เขาถอนสายตากลับพลางยิ้มน้อยๆ บอก “เรื่องนี้ข้าไม่รู้เลยแม้แต่น้อย ถ้ารู้เมื่อวานก็จะได้บอกกับท่านป้าว่าไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจัดการเรื่องเหล่านี้ ลำบากแม่นางแล้ว เอากลับไปให้หมดเถิด”
หวังเจินเฟิงงงงัน มองตามสายตาเมื่อครู่ของเขา มองสิ่งของที่อยู่รอบด้านคราหนึ่ง ลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะเอ่ยว่า “ของเหล่านี้ท่านป้าจัดเตรียมให้คุณชายเป็นพิเศษ ยังไม่เคยมีใครใช้มาก่อน คุณชายไม่ชอบชิ้นใดข้าจะเอากลับไป ที่เหลือก็เอาไว้ที่นี่เป็นอย่างไร”
เผยเซียวหยวนไม่อยากข้องเกี่ยวกับหวังซื่อผู้เป็นป้าสะใภ้มากนัก เมื่อวานก็เป็นเพราะจะหารือเรื่องทำบุญวันครบรอบให้มารดาของเขา ไม่อาจปฏิเสธจึงรับคำเชิญไปที่จวน
ส่วนแม่นางสกุลหวังผู้นี้เพราะบิดาของนางเป็นหนึ่งในแปดร้อยผู้กล้าที่ติดตามบิดาของเขาและพลีชีพพร้อมกันในสนามรบครั้งนั้น เมื่อเปรียบกับคนอื่นแล้วย่อมให้ความเคารพนับถือนางมากกว่าหลายส่วน
“ไม่ได้ใช้จริงๆ บ้านหลังนี้ไม่ใช่ของข้า เป็นเพียงบ้านพักของที่ทำการ ไม่ใช่สถานที่ที่จะอาศัยอยู่ได้นาน ไม่แน่อีกไม่กี่วันก็อาจเปลี่ยนผู้อยู่ใหม่ ถึงตอนนั้นขนย้ายไปมายุ่งยาก หากขาดอะไรจริงๆ ข้าให้เด็กรับใช้จัดเตรียมให้ก็ได้ รบกวนแม่นางหวังขนกลับไปและช่วยขอบคุณท่านป้าสะใภ้แทนข้าด้วย”
ดีที่แม่นางสกุลหวังท่านนี้เฉลียวฉลาดยิ่ง ยิ่งไม่ใช่คนเข้าใจอะไรยาก น่าจะเข้าใจความหมายของการปฏิเสธที่ซ่อนแฝงอยู่ของเขา สายตาหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของชายหนุ่มสองสามอึดใจแล้วพยักหน้า
“ในเมื่อคุณชายเผยพูดเช่นนี้ข้าก็จะไม่ฝืนใจ เช่นนั้นข้าจะขนของทุกอย่างกลับไป ทว่ามีเพียงสิ่งเดียว ตอนนี้อากาศร้อนขึ้น ข้าเห็นเรือนแห่งนี้อับชื้น กลางคืนเกรงจะมียุงรบกวน ในห้องขาดมุ้งไปหลังหนึ่ง พอดีข้าเอาติดมาด้วยหลังหนึ่ง เมื่อครู่เอาแขวนขึ้นไปแล้ว ถ้าคุณชายไม่รังเกียจก็เอาไว้ใช้เถิด”
ชิงโถวได้ยินคำพูดนี้แล้วในใจอดไม่ได้ที่จะกลัดกลุ้ม โชคดีที่เจ้านายของเขาปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งไม่ชอบมุ้งที่เขายืมเงินไปจัดเตรียมมาและไม่เอามุ้งที่แม่นางสกุลหวังนำมา เพียงได้ยินคุณชายตอบว่า
“หลายวันก่อนชิงโถวได้จัดเตรียมไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้แขวนขึ้นไป ขอบคุณแม่นางหวังที่ต้องลำบากแล้ว โปรดเก็บกลับไปด้วย ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก เจตนาดีข้าขอรับไว้ด้วยใจ”
หวังเจินเฟิงชะงักอึ้ง จากนั้นก็รับคำ
ชิงโถวคึกคักฮึกเหิมขึ้นมา ไม่ต้องให้คนอื่นลงมือ เขาก็วิ่งเข้าไปรื้อมุ้งสีขาวนวลที่เพิ่งแขวนขึ้นไปหลังนั้นลงมา หวังเจินเฟิงสั่งให้คนขนข้าวของทั้งหมดรวมถึงมุ้งที่ชิงโถวยื่นส่งให้กลับไปที่รถเทียมล่อ
เผยเซียวหยวนส่งนางออกไป นางคารวะแล้วกล่าวขอบคุณ
“ข้าเคารพนับถือชุยเหนียงจื่ออย่างยิ่ง คุณชายเผยวางใจ ข้าจะช่วยท่านป้าจัดเตรียมเรื่องวันครบรอบอย่างเต็มที่ คุณชายทำงานไปเถิด ไม่ต้องเป็นห่วง”
เผยเซียวหยวนกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อมจริงใจ หวังเจินเฟิงยิ้มพลางกล่าวอำลาเขาแล้วขึ้นรถม้าจากไป
เผยเซียวหยวนมองส่งรถม้าจากไป จากนั้นก็หมุนตัวเดินเข้าข้างใน รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้าคันธนูและลูกธนูแล้วออกไป
ชิงโถวพลันไล่ตามออกมาพลางร้อง “เอ่อ…เอ่อ” เหมือนมีคำพูดจะกล่าว
เผยเซียวหยวนรู้ว่าเด็กรับใช้ผู้นี้ของตนเป็นคนพูดมาก ปกติแล้วในคำพูดสิบประโยคจะมีเพียงหนึ่งหรือสองประโยคเท่านั้นที่มีสาระ เห็นว่าเพราะเรื่องเมื่อครู่ทำให้เสียเวลา เกรงว่าพวกหลี่ฮุ่ยจะรอจนร้อนใจแล้ว ไหนเลยยังจะมีเวลามาฟังเขาเล่นลิ้น จึงทิ้งเด็กรับใช้ไว้และจากไป
เผยเซียวหยวนควบม้ามาถึงประตูกวงฮว่าทางเหนือของเมือง ไม่ผิดจากที่คิด หลี่ฮุ่ยกับองครักษ์จวนอ๋องและคนดูแลม้ารวมสิบกว่าคนที่เดินทางมาด้วยกันมาถึงก่อนนานแล้ว
หลี่ฮุ่ยกำลังชะเง้อคอมอง ทันใดนั้นเขาก็เห็นเผยเซียวหยวนกำลังขี่ม้าอยู่ไกลๆ ดวงตาพลันเปล่งประกายวาบ ก่อนรีบผละจากกลุ่มคน กระตุ้นม้าออกไปรับด้วยตนเอง ทั้งสองมาเจอกันที่กำแพงด้านนอกประตูเมือง หลี่ฮุ่ยลงจากหลังม้าและกราบคำนับเรียกอาจารย์
เผยเซียวหยวนพลิกตัวลงจากหลังม้าประคองเด็กหนุ่มขึ้นมา อธิบายว่าตนมีงานรัดตัวแต่เช้าทำให้ผิดนัด เพิ่งมาถึงตอนนี้ ปล่อยให้เขารอนานแล้ว
หลี่ฮุ่ยรีบบอก “ขอเพียงอาจารย์มาก็พอแล้ว ข้ารอนานเพียงใดก็ไม่เป็นไร เมื่อครู่ถ้าไม่ใช่อาจารย์ส่งคนมาบอกให้ทราบก่อน ข้ายังกังวลว่าท่านอาจจะนึกเสียใจที่รับข้าเป็นศิษย์ ไม่อยากมาแล้ว”
เผยเซียวหยวนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนจะมองหลี่ฮุ่ยอย่างพินิจพิจารณา เห็นวันนี้เขาสวมชุดขี่ม้าที่คล่องแคล่วปราดเปรียว เอวคาดสายรัดเตี๋ยเซี่ยที่มีแผ่นประดับทองหยกสิบสามแผ่นไว้แน่น ข้างบนมีดาบและคันธนูห้อยอยู่ มีกระบอกใส่ลูกธนูเคลือบเงาวาดเส้นลายทองสะพายเฉียงๆ ไว้บนหลัง สวมรองเท้าหุ้มแข้งหนัง ดูแตกต่างจากรูปลักษณ์อ่อนแอในช่วงก่อนหน้านี้ มีความองอาจห้าวหาญของเด็กหนุ่มอยู่หลายส่วน ก็รู้สึกพอใจอย่างมาก กุมแขนของเขาพลางพูดให้กำลังใจไปหลายคำ จากนั้นก็พาคนขึ้นหลังม้ามุ่งหน้าไปยังลานฝึกยุทธ์ของกองกำลังจินอู๋