวัลนำจับสูง เกรงว่านางคงกลายเป็นเป้าหมายของพวกสำนักพรรคฝ่ายธรรมะที่มีชื่อชั้นไปเสียแล้ว”
ฉินเฮ่อนึกย้อนไปถึงการเผชิญหน้ากับชุยเสียวเสี่ยวในป่า เขายังรู้สึกขยาดกลัวไม่หาย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินเฮ่อก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ อย่างนึกหวาดระแวงคล้ายกับพะวงว่านางมารผู้นั้นจะล่องหนลอบซุ่มแฝงกายอยู่
วั่นเหลียนซือเห็นฉินเฮ่อมีท่าทีระแวงสงสัยไปทั่วก็แค่นหัวเราะออกมาคราหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ “วางใจเถิดน่า นางเข้ามาในวังอ๋องไม่ได้หรอก หรือต่อให้มีปัญญาเล็ดลอดเข้ามาได้จริงๆ แต่ยันต์เร้นกายอ่อนด้อยของนางคงจะเผยออกมาแน่ ยื้ออยู่ได้ไม่นานหรอก สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานอะไรนั่นดูแมวแล้ววาดเสือลอกเลียนยันต์ของข้า แต่กลับเลียนแบบไม่ถึงที่ใด ก็สมควรแล้วที่สำนักของนางจะล่มจม…ตอนที่มารสำแดงฤทธิ์เจ้าก็ให้ศิษย์สาวกเป็นพยาน อย่าลืมเปิดโปงเรื่องที่ชุยเสียวเสี่ยวกลายเป็นมารให้พวกสี่ยอดสำนักใหญ่รู้ ยิ่งนางถูกผู้คนประณามหยามเหยียดมากเท่าไร ฤทธิ์มารก็จะยิ่งเกาะกินฝังลึกมากขึ้นเท่านั้น”
ความจริงแล้วเรื่องทำลายชื่อเสียงของชุยเสียวเสี่ยวไม่จำเป็นต้องให้วั่นเหลียนซือสั่งกำชับ ฉินเฮ่อก็พร้อมทุ่มกำลังทำอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ชุยเสียวเสี่ยวตะครุบกระดูกของเขาแค่ครั้งเดียว ถึงแม้บาดแผลที่ผิวหนังชั้นเนื้อจะผสานบ้างแล้ว แต่เขาก็สูญเสียพลังตบะไปกว่าครึ่ง
ความแค้นครั้งนี้หากมิได้ชำระสะสาง เขาสาบานว่าจะไม่ขออยู่เป็นคน!
ที่น่าโมโหที่สุดก็คือฉินหลิงเซียวบุตรชายของเขาดันไปหลงใหลนางเด็กเร่ร่อนผู้นั้น ทั้งแอบหนีออกไป คงจะไปตามหาชุยเสียวเสี่ยวเป็นแน่ ถึงตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าลูกตัวดีเลย
ฉินเฮ่อรู้ดีว่าบุตรชายของตนยึดถือเรื่องชื่อเสียงหน้าตายิ่งนัก ขอเพียงชุยเสียวเสี่ยวมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ต่อให้บุตรชายเขาจะชอบนางมากเพียงใดก็คงยอมตัดขาดความรักครั้งนี้แน่
ฉินเฮ่อคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกเบาใจลงได้เล็กน้อย แค่รอให้ชั่นอ๋องเสด็จมาประทานการรักษาให้ตนก็พอแล้ว
เขาก็เป็นเช่นเดียวกับวั่นเหลียนซือ ต่างได้รับความช่วยเหลือจากชั่นอ๋องจึงโชคดีหนีรอดจากเคราะห์ภัยที่ถึงแก่ชีวิต ยืดอายุขัยของพวกตนได้ยาวนานขึ้นอีกหน่อย
ชั่นอ๋องเคยตรัสไว้ว่าในเมื่อพวกเขาล้วนเป็นคนที่สมควรตายไปแล้วก็จำต้องปิดซ่อนฐานะตัวตนหรือเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่ ดังนั้นในเวลานี้ศิษย์พี่ใหญ่วั่นเหลียนซือจึงไม่อวดศักดาเผยอำนาจ ส่วนตัวเขาผู้เป็นศิษย์น้องก็เปลี่ยนชื่อเป็นฉินเฮ่อ แล้วสร้างตัวตนขึ้นใหม่
นับแต่นั้นมาวั่นเหลียนซือก็กลายเป็นพ่อบ้านประจำวังอ๋อง ฝ่ายฉินเฮ่อเข้าไปเป็นศิษย์ของหอเทียบเมฆา จากนั้นก็แต่งงานกับบุตรสาวของอดีตประมุขของสำนัก ทำให้เพียงก้าวธรรมดาก็ถึงเมฆาคราม
จากเดิมที่ควรจะตายไปนานแล้วกลับโชคดีมีชีวิตรอดต่อมาได้ นอกจากต้องแฝงชื่อเร้นแซ่หลบซ่อนให้พ้นจากดวงตาสวรรค์เบื้องบนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจห่างร้างว่างเว้นได้ก็คือโลหิตของชั่นอ๋องที่ช่วยต่อชีวิตให้พวกเขา
ทว่าฉินเฮ่อนั้นแตกต่างจากวั่นเหลียนซือ เพราะแท้จริงแล้วเวลานี้เขาเบื่อหน่ายวันเวลาที่ต้องถูกผู้อื่นควบคุมบงการแล้ว
ตอนนี้เขาเป็นถึงประมุขแห่งหอเทียบเมฆา มีภรรยาและบุตรพร้อมหน้า ชื่อเสียงขจรขจาย ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนมากมาย แม้สุดท้ายจะไม่อาจบรรลุเป็นเซียน แต่ได้มีชีวิตอิสระสุขสบายก็เพียงพอแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ฉินเฮ่อต้องคอยฟังคำสั่งของชั่นอ๋องอยู่เรื่อยไป ครั้นคิดถึงสถานะที่ต้องเป็นคนสองหน้าของตนเองแล้ว เขาก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างทุกข์ระทม
ถึงตอนนี้เขาก็ทำได้เพียงค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ ดูไปทีละขั้น หวังว่าหลังจากที่ชั่นอ๋องทรงควบคุมนางมารผู้นั้นได้แล้วจะคืนอิสระแก่เขาในเร็ววัน…
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 ม.ค. 69