ชุยเสียวเสี่ยววางท่าอย่างผู้สืบทอดสำนัก แย้มยิ้มตั้งใจฟังยามเฝ้าประตูตลอดจนจบ ในระหว่างที่ไม่รู้จะพูดอะไรนี้ยังขอใบยาสูบห่อหนึ่งมาจากคนเฝ้าประตูที่กำลังสูบกล้องยาปล่องน้ำด้วย
จีอู่ชีไม่ชอบท่าทางเช่นนี้ของนางยิ่งนัก ไม่ว่าไปที่ใดนางก็ดีแต่หลอกลวง ฉวยโอกาสเอาเปรียบ แม้แต่คนเฝ้าประตูก็ไม่เว้น ช่างต่ำช้าเหลือเกินจริงๆ!
กระทั่งชุยเสียวเสี่ยวไม่รู้จะซักถามอะไรต่ออีก นางก็กลืนข้าวคำสุดท้ายลงคอแล้วกลับไปที่โต๊ะอาหาร กระซิบกับศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามว่า “งานนี้ตึงมือยิ่งนัก พวกเราอาจจะรับไม่ไหว พอกินข้าวมื้อนี้เสร็จแล้วเราก็ถอนตัวกันเถิด…”
จีอู่ชีทนดูนิสัยปลิ้นปล้อนของเจ้าสำนักคนใหม่นี้ไม่ได้ ถึงกับวางชามวางตะเกียบแล้วเขม้นมอง “เจ้าคิดว่าพวกเราเป็นโจรเที่ยวหลอกหากินไปทั่วเหมือนอย่างเจ้าหรือ ในเมื่อรับปากมาแล้ว กินข้าวของผู้อื่นไปแล้ว ต่อให้ต้องตายก็หดหัวล่าถอยไม่ได้เป็นอันขาด!”
ฝ่ายเจียงหนานมู่ศิษย์พี่รองและอาอี้ศิษย์น้องเล็กฝ่ายชายต่างพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ในบรรดาสำนักบำเพ็ญเซียนด้วยกัน สำนักยันต์คาถานับเป็นพวกนอกคอกที่สุดและมักถูกสำนักอื่นดูถูกดูแคลน
ถึงแม้ผู้สืบต่อสำนักเช่นพวกเขาไม่กี่คนจะเปรียบดั่งแสงของหิ่งห้อย แต่ก็ไม่อาจทำลายความน่าเชื่อถือศรัทธาของสำนักอาจารย์ได้
ชุยเสียวเสี่ยวมองพิจารณาพวกเขาพลางเม้มปากครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยว่า “ดี ในเมื่อพวกท่านยืนหยัดมุ่งมั่นเช่นนี้ คืนนี้ก็ลองดูสักตั้งเถิด…”
ครั้นพูดจบนางก็ล้วงหยิบตำราเก่าคร่ำหน้าปกขาดแหว่งเล่มหนึ่งออกจากอกเสื้อ ตั้งใจแล้วว่าเมื่อศึกมาก็ต้องลับอาวุธผุๆ** เสียหน่อย ศึกษาเคล็ดวิชาสักเล็กน้อย เปิดพลิกตำราอ่านดูอย่างจริงจัง
ตำราเล่มนี้เป็นตำราลับที่ถังโหย่วซู่ผู้ก่อตั้งสำนักยันต์คาถามอบให้ชุยเสียวเสี่ยวก่อนจะสิ้นใจ
ศิษย์อีกสามคนนั้นไม่สนใจ ‘ตำราลับ’ เล่มนี้เลยแม้แต่น้อย
แม้อาจารย์จะเอ่ยอ้างว่าตำรานี้คือหัวใจแห่งการฝึกฝนยอดวิชาเลิศล้ำของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน ซึ่งจะส่งต่อให้แก่เจ้าสำนักรุ่นต่อไปเท่านั้น…
แต่เมื่อแรกครั้งที่พวกจีอู่ชีมากราบอาจารย์ขอเข้าสำนักก็ได้รับความรักความเมตตาจากอาจารย์จนได้รับ ‘ข้อยกเว้น’ เคยเปิดตำรานี้อ่านกันแล้วทั้งนั้น
สิ่งที่บันทึกไว้ในตำรานอกจากคาถาและอักขระยันต์ง่ายๆ พื้นๆ สำหรับศิษย์แรกเข้าสำนักแล้ว ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือประวัติอันลำบากยากเข็ญในการบุกเบิกภูเขาตั้งสำนักและการติดตามปรมาจารย์เว่ยเจี๋ยของถังโหย่วซู่เอง
บางทีอาจเป็นเพราะอาจารย์กลัวว่าหลังจากตายไปแล้ว ศิษย์สาวกรุ่นลูกรุ่นหลานจะลืมความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของตนจึงตั้งใจเขียนตำราเล่าตำนานก่อนจะเสียชีวิตไป โดยตั้งชื่อว่าเป็นตำราลับเพื่อให้ศิษย์สำนักไม่แพร่งพรายไปที่อื่นและรีบอ่านศึกษาดูสักหน
ส่วนการฝึกบำเพ็ญขั้นที่สูงขึ้นลึกซึ้งขึ้นหลังจากเข้าสำนักแล้ว…ท่านผู้อาวุโสเคยบอกไว้ว่าการเข้าสู่การฝึกตนได้นั้นขึ้นอยู่กับตัวของแต่ละคน…ทั้งหมดล้วนต้องดูจากปัญญาความสามารถของแต่ละคนนั่นเอง
ความจริงท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว เพราะสิ่งที่เรียกว่ายันต์คาถาเป็นเพียงสื่อนำให้พลังของผู้ใช้ยันต์ทรงอำนาจขึ้นเท่านั้น
แผ่นยันต์แบบเดียวกันเมื่ออยู่ในมือของผู้มีพรสวรรค์ไม่เหมือนกันย่อมให้ผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในสายตาของจีอู่ชีเห็นว่าหญิงกเฬวรากไร้หลักไร้ฐานเช่นชุยเสียวเสี่ยวนั้น ต่อให้ครอบครองยันต์วิเศษที่อาจารย์เขียนด้วยตนเองก็ไร้ประโยชน์ไม่ต่างจากถือกระดาษเช็ดก้นเลย
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 12 ม.ค. 69