ตอนนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้าย ถ้าเจ้าทำอะไรบุ่มบ่าม ทำให้งานใหญ่ขององค์รัชทายาทต้องเสียหาย ตัวเจ้าเองก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไร”
คำพูดที่เจือการขู่ขวัญของหลิ่วเช่อเยี่ยทำให้หลิ่วซื่อรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นถังหนึ่งราดรดลงบนศีรษะ นางจ้องคนตรงหน้าและพูดออกมาทีละคำราวกับเค้นออกมาจากร่องฟัน
“เรื่องนี้ข้าเป็นคนทำ แต่เจ้าก็ไม่ได้สะอาด ถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับข้า พวกเจ้าแต่ละคนก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้”
หลิ่วเช่อเยี่ยรู้ว่าสิบกว่าปีมานี้นางไม่ต่างอะไรกับการนั่งอยู่ในตำหนักเย็น นิสัยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทั้งเป็นคนกล้าที่จะลงมือ มีวิธีการไม่น้อย เวลานี้เห็นท่าทางเช่นนี้ของนางก็ไม่กล้าบีบคั้นมากเกินไป รีบระงับความเอือมระอาในใจและกล่าวปลอบใจ
“น้องสาวพูดอะไรเช่นนั้น ทุกอย่างที่เราทำลงไปไม่ใช่เพื่ออนาคตขององค์รัชทายาทหรือ และเพราะเหตุนี้พี่ชายจึงขอให้เจ้าอดทนอีกสักหน่อย หลายปีเพียงนี้ก็ยังผ่านมาได้ อดทนรออีกสักนิด ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว”
หลิ่วซื่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวช้าๆ “จ้าวจงฟางตาแก่นั่นจู่ๆ ก็กลับมาแล้ว ฝ่าบาทมีเจตนาอะไร ยังมีอีก ระยะนี้ในวังมีจิตรกรคนหนึ่ง ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทมาก เมื่อวานข้าได้พบเข้าโดยบังเอิญ ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่าคุ้นหน้า แต่ในเวลาอันสั้นคิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ใด…”
หนึ่งคืนผ่านไปแล้ว ความรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งร่างในตอนนั้น ยามนี้ยังคงไม่จางหายไปทั้งหมด
หลิ่วเช่อเยี่ยย่อมเคยได้ยินเกี่ยวกับจิตรกรผู้นี้ และรู้ว่าคนผู้นี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเผยเซียวหยวนประหนึ่งพี่ชายน้องชาย แต่เขาจะเห็นจิตรกรประจำราชสำนักคนหนึ่งอยู่ในสายตาได้อย่างไร
หลายปีมานี้เขาก็เคยคิดจะลองเอาคนของตนแฝงเข้าไปอยู่ในตำหนักจื่ออวิ๋น ทว่าจนแล้วจนรอดก็หาโอกาสไม่ได้ ทั้งหวั่นเกรงความฉลาดเฉียบแหลมของฮ่องเต้ จึงไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร
เรื่องนี้เขาดูแล้วกลับไม่มีอะไร ฮ่องเต้กำลังใช้งานเผยเซียวหยวนย่อมดีต่อจิตรกรผู้นี้เป็นธรรมดา นี่คือเหตุผลประการแรก ประการที่สอง ทุกวันนี้ฮ่องเต้อาจยังคงคิดถึงพระชายาอินไม่ลืมเลือน ทั้งสุขภาพก็เสื่อมโทรมลงทุกวัน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะยิ่งคิดถึงคนเก่าคนแก่มากขึ้น ดังนั้นจึงเรียกจ้าวจงฟางกลับมา และจิตรกรผู้นี้ก็มีฝีมือวาดภาพที่ดี คิดว่าคงทำให้ฮ่องเต้พอใจ ทำให้พระองค์เห็นภาพแล้วเหมือนได้พบคน ได้รับความสบายใจ ด้วยเหตุนี้จึงโปรดปรานเป็นพิเศษ
แต่ความคิดเห็นเช่นนี้กลับไม่เหมาะจะพูดต่อหน้าหลิ่วซื่อ หาไม่จะทำให้นางคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก จึงเพียงกล่าวปลอบใจนาง
“พระวรกายของฝ่าบาทนับวันเสื่อมทรุด เรียกคนเก่าในอดีตกลับมาปรนนิบัติรับใช้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา ส่วนจิตรกรน้อยผู้นั้นก็แค่ใช้ทักษะฝีมือแปลกใหม่มาประจบสอพลอเท่านั้น ก็เหมือนกับเยี่ยจงหลีในตอนนั้น มีอันใดต้องกลัว”
หลิ่วเช่อเยี่ยย่อมเคยได้ยินเรื่องที่ฮองเฮาฝันร้ายบ่อยๆ และปฏิบัติต่อข้ารับใช้ในตำหนักอย่างโหดร้ายทารุณมาบ้าง เขามองฮองเฮาที่สีหน้าตึงเครียดระแวงสงสัยไปทุกอย่างแล้วผ่อนน้ำเสียงให้นุ่มนวลอ่อนโยนลง
“เจ้าอย่าคิดมาก คิดมากเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่สู้ใช้โอกาสนี้ไปวัดหลวงให้บ่อยขึ้น ฟังพระธรรมคำสอน เมื่อในใจมีหลักธรรม มารร้ายทั้งหมดในใจย่อมจะถอยหนีไปเอง”
หลังจากหลิ่วเช่อเยี่ยจากไปแล้ว หลิ่วซื่อจะฟังคำแนะนำของเขาหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ ทว่าเฉกเช่นเดียวกับตำหนักเฟิ่งอี๋ ที่สำนักจื๋อย่วนในหอจี๋เสียนหลายวันมานี้ก็เป็นเพราะข่าวที่ออกมาจากกองงานฝ่ายในอย่างกะทันหันข่าวนั้นทำให้จิตใจคนเปลี่ยนเป็นว้าวุ่นขึ้นมา
ฮ่องเต้จะเสด็จแปรพระราชฐานไปภูเขาชังซาน จิตรกรประจำราชสำนักย่อมต้องตามเสด็จด้วย หน้าที่ของพวกเขาคือใช้การวาดภาพบันทึกภาพการตรวจแถวทหารหรือฉากอื่นๆ จิตรกรน้อยเยี่ยซวี่อวี่เป็นที่โปรดปรานอย่างมาก ย่อมต้องติดตามฮ่องเต้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่คนอื่นๆ ที่เหลือใครจะได้ไปก็ไม่แน่ชัดแล้ว