รอจนบิดาบุญธรรมตาย ‘คุณชายจิ้น’ ก็อาศัยสายสัมพันธ์ที่ตนผูกไว้กับคนของทางการ แยกตัวออกจากสกุลไป๋อย่างเปิดเผย เปลี่ยนกลับมาใช้แซ่เดิมและสร้างครอบครัวใหม่
สกุลไป๋ที่น่าสงสารจึงเหลือเพียงเปลือกว่างเปล่า ล่มสลายลงไม่มีชิ้นดี ขณะที่กิจการของสกุลจิ้นกลับเฟื่องฟูมั่งคั่ง กลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งในท้องที่
ที่แท้ปีศาจตนนี้ก็คือลูกสะใภ้สกุลไป๋ที่เล่าลือว่าถูกไฟคลอกตายไปนั่นเอง!
ชุยเสียวเสี่ยวเลียบเคียงถามอย่างอ่อนโยน “ตอนนั้นเจ้ามิได้ถูกไฟคลอกตาย แต่หนีออกมาได้ใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดเจ้าถึงกลายเป็นปีศาจฆ่าคนได้เล่า”
ลูกสะใภ้สกุลไป๋หอบหายใจอย่างทรมาน ครั้นมองแม่นางน้อยผู้มีดวงตากระจ่างใสเบื้องหน้าท่าทีก็เหมือนจะสงบลงไม่น้อย แล้วจึงเอ่ยต่อ “ข้า…ข้าทำร้ายคนหรือ ข้าไม่รู้อะไรเลย รู้แต่มีคนชุดดำสวมหน้ากากมาช่วยข้าออกไปและบอกว่าหากอยากหายจากแผลไฟไหม้ตามร่างกายก็ให้กินลูกกลอนวิเศษเม็ดหนึ่งเข้าไป หลังจากนั้น…ข้า…ข้าก็จำอะไรไม่ได้เลย…”
นางเล่าจบ ใบหน้าก็นองน้ำตา แววตาของนางสั่นกระเพื่อมอย่างฉงนสงสัย “ข้า…ข้าฆ่าคนไป…ข้านึกว่าทั้งหมดนั้นคือความฝัน…ไม่ใช่เรื่องจริง…”
ดูท่าความทรงจำช่วงที่นางกลายเป็นปีศาจทำร้ายผู้คนจะค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาแล้ว นางจึงจมอยู่กับความรู้สึกผิดอย่างสุดแสน
ชุยเสียวเสี่ยวเข้าใจแล้วว่าก่อนหน้านี้หญิงสาวถูกปีศาจมารครอบงำฝังลึก เดิมทีความคิดจิตใจนางควรจะถูกกัดกินไปจนหมดแล้ว แต่เมื่ออายุขัยใกล้สิ้นสุดนางกลับฟื้นคืนความเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้ไม่น้อย
ชุยเสียวเสี่ยวประทับยันต์ชำระวิญญาณลายกลีบดอกไม้กับหน้าผากอีกฝ่ายพลางกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าเข้าใจแล้ว หลับให้สบายเถิด ปีศาจที่ทำสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นไม่ใช่ตัวเจ้า ขอให้ในภพหน้าเจ้าไม่ต้องเจอคนชั่วช้าอีก และมีชีวิตที่สงบสุขเถิด…”
แต่เมื่อหญิงสาวได้ยินคำพูดนี้ก็ยังคงหลั่งน้ำตานองหน้า “ข้าโกรธแค้นยิ่งนัก ข้าโกรธแค้นเหลือเกิน…”
หญิงสาวผู้นี้ถูกปีศาจครอบงำฝังลึกเกินไป ตอนนี้ยังถูกปราณกระบี่ของฉินหลิงเซียวทำร้ายบาดเจ็บ กระทั่งตายก็ต้องเจ็บปวดไปถึงหัวใจด้วยปราณกระบี่นั้น ช่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส
ทว่า ‘กลีบบุปผาส่งวิญญาณ’ เหล่านี้ของชุยเสียวเสี่ยวเป็นสิ่งที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ จะต้องให้ความสงบสุขสุดท้ายแก่นางได้อย่างแน่นอน
กลีบดอกไม้นั้นผสานลงสู่หน้าผากของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว คิ้วของนางผ่อนคลายลง สีหน้าดูไม่ทุกข์ทรมานอีกแล้ว และเปลือกตาก็ค่อยๆ ปิดลงช้าๆ
เพียงแต่ในเสี้ยวขณะสุดท้ายของชีวิต ตรงหางตาของนางก็ยังปริ่มน้ำตาราวกับมีเรื่องคับข้องใจอยู่นับหมื่น
ฉินหลิงเซียวมิได้จากไปที่ใด แต่ยืนอยู่ด้านหลังชุยเสียวเสี่ยวอยู่ตลอด กระทั่งปีศาจตนนั้นสูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย เขาจึงได้เอ่ยขึ้น “เหตุใด…เจ้าถึงได้รู้จักปีศาจตนนี้”
ชุยเสียวเสี่ยวลุกขึ้นยืน นางเก็บชุดตัวนอกบนพื้นขึ้นสวมอีกครั้ง หลุบตาลงพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าได้ฟังเรื่องของลูกสะใภ้ของอดีตเจ้าของโรงเลี้ยงไหม ครั้งหนึ่งนางเคยถูกขังอยู่ในโรงเก็บฟืนซึ่งเก็บใบยาสูบไว้เต็มทั่วและถูกไฟคลอกทั้งเป็น กลิ่นยาสูบโชยฟุ้งรุนแรง นานหลายวันก็ไม่จางหาย โรงเก็บฟืนที่เกิดเรื่องนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงเลี้ยงไหมแห่งนี้ และปีศาจหนอนไหมตนนี้ก็บังเอิญเกลียดกลิ่นของยกสูบมากจึงทำให้ข้าพอจะเดาได้หลายส่วน อาจารย์เคยสอนว่าปีศาจมารในโลกส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากความโกรธแค้นและความคิดชั่วร้ายของมนุษย์ทั้งนั้น มนุษย์กับปีศาจมักมีเส้นแบ่งบางๆ เช่นนี้เอง ข้าก็เลยคิดว่าปีศาจที่โผล่มาอาละวาดในโรงเลี้ยงไหมอย่างไม่มีที่มาสาเหตุจะเกี่ยวข้องกับลูกสะใภ้ที่หายตัวไปอย่างลึกลับของสกุลไป๋หรือไม่ เมื่อได้ฟังคำพูดของนางในตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
ฉินหลิงเซียวเพิ่งเข้าใจในตอนนี้เองว่าเหตุใดชุยเสียวเสี่ยวถึงขัดขวางไม่ให้เขาสังหารปีศาจตนนี้มาตลอด
แต่เขาไม่คิดว่าตนเองทำกระไรผิด…คิดว่าคนที่ถูกปีศาจครอบงำยังจะสามารถช่วยชีวิตได้อย่างนั้นหรือ
เมื่อเขาคิดถึงตรงนี้ก็พูดขึ้นว่า “นางก่อกรรมทำเข็ญเข่นฆ่าผู้คน เลวร้ายเกินอภัยได้ หากเจ้าใจอ่อนแก่ปีศาจ เกิดความเห็นอกเห็นใจ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องถูกปีศาจย้อนเล่นงาน”
ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวเรียบๆ ว่า “วิชาสำนักแตกต่าง วิธีจัดการปีศาจก็แตกต่างเช่นกัน เจ้าสำนักฉินยึดถือวิถีปฏิบัติของสำนักตนก็ดีแล้ว”
ขณะนางพูดประโยคนี้ สายตายังคงทอดมองหญิงสาวผู้มีชะตาน่าเศร้าซึ่งดวงตาปิดสนิทลงแล้ว