ถ้าการคาดคะเนนี้เป็นจริง เมื่อไรที่หวังหลิ่วสองตระกูลร่วมมือกันสนับสนุนองค์รัชทายาท คังอ๋องที่เดิมก็ถูกฮ่องเต้เอือมระอาคิดจะขึ้นครองบัลลังก์ ความหวังก็จะเปลี่ยนเป็นน้อยนิดยิ่ง
กอปรกับเมื่อวานนี้เองเฝิงเจินผิงได้ยินว่าบ้านมารดาของชายารัชทายาทก็คิดจะใช้การแต่งงานดึงเผยเซียวหยวนไปเป็นพวก กระทั่งดูเหมือนยังได้รับการพยักหน้าอนุญาตจากฮ่องเต้แล้ว เรื่องนี้ทำให้เฝิงเจินผิงนั่งไม่ติดอีกต่อไป
ไม่ต้องพูดถึงว่าเพียงโขกศีรษะยอมรับผิดให้คนที่ตายไปแล้ว ต่อจะให้เขาโขกศีรษะให้บุตรชายสกุลเผย…ถ้าทำเช่นนี้แล้วสามารถบรรลุเป้าหมายได้ เฝิงเจินผิงก็ยินดีทำโดยไม่ลังเลใดๆ
เวลานี้เขาร้อนใจอยากจะดึงบุตรชายสกุลเผยมาเป็นพวกก่อน และร่วมมือกันรับมือสกุลหลิ่วกับรัชทายาทองค์ปัจจุบัน
ขอเพียงสกุลหลิ่วไม่มั่นคง หวังจางย่อมกลับมาหาคังอ๋องแต่โดยดี
ส่วนบุตรชายสกุลเผยก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้ว่าสกุลหลิ่วเคยแสดงบทบาทเช่นไรในสมรภูมิเป่ยยวน ความแค้นระหว่างเขากับหลิ่วเช่อเยี่ยไม่มีทางสลายได้ คิดจะโค่นหลิ่วเช่อเยี่ย มีผู้ช่วยเช่นตนเพิ่มมาอีกคน สำหรับเขาแล้วไม่มีข้อเสียอะไร
วันข้างหน้าคนที่จะขึ้นเป็นฮ่องเต้ไม่ใช่องค์รัชทายาทก็ต้องเป็นคังอ๋อง เลือกหนึ่งในสอง ขอเพียงเผยเซียวหยวนไม่ใช่คนโง่ เลือกใครแล้วจะเป็นผลดีต่อเขายิ่งกว่า เขาย่อมรู้ดี
แน่นอนว่าเผยเซียวหยวนก็อาจมีทางเลือกที่สาม นั่นคือวางแผนก่อกบฏ แต่ถ้ามีวันนั้นจริงสถานการณ์ความวุ่นวายกลับเป็นสิ่งที่เฝิงเจินผิงปรารถนาอยู่แล้ว เดิมเขาก็เป็นขุนพลทหาร ทุกวันนี้แม้จะถูกฮ่องเต้ค่อยๆ จำกัดอำนาจ แต่ในท้องถิ่นจนถึงวันนี้ยังมีผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าบางคนที่เชื่อฟังคำสั่งของเขาอยู่ ยิ่งสถานการณ์วุ่นวายมากเท่าไร เขาก็ยิ่งมีที่ให้แสดงฝีมือมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเช่นทุกวันนี้ที่ทุกหนแห่งสงบมั่นคง ทุกอย่างดูจะดำเนินไปภายใต้สายตาของฮ่องเต้ที่อยู่ในตำหนักเต๋าผู้นั้น เฝิงเจินผิงก็รู้สึกไร้พลังราวกับมือทั้งสองข้างค่อยๆ ถูกมัดด้วยเชือกจนแน่น
เขาจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าเขม็ง ผ่านไปครู่หนึ่งเพียงได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเสียงราบเรียบ
“องค์ชายอาสื่อน่ารับเงินท่านห้าพันตำลึง ดูเหมือนยังไม่จำเป็นต้องคืนชั่วคราว ท่านอยากทำอะไรก็ไปทำเถิด อะไรที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของข้า ข้าจะไม่ขัดขวาง”
เฝิงเจินผิงในใจดีใจยิ่ง กล่าวเสียงต่ำ “ถ้าข้าจะทำอะไรจะต้องแจ้งให้ท่านทราบก่อน”
เขาประสานมือคารวะคนที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นก็ไม่รั้งรออีก หมุนตัวเดินจากไปอย่างรีบเร่ง
ผ่านไปครู่หนึ่งเฉิงผิงก็สาวเท้าเร็วๆ เดินเข้ามาอีกครั้ง รินสุราให้เผยเซียวหยวนจอกหนึ่ง สองมือประคองส่งให้
เผยเซียวหยวนมองสหายแวบหนึ่ง ไม่ได้รับมาทันที
เฉิงผิงมองจ้องเขา ดวงตาที่ปกติมักจะยิ้มกริ่มอยู่เสมอตอนนี้กลับวาววับไปด้วยประกายตื่นเต้นฮึกเหิมดุจสัตว์ป่าที่กำลังจะกระโจนเข้าไปฉีกทึ้งเหยื่อ
“พี่จวินเหยียน ข้ารู้ว่าเจ้าอยากแก้แค้น แต่ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทหรือคังอ๋อง สุดท้ายใครได้สืบทอดราชบัลลังก์ เจ้าก็ล้วนไม่มีผลลัพธ์ที่ดี
น้องผู้โง่เขลาขอเตือนเจ้า รีบคิดการวางแผนเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดข้าก็จะช่วยเจ้าอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งใด”
เฉิงผิงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมาช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เผยเซียวหยวนสบตาเฉิงผิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับสุราที่อีกฝ่ายชูอยู่ในมือตลอดแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็โยนจอกสุราดังเคร้งแล้วตบๆ บ่าสหาย
“กลับไปนอนเร็วหน่อยเถิด ข้าเองก็จะกลับแล้ว”
เขาทิ้งเฉิงผิงไว้ แล้วสาวเท้าเดินจากไป