ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 1
“ท่านประมุขเขา ยามนี้บุตรสาวก็อยู่ในรถด้วย” นายท่านจงหันมองไปในรถม้า ถอนใจและกล่าว “ไม่ขอปิดบัง นับตั้งแต่เกิดเหตุไม่คาดฝันกับคุณชายสกุลซูนางก็เสมือนดวงวิญญาณหลุดลอย ไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง หลายวันก่อนยิ่งล้มป่วยหนัก นอนซมอยู่หลายวัน หมู่นี้เพิ่งอาการดีขึ้นเล็กน้อย จู่ๆ ก็เอ่ยว่าอยากหาสถานที่หลบเลี่ยงทางโลกฝึกตนอย่างสงบ ผู้น้อยจึงนึกถึงที่แห่งนี้ของประมุขเขาต้วนทันที”
ก่อนหน้านี้สำนักศึกษาชิงหงไม่เคยรับศิษย์สตรี กระนั้นในอดีตประมุขเขาต้วนเคยมีชีวิตตกอับช่วงหนึ่ง หวุดหวิดหิวตายข้างถนน เคราะห์ดีได้รับความช่วยเหลือจากสกุลจงจึงรักษาชีวิตไว้ได้ เป็นเหตุให้หลายวันก่อนตอนได้รับจดหมายจากนายท่านจง แม้เขาจะลำบากใจอยู่บ้าง ทว่าก็ยังคงได้แต่ตกปากรับคำ ผู้ใดใช้ให้เขารับของผู้อื่นแล้วมือไม้อ่อน กินของผู้อื่นแล้วไม่กล้าเสียงแข็งเล่า…
“ผู้คนมักกล่าวว่าสตรีไร้ความสามารถนับว่าดี ทว่าข้าผู้ชราหาได้คิดเช่นนั้นไม่ สตรีเรียนหนังสือแม้ไม่อาจสอบขุนนางได้ชื่อเสียงลาภยศ แต่ยังคงสามารถเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ฝึกตนบ่มนิสัย ปรับสมดุลจิตใจ มีแต่ร้อยประโยชน์ไม่มีโทษ คุณหนูมีความปรารถนาเฉกนี้ ข้าผู้ชราปลาบปลื้มใจยิ่ง” ประมุขเขาต้วนยิ้มมีเมตตา เบี่ยงกายเล็กน้อย “ห้องพักในเรือนประจิมตระเตรียมพร้อมแล้ว รอเพียงคุณหนูเข้าพัก”
“มีคำกล่าวนี้ของประมุขเขาต้วน พวกเราก็วางใจแล้ว” นายท่านจงเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งลั่วหยางถอนใจด้วยความโล่งอก แท้จริงเขาหาได้มีความคิดมากมายเพียงนั้น หวังเพียงบุตรสาวของตนแบ่งความคิดไปอยู่ในเรื่องอื่นบ้าง ไม่ต้องพร่ำพูดถึงซูเหมินจิ่นผู้นั้นทุกวันเป็นพอ เขาหันหลังไปทางรถม้าเอ่ยว่า “ซือฉิน ประคองคุณหนูลงมาเร็วสิ”
เพิ่งสิ้นเสียง คุณหนูจงก็ก้าวแช่มช้าลงจากรถโดยมีสาวใช้คอยประคอง
เมื่อมองเห็นใบหน้าอีกฝ่าย หน้าผากประมุขเขาต้วนก็กระตุกริกๆ รู้สึกรางๆ ว่าอาการปวดศีรษะใกล้กำเริบอีกแล้ว
ต่อให้ยามนี้จงรั่วฉิงจะมีใบหน้าขาวซีดยิ่งกว่าภูตผี เคลื่อนไหวอ่อนช้อยยิ่งกว่าซีซือ ทว่าใบหน้านั้นสำหรับเขาแล้วเรียกว่าคุ้นยิ่งกว่าคุ้น…
ประมุขเขาต้วนอาศัยอยู่ในเขาลึกได้ยินได้ฟังเรื่องราวภายนอกเป็นครั้งคราวแต่ก็มิได้เก็บมาใส่ใจ ยิ่งไม่มีทางขบคิดลึกซึ้ง บัดนี้คิดทบทวนเรื่องราวก่อนหน้านี้หนึ่งรอบ จึงค่อยค้นพบอย่างเจ็บปวดหัวใจแสนสาหัสว่า ‘คุณหนูจงที่คะนึงหาสามีจนล้มป่วย’ กับ ‘แม่นางจงที่เอ็ดตะโรอยู่ที่ด้านนอกประตูสำนักจะหาตัวซูเหมินจิ่น’ …กลับเป็นคนเดียวกัน?
ขณะเดียวกันในบรรดาศิษย์ทั้งหลายคนที่เคยเห็นจงรั่วฉิงก็เข้าใจแจ่มแจ้ง พากันซุบซิบแสดงออกว่าเห็นใจ มิน่าแม่นางผู้นี้ช่วงหลายวันก่อนจึงมาไล่ตามล้อมดักถึงที่นี่ทุกวัน ตามหา ‘ซูเหมินจิ่น’ อะไร ที่แท้สติไม่สมประกอบเพราะว่าที่สามีเสียชีวิตเองหรอกหรือ อย่างนั้นก็พอเข้าใจได้…
จงรั่วฉิงไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เพียงตั้งสมาธิอวดฝีมือการแสดงของตน วางท่าอ่อนแอบอบบางทำเหมือนไม่เคยพบหน้าประมุขเขาต้วนมาก่อนแม้สักครั้ง นางเดินล่องลอยขึ้นไปเหมือนวิญญาณตนหนึ่ง เอ่ยเสียงอ่อนระโหย “ผู้น้อยคารวะท่านประมุขเขาต้วน ต่อจากนี้…ยังขอท่านอาจารย์ให้ความกรุณาเอาใจใส่ด้วยเจ้าค่ะ”
ตอนนางยอบกายแข้งขาพลันอ่อนยวบจนเกือบล้มลงไป สร้างความตื่นตระหนกให้คนโดยรอบได้เอะอะอีกหนึ่งคำรบ
หัวใจดวงน้อยที่ทั้งบอบบางและชราภาพของประมุขเขาต้วนไหนเลยจะรับความลำบากใจเช่นนี้ไหว รีบร้อนเอ่ย “ร่างกายคุณหนูจงอ่อนแอ ไม่จำเป็นต้องมากพิธี ด้านนอกลมแรง รีบเข้าห้อง รีบเข้าห้องเถิด!”
เอ่ยพลางเดินพาครอบครัวสกุลจงทั้งสามคนเข้าไปในสำนักศึกษาราวกับอัญเชิญเทพก็ไม่ปาน
“นี่ เจ้ามองเห็นเขาหรือไม่” จงรั่วฉิงยกหลังมือขึ้นบังหน้าผาก ก้าวเดินแช่มช้าอ้อนแอ้น ขณะที่สองตากลับมองค้นหาในกลุ่มคนไม่หยุด
ซือฉินประคองอยู่ด้านข้าง ส่ายหน้าลดเสียงลงต่ำเอ่ย “ไม่เห็นคนที่ประพิมพ์ประพายคล้ายท่านเขยเลยเจ้าค่ะ”
จงรั่วฉิงได้แต่รามือชั่วคราว คิดในใจว่าตัวบัดซบผู้นั้นช่างเจ้าเล่ห์นัก มองเห็นว่านางพาท่านพ่อท่านแม่มาด้วยก็รีบซ่อนตัว
ช่างเถอะๆ อย่างไรเสียนางก็ปะปนเข้ามาอยู่ในสำนักศึกษาชิงหงแล้ว ยังกังวลด้วยหรือว่าต่อไปจะไม่มีโอกาสขุดอดีตของเขาน่ะ!
รอจนคนทั้งหมดยกโขยงเข้าไปในประตูอย่างยิ่งใหญ่ ฉุนเจี๋ยจึงค่อยชะโงกตัวออกมาจากด้านหลังประตูใหญ่ จ้องมองเข้าไปด้านใน ค้นหากลางกลุ่มคนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็พบตัวคุณหนูสกุลจงที่ป่วยกระเสาะกระแสะ นึกถึงที่นายท่านจงเอ่ยว่า ‘ล้มป่วยหนัก’ เมื่อครู่นี้ขึ้นมาก็อดย่นคิ้วไม่ได้ ทั้งที่หลายวันก่อนยังกระโดดโลดเต้นอยู่แท้ๆ เหตุใดบทจะป่วยก็ป่วย ซ้ำยังป่วยจนมีสภาพเช่นนี้
ในตอนนี้เองฉุนเจี๋ยพลันเห็นจงรั่วฉิงผินหน้ามาน้อยๆ ยิ้มละไมให้ศิษย์พี่ด้านข้างตามมารยาท รอยยิ้มนั้นทำให้ผงแป้งสีขาวบนใบหน้าร่วง ‘กราว’ ลงมาทันที
ฉุนเจี๋ย “…”
นี่คงเป็นเขาเองที่คิดมากเกินไปจริงๆ…ทว่าคนไล่ตามมาถึงนี่ ชีวิตในวันหน้าเกรงว่าจะยุ่งยากอยู่สักหน่อยแล้ว
นายท่านจงกับจงฮูหยินนั่งพักอยู่ในห้องครู่หนึ่ง ก่อนจับมือจงรั่วฉิงกำชับกำชาอีกสักพัก จึงค่อยจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ก่อนไปนายท่านจงยังเสนอตัวบริจาคช่วยเหลือสำนักศึกษาชิงหงอีกห้าร้อยตำลึง เพื่อแสดงความขอบคุณต่อประมุขเขาต้วน
มองดูรถม้าแล่นจากไปไกลทีละนิด ประมุขเขาต้วนยืนถือเงินอยู่ด้านนอกประตูสำนัก ในใจยุ่งเหยิงดุจอยู่กลางลมพายุกระหน่ำ…
มีฉุนเจี๋ยเจ้าปัญหาคนหนึ่งยังไม่พอ ยามนี้แม้แต่ศัตรูคู่แค้นที่อธิบายได้ไม่ชัดของเจ้าตัวก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว สำนักศึกษาชิงหงของตนนี้จะยังรักษาความสงบต่อไปได้หรือ
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 14 ม.ค. 69
Comments



