ที่ตอนแรกไม่พบศพหญิงสาวในโรงเก็บฟืนน่าจะเป็นเพราะนางหนีตายออกจากที่เกิดเหตุมาได้ เพียงแต่ขณะนั้นนางตั้งครรภ์ลูกในท้อง เมื่อสูดควันไฟและถูกเผาเช่นนั้นจึงไม่อาจรักษาชีวิตเด็กไว้ได้
หากเดาไม่ผิด ยาลูกกลอนวิเศษที่ว่านั่นแท้จริงแล้วก็คือลูกแก้วปีศาจที่เปื้อนตำหนิลูกนั้นกระมัง ใครกันที่หลอกให้สตรีครองเรือนธรรมดาๆ ผู้หนึ่งกลืนลูกแก้วปีศาจลงไปได้ จงใจฝังลูกแก้วปีศาจไว้ในกายมนุษย์ เปลี่ยนคนให้เป็นปีศาจ จากนั้นก็กินคนเพื่อบ่มเลี้ยงปีศาจมาร
แผนชั่วร้ายของผู้อยู่เบื้องหลังไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยจริงๆ!
ชุยเสียวเสี่ยวคิดถึงตรงนี้ก็พลันมองไปที่ฉินหลิงเซียวแล้วถามขึ้นว่า “เจ้าสำนักฉินหลีกเร้นห่างไกลเรื่องทางโลกมาตลอด เหตุใดครั้งนี้ถึงมาปราบปีศาจด้วยตนเองเล่า”
ฉินหลิงเซียวสติปัญญาปราดเปรื่องเพียงใด เขาย่อมฟังเจตนาที่ชุยเสียวเสี่ยวซักไซ้ตัวเขาออก…นางคงมิได้กำลังสงสัยว่าเจ้าสำนักกระบี่ที่ยิ่งใหญ่เช่นข้าใช้ร่างของสตรีอ่อนแอบ่มเลี้ยงปีศาจกระมัง!
ฉินหลิงเซียวคิดได้ก็ขมวดคิ้วไม่พอใจ
หากเป็นก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุปราบปีศาจในที่นี้ เขาคงไม่สนใจไยดีแม่นางน้อยจรจัดที่ไม่รู้ที่มาที่ไปผู้นี้แน่
ในวงผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรมีใครบ้างไม่รู้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเจ้าสำนักฉินนั้นเย็นชาเหินห่างและเย่อหยิ่งไม่ยุ่งเกี่ยวผู้คนเพียงใด
ทว่าเจ้าสำนักหญิงอายุเยาว์แห่งสำนักเล็กๆ ผู้นี้มีความคิดละเอียดลออ เบาะแสเพียงหนึ่งมองลึกซึ้งรอบด้าน นับว่าไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาเลย
ครั้นฉินหลิงเซียวนึกสนใจนางขึ้นมาก็ยินดีจะอธิบายแก่คนฉลาดสักเล็กน้อย “ลูกแก้วปีศาจนี้ถูกผนึกอยู่ในก้อนหินยักษ์บนเขาจิ่วลู่ หลังจากจอมมารเว่ยเจี๋ยฝึกตัดเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาสำเร็จเมื่อสองร้อยปีก่อน แต่เมื่อไม่นานมานี้ก้อนหินยักษ์แตกพังทลาย ลูกแก้วปีศาจสองลูกที่ผนึกไว้ข้างในจึงหลุดหายสู่โลกหล้า ตัวข้าเคยกราบจอมมารผู้นั้นเป็นอาจารย์ รู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่ที่ต้องชำระล้างความผิดพลาดที่เขาได้ก่อไว้ จึงคอยตามหามาเนิ่นนานกว่าจะพบร่องรอยของลูกแก้วปีศาจลูกหนึ่งในนั้นที่นี่”
อดีตปรมาจารย์ที่เขาเอ่ยถึงก็คือเว่ยเจี๋ยจอมมารผู้ก่อสงครามในโลกหล้าเมื่อสองร้อยปีก่อนนั่นเอง
แม้ผู้เก่งกาจสามารถมากมายในยุคนั้นจะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อกล่าวถึงเว่ยเจี๋ย แต่ก็ต่างนึกเสียดายที่เขาจากไป
เว่ยเจี๋ยคือผู้ที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นยอดอัจฉริยะฟ้าประทาน ขณะที่ฉินหลิงเซียวในเวลานั้นยังไม่คู่ควรกับคำนี้นัก
ท้ายที่สุดฉินหลิงเซียวก็ต้องชิงพลังตบะของเว่ยเจี๋ยผู้เป็นอาจารย์มาถึงจะกระโดดข้ามประตูมังกรขึ้นโถงใหญ่เข้าห้องในได้
หากดูเฉพาะที่อาศัยความสามารถของตนเองฝ่ายเดียวในการฝึกฝนบำเพ็ญพลังตบะจนแกร่งกล้าเหนือธรรมดาได้แล้ว ตลอดราวเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมาก็คงมีแต่เว่ยเจี๋ยคนเดียวเท่านั้น
เว่ยเจี๋ยในตอนนั้นคือยอดอัจฉริยะที่แท้จริง! เมื่ออายุเขายังเยาว์วัยก็บุกเข้า ‘ถ้ำนาคาคร่าวิญญาณ’ ไปเพียงลำพังและสังหารงูยักษ์สองหัวด้วยมือเปล่า
แม้ตัวเขาจะถูกพิษงูต้องทนเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส แต่เขาก็สามารถนำวิถีโคจรปราณแท้ในการระงับพิษงูนี้บรรลุการฝึกปราณพรตผนึกโอสถทองมานับแต่นั้น และกำเนิดวิชาเป็นของตนเอง
แต่ก็เพราะผลจากการถูกพิษงูนี้เช่นกันที่เพิ่มความคั่งแค้นในจิตใจทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเว่ยเจี๋ยเปลี่ยนแปลงไปมาก ภายหลังเขาได้พกอาวุธบุกเดี่ยวไปยังหอเทียบเมฆาซึ่งเป็นสำนักกระบี่อันดับหนึ่งแห่งโลกหล้าในขณะนั้น เพื่อเปรียบวิชากระบี่กับเจ้าสำนัก ทั้งยังเข่นฆ่าสังหารศิษยานุศิษย์น้อยใหญ่ไปมากมาย
หลายสิบปีต่อมาพลังวัตรของเว่ยเจี๋ยลึกล้ำแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ แต่เส้นทางแห่งวิถีมารก็ทอดยาวไกลขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เขามุ่งหมายจะยึดครองโลกหล้าแต่เพียงผู้เดียว เที่ยวเข่นฆ่าผู้เก่งกาจไปทั่ว ต่อหน้าเขาไม่มีผู้ใดกล้าอวดอำนาจเรียกขานตนเองเป็นปรมาจารย์สักคนเดียว!