ชุยเสียวเสี่ยวมองแล้วมองเล่าพลางคิดเวียนวนเท่าไรก็ไม่อาจเข้าใจ
พิจารณาจากลักษณะของป้ายศิลาเหล่านี้น่าจะเพิ่งสร้างขึ้นมาไม่กี่ปี สี่ยอดสำนักใหญ่เมื่อสองร้อยปีก่อนก็ถูกเว่ยเจี๋ยเข่นฆ่าสังหารไปจนเกือบหมดสิ้น ไม่รู้ว่าศิษย์สาวกของพวกเขาคนใดที่เหลือรอดมาสร้างศิลาจารึกเหล่านี้ไว้
ชุยเสียวเสี่ยวยังไม่ทันดึงสติตนเองออกจากห้วงคิด บุรุษที่ยืนอยู่บนป้ายศิลาผู้นั้นก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของนาง เขาพลันผินหน้ามาเล็กน้อย แส้ยาวในมือตวัดฟาดมาทางชุยเสียวเสี่ยวทันที
ชุยเสียวเสี่ยวหยิบยันต์เสกวารีออกมาอย่างว่องไว แล้วดึงสายน้ำมาสร้างเป็นโล่วารีได้ทันควัน
ทว่าโล่วารีซึ่งใช้พลังปราณวิเศษนี้ไม่อาจขวางกั้นแส้ยาวอันร้ายกาจเหลือกำลังได้ ปลายสายแส้ซึ่งมีเข็มเหล็กสามเล่มเจาะทะลวงผ่านโล่วารีพุ่งมาที่ใบหน้าของชุยเสียวเสี่ยว
นางร้องผวาคราหนึ่ง อุทานในใจว่าแย่แล้ว และทำได้เพียงหลับตารอรับความเจ็บปวดที่กำลังมาเยือน
ใครเลยจะคิดว่าเมื่อบุรุษผู้นั้นได้ยินเสียงนางร้อง เขาพลันพลิกมือเก็บแส้กลับคืนในชั่วขณะสุดท้ายพอดี จากนั้นก็กระโดดผลุงมายังเบื้องหน้านางแวบวาบราวกับสายฟ้าสีดำ
ชั่วขณะที่เขาหันกายมาเมื่อครู่ก็ปิดพรางใบหน้าด้วยผ้าโปร่งดำก่อนแล้ว เห็นเพียงเรียวคิ้วดกดำเฉียงชี้ดั่งกระบี่และดวงตาสีดำคู่หนึ่ง…วาวประกายสีม่วงจางเปี่ยมเสน่ห์ชวนหลงใหล
ชุยเสียวเสี่ยวไม่เคยพบเห็นดวงตาที่มีเสน่ห์น่าใหลหลงเช่นนี้ ครั้นจ้องมองนานเข้าก็คล้ายถูกดูดดึงวิญญาณ พาให้ลืมไปว่าจะพูดอะไร…
เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นว่าคนที่มารบกวนเขาเป็นแม่นางหน้าตาน่าเอ็นดูอายุยังน้อยนิด เดิมทีก็ไม่คิดจะสนใจ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขากลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามว่า “เจ้าใช้ยันต์เก่งเอาการ เป็นศิษย์สำนักใด”
ชุยเสียวเสี่ยวอึ้งตะลึงไป แต่น้ำเสียงของเขาฟังดูนุ่มนวล ทั้งยังหยุดมือได้ทันเวลา มิได้ทำร้ายนางบาดเจ็บ ดังนั้นนางจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องแสร้งทำเป็นใบ้ ครั้นแล้วนางก็ประสานหมัดเอ่ยหยั่งเชิงว่า “ข้าเป็นศิษย์แห่งสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน…ไม่ทราบว่าคุณชายเคยได้ยินชื่อบ้างหรือไม่”
บุรุษผู้นั้นเลิกคิ้วเข้มหนาน่ามองขึ้นคล้ายกับกำลังคิดทบทวนอย่างจริงจัง ก่อนจะเอ่ย “สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน? ไม่เคยได้ยินมาก่อน…แต่เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่”
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ความรู้ออกจะคับแคบตื้นเขิน แม้สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานจะไม่อาจเทียบเทียมสำนักใหญ่เหล่านั้น แต่ถังโหย่วซู่อาจารย์ของนางก็หาใช่ผู้ไร้ชื่อเสียงตัวตน อีกทั้งยังอาจนับว่ามีชื่อลือชาอยู่บ้าง
บุรุษผู้นี้ไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยจริงๆ หรือ
นางกะพริบตาปริบๆ ไม่ตอบคำ แต่กลับย้อนถาม “ท่านคอยแต่ถามข้า ให้ข้าถามท่านบ้างเถิด เหตุใดท่านจึงทำลายป้ายศิลาเหล่านี้เล่า”
บุรุษผู้นั้นคงเป็นคนขี้เมา เขาผินหน้าไปด้านหนึ่งขณะเลิกผ้าโปร่งพรางหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วยกขวดน้ำเต้าเทสุราไม่กี่หยดสุดท้ายดื่มลงไปจนเกลี้ยง จากนั้นจึงเขย่าดูด้วยท่าทียังไม่หนำใจ ก่อนจะชี้ไปยังป้ายศิลาแผ่นหนึ่งในบรรดานั้นพลางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ป้ายนี้ทำจากกระดูกมังกรใช่จะพบเห็นกันได้ง่ายๆ แต่มังกรเป็นสัตว์เทพทะยานฟ้าทะลวงดิน พำนักนอนเหนือเมฆา หลับใหลใต้มหานที อิสรเสรีเป็นที่สุด สัตว์วิเศษแสนสง่างามเช่นนี้ พอตายลงกระดูกขาวกลับถูกสร้างเป็นป้ายศิลาจารึกเพียงเท่านั้น อักษรที่จารอยู่บนป้ายมิได้ใช้ลายอักษรเฉ่าซู* ที่พลิ้วไหวอิสระ จำต้องตอกตราให้เรียงตรงเป็นระเบียบเรียบร้อย อักษรแต่ละตัวแข็งทื่อ ลายอักษรเข้มขรึมขึงขังราวกับเกรงว่าคนจะอ่านไม่เข้าใจอย่างไรอย่างนั้น ประหนึ่งเป็นเห็บเหาที่อาศัยเกาะตามตัวมังกร ตายไปแล้วก็ยังหาความสุขมิได้ สู้เอาแส้ฟาดให้แตกไปเสีย ช่วยเกาให้กระดูกมังกรเหล่านี้หายคันสักหน่อย จะได้สบายอกสบายใจได้บ้าง!”
เขาพูดถึงตรงนี้ก็แค่นยิ้มออกมาคราหนึ่ง พร้อมทั้งตวัดแส้ฟาดป้ายศิลาหักพังลงไปอีกสองแผ่น ยามที่สายแส้ฟาดถูกตำแหน่งใดปราณแท้ก็กระเพื่อมไหวจนมองออกว่าเขาผู้นี้มีพลังตบะไม่น้อยเลย
คำกล่าวนี้ช่างอวดอ้างความชอบธรรมอย่างไร้เหตุผล เป็นคำพูดโอหังเลื่อนเปื้อนของบุรุษหนุ่มขี้เมาโดยแท้!