“ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาข้ารู้สึกเจ็บปวดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเสมอมา สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความตั้งใจของข้า ข้าถูกคนบีบบังคับให้จำเป็นต้องทำ คังอ๋องยิ่งเคารพเลื่อมใสแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่อย่างที่สุด เคยทอดถอนใจต่อหน้าข้าไม่ใช่แค่เพียงครั้งเดียว แค้นใจตนเองที่ไร้ความสามารถเกินไป มีใจแต่ไร้กำลัง ไม่อาจทุ่มเทความคิดและกำลังกายเพื่อแม่ทัพใหญ่แม้ครึ่งส่วน
แม้แม่ทัพใหญ่จะจากไปแล้ว แต่จิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญยังคงไม่ดับสูญ ทว่าเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ พวกหลิ่วเช่อเยี่ย เฉินซือต๋า อาศัยองค์รัชทายาทจึงยังคงครอบครองตำแหน่งสูง กุมอำนาจอยู่ในมือ แม่ทัพใหญ่จนทุกวันนี้ถึงกับยังไม่ได้รับการล้างมลทิน คนอื่นก็ช่างเถิด ข้าไม่เชื่อว่าคุณชายจะไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้”
เผยเซียวหยวนวางจอกในมือลง ก่อนมองคนที่อยู่ด้านตรงข้ามด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าไม่รู้สึกอะไรแล้วอย่างไร แค้นเคืองต่อความไม่เป็นธรรมแล้วจะทำอะไรได้”
เฝิงเจินผิงใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้แห้ง ลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้เผยเซียวหยวนแล้วลดเสียงลงต่ำบอก “คุณชายเผย สถานการณ์ของราชสำนักในเวลานี้ท่านน่าจะเห็นได้อย่างชัดเจน องค์เหนือหัวมีพระโอรสเพียงสองพระองค์ หากองค์เหนือหัวสวรรคต องค์รัชทายาทขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ เขายังจะยอมรับท่านได้หรือ คนแรกที่จะต้องสังหารย่อมต้องเป็นท่าน คังอ๋องกลับไม่เหมือนกัน เขาเคารพเลื่อมใสท่านมานาน พอรู้ว่าซินอันอ๋องกราบท่านเป็นอาจารย์ก็อดอิจฉาไม่ได้ วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะสถานะของเขาทำให้ไม่สะดวก ได้แต่แค้นใจที่ไม่อาจมากับข้า มารินสุราให้ท่านด้วยตนเองสักจอก เช่นนี้จึงจะแสดงถึงเจตจำนงที่แท้จริงของเขาออกมาได้
คังอ๋องให้ข้าช่วยถ่ายทอดคำพูด วันหน้าหากโชคดีได้รับความเมตตาจากสวรรค์ได้ขึ้นเป็นใหญ่ เรื่องแรกที่จะทำคือล้างมลทินมอบชื่อเสียงและฐานะที่ถูกต้องให้กับแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่ ให้ฝังร่างเขาไว้ในสุสานหลวง ตั้งศาลให้เขาได้รับการกราบไหว้บูชา ชื่อเสียงในความเป็นวีรบุรุษไม่มีวันลบเลือน สำหรับคุณชายเผยเอง ด้วยความสามารถของท่าน จะแต่งตั้งให้เป็นโหวเป็นอัครเสนาบดียิ่งไม่มีปัญหา
วันนี้ข้ามาพบท่านที่นี่ด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใสใจจริง คำพูดที่พูดไปทั้งหมดเป็นความจริงทุกประการ หากโกหกแม้ครึ่งคำหรือผิดคำพูดในวันข้างหน้า ขอให้ข้าถูกฟ้าดินลงโทษ ไม่ได้ตายดี!”
สุดท้ายเขาก็กัดฟันกล่าวคำสาบานออกมาทีละคำ
เผยเซียวหยวนฟังจบก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เฝิงเจินผิงที่อยู่ด้านข้างจับสังเกตสีหน้าของเขา ประเมินความเป็นไปได้ที่จุดประสงค์ในการมาครั้งนี้จะบรรลุผลสำเร็จ
นับตั้งแต่วันแรกที่บุตรชายสกุลเผยเข้ามาเมืองหลวงและได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญจากฮ่องเต้ เฝิงเจินผิงก็ไตร่ตรองแล้วว่าจะดึงเขามาเป็นพวกได้อย่างไร หรือจะบอกว่าดึงมาเป็นพวกชั่วคราวก็ได้
เพียงแต่เขาก็รู้ว่าการทำเช่นนี้ความหวังมีไม่มากนัก ทั้งกลัวจะถูกคนพบเห็น จึงลังเลไม่กล้าตัดสินใจมาโดยตลอด จนกระทั่งหลังงานเลี้ยงที่ทะเลสาบชวีเจียงของหนิงอ๋อง เฝิงเจินผิงเริ่มข่มอารมณ์ไว้ไม่ได้แล้ว บุตรชายที่รักมากที่สุดต้องตายไปก็แล้วไปเถิด แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจมากที่สุดคือหวังจางที่เดิมจะให้หลานสาวแต่งงานกับคังอ๋องเริ่มมีท่าทีคลอนแคลนขึ้นมา
เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองเฝิงเจินผิงทนไม่ไหวไปหยั่งเชิงหวังจาง เขาถึงกับเอาเรื่องดวงชะตามาบอกปัด กล่าวว่าช่วงก่อนมีผู้สูงส่งท่านหนึ่งดูดวงชะตาให้หลานสาว บอกว่าปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีที่จะเจรจาเรื่องการแต่งงาน ดังนั้นเขาจึงอยากจะขอเลื่อนเรื่องนี้ไปเป็นปีหน้า
เห็นชัดว่าการกระทำของคังอ๋องในวันที่เรือจมทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร เฝิงเจินผิงสงสัยว่าเวลานี้หวังจางคิดจะเปลี่ยนทิศทางไปคืนดีกับหลิ่วเช่อเยี่ย…แม้ความเป็นไปได้จะมีไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย หวังหลิ่วสองตระกูลไม่มีความแค้นลึกซึ้งอะไรต่อกัน ที่มีเป็นเพียงความขัดแย้งที่เกิดจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในอดีตเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างสองตระกูลยังมีไทฮองไทเฮาทำหน้าที่เป็นตัวประสานอีกคน