ทว่านางยังไม่ทันอ้าปากต่อว่า กลับเห็นบุรุษตรงหน้าผายแขนเรียวยาวชี้ไปทางกลุ่มคนที่กำลังขึ้นเขามา “แม่นางวางใจเถิด ข้าจะอยู่สู้ศึกร่วมกับเจ้า เจ้าดูสิว่าจะต้านทานลำพังคนเดียวได้สักกี่คน พวกเราแบ่งๆ กันไปก็ได้แล้ว”
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าถึงแม้บุรุษผู้ปิดบังหน้าตาจะพูดจาไม่สำรวม แต่ทั่วร่างแผ่เผยท่วงทีอย่างผู้กล้าแห่งยุทธภพ เห็นๆ อยู่ว่าไม่ใช่ธุระกงการของตน แต่เขากลับออกปากจะร่วมต่อสู้ นางไม่เคยเห็นใครเสนอตัวมีเรื่องวิวาทเช่นนี้มาก่อน
ท่าทางของบุรุษผู้นี้ดูมิได้ล้อเล่น เขาเหินร่างขึ้นไปตรงๆ เพียงวาดมือปราณกระบี่ก็ซัดกลุ่มคนซึ่งสวมชุดคลุมยาวสีดำเหล่านั้นล้มกองกับพื้นไปหลายคน
บรรดาคนชุดดำเหมือนมิได้มีเจตนาไล่ล่าชุยเสียวเสี่ยว แต่มุ่งมาหาบุรุษหนุ่มด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวและรุมล้อมเขาไว้ชนิดน้ำไม่อาจเล็ดลอดไปได้เลยสักหยด ฉับพลันนั้นทั้งสองฝ่ายก็โรมรันพันตูกันทันที
เดิมทีชุยเสียวเสี่ยวสามารถฉวยโอกาสนี้หันหลังวิ่งหนีได้ แต่บุรุษหนุ่มผู้นี้ออกโรงแทนนางทั้งที่เมามาย หากนางทอดทิ้งไม่สนใจเขาก็ไร้คุณธรรมน้ำมิตรเกินไปแล้ว
นางคิดได้ดังนี้ก็พลิกมือข้างหนึ่งหยิบยันต์เสกวารีออกมาสี่แผ่น เพียงพริบตาก็ส่งนาคาวารีสี่ตัวออกไปโจมตีผู้คนที่กำลังขึ้นเขามาและอาศัยช่วงเวลาที่คนเหล่านั้นถูกน้ำซัดล้มลงกับพื้น รีบตะโกนบอกบุรุษหนุ่มผู้นั้น “พวกนั้นมากันเยอะเช่นนี้ ไม่อาจใช้ไม้แข็งปะทะไม้แข็งได้ เร็วเข้า! ไปกับข้า!”
ท่าทีบุรุษหนุ่มคล้ายกับไม่คิดถอยหนี เขาควงกระบี่กล่าวอย่างสบายอารมณ์ “ชาติบุรุษศีรษะจ่อฟ้าบาทาหยัดดิน จะมีเหตุผลให้วิ่งหนีไม่คิดต่อสู้ได้อย่างไร”
ชุยเสียวเสี่ยวไม่ชอบฟังถ้อยคำอวดกล้าถือดีของบุรุษเพศพรรค์นี้เป็นที่สุด
นางเดินไปคว้าแขนเสื้อของบุรุษหนุ่มแล้วออกวิ่งทันใด ขณะวิ่งไปพลางก็พูดไปพลางว่า “ชาติบุรุษสิบปีแก้แค้นไม่สาย พวกเราคนน้อยด้อยกำลัง จะฝืนสู้ให้ปลาตายตาข่ายขาดไปไยเล่า ขอเพียงเขาเขียวยังคงอยู่ มิต้องกลัวไร้ฟืนเผา จอมยุทธ์ท่านนี้ หากไม่รีบไปอีก ‘เขาเขียวฟืนงาม’ แห่งนี้ก็จะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว คิดดูดีๆ เถิด อีกเดี๋ยวขวดน้ำเต้าสุราของท่านก็อาจถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปด้วย!”
คำพูดของชุยเสียวเสี่ยวเหมือนจะทำให้บุรุษหนุ่มรู้สึกขบขัน แต่เขาก็วิ่งตามนางแต่โดยดี ขณะวิ่งไปก็พลันถามขึ้นว่า “เช่นนั้น…พวกเราควรจะซ่อนที่ใดจึงจะรักษาเขาเขียวฟืนงามนี้ไว้ได้เล่า”
ชุยเสียวเสี่ยวคิดเส้นทางหลบหนีไว้แต่เนิ่นแล้วจึงตอบโดยมิต้องกะพริบตา “เมื่อครู่ข้าเพิ่งปีนขึ้นมาจากหุบเขา ดูเหมือนที่นั่นจะมีอุโมงค์ถ้ำมากมาย แต่ไม่รู้ว่าจะทะลุไปถึงที่ใดบ้าง ต้นไม้แถบนั้นกิ่งก้านหนาทึบ เหมาะแก่การซ่อนตัวที่สุด พวกเราไปหลบสักครู่ก่อน รอฟ้ามืดแล้วค่อยคิดหาทางต่อไป”
บุรุษหนุ่มคิดครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้ากล่าวว่า “มีเหตุผล…ข้าไม่คุ้นเคยกับที่แห่งนี้ เชิญแม่นางนำทางด้วย”
ชุยเสียวเสี่ยวไม่กล้ารอช้า รีบมุ่งตรงไปยังทางที่นางเพิ่งปีนขึ้นมา ฝ่ายบุรุษหนุ่มเดินตามหลังนางไม่เร็วไม่ช้า ท่าทางสบายอารมณ์ยิ่ง เขามองดูผมหางม้าที่แกว่งไกวไปมาเบื้องหลังร่างผอมบางของเด็กสาว เหวี่ยงไปซ้ายทีขวาทีประหนึ่งภูตน้อยแห่งพงไพร…
เพียงไม่นานชุยเสียวเสี่ยวก็มาถึงจุดที่ตนเพิ่งปีนมา นางชี้ไปยังหน้าผาพลางกล่าวกับบุรุษหนุ่ม “ท่านจอมยุทธ์ เชิญลงก่อนเถิด”
ทว่าบุรุษหนุ่มกลับมองดูก้นหุบเหวด้วยสายตาครุ่นคิด เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ด้านล่างนี้…อย่ากระโดดลงไปเลยจะดีกว่า”
นางคิดว่าเขากลัวความสูง ทั้งคร้านจะคะยั้นคะยอเขา จึงเตรียมจะใช้วิธีการเดียวกับเมื่อครู่ หาเถาวัลย์ที่เกาะยึดกับผนังผาเพื่อไต่ปีนลงไปเองอีกครั้ง
แต่ใครเลยจะคิดว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นเพียงมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าคอเสื้อของชุยเสียวเสี่ยวด้วยมือเดียวแล้วพานางกระโดดลงผาไป…
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมกราคม 2569)