บทที่ 8
เฉิงผิงลูบๆ หน้า “เจ้ามองข้าเช่นนี้ทำอะไร”
เผยเซียวหยวนก็ไม่ปิดบังอำพราง ย่นหัวคิ้วพลางบอก “เฉิงผิง ไม่ใช่ว่าข้าเรื่องมาก แต่ข้างกายเจ้าไม่ขาดหญิงงามอยู่เป็นเพื่อน เหตุใดต้องก่อหนี้สวาทด้วย”
เฉิงผิงถูกเขาเปิดโปงในคำเดียวก็ยิ้มและยอมรับ “ขอบอกเจ้าอย่างไม่ปิดบัง ข้ามีความรู้สึกที่ดีต่อนางมากจริงๆ เดิมทีนางเป็นภรรยาที่ยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานของเจ้า ข้าย่อมไม่กล้ามีความคิดที่ไม่เคารพและไม่ควรมีใดๆ แต่ตอนนี้พวกเจ้าสองคนยกเลิกการหมั้นหมายกันแล้ว เจ้าเองก็ไม่มีความปรารถนาในตัวนาง ข้าเองก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” พูดจบเห็นสีหน้าของสหายยังคงนิ่งขรึมจึงเอ่ยต่อว่า “ข้าจะพูดกับเจ้าตามตรงแล้วกัน เมื่อวานพอข้าเห็นแม่นางน้อยเยี่ย ก็ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่าคุ้นหน้า คล้ายเคยพบกันที่ใดมาก่อน นึกก็นึกไม่ออก นี่น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าบุพเพกระมัง” กล่าวจบก็รวบมือขวาชูสองนิ้วขึ้นฟ้าพลางกล่าวคำปฏิญาณ “จริงแท้แน่นอน ถ้าข้าพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้า ขอให้ข้าถูกอสนีบาตฟาดไม่ได้ตายดี!”
เขาทั้งอธิบายทั้งสาบาน เห็นสีหน้าเผยเซียวหยวนยังคงไม่ชวนมองก็หัวเราะออกมา ตบหัวไหล่อีกฝ่ายเบาๆ ทีหนึ่ง
“เจ้าคนผู้นี้เพิ่งเป็นพี่ชายได้วันเดียวก็วางมาดขึ้นมาทันที ไม่ต้องให้เจ้าบอก ข้ารู้ว่าเจ้าคิดต่อข้าเช่นไร เจ้าวางใจเถอะ นางต่างจากหญิงสาวคนอื่น ในใจข้ารู้ดี ไม่กล้าทำอะไรเหลวไหลแน่นอน”
เผยเซียวหยวนค่อยๆ ระบายความคับข้องใจไม่รู้ที่มาที่ไปซึ่งติดอยู่ในอกออกมา “เจ้าจะทำอะไรข้าก็ห้ามเจ้าไม่ได้ แต่ข้าจะพูดกับเจ้าตรงนี้สักคำก่อน ข้าได้รับนางเป็นน้องสาวบุญธรรมแล้ว ต่อจากนี้ไปนางก็จะเป็นดั่งน้องสาวแท้ๆ ของข้า เจ้าอย่าลืมความคาดหวังที่บิดามีต่อเจ้า หากเจ้ากล้าที่จะปฏิบัติต่อนางด้วยท่าทีที่เจ้าปฏิบัติต่อสตรีอื่น ก็อย่าตำหนิข้าที่จะไม่เห็นเจ้าเป็นสหายในวันหน้า”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจริงจังยิ่ง เฉิงผิงฟังแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก บอกเขาซ้ำๆ ให้วางใจ “ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร จะแต่งงานกับองค์หญิงหรือไม่ยังไม่ได้กำหนด อีกอย่างเวลานี้เป็นเพียงความคิดของข้าเอง นางจะยอมมีสีหน้าดีให้ข้าหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย”
เผยเซียวหยวนตวัดชายแขนเสื้อเดินจากไป เฉิงผิงก็ไม่ใส่ใจว่าเขาจะไม่พอใจอย่างไร วันนั้นก็ไม่ได้จากไปจริงๆ
เฉิงผิงหาโอกาสตามจู๋เอ๋อร์มาถึงด้านนอกที่พักของแม่นางน้อยเยี่ย บอกให้จู๋เอ๋อร์เข้าไปถ่ายทอดคำพูดว่าเขาต้องการขอให้นางช่วยวาดภาพให้ จู๋เอ๋อร์เข้าไปครู่เดียวก็ออกมาบอกว่าแม่นางน้อยตอบผ่านประตูออกมาคำหนึ่งว่านางมีเรื่องต้องทำ ขอให้องค์ชายหาช่างวาดคนอื่น จะได้ไม่เสียงาน
“แค่ประโยคนี้เท่านั้นหรือ”
“แค่ประโยคนี้เท่านั้นเจ้าค่ะ”
แม้จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าแม่นางน้อยเยี่ยผู้นี้ดูแล้วไม่ใช่คนที่จะเข้าใกล้ได้ง่าย แต่กระทั่งหน้ายังไม่ได้เห็นก็นับว่ากินน้ำแกงปิดประตูแล้ว ไม่อาจยอมรับได้จริงๆ ทว่าเฉิงผิงก็ไม่ใช่คนหยาบคายไร้เหตุผล ท่าทีสุภาพยิ่ง พูดเสียงดังไปทางด้านใน
“ก็ดี เจ้าช่วยถ่ายทอดคำพูดให้ข้าอีกครั้ง ในเมื่อนางมีเรื่องต้องทำ ข้าก็ไม่กล้ารบกวน ทว่าจิตใจที่อยากจะขอให้ช่วยวาดภาพของข้าล้วนมาจากความเคารพเลื่อมใส ข้าไปก่อนแล้ว รอนางมีเวลาว่างแล้วข้าค่อยมาเยี่ยมเยียนใหม่”
วันนี้เฉิงผิงย่อมรอเปล่า วันรุ่งขึ้นยังคงคว้าน้ำเหลว ถึงวันที่สามยังคงไม่เห็นนางปรากฏตัว ก็ไม่รู้ว่านางขังตนเองไว้ในห้องยุ่งอยู่กับอะไรกันแน่ถึงกับสงบนิ่งเช่นนี้
ตามคำบอกเล่าของจู๋เอ๋อร์ นางไม่ได้ก้าวออกจากลานบ้านแม้ครึ่งก้าว เฉิงผิงยังคงไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคจึงคว้าน้ำเหลวอีกวัน ในที่สุดก็ท้อใจยอมล้มเลิก