บทที่ 98
“เวยเฟิ่งหรือ” อวี๋หลิงเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา “เรื่องนี้ข้ารู้ เวยเฟิ่งคือองค์เทพหญิงที่เคยออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาเทพต้งยวน เคยช่วยเหลือเกื้อกูลเผ่าจิ้งจอกของข้า น่าเสียดายที่ภายหลังนางทำผิดกฎสวรรค์ ไม่อาจผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ ว่ากันว่าตกลงไปในยมโลก ไม่อาจได้ผุดได้เกิดอีก…”
นี่เป็นครั้งแรกที่ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ห้าพญาหงส์แห่งแดนนิรันดร์นี้เคยเป็นสัตว์คุ้มกายของมหาเทพบนสวรรค์อย่างนั้นหรือ
แม้เวยเฟิ่งจะเป็นองค์เทพหญิง แต่กลับไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนอย่างมหาเทพต้งยวนและมหาเทพกู่เหยียน ตอนนั้นนางทำความดีความชอบใหญ่หลวง สุดท้ายก็ทำความผิดฆ่าล้างเมืองในที่สุด
ต่อให้เผ่าปีศาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตในสามภพ แต่หากมิได้รุกรานเขตแดนมนุษย์ การฆ่าล้างทำลายเมืองเช่นนี้ย่อมสมควรถูกประณามหยามเหยียด! ซึ่งองค์เทพหญิงที่กระทำความผิดนี้ก็ได้รับการลงทัณฑ์จากสวรรค์แล้ว มิใช่บุคคลที่สมควรได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญแต่อย่างใด
ดังนั้นก่อนหน้านี้ชุยเสียวเสี่ยวจึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเวยเฟิ่งมาก่อน
ทว่าชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าเป็นไปได้มากว่าก่อนเวยเฟิ่งจะถูกโทษทัณฑ์สวรรค์นั้นได้นำสัตว์คุ้มกายของตนไปผนึกไว้ที่ผากุ่ยสือ และนางบังเอิญก้าวผ่านไปยังดินแดนลับแล้วนำพญาหงส์ออกมา
โชคดีที่พญาหงส์คือสัตว์คุ้มกายของเทพเซียน มิเช่นนั้นก็อาจต้านทานการโจมตีที่หมายเอาชีวิตเช่นนี้ไม่ได้
ห้าร้อยปีมานี้ต้งยวนตามหาเวยเฟิ่งอย่างลำบากแสนเข็ญ ในชั่วเวลานี้ได้มาเห็นสัตว์คุ้มกายของชุยเสียวเสี่ยวแล้วจะยอมเลิกราง่ายๆ ได้อย่างไร
ทันใดนั้นเองเขาก็ไม่สนใจเว่ยเจี๋ยอีกต่อไป พุ่งเข้ามาหาเสียวเสี่ยว ต้องการจับนางไปซักถามด้วยตนเอง
เว่ยเจี๋ยย่อมไม่ยินยอม ดวงตาของเขากลายเป็นสีดำ ไอมารปกคลุมทั่วร่าง ต่อสู้โรมรันกับต้งยวน
ในตอนนี้เองถังโหย่วซู่ที่หายตัวไปนานก็วิ่งหายใจเหนื่อยหอบกลับมา เอ่ยเสียงเบาถึงเรื่องที่ตนเองไปได้ยินได้ฟังมา
ที่แท้คนสำนักยันต์คาถาเมื่อครู่ได้แบ่งงานกันเป็นขั้นตอน ชุยเสียวเสี่ยวและพวกของเว่ยเจี๋ยอยู่รับมือกับแม่นางฝูและต้งยวน
ส่วนถังโหย่วซู่ก็แปะยันต์เร้นกายหลบหลีกเหล่าบ่าวไพร่บนเกาะเหล่านั้นแล้วเดินดูไปทั่วทั้งเกาะ
อาจารย์ถังโหย่วซู่ผู้เชี่ยวชาญในห้าธาตุแลห้าธาตุแปดลักษณ์ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกตื่นตะลึง เพราะภูเขาทุกลูกหินทุกก้อนบนเกาะถูกจัดวางตำแหน่งตามพลังอินที่มารวมตัวกัน ทั่วทั้งเกาะคือเขตแดนแห่งการแปรเป็นปีศาจ เป็นวิหารเวทที่บ่มเพาะความชั่วร้ายแห่งฟ้าดิน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือถังโหย่วซู่พบว่าบนเกาะมีครรภ์ปีศาจอยู่นับไม่ถ้วน พวกมันแต่ละตนอยู่ในถุงน้ำคร่ำสีแดงโลหิต ถูกฝังอยู่ลึกลงไปในใต้ดิน ราวกับเมล็ดพันธุ์ที่กำลังหลับใหล คอยดูดซับธาตุอาหารอย่างสงบนิ่ง รอวันที่จะโผล่พ้นดินออกมา
ส่วนสิ่งที่หล่อเลี้ยงเกาะแห่งนี้อยู่ก็คือผู้คนที่พากันนั่งเรือขึ้นมายังเกาะแห่งนี้ พวกเขาใช้ความโลภและอายุขัยของตนเองหล่อเลี้ยงผืนดินของเกาะแห่งนี้ เมื่อใดที่ครรภ์ปีศาจซึ่งอยู่ใต้ผืนดินเป็นรูปเป็นร่าง ย่อมต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นในใต้หล้า ผู้คนมิอาจใช้ชีวิตอยู่ได้!
ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังก็ปวดศีรษะ นางถามถังโหย่วซู่ว่า “ครรภ์ปีศาจพวกนี้จะโผล่พ้นดินขึ้นมาเมื่อใด”
ถังโหย่วซู่ขมวดคิ้วนับนิ้ว เอ่ยเสียงเบาว่า “ครรภ์ปีศาจมีอายุครรภ์หนึ่งร้อยปี เมื่อออกจากครรภ์ปีศาจ แม้จะมีอายุขัยของมนุษย์คอยหล่อเลี้ยง แต่จะเติบโตได้ช้า ถ้าหากพวกมันยังมีขนาดเท่ากำปั้น ท่าทางน่าจะต้องใช้เวลาอีกสองร้อยปี…”
ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังก็เกิดความคิดขึ้นอย่างหนึ่ง
เพราะมีเรื่องหนึ่งที่นางคิดไม่ออกมาตลอด จนกระทั่งก่อนที่นางจะย้อนเวลามา แคว้นต้าฉีล้วนอยู่เย็นเป็นสุข แต่ต้าฉีถูกหลอกเอาโชคชะตาไปสองร้อยปี นับเวลาดูแล้วกำลังจะถึงจุดสิ้นสุดในช่วงเวลาของนาง ทว่าต้าฉีก็ไม่ได้ดูเหมือนว่าจะมีภัยพิบัติร้ายแรงอันใด แล้วจะล่มสลายได้อย่างไร
จนกระทั่งถังโหย่วซู่พบเจอครรภ์ปีศาจเหล่านี้และคำนวณว่าอายุครรภ์ต้องใช้เวลาสองร้อยปี
นั่นหมายความว่าหากเกาะแห่งนี้ยังคงดำรงอยู่ไปเรื่อยๆ เช่นนั้นสองร้อยปีให้หลัง ครรภ์ปีศาจก็จะโผล่พ้นดินขึ้นมา กองทัพปีศาจจะปรากฏในโลกมนุษย์อีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นจะไม่ใช่เพียงแคว้นต้าฉีที่จะถึงคราวดวงชะตาตกต่ำ ทว่าสรรพสิ่งในใต้หล้าจะประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส สามโลกจะตกอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงสงคราม…