บทที่ 4
ผู้คนได้ยินคำพูดของชุยเสียวเสี่ยวก็ตวัดสายตาหันมองตาม ทว่าท่ามกลางฉากกั้นจากเส้นไหมที่แผ่พันส่วนลึกที่สุดในโรงเรือนกลับมองไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติเลย
ชุยเสียวเสี่ยวเป็นคนเดียวที่หันกายกลับและพุ่งไปทางประตูใหญ่ซึ่งอยู่ด้านหลังของทุกคนพลางร้องตะโกนเสียงดัง “หนีเร็ว! มันกำลังจะออกจากรังแล้ว!”
เวลาเดียวกันนั้นประตูใหญ่กลับงับปิดเองอย่างกะทันหันและแน่นหนาราวกับว่าถูกเส้นไหมยึดตรึงไว้
จากนั้นจู่ๆ ในส่วนลึกของโรงเรือนโรงเลี้ยงไหมก็มีเสียงฉีกขาดแหวกแยกคล้ายมีบางอย่างแตกออก
ทุกคนต่างตั้งสติระวังตัวเหนือกว่าปกติ ฝ่ายศิษย์สำนักยันต์คาถาบ้างมองหาโอ่งอ่าง บ้างก็หากองฟืนไว้ช่วยกำบังกาย
เจียงหนานมู่กับอาอี้ศิษย์น้องเล็กบังเอิญได้ที่หลบซ่อนตัวหลังหีบไหมที่กองสุมๆ กันอยู่ เมื่อนางตั้งท่าเพื่อรับมือได้มั่นคงแล้วก็มองหาเจ้าสำนักไก่อ่อนชุยเสียวเสี่ยว แต่กลับพบว่าชุยเสียวเสี่ยวกระโดดไปอยู่ด้านหลังศิษย์หนุ่มรูปงามหน้าผากเกลี้ยงเกลาของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าผู้นั้นเสียแล้ว
ชุยเสียวเสี่ยวนี่นะ! คิดว่าศิษย์สำนักกระบี่จะปกป้องคุ้มครองเจ้าได้หรือ ขนาดศิษย์ร่วมสำนักคนผู้นั้นยังลงมือโหดเหี้ยมได้ เกรงว่าอีกประเดี๋ยวก็คงใช้เจ้าเป็น ‘โล่กันธนู’ ให้ตนเองนั่นล่ะ
สตรีด้านข้างศิษย์สำนักกระบี่รูปงามผู้นั้นดูเหมือนจะคิดไม่ถึงเช่นกันว่าจู่ๆ ชุยเสียวเสี่ยวจะมาหลบอยู่ข้างหลังพวกตนเช่นนี้ นางอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วบางขึ้นและคิดจะสะบัดแขนเสื้อโคจรปราณเพื่อผลักชุยเสียวเสี่ยวออกไป
เวลานี้เองชุยเสียวเสี่ยวกลับโพล่งถามขึ้นว่า “เจ้าสำนักฉิน ท่านเคยเลี้ยง ‘เจ้าไหมน้อย’ หรือไม่”
บุรุษรูปงามกับสตรีข้างกายต่างอึ้งตะลึงไป คาดไม่ถึงว่า ‘หญิงยาจก’ ผู้นี้จะเอ่ยเรียกคำว่า ‘เจ้าสำนักฉิน’ ออกมาจึงพากันตวัดสายตาเพ่งมองนาง
ชุยเสียวเสี่ยวยิ้มพลางพูดกับบุรุษหนุ่มหน้าผากเกลี้ยงเกลาต่อ “สีผึ้งแปลงโฉมที่ท่านทาปกปิดรอยบนหน้าผากนั้นไม่ค่อยแนบเนียนนัก ทั่วโลกหล้านี้ผู้ที่มีตราปทุมแดงแปดรากได้ดูเหมือนจะมีแค่ท่านเจ้าสำนักฉินหลิงเซียวแห่งสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าคนเดียวเท่านั้น…”
บุรุษรูปงามร่างกายสูงใหญ่กดสายตาเขม้นจ้องชุยเสียวเสี่ยวอย่างดุดัน “สีผึ้งแปลงโฉมรึ ข้าใช้วิชาพรางตาต่างหาก ต่อให้เป็นผู้มีตบะบำเพ็ญเทียบเคียงด้วยข้าก็ไม่มีทางดูออก…เจ้ามองเห็นร่องรอยผิดปกติได้อย่างไรกันแน่”
ข้อนี้…ชุยเสียวเสี่ยวก็ตอบไม่ถูกเช่นกัน
เมื่อครั้งที่นางอายุแปดขวบเคยจับไข้สูง หลังจากฟื้นคืนสติดวงตาของนางก็แปลกแตกต่างจากคนทั่วไป สามารถมองทะลุสิ่งต่างๆ ได้
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ตอนที่นางเร่ร่อนพเนจรไปทั่ว ความสามารถนี้ล้วนใช้เพื่อช่วยบิดาบุญธรรมดูว่าถุงเงินของผู้ใดหนาหนักมั่งมีพอจะเป็น ‘แพะอ้วน’ ให้ลงมือได้บ้าง
เมื่อตอนกลางวันที่ปากประตูที่ว่าการอำเภอ ชุยเสียวเสี่ยวเพียงมองแวบเดียวก็เห็นรอยตรารูปดอกบัวซึ่งเกิดจากเส้นสีแดงเข้มแปดเส้นบนหน้าผากของบุรุษผู้นี้แล้ว
ศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่บอกเองไม่ใช่หรือว่าเส้นสีแดงเหล่านั้นบ่งบอกถึงตบะบำเพ็ญปราณของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า ยิ่งมีรากมากเส้นก็แสดงว่าพลังตบะยิ่งแก่กล้าลึกล้ำ
ส่วนผู้ที่มีรากสีแดงถึงแปดเส้นก็หมายความว่าตบะบำเพ็ญของผู้นั้นเหนือกว่าคนธรรมดามาก หากข้ามผ่านแปดด่านเคราะห์ได้ก็เหลือเพียงด่านเคราะห์สุดท้ายเพียงด่านเดียว ก่อนเหินขึ้นเป็นเซียนแล้ว
ตอนนั้นที่ชุยเสียวเสี่ยวคิดพาพรรคพวกถอนตัวกลางคันก็เพราะนางเห็นฉินหลิงเซียว เจ้าสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าผู้นี้นั่นเอง