ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนี้ถึงกับมาที่นี่ด้วยตนเองเพื่อคลี่คลายคดีปีศาจในโรงเลี้ยงไหมของอำเภอเล็กๆ อย่างนั้นหรือ
เห็นได้ชัดว่าหากไม่ใช่เพราะผู้แซ่ฉินนี้กินอิ่มเกินไปจนไม่รู้จะทำอะไรดี ก็ต้องเป็นเพราะเรื่องนี้ยุ่งยากซับซ้อนจนคนธรรมดาไม่อาจแก้ไขจัดการได้
จีอู่ชีกล่าวไว้ว่าเพื่อความน่าเชื่อถือศรัทธาของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน พวกเขาไม่อาจหลอกกินข้าวผู้อื่นเปล่าๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ชุยเสียวเสี่ยวจึงทำได้เพียง ‘ยอมทิ้งชีวิตติดตามท่าน’ เท่านั้น
เพียงแต่…ชุยเสียวเสี่ยวเหลือบมองฉินหลิงเซียวอีกครั้ง คนผู้นี้ดูแตกต่างไปจากฉินหลิงเซียวเมื่อตอนกลางวันอยู่บ้าง ทว่านางกลับบอกไม่ถูกว่าต่างอย่างไร
ชุยเสียวเสี่ยวไม่มีเวลาคิดมาก นางมองรังไหมใหญ่ยักษ์น่าสะพรึงกลัวซึ่งอยู่ลึกเข้าไปหลังข่ายใยไหมนั้น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวกับฉินหลิงเซียวว่า “คนที่เคยเลี้ยงเจ้าไหมน้อยจะรู้ดีว่ายามที่ดักแด้ไหมลอกคราบออกจากรังไม่อาจใช้มือช่วยฉีกแหวก ไม่เช่นนั้นอาจรักษาชีวิตหนอนไหมไว้ได้ยาก เวลานี้ปีศาจนั่นกำลังจะลอกคราบออกมาแล้ว พวกเราไม่ควรรอดูมันออกมาเฉยๆ บางทีเราอาจจะขัดขวางปีศาจนั่นไม่ให้กลายร่างสำเร็จได้”
ฉินหลิงเซียวฟังคำที่นางบอกก็เข้าใจความหมายของนางทันที
ดูเหมือนปีศาจตนนั้นยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งมีฤทธิ์มารกล้าแกร่ง ถึงแม้เขาจะอยู่ในที่นี้ด้วย แต่การกำจัดมันก็ต้องใช้พลังมหาศาล
หากการคาดเดาของชุยเสียวเสี่ยวไม่ผิดพลาดมีเพียงช่วงที่มันกำลังออกจากรังเท่านั้นถึงจะมีโอกาสหาช่องโจมตีมันได้
ฉินหลิงเซียวคิดได้เช่นนี้ก็เหินร่างกระโดดไปยังส่วนลึกของข่ายใยแน่นหนา ส่วนชุยเสียวเสี่ยวก็รีบถอยไปหลบอยู่ด้านหลังโอ่งน้ำด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ครั้นฉินหลิงเซียววูบไหวกายเข้าไปใกล้ส่วนลึกที่สุดในโรงเรือน เส้นไหมแปลกประหลาดมากมายก็พ่นพุ่งออกมาอีก
ฉินหลิงเซียวรู้ว่าเขาไม่อาจใช้กระบี่ปราณแตะสัมผัสใยไหมจึงทำได้แค่ถอยกลับ จากนั้นค่อยกระดิกนิ้วเรียวยาวคราหนึ่งดึงดูดกิ่งไม้ยาวกิ่งหนึ่งบนพื้นขึ้นมา แล้วขว้างออกไปอย่างรวดเร็วให้มันพันเกี่ยวเส้นไหมเหล่านั้น
เวลานี้เองจีอู่ชีคิดจะอวดฝีมือตนเองอีกครั้ง เขาโผล่กายออกมาพลางล้วงหยิบยันต์คาถาอัคคี หมายจะจุดไฟเผาเส้นใยที่พันไปทั่วเหล่านั้น เมื่อชุยเสียวเสี่ยวสังเกตเห็นว่าเขาคิดจะทำอะไรก็รีบร้องตะโกนทันใด “หยุดมือ อย่าจุดไฟนะ!”
น่าเสียดายที่นางตะโกนช้าไป จีอู่ชีเสกให้กระดาษยันต์สีเหลืองกลายเป็นเปลวไฟลุกโชนพวยพุ่งไปยังเส้นไหมแล้ว
วิชาของสำนักยันต์คาถาไม่ใช่กลมายาหลอกลวงตาไปเสียทั้งหมด ตัวอย่างเช่นจีอู่ชีผู้ตรากตรำบำเพ็ญเพียรมาตลอดหลายปี การใช้คาถายันต์รวบรวมปราณแท้ห้าธาตุและวิชาซัดพลังวารีอัคคีนั้นนับเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
ดังนั้นสิ่งที่จีอู่ชีเสกออกมาคือไฟจริงๆ เมื่อเจอกับเส้นไหมแปลกประหลาดนั้นความร้อนของไฟก็ถูกใยไหมสูบรับไปอย่างละโมบเช่นกัน แต่ไม่เพียงเส้นไหมจะไม่ไหม้เท่านั้น มันยังกลายเป็น ‘เส้นไหมอัคคี’ นับพันหมื่นพันรัดร่างของจีอู่ชีในชั่วพริบตา
เจียงหนานมู่และอาอี้เห็นศิษย์พี่ใหญ่ถูกไฟล้อมพันแผดเผาก็รีบถลันตัวออกไปเตรียมจะช่วยเหลือ แต่ต่อให้เส้นไหมเหล่านี้จะไม่ติดไฟ ทว่าก็ยังสูบเลือดเนื้อและปราณแท้ของผู้คนได้อยู่ดี ไม่อาจสัมผัสถูกได้เลย
เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ตกอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงต่อหน้าต่อตา เสื้อผ้าของเขาก็ล้วนถูกไฟไหม้ เจียงหนานมู่จึงไม่สนใจตนเอง ยื่นมือออกไปเพื่อดึงเส้นไหมอัคคีเหล่านั้นออก
ฝ่ายชุยเสียวเสี่ยวโผล่หัวขึ้นมาจากหลังโอ่งน้ำแล้วตะโกนเสียงสูงว่า “ช้าก่อน!”
นางพูดพลางล้วงหยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ โยนลงไปในโอ่งน้ำข้างๆ นั้นแล้วหยิบกระบวยขึ้นมาคนๆ ก่อนจะวักน้ำสาดใส่ตัวจีอู่ชีผู้กำลังถูกไฟเผาไหม้จนร้องเจ็บปวดครวญครางลั่น
เมื่อน้ำเปียกรดเส้นไหมก็ดับไฟบนร่างของจีอู่ชีลงได้ทันตา ทั้งยังทำให้เส้นไหมเหล่านั้นหดตัวกลับไปด้วย
จีอู่ชีเกือบต้องสังเวยชีวิตเพราะเพลิงผลาญ ยามนี้เขารอดพ้นจากความตายมาได้จึงโล่งใจยิ่ง แม้ร่างกายจะยังปวดแสบปวดร้อนอยู่ก็ตาม
บรรดาศิษย์ที่เหลือของสำนักยันต์คาถาไม่คาดคิดมาก่อนว่าชุยเสียวเสี่ยวแค่วักน้ำสาดไม่กี่ทีก็สามารถขับไล่เส้นไหมปีศาจได้