สุดท้ายเมื่อเว่ยเจี๋ยบรรลุวิชามาร พิษงูก็ซึมเซาะเข้าสู่ไขกระดูก เขากลายเป็นครึ่งคนครึ่งอสรพิษ ผิวหนังทั่วร่างกายล้วนเป็นแผ่นเกล็ดเช่นชาตินาคา ใบหน้าดวงตาดุร้ายโหดเหี้ยม นิสัยอารมณ์ก็ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดเช่นกัน
ทว่าฉินหลิงเซียวนายน้อยแห่งหอเทียบเมฆาผู้เคราะห์ดีรอดชีวิตมาได้เพียงลำพังในเวลานั้นเฝ้าข่มกลั้นความอัปยศอดสู แบกความแค้นใหญ่หลวง ปิดบังฐานะตัวตนมากราบขอเป็นลูกศิษย์ของศัตรูตนเองแล้วซุ่มงำแฝงเร้นอยู่ใต้อาณัติเว่ยเจี๋ยนับแต่นั้นเพื่อรอคอยโอกาสลงมือ
ในท้ายสุดท้ายขณะเว่ยเจี๋ยต้องโคจรปราณคายขับปราณพิษสูดรับพลังใหม่โดยใช้โอสถปฐมผนึกปราณพิษเป็นลูกแก้วปีศาจออกมาทุกๆ เก้าสิบเก้าปี ฉินหลิงเซียวก็อาศัยโอกาสนี้ลอบจู่โจมทำลายจิตปฐมของเว่ยเจี๋ยทิ้ง
การกระทำเพื่อผดุงคุณธรรมเช่นนี้ย่อมได้รับคำสรรเสริญแซ่ซ้องจากผู้ฝึกบำเพ็ญฝ่ายธรรมะไปทั่ว เช่นว่า ‘หากไม่ได้ฉินหลิงเซียวตอนนี้โลกหล้าก็คงยังเดือดร้อนระส่ำระสายเพราะความชั่วร้ายของจอมมารเว่ยเจี๋ย’
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังคำอธิบายที่มาของลูกแก้วปีศาจจากปากฉินหลิงเซียวแล้ว นางก็ทำท่าเข้าใจเรื่องราว
ที่แท้ลูกแก้วปีศาจนี้ผนึกขึ้นจากปราณพิษก่อนจอมมารเว่ยเจี๋ยจะตาย
จอมมารนั้นสมเป็นจอมมารโดยแท้ ขนาดผ่านมาเป็นร้อยๆ ปีก็ยังทิ้งชื่อเสียงเน่าเหม็นไว้อีกยาวนาน
หลังจากชุยเสียวเสี่ยวช่วยชำระวิญญาณและส่งวิญญาณหญิงสาวผู้นั้นไปสู่สัมปรายภพแล้ว นางก็ยกเรื่องจัดการซากศพทำพิธีฝังให้เจ้าหน้าที่มือปราบซึ่งซ่อนตัวอยู่นอกโรงเลี้ยงไหมเป็นผู้ทำต่อ ส่วนนางก็พาพวกจีอู่ชีจากไป
อาจเพราะนางผอมเกินไป ดวงตากระจ่างใสแวววาวจึงดูกลมโตโดดเด่น ตรงหางตาข้างซ้ายยังมีไฟสีแดง เวลาอมยิ้มจึงดูขี้เล่นซุกซน ยิ่งเมื่อนางแย้มยิ้มเริงร่าก็ยิ่งดูมีเสน่ห์เกินบรรยาย พาให้ผู้คนตกอยู่ในภวังค์ เผลอจ้องมองรอยยิ้มของนางอย่างควบคุมไม่อยู่
ทว่าเมื่อครู่นางมีสีหน้าเครียดขึงจริงจังตลอดเวลา ทั้งแผ่บรรยากาศเยือกเย็นนิ่งเฉยทำให้ผู้คนรู้สึกไม่กล้าเข้าใกล้นาง
หลิงจื่อซานหญิงสาวรูปโฉมเพริศพริ้งผู้ยืนอยู่ข้างกายฉินหลิงเซียวก็จ้องมองแผ่นหลังของชุยเสียวเสี่ยวอย่างเงียบๆ เช่นกัน
ชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้นรูปร่างเล็กบาง แต่ยามเยื้องย่างกลับดูสง่าผ่าเผยเป็นธรรมชาติ ผมหางม้ายาวซึ่งรวบขึ้นด้านหลังศีรษะยาวลงมาจรดเอวและแกว่งไกวไปมาประหนึ่งหางจิ้งจอกล่อลวงใจคน…
หลิงจื่อซานอดไม่ได้ที่จะหันมามองฉินหลิงเซียว พบว่าสายตาของเขาก็ยังคงจดจ้องไปทางเบื้องหลังของเด็กสาวผู้นั้น นางพลันเผลอกัดริมฝีปากตนเองอย่างไม่รู้ตัว
หลิงจื่อซานเป็นประมุขวังทวิลักษณ์แห่งหุบเขาโยวกู่คนปัจจุบัน ศาสตร์วิชาสร้างปราณผนึกโอสถของวังทวิลักษณ์มีชื่อเสียงไปทั่วโลกหล้า อีกทั้งยังเป็นที่รวมของบรรดาผู้บำเพ็ญพรตหญิงอีกด้วย
ครั้งหนึ่งนางเคยเป็นศิษย์ของจอมมารเว่ยเจี๋ย แต่ต่อมาได้ติดตามศิษย์พี่ฉินหลิงเซียวร่วมกันทรยศต่อปรมาจารย์ ละทิ้งทางมืดมุ่งสู่ทางสว่าง ภายหลังจึงก่อตั้งวังทวิลักษณ์ซึ่งเชี่ยวชาญศาสตร์การสร้างปราณผนึกโอสถและคอยสนับสนุนฉินหลิงเซียวก่อตั้งสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ามาโดยตลอด
แม้ฉินหลิงเซียวจะไม่เคยตอบตกลงแต่งงานเป็นสามีภรรยาคู่บำเพ็ญเพียรกับนาง แต่ศิษย์ของทั้งสองสำนักต่างก็รู้อยู่กลายๆ ว่านางเป็นคู่เคียงข้างฉินหลิงเซียวเสมอมา ไม่ช้าก็เร็วนางก็จะแต่งงานกับเขา แล้วก็จะเหินสู่แดนเซียนไปด้วยกัน
เพียงแต่สายตาที่ฉินหลิงเซียวจ้องมองชุยเสียวเสี่ยวเมื่อครู่ช่างจดจ่อเหลือเกิน ทำให้หลิงจื่อซานรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 14 ม.ค. 69