บทที่ 3
เช่นนั้นแล้วแม้ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวจะมุ่งมั่นขยันอ่านตำรา แต่ก็เป็นเพียงยามจวนตัวค่อยกอดบาทพระ ไม่มีประโยชน์โพดผลอะไรเลย
หลังจากศิษย์พี่ศิษย์น้องสามคนกินข้าวเสร็จแล้วก็มิได้อยู่ร่วมคร่ำเคร่งเร่งอ่านตำรากับเจ้าสำนัก แต่พากันไปพักผ่อนที่ห้องพักรับแขกทางด้านข้าง
ขณะเดินพ้นมาจากห้องอาหาร จีอู่ชีก็บ่นขึ้นมาทันทีว่า “ท่านอาจารย์เก่งกาจปราดเปรื่องมาทั้งชีวิต เหตุใดตอนจะสิ้นใจถึงได้เลอะเลือนสับสน ยกสำนักยันต์คาถาให้นางโจรที่เพิ่งเข้าสำนักมาเช่นนางได้”
เดิมทีพวกเขาติดตามอาจารย์ออกจาริกบนเขาหลิงซาน แต่บังเอิญพบกับบิดาและบุตรสาวคู่หนึ่งอ้างว่าพวกตนหลบหนีมา บุรุษผู้นั้นต้องการจะขายบุตรสาวให้เป็นสาวใช้ของอาจารย์ให้จงได้ แต่ความจริงแล้วคนคู่นั้นเป็นพวกโจรหลอกลวง หมายจะลอบขโมยเงินขณะที่พวกเขากำลังหลับ
ไม่เพียงนั้นเจ้าโจรเฒ่ายังชั่วช้าอย่างที่สุด เมื่อเห็นว่าอาจารย์ระแวดระวังตัวพลอยทำให้ลงมือล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงโกรธแค้นถึงขั้นกระทำอุกอาจพยายามวางยาพิษลงในน้ำชา หวังจะฆ่าทั้งอาจารย์และศิษย์ให้ตายสิ้น โชคดีที่นางโจรผู้นั้นยังมีมโนธรรมไม่เหือดหาย ลอบทำให้น้ำชาพิษนั้นหกไปหมด
เมื่ออาจารย์รู้ความจริงก็กำราบสั่งสอนคนทั้งสอง แต่ก็ยังมอบเงินติดตัวทั้งหมดแก่เจ้าโจรเฒ่านั่น เป็นการรับซื้อตัวชุยเสียวเสี่ยวไว้จริงๆ แม้นางโจรจะพยายามหลบหนีและประพฤติผิดพลั้งพลาดหลายต่อหลายครั้ง ทว่าอาจารย์ก็ไม่เคยเอาโทษนางเลย
จีอู่ชีเข้าใจดีว่าอาจารย์ต้องการโปรดสัตว์บำเพ็ญบุญแก่มนุษย์โลก อยากเปลี่ยนนางโจรน้อยให้กลับตัวกลับใจ ทว่าการที่อาจารย์ยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้นาง ช่างทำให้คนคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
ทุกครั้งที่นึกถึงตอนแรกที่นางโจรน้อยเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์สำนัก นางมักจะเถียงอาจารย์และชอบพูดจาโกหกหลอกลวงเต็มปาก จีอู่ชีก็พลันนึกโกรธ แต่ไม่รู้จะระบายออกที่ใด
ถ้าคืนนี้มีเหตุอันตรายสักหน่อยก็คงดี จะได้ให้นางโจรน้อยได้รู้ตัวเสียทีว่าตำแหน่งเจ้าสำนักยันต์คาถามิใช่ที่หมาแมวที่ใดจะขึ้นมาครองก็ได้ หากเกิดเหตุข่มขวัญนางจนเผ่นหนีไปโดยไม่ล่ำลาก็คงน่ายินดีปรีดาไม่น้อยเลย!
ฝ่ายศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่กลับนำตะเกียงน้ำมันมาให้เจ้าสำนักน้อยผู้ขยันขันแข็ง เวลานี้ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยตกแล้ว แสงอัสดงมืดสลัวลงจนจำเป็นต้องใช้แสงเทียนแสงตะเกียงส่องสว่างพอดี
“ศิษย์น้องเจ้าสำนัก เจ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไป มีพวกเราสามคนอยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าออกโรงเลย”
ชุยเสียวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นมองศิษย์พี่รองผู้ใจดีกับนางเสมอมา นางยิ้มเล็กน้อย แล้วจู่ๆ ก็โพล่งถามเรื่องอื่นว่า “ ‘หัวหน้าใหญ่’ ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอายุเท่าไร รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร”
เจียงหนานมู่อึ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “แต่ไหนแต่ไรคนผู้นี้ก็มักทำตัวเป็นมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง ว่ากันว่าเขาปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอยู่ในสำนักของตนเองมานานปีและขาดพลังวัตรอีกแค่ปีเดียวก็จะถึงขั้นข้ามผ่านด่านเคราะห์เหินสู่แดนเซียนแล้ว ส่วนรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร…ข้าก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน”
แม้ในตอนปีนั้นถังโหย่วซู่ผู้เป็นอาจารย์ของนางจะกราบท่านปรมาจารย์เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ไล่เลี่ยกับฉินหลิงเซียวผู้นี้ก็เถิด…ว่ากันตามจริงแล้วฉินหลิงเซียวก็ถือได้ว่าเป็นอาจารย์ลุงของนางนั่นเอง
ทว่านับจากฉินหลิงเซียวปลิดชีวิตเว่ยเจี๋ยผู้เป็นอาจารย์เพื่อผดุงคุณธรรม บรรดาศิษย์สาวกของจอมมารส่วนใหญ่ก็ต่างแตกฉานซ่านเซ็น บ้างก็ล้มหายตายจาก มิได้ติดต่อคบหากันอีกเลย
ชุยเสียวเสี่ยวพยักหน้าราวกับกำลังครุ่นคิด “เห็นบนหน้าผากของศิษย์สำนักกระบี่เหล่านั้นมีลายเส้นรูปดอกบัวแดงกันทุกคน…ไม่ทราบว่าหากมีเส้นรากสีแดงแปดเส้นจะมีฐานะอยู่ขั้นใดในสำนักหรือ”
เจียงหนานมู่ช่วยจุดตะเกียงน้ำมันให้นางพลางเล่าไปตามเรื่อง “ ‘รอยตราปทุม’ นั่นก็คือสัญลักษณ์บ่งถึงตบะบำเพ็ญพลังปราณแท้ของสำนักกระบี่ ผู้ที่มีรอยตราปทุมแดงถึงแปดรากได้ เกรงว่าทั่วโลกหล้านี้จะมีก็แต่ฉินหลิงเซียว ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกสำนักกระบี่คนเดียวนั่นล่ะ…”
ชุยเสียวเสี่ยวพยักหน้าทันใดและมิได้ถามอะไรต่อ เวลานี้ท้องฟ้ามืดลงกว่าเดิม คนทั้งสองมัวแต่คุยกันจนไม่ได้สังเกตว่ามีหนอนไหมหลายตัวไต่คลานอยู่บนขื่อคานของห้องอันมืดสลัวตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ พวกมันกำลังค่อยๆ พ่นใยออกมาพันรอบขื่อคานอย่างช้าๆ…