เมื่อความสนุกสนานในงานเลี้ยงถึงจุดสูงสุด เจ้าภาพมีอารมณ์สนุกลุกขึ้นมาบรรเลงดนตรีหรือร่ายรำให้แขกชมด้วยตนเองเป็นเรื่องที่พบเห็นกันอยู่เสมอ แต่ซื่อจื่อดูเมามายแล้ว เมื่อครู่ตอนถือกระบี่เดินออกมาฝีเท้าดูซวนเซอย่างเห็นได้ชัด
ตอนแรกทุกคนรู้สึกเป็นห่วงเล็กน้อย แต่เขาขอแสดงเอง ใครจะกล้าขัดขวาง ได้แต่ดูเขาขึ้นเวทีไป คาดไม่ถึงว่าอวี่เหวินจื้อที่ดูเหมือนกึ่งเมามาย หลังจากที่เสียงดนตรีดังขึ้นเขาก็ตอบสนองต่อจังหวะเพลง หมุนข้อมือและเท้า ประกายกระบี่สะบัดตามไป บางครั้งหนักแน่นทรงพลังดุจขุนเขาที่ตั้งตระหง่าน ต้านอานุภาพของลมและเมฆ บางครั้งก็รวดเร็วดุจสายฟ้าที่กรีดผ่านท้องนภา แสงสว่างจ้าสาดประกายผ่าน บางครั้งจู่โจมมาทางขวาง บางครั้งก็ผ่าหน้าทิ่มแทง ท่วงท่าแข็งแรงปราดเปรียวดุจมังกร เอวหลังก็คล่องแคล่วว่องไวดุจงู
การร่ายรำกระบี่ตื่นเต้นเร้าใจ ทำให้ผู้คนรอบข้างดูจนไม่อาจละสายตาได้
ทันใดนั้นในเวลานี้เสียงเพลงทำลายฐานที่มั่นก็หยุดลง อวี่เหวินจื้อก็หยุดการเคลื่อนไหวตาม พร้อมๆ กับประกายสุดท้ายของกระบี่วาบผ่านกลางอากาศ เขาพลันเก็บฝีเท้า ขวางกระบี่ไว้ตรงหน้าอก
เมื่อทุกคนได้สติกลับคืนมาถึงได้เห็นชัดเจน ที่แท้เมื่อครู่กระบี่สุดท้ายของเขาได้ตัดดอกไห่ถังที่ปักอยู่ในแจกันบนโต๊ะใกล้ๆ กิ่งหนึ่งมาด้วย
กิ่งดอกไม้ที่งดงามเวลานี้นอนเงียบๆ อยู่บนกระบี่คมดำยาวสามฉื่อในมือของเขา เพียงเห็นเขาเหลียวมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม คล้ายกำลังมองหาคนที่จะมอบดอกไม้ให้
การร่ายรำกระบี่ครั้งนี้เดิมก็น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง มีพร้อมทั้งความแข็งแกร่งทรงพลังและความงดงามนุ่มนวล ทำให้คนดูรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน ทั้งยังละลานตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ำคืนนี้ซื่อจื่อยังแต่งกายสง่างามโดดเด่น ชุดงามหรูสีแดง เส้นผมสีดำสวมเกี้ยวทอง ยามนี้หยุดร่ายรำกระบี่แล้ว แต่อาจเพราะความเมามายใบหน้าจึงแดงระเรื่อดุจดอกท้อ ดวงตาคล้ายมีเมฆหลากสีปกคลุมอยู่
ตอนสายตาของเขากวาดผ่านผู้คนที่อยู่รอบด้าน หัวใจของเหล่านักแสดงหญิงก็เต้นแรงขึ้น แต่ละคนกลั้นหายใจและจ้องมองเขา ในใจไม่มีใครไม่แอบหวังว่าเขาจะยื่นไห่ถังกิ่งนี้มาตรงหน้าตน
โดยไม่คาดคิด สุดท้ายเพียงเห็นดวงตาทั้งสองของเขาหันไปทางคุณชายน้อยในชุดสีเขียวอมดำผู้หนึ่งที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเงียบๆ ตามลำพังมาโดยตลอด สายตาหยุดนิ่งลง ถือกระบี่ที่มีกิ่งดอกไม้วางอยู่แล้วเดินซวนเซเข้าไป ในที่สุดก็หยุดอยู่หน้าโต๊ะ ใช้กระบี่ตวัดไห่ถังกิ่งนั้นขึ้นมาส่งไปถึงเบื้องหน้าคุณชายน้อย
ภาพนี้ทำให้ผู้คนในห้องโถงเห็นแล้วอดรู้สึกเหนือความคาดหมายไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเหล่าหญิงสาวที่ต่างผิดหวัง หวังชุนเหลย หลินหมิงหย่วน และคนอื่นๆ ที่มาจากสำนักวาดภาพในวันนี้ต่างก็ตกตะลึงปากอ้าตาค้าง แม้แต่ซ่งป๋อคังที่เมื่อครู่เมามายจนนั่งไม่อยู่ก็ยังลืมตาขึ้นมาแล้ว ในใจดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว เพราะเหตุใดวันนี้ซื่อจื่อผู้นี้ถึงได้ลดเกียรติโอนอ่อนลงมาผูกมิตรกับพวกเขาเหล่าจิตรกรที่ปกติไม่เคยไปมาหาสู่กันเหล่านี้
ชั่วขณะนั้นสีหน้าของทุกคนแตกต่างกันไป ในห้องโถงเงียบกริบไร้สุ้มเสียง
สายตาเยี่ยซวี่อวี่เหลือบมองจากกิ่งไห่ถังที่ปลายกระบี่ขึ้นมา มองอวี่เหวินจื้อซึ่งกำลังมองมาที่นางด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม ไม่รู้ว่าเขาเมาจริงหรือแกล้งเมา นางมองประสานสายตากับเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นมือออกมาช้าๆ หยิบกิ่งไม้ที่ปลายกระบี่ของเขา จากนั้นก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินอ้อมโต๊ะมายังเบื้องหน้าเขาแล้วยกมือขึ้น เอาดอกไห่ถังงดงามในมือกิ่งนั้นเสียบกลับไปให้ที่หลังหูของเขา
จากนั้นนางก็กล่าวยิ้มๆ กับทุกคน “คืนนี้ดึกแล้ว ซื่อจื่อก็เมามายไม่น้อย แยกย้ายกันเถิด ใครก็ได้ส่งซื่อจื่อไปพักผ่อนด้วย…”
สายตาของนางหันไปทางประตูใหญ่ห้องโถงที่จัดงาน พลันเห็นเงาร่างหนึ่งก็ชะงักนิ่ง พอตั้งสติได้ก็รีบสาวเท้าเร็วๆ ออกไป
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 15 เม.ย. 69