ขณะที่ชุยเสียวเสี่ยวถูกดูดเข้าไปในกระแสลมหมุน นางไม่ทันตั้งตัวใดๆ เลย เพียงรู้สึกหายใจไม่ออกและหมดสติไปในที่สุด
ครั้นนางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็รู้สึกเหมือนว่าร่างกายกำลังลอยอยู่ในน้ำ เมื่อได้สติแล้วนางก็เงยหน้าพึ่บพลางวาดแขนตะเกียกตะกายสุดชีวิต และพบว่าตนตกลงมาในสระธารแห่งหนึ่ง
นางกระเสือกกระสนจนขายืนในน้ำได้ จากนั้นจึงมองไปรอบๆ อย่างมึนงง ไม่รู้ว่าตนถูกพายุคลั่งหอบพัดมาตกลงข้างหน้าผาแห่งใด เห็นเพียงต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้าขึ้นเบียดแน่นหนาปิดบังฟ้ากว้าง
ชุยเสียวเสี่ยวจำได้แม่นว่าศิษย์พี่รองเคยเล่าถึงสระพญาหงส์บนเขาฉีเหล่า ที่นั่นเป็นสถานที่ที่เว่ยเจี๋ยถูกฉินหลิงเซียวสังหารชีวิตเมื่อสองร้อยปีก่อนเช่นกัน
เมื่อครั้งนั้นเว่ยเจี๋ยดึงดันจะเปิดประตูยมโลกให้ได้ เคราะห์ดีที่ฉินหลิงเซียวขัดขวางไว้ แต่เวลานั้นเองมีพญาหงส์ห้าตัวบินวนเวียนอยู่เหนือฟ้าเบื้องบนไม่ยอมไปที่ใด ท้ายที่สุดไม่รู้ว่าพญาหงส์สีชาดตามตำราซึ่งเป็นหัวหน้าฝูงเกิดเจ็บแค้นโกรธเคืองอะไรขึ้นมาจึงแผดร้องพ่นไฟเผาป่าทั่วรัศมีร้อยหลี่รอบสระพญาหงส์จนราบสูญ
บางทีอาจเป็นเพราะถูกเพลิงศักดิ์สิทธิ์แผดเผาครานั้นถึงทำให้ตลอดสองร้อยปีมานี้รอบบริเวณสระพญาหงส์ไม่มีต้นหญ้างอกเงยขึ้นอีกเลย ทุกหัวระแหงมีแต่ความรกร้างแห้งแล้งไปทั่ว
ชุยเสียวเสี่ยวคิดเดาว่าตนเองคงถูกพายุหอบพัดมาตกยังที่ห่างไกลจากเขาฉีเหล่า เวลานี้มีต้นไม้ใบหญ้าห้อมล้อมรอบด้าน นางรู้สึกงุนงง ไม่รู้เลยว่าตนเองอยู่ที่ใดกันแน่
ใจนางนึกอยากร้องเรียกพวกศิษย์พี่รอง แต่ก็เกรงว่าเสียงตะโกนจะชักพาฉินหลิงเซียวและหญิงบ้าหลิงจื่อซานผู้นั้นมา นางจึงทำได้เพียงลองปีนเขาข้างลำธารขึ้นไปดูก่อน
บางทีศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามของนางอาจกำลังเตรียมลงมาตามหานางอยู่ก็เป็นได้
ชุยเสียวเสี่ยวตัดสินใจได้แล้วก็บีบน้ำออกจากชายเสื้อผ้าของตน ตอนนี้นางยังควบคุมอัคคีไม่เป็น แต่ถ้าอยากจะให้เสื้อผ้าแห้งไวๆ ก็ง่ายดายยิ่ง
เด็กสาวหลับตาลงท่องคาถาควบคุมวารีงึมงำ หยดน้ำบนร่างกายพลันเหือดแห้งไปในชั่วพริบตา
กระทั่งเสื้อผ้าแห้งสะอาด ชุยเสียวเสี่ยวก็ค้นหาจนพบเถาวัลย์ใหญ่หนาเส้นหนึ่งตรงข้างหน้าผา นางดึงกระตุกทดสอบความแข็งแรงคงทนของมันก่อน จากนั้นจึงเริ่มปีนขึ้นไป
ชุยเสียวเสี่ยวเรียนวิชาหมัดมวยเพื่อป้องกันตัวมาจากบิดาบุญธรรมตั้งแต่นางยังเด็ก มือเท้าปราดเปรียวแคล่วคล่องพอตัว ใช้เวลาชั่วพักหนึ่งก็ปีนไปถึงยอดผาแล้ว
แต่เมื่อนางปีนไปถึงยอดสุดแล้วค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนช้าๆ ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
มองลงไปจากตรงนี้มีเนินเขากว้างใหญ่ลูกหนึ่ง…เหตุใดถึงมีป้ายศิลามากมายเหมือนที่เชิงเขาฉีเหล่าเลยล่ะ เพียงแต่ถึงแม้ที่ตรงนี้จะมีป้ายศิลาตั้งเรียงรายเต็มทั่ว แต่ทั้งหมดล้วนยังคงสภาพสมบูรณ์ไม่มีเสียหาย
ชุยเสียวเสี่ยวค่อยๆ เดินไปช้าๆ เห็นป้ายศิลาเหล่านั้นยังดูใหม่มากจริงๆ รอยสลักอักษรก็ชัดเจนยิ่ง เช่นนี้แล้วที่นี่ย่อมไม่ใช่เขาฉีเหล่าเป็นแน่
เพียงแต่นางไม่รู้เลยว่าเมื่อนางเดินผ่านหลักศิลาบอกเขตหลักหนึ่งก็เกิดลมโหมพัดทำให้ต้นหญ้าที่สูงกว่าครึ่งตัวลู่ลงต่ำ เผยให้เห็นตัวอักษรใหญ่ๆ สามตัวบนหลักเขตนั้นว่า
‘เขาฉีเหล่า’
ชุยเสียวเสี่ยวมองไปรอบทิศอย่างงงงัน พอแน่ใจแล้วว่าปราศจากผู้คนก็เม้มริมฝีปาก ก่อนจะร้องตะโกนอย่างห้ามไม่อยู่ “ศิษย์พี่ใหญ่! ศิษย์พี่รอง! พวกท่านอยู่ที่ใด”
เสียงนางใสกังวานดังสะท้อนก้องไปทั่วที่เนินกว้างแห่งนี้ แต่นอกจากนกไม่กี่ตัวที่พากันบินตื่นตระหนกก็ไม่มีผู้ใดตอบสนองอีกเลย
ชุยเสียวเสี่ยวขมวดคิ้วคิดในใจ หรือว่า…พวกเขาถูกศิษย์สำนักกระบี่จับตัวไปหมดแล้ว?
นางได้แต่รีบลงจากเนินเขาเพื่อตามหาร่องรอยพรรคพวกของตนต่อไป
ทันใดนั้นเองที่เชิงเขาพลันเกิดเสียงหินแตกพังทลาย ชุยเสียวเสี่ยวรวบรวมสติเพ่งมองไปจึงพบว่าด้านบนศิลาจารึกแผ่นที่สูงที่สุดมีบุรุษร่างสูงเพรียวผู้หนึ่งนั่งอยู่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด
เวลานี้เขากำลังนั่งหันหลังให้ชุยเสียวเสี่ยว บนร่างสวมชุดสีดำทั้งตัว ชายเสื้อตัวยาวโบกสะบัด เส้นผมดำสนิทพลิ้วไสวอยู่ด้านหลัง ขาเรียวยาวยกขึ้นเหยียบป้ายศิลา มือข้างหนึ่งกระดกขวดน้ำเต้าสุราขึ้นกรอกใส่ปากอึกแล้วอึกเล่า
หลังจากดื่มสุราจนหนำใจแล้วเขาก็ตวัดข้อมือเบาๆ ทว่าแส้ยาวในมือสะบัดแรงฟาดถูกป้ายศิลาจารึกข้างตัวจนแตกเป็นเสี่ยงๆ…
ชุยเสียวเสี่ยวสังเกตบุรุษผู้นั้นจากไกลๆ เห็นเขาทำลายป้ายศิลารอบตัวหลายแผ่นพังทลายลงในพริบตา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแผ่นหลังของบุรุษผู้นั้นถึงดูคล้ายกับแผ่เผยความเศร้าสร้อยหงอยเหงาออกมา แผ่นหลังอันกว้างใหญ่กลับอวลไอโดดเดี่ยวอ้างว้างไม่สิ้นสุด…